คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 168 ข้อแลกเปลี่ยน

            

            เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้ง ก็เป็นเช้าของวันต่อมาแล้ว

            ซูฉางอันยังมึนหัวอยู่เลย

            เมื่อคืน เขากับอินเชียนซางสนทนากันมากมายดูเหมือนทั้งสองจะคุยกันอย่างสนุกสนานไม่เบา ภายใต้การยุแยงจากอินเชียนซางในที่สุดเขาก็ดื่มสุราเข้าไปอีกเล็กน้อย และเป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึงจำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนนี้ ตนพูดอะไรออกไปบ้าง

            เขาลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงนอน หลังล้างหน้าล้างตาเสร็จจึงเดินออกไปจากห้อง

            อาจเป็นผลมาจากโลหิตเทพ หลายวันมานี้ อาการบาดเจ็บของเขาหายดีจนแทบจะสมบูรณ์แบบแล้วปัญหาหนักอกบางอย่างจึงหายไปด้วยเช่นกัน

            เมื่อสองวันก่อน เขาเริ่มการสังหารหมู่ที่สำนักเทียนหลานขึ้น ในวันนั้นศิษย์จากสำนักต่างๆตายภายใต้คมกระบี่ของเขากว่าห้าร้อยคนทีเดียว ทั้งยังขุนนางคนสำคัญอย่างจางจื่อวู่อีก

            แต่น่าแปลกที่หลายวันมานี้ สำนักเทียนหลานกลับสงบมาก แม้แม่ทัพถงจิงอี้จะได้รับบัญชาให้มาเฝ้าคุมตัวเขาและสำนักเอาไว้แต่ถึงกระนั้น ท่านแม่ทัพถงก็มีท่าทีเคารพและให้เกียรติพวกเขามาโดยตลอดนอกจากไม่อนุญาตให้ซูฉางอันออกไปนอกสำนักแล้วดูเหมือนอีกฝ่ายจะยอมทำตามคำขอทุกอย่างที่เขาต้องการก็ว่าได้

            สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ซูฉางอันไม่อาจคาดเดาได้ ว่าองค์จักรพรรดิคิดอย่างไรกันแน่

            แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ทนนิ่งเฉยแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป เขาจะเอาความหวังทั้งหมดไปวางอยู่ในมือขององค์จักรพรรดิที่ตนไม่เข้าใจแม้แต่น้อยผู้นั้นได้เช่นไรไม่ว่าจะคิดอย่างไร นั่นก็เป็นการกระทำที่โง่งมมากอยู่ดี

            ดังนั้น ซูฉางอันจึงคิดว่าตนต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว

            แต่ไม่ว่าเขาคิดจะทำอะไร หากยังออกจากสำนักไม่ได้เช่นนี้เรื่องที่คิดก็ดูจะยากเต็มทน ยังดีที่ตอนนี้ ในที่สุดมู่กุยอวิ๋นก็กลับมาแล้ว

            เขากลับมาพร้อมกับข่าวที่ซูฉางอันรอคอยมานาน

            “อาจารย์ที่ลอบสังหารเจ้าชื่อหลี่ว์เจี้ยนไป่ดูเหมือนเขาจะเตรียมใจตายมาตั้งแต่แรก เพราะเขาเปลี่ยนตัวตนให้ลูกเมีย ส่งพวกเขาออกไปที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ห่างออกไปทางทิศเหนือราวร้อยสองร้อยลี้ ก่อนจะมาหาเจ้าที่สำนัก”

            มู่กุยอวิ๋นบอก จากนั้นก็ยกชาตรงหน้าขึ้นมากระดกอย่างกระหายคงรีบวิ่งมาบอกข่าวโดยไม่ได้พักเป็นแน่

            “ว่าแต่... ฉางอัน เจ้าใจกล้าเกินไปหรือเปล่า เจ้าฆ่าศิษย์มากขนาดนั้นโดยไม่คิดหน้าคิดหลังเลยหรือตอนนี้ คนในเมืองต่างก็ก่นด่านินทาเจ้าไปหมด องค์ชายห้าก็ถูกกักบริเวณอีกแม้แต่ท่านพ่อกับพวกก็ยังต้องเก็บตัวเงียบเลย”

            แม้น้ำเสียงของมู่กุยอวิ๋นจะเต็มไปด้วยความตำหนิ แต่ซูฉางอันก็รับรู้ได้ชัดเจนว่าในน้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง

            เขาส่งยิ้มไปให้มู่กุยอวิ๋น ก่อนจะกล่าวขึ้น“เจ้ายังต้องช่วยข้าอีกเรื่อง”

            “หืม?” มู่กุยอวิ๋นชะงักไป “เรื่องอะไรหรือ?”

            ซูฉางอันประกายรอยยิ้มขึ้น เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบบางอย่างข้างหูมู่กุยอวิ๋น ทันใดนั้น มู่กุยอวิ๋นก็เบิกตากว้างขึ้นก่อนจะหันกลับมามองซูฉางอันอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

            เขากล่าวขึ้นอย่างตกตะลึง...

            “เจ้ายังเป็นซูฉางอันที่ข้ารู้จักอยู่หรือเปล่าเนี่ย? เจ้าไปเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ไหนกัน?”

            “ในตำรา” ซูฉางอันตอบด้วยท่าทางราบเรียบ

            เพราะเวลากระชั้นชิด มู่กุยอวิ๋นจึงต้องออกไปจากสำนักเทียนหลานอีกครั้งเพื่อเริ่มเตรียมการทันทีที่รู้แผนจากซูฉางอัน

            หลังมู่กุยอวิ๋นออกไปได้ไม่นาน ซูฉางอันก็ไปหาอินเชียนซางอีกครั้ง

            เป็นเหมือนที่เขาคิดเอาไว้ไม่มีผิด ชายผู้นั้นหลบอยู่ในห้อง และดื่มเหล้าจากไหประจำกายที่ดื่มเท่าไรก็คล้ายจะไม่หมดเสียที

            ตั้งแต่อินเชียนซางมาที่สำนักเทียนหลาน ซูฉางอันก็รู้สึกว่าหากเขาไม่ได้ดื่มเหล้าอยู่ ก็คงอยู่ระหว่างทางที่จะไปซื้อเหล้าเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด นอกนั้น เขาก็ไม่เห็นว่าคนผู้นี้จะทำอย่างอื่นเลย

            “มาแล้วรึ?” ดูเหมือนอินเชียนซางจะดีใจมากที่ได้เจอซูฉางอันราวกับว่า เรื่องเมื่อคืน ทำให้เขามองว่าซูฉางอันเป็นคนกันเองเป็นสหายในวงเหล้าไปแล้วเช่นนั้น “เป็นอย่างไรบ้าง ดื่มอีกสักไหไหม?” เขาถามขึ้น

            “เอ่อ... เอาไว้ครั้งหน้าเถอะ” ซูฉางอันยังมึนหัวอยู่เลยเขาคิดว่าตนคงไม่มีพรสวรรค์เรื่องการดื่มเหล้ามาตั้งแต่เกิดแล้ว

            “หืม?” อินเชียนซางเบะปากเล็กน้อยจากนั้นก็เช็ดคราบสุราที่ติดอยู่ตรงมุมปากด้วยแขนเสื้อที่ไม่สู้สะอาดนัก“แล้วเจ้ามาหาข้าเพราะเรื่องอะไรหรือ?”

            “ข้าอยากขอให้เจ้าช่วย” ซูฉางอันตอบ

            “ช่วยอะไร?”

            “ช่วยไปพบใครคนหนึ่ง แล้วนำคำของข้าไปสู่เขาที”

            “ใคร?”

            “หลงเซี่ยงจวินแห่งหอหมู่ตัน!”

            “หืม?” อินเชียนซางชะงักไป เขาแปลกใจเล็กน้อย“เจ้าจะฝากอะไรไปถึงเขาหรือ?”

            “บอกเขาว่า ซูฉางอันประสงค์ทำการค้าครั้งใหญ่กับเขา ถามว่าเขาสนใจหรือไม่”ซูฉางอันประกายรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเลศนัยขึ้นที่มุมปาก

            รอยยิ้มของเด็กหนุ่ม กลับทำให้อินเชียนซางที่แม้จะอยู่กลางหิมะก็ไม่เคยสวมเสื้อกันหนาวทั้งยังเปลือยแผ่นอกอย่างไม่กลัวความหนาวเย็น รู้สึกหนาวสั่นขึ้นอย่างน่าประหลาด

            เมื่ออินเชียนซางจากไป สำนักเทียนหลานก็เหลือเพียงกู่เซี่ยนจวินที่กำลังนอนพักกับฝานหรูเยว่ที่ยังหมดสติอยู่เท่านั้น

            ส่วนชิงหลุน นางหายตัวไปที่ใดก็ไม่ทราบ ทว่าด้วยพลังที่นางมีซูฉางอันไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงนางแม้เพียงนิด

            ซูฉางอันคิดเช่นนั้นในใจ พลางเตรียมเดินกลับไปดูอาการของหญิงทั้งสองต่อ

            ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ แม่ทัพถงจิงอี้ที่รับหน้าที่เฝ้าสำนักก็เดินมือไขว้หลังเข้าหาพร้อมกับสตรีในชุดแดงนางหนึ่ง

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น เขาเห็นใบหน้าของหญิงคนนี้มาแต่ไกลเป็นเซี่ยโหวฟ่งอวี้นั่นเอง!

            นางขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้า เกรงว่าหลายวันมานี้เรื่องขององค์ชายห้าคงทำให้นางกังวลและเหนื่อยมามาก

            ซูฉางอันรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจอย่างไม่อาจควบคุม

            ยามนี้ หากตรองดูอีกทีที่เซี่ยโหงฟ่งอวี้ต้องหลอกลวงและหักหลังเขาก็เป็นเพราะไม่มีทางเลือก ทว่าแท้จริง นางดีกับเขาไม่น้อยก่อนหน้านี้ ซูฉางอันไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้มาก่อน แต่บัดนี้ หลังผ่านเรื่องราวมากมายในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่ลืมเรื่องในวันนั้นไปโดยสิ้นเชิงแต่ตอนนี้ เขาก็ไม่ได้เคลือบแคลงใจ และติดใจเรื่องนั้นเหมือนแต่ก่อนอีก

            “แม่ทัพถง” ซูฉางอันประสานมือเป็นเชิงคารวะไปให้ก่อนจะมองไปยังหญิงที่อยู่ข้างกัน

            สายตาของเซี่ยโหวฟ่งอวี่ประสานเข้ากับสายตาของซูฉางอัน ทันใดนั้น นางก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาอย่างประหลาดจึงรีบก้มหน้าลงต่ำทันที

            “ศิษย์พี่ มาแล้วรึ” เสียงใสๆ ของซูฉางอันดังขึ้นที่ข้างหู

            เซี่ยโหวฟ่งอวี้ชะงักไป นางเงยหน้าขึ้นทันทีก่อนจะมองไปที่ซูฉางอันอย่างสงสัย คล้ายไม่มั่นใจว่าตนหูฝาดไปเองหรือไร

            ทว่าซูฉางอันกลับส่งยิ้มไปให้

            ความเหนื่อยล้าที่เคยอัดแน่นอยู่บนใบหน้าของเซี่ยโหวฟ่งอวี้สลายไปราวหิมะต้องแสงนางอยากเอ่ยบางอย่างออกมา แต่ก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนดี จึงเพียงแต่มองเข้าไปในดวงตาที่ใสสะอาดของอีกฝ่ายแล้วส่งประกายรอยยิ้มกลับไปเท่านั้น

            “อะแฮ่ม!”เมื่อเห็นท่าทางของชายหญิงตรงหน้า แม่ทัพผู้นำทางก็เริ่มทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเขากระแอมขึ้นเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะมองตาของคนทั้งสอง “คุณชายซูองค์หญิงเซี่ยโหวมาที่นี่เพราะได้รับบัญชาให้พาเจ้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทในพระราชวัง”

            “เข้าเฝ้าฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ?” ซูฉางอันชะงักไปแต่เพียงไม่นาน เขาก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด

            ที่องค์จักรพรรดิกดเสียงประท้วงไว้ และช่วยปกป้องเขาเช่นนี้คงเพราะต้องการบางอย่างจากเขา

            หากอยากอยู่ในเมืองฉางอันต่อไป ก็ต้องยอมแลกบางออกไปบ้างเขาเข้าใจกฎข้อนี้ดี

            การเข้าเฝ้าครั้งนี้ เป็นโอกาสในการทำข้อแลกเปลี่ยนระหว่างเขากับองค์จักรพรรดิและเป็นการเจรจาเรื่องข้อตกลง ว่าข้อแลกเปลี่ยนนี้จะดำรงต่อไปอีกนานเพียงใดเช่นกัน

            สิ่งที่ควรจะเกิด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นในสักวัน

            ซูฉางอันเตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ตั้งแต่วินาทีที่พุ่งกระบี่ใส่ศิษย์เหล่านั้นแล้ว

            ดังนั้น เขาจึงพยักหน้า แล้วหันไปบอกกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้

            “ไปกันเถอะ... ศิษย์พี่”

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน