ระหว่างทางกลับบ้านภายในรถเงียบสนิทจนกระทั่งสัตตบุษย์เอ่ยถามออกมาด้วยความอยากรู้
“พี่ฟงคะที่พี่บอกกับพี่เฟยว่าไม่อยากให้บัวไม่สบายใจ หมายความว่ายังไงหรือคะ”
“ไม่เห็นต้องแปลอะไรอีกเลยนี่จ๊ะ” อี้ฟงตอบยิ้มๆ พลางลูบศีรษะเล็กด้วยความเอ็นดู “บัวไม่สบายใจก็คือไม่สบายใจ”
“แล้วพี่ฟงรู้ได้ไงคะว่าบัวไม่สบายใจ” เธอย้อนถาม
“พี่กับบัวไม่ใช่เพิ่งรู้จักกันนี่นาเรารู้จักกันมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว แค่นี้ทำไมพี่จะดูอาการบัวไม่ออกอีกอย่างบัวแสดงความรู้สึกได้ชัดเจนจะตายไป บัวกลัวจงเหว่ยใช่ไหม”
“ค่ะ ก็เขามองแบบว่า...” หญิงสาวหน้าแดงด้วยความรู้สึกกระดากปากที่จะพูดออกมา ชายหนุ่มโอบแขนไปรอบไหล่บางแล้วดึงตัวเธอเข้ามาชิดใกล้พลางเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม
“อย่าไปสนใจมันเลยคนต่ำช้าแบบนั้นก็คิดอะไรได้แต่เื่ต่ำๆ นั่นแหละมันก็ได้แค่คิดเท่านั้นอย่ากลัวไปเลยนะจ๊ะพี่จะไม่ยอมให้มันแตะต้องบัวของพี่ได้หรอก”
“บัวไม่ได้ห่วงตัวเองค่ะแต่บัวห่วงพี่นะคะ สายตาของเขายามมองพี่ดูน่ากลัวมากๆ เลย”เธอเงยหน้าขึ้นบอกเขา ทั้งสีหน้าและแววตาแสดงความห่วงใยชัดแจ้งจนคนได้รับรู้สึกตื้นตันใจ
“เป็ห่วงพี่มากไหม”
“ถามอะไรแบบนี้ล่ะคะห่วงมากสิคะ ก็พี่ชายทั้งคนนี่นา”
ความอ่อนหวานเมื่อครู่นี้หดหายไปเมื่อได้ฟังคำว่าพี่ชายจากปากของเธออี้ฟงถอนหายใจยาวพลางโอบกระชับร่างบางแน่นขึ้นอีกนิด
“มีเื่อะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะพี่ฟง”
“เปล่าหรอกจ้ะ” เขายิ้มให้
“ยังไงพี่ฟงก็ต้องระวังตัวให้มากๆนะคะ” เธอเตือนเขาอีกครั้ง แววตาของจงเหว่ยทำให้เธอกลัวจับใจจริงๆ
“จ้า...ดีใจจังเลยที่บัวเป็ห่วง” ชายหนุ่มบอกก่อนจะก้มหน้าลงจุ๊บหน้าผากเนียนใสเสียทีหนึ่งอย่างอดใจไว้ไม่ไหว“แทนคำขอบคุณแล้วก็ให้รางวัลที่บัวยอมมางานคืนนี้กับพี่”
สัตตบุษย์มองเขาตาโตด้วยใบหน้าแดงก่ำก่อนจะรีบก้มหน้าลงอย่างเขินอายอีกครั้งแล้วที่หัวใจดวงน้อยเต้นแรงและความสุขก็ถาโถมเข้าใส่แม้เขาจะคิดกับเธอแค่น้องสาวแต่เธอก็ยังมีความสุขอยู่ในโลกแห่งความฝันได้ ขอแค่ได้รับความรักและความเอื้ออาทรจากเขาบ้างเท่านั้นเธอก็พอใจแล้ว
อี้ฟงมองกิริยาเขินอายของหญิงสาวด้วยสายตารักใคร่เอ็นดูการที่เธอหน้าแดงทุกครั้งเวลาเขาอยู่ใกล้ชิดนับเป็นิมิตหมายอันดีที่จะทำให้เขาเปลี่ยนสถานภาพจากพี่ชายมาเป็คนรักได้ง่ายขึ้น เอาเถอะน่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แล้วนับประสาอะไรกับหัวใจของคนเราถ้าเขามีความอดทนพอ สักวันความ้าของเขาก็จะเป็จริงในที่สุด เขามั่นใจ!
ณคฤหาสน์ของตระกูลหลิ๋ว
ในความเงียบสงัดของยามค่ำคืนจู่ๆก็มีเสียงแก้วแตกดังขึ้นภายในห้องสีขาวกว้างขวาง ซึ่งใช้เป็สถานที่ทำงานของเ้าของบ้านตรงพื้นใกล้ๆ กับโต๊ะทำงานมีเศษแก้วแตกกระจายและมีน้ำสีอำพันเจิ่งนองอยู่เป็หย่อมๆบนเก้าอี้นุ่มสบายมีร่างสูงใหญ่ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อคลุมที่สวมทับชุดนอนอีกชั้นหนึ่งนั่งอยู่ใบหน้าคมสันที่จัดว่าหล่อเหลาดูบึ้งตึง แววตากร้าวกระด้างราวกับกำลังคิดอยากฆ่าใครสักคนอยู่ก็ไม่ปาน
“ไอ้พวกตระกูลชานฉันไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่” หลิ๋วจงเหว่ย ทายาทคนเดียวของหลิ๋วหม่าหลงเอ่ยออกมาอย่างแค้นเคืองไฟแค้นที่สุมอยู่ในอกเขาเปรียบดังูเาไฟที่รอวันปะทุจนะเิลาวาอันร้อนแรงออกมาแผดเผาศัตรูทุกคน
ความแค้นระหว่างสองตระกูลคือตระกูลหลิ๋วกับตระกูลชานมีขึ้นเมื่อหลิ๋วหม่าหลงบิดาของเขาถูกจับในข้อหาค้าของเถื่อนและพวกของหนีภาษีโดยใช้เรือส่งสินค้าของบริษัทชานหวังเฉินเป็ที่ขนส่งของสมัยก่อนบิดาของเขามีหุ้นอยู่ในบริษัทท่าเรือของตระกูลชานด้วย เพราะหม่าหลงกับหวังเฉินเป็เพื่อนกันแต่ถึงจะมีหุ้นก็มีเพียงน้อยนิดแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้าที่บริษัทท่าเรือแห่งนี้จะเจริญรุ่งเรืองบิดาของเขาได้ขายหุ้นจำนวนหนึ่งไปเสียแล้วซึ่งผู้ที่ซื้อคืนก็คือชานหวังเฉินนั่นเอง
ในตอนนั้นธุรกิจของครอบครัวเขาเริ่มไม่ดีจึงต้องหาเงินทุนมาหมุนเวียนตลอดเป็เหตุให้หม่าหลงตัดสินใจค้าของเถื่อน กิจการของครอบครัวเริ่มดีขึ้นและมีเงินทองมากขึ้นจนคนรอบกายเริ่มสงสัยทุกอย่างกำลังไปได้ดีแต่แล้วก็ต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของชานหวังเฉินเพราะอีกฝ่ายจับได้ว่าบิดาเขาค้าของเถื่อนโดยใช้เรือส่งสินค้าของบริษัทบังหน้า ที่เขาเจ็บแค้นมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะแทนที่ชานหวังเฉินจะเตือนบิดาของเขาดีๆกลับแจ้งตำรวจให้มาจับแบบคาหนังคาเขา ขณะหม่าหลงกำลังยืนคุมการขนของเถื่อนอยู่พอดี
ทั้งที่เป็เพื่อนกันแต่กลับทำกันได้ลงเขาในตอนนั้นกำลังเสเพลไม่เคยช่วยงานอะไรบิดาเลยก็ได้แต่เจ็บใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ทำได้เพียงเก็บกดความแค้นไว้ในใจเพื่อรอวันเอาคืนในภายหลัง ทว่าก็ยังหาจังหวะไม่ได้สักทีเพราะนับจากวันนั้นชานหวังเฉินก็สั่งตรวจสอบท่าเรือและคุมเข้มสินค้าทุกชนิดอีกทั้งพวกมันยังมีนายตำรวจใหญ่คอยคุ้มครองอยู่ด้วย ดังนั้นแม้จะพบของกลางในโกดังและในเรือขนส่งสินค้าของพวกมันแต่ตำรวจกลับไม่สอบสวนอะไรเลยสักนิดเดียว แถมยังยกย่องพวกมันให้เป็พลเมืองดีที่แจ้งเบาะแสให้กับทางการอีกด้วย
เขาจึงได้แต่คับแค้นใจจนแทบกระอักออกมาเป็เืทรัพย์สินของครอบครัวก็โดนอายัดไปบางส่วน ทุกอย่างเริ่มย่ำแย่จนเขาต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนทุกทางจนสามารถกลับขึ้นมาผงาดได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เขาจะไม่ยอมกลับไปล้มเหลวอีกอย่างเด็ดขาดและจะไม่ยอมให้ทุกคนในตระกูลชานได้มีความสุขอีกต่อไป!
ณ บริษัท AW. CONTAINERTERMINAL
ภายในห้องทำงานของท่านประธานใหญ่โซฟาชุดหรูตรงมุมห้องปรากฏร่างของสัตตบุษย์นั่งอยู่ ซึ่งกำลังเปิดดูนิตยสารการท่องเที่ยวและเกี่ยวกับเื่ของแฟชั่นอย่างเพลิดเพลินการที่หญิงสาวมานั่งอยู่ที่นี่โดยที่ไม่ได้มีหน้าที่อะไรเลยนั้น เป็เพราะเมื่อตอนสิบโมงเช้าเธอได้รับโทรศัพท์จากชานอี้ฟงซึ่งโทรมาขอให้เธอมาทานข้าวเที่ยงเป็เพื่อนเขา ถึงแม้จะแปลกใจเพราะปกติเขาไม่เคยโทรชวนเธอมาก่อนแต่เธอก็ยอมตอบรับทันทีเพราะใจอยากอยู่ใกล้ชิดเขาอยู่แล้ว
“รอพี่เคลียร์งานอีกแป๊บเดียวนะจ๊ะบัว” อี้ฟงหันมาบอกด้วยสีหน้าขอลุแก่โทษ เนื่องจากเลยเวลาเที่ยงมาพอสมควรแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สามารถพาสัตตบุษย์ออกไปทานอาหารได้อย่างที่ตั้งใจไว้เพราะเผอิญมีงานด่วนที่เขาต้องตัดสินใจในตอนนี้เข้ามาเสียก่อน
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะพี่ฟงทำงานไปเถอะไม่ต้องห่วงบัวนะคะ” หญิงสาวส่งยิ้มให้อย่างเข้าใจ
“เดี๋ยวพี่สั่งให้เลขาจัดของว่างมาให้ทานรองท้องก่อนดีไหม”
“ไม่ต้องหรอกค่ะบัวยังไม่ค่อยหิวเท่าไร”
“ก็ได้จ้ะ แต่ถ้าบัวหิวต้องบอกพี่ทันทีเลยนะ”
สัตตบุษย์ยิ้มหวานให้กับความห่วงใยของเขาก่อนจะพยักหน้ารับหญิงสาวนั่งดูนิตยสารอีกพักใหญ่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเธอวางหนังสือลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าของตนเองมาล้วงเอามือถือออกมาดู ก่อนจะรีบกดรับสายเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ
“ว่าไงจ๊ะเยี่ยหลาน”
“วันนี้ว่างหรือเปล่าบัว” คนปลายสายถาม
“ทำไมเหรอ จะชวนฉันไปเที่ยวไหนอีกล่ะ” เธอถามเสียงกลั้วหัวเราะ เพราะรู้จักเยี่ยหลานดีว่าเป็นักช็อปขนาดไหน
“แหม...รู้ใจกันอีกแล้ว” เยี่ยหลานหัวเราะร่า “ฉันอยากได้รองเท้าน่ะ ฉันดูในอินเทอร์เน็ตเห็นว่าวันนี้ที่ร้าน...” เธอเอ่ยถึงร้านขายรองเท้ายี่ห้อดังซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเกาะฮ่องกง“มีรายการลดราคาครั้งใหญ่เลยล่ะ ลดจนถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะฉันอยากไปเดินดูมากเลยช่วยไปเป็เพื่อนกันหน่อยสิ”ประโยคท้ายเยี่ยหลานทำเสียงออดอ้อน สัตตบุษย์ลังเลใจ เพราะใจหนึ่งก็อยากไปเป็เพื่อนเยี่ยหลานแต่อีกใจหนึ่งก็อยากอยู่ใกล้ๆกับอี้ฟง และสุดท้ายความปรารถนาของหัวใจก็เป็ฝ่ายชนะ
“ขอโทษด้วยนะเยี่ยหลาน วันนี้ฉันไม่ว่างน่ะ”
“ว้า...เธอทำอะไรอยู่เหรอบัว”
“คือ...วันนี้ฉันมาทานอาหารกลางวันกับพี่ฟงที่บริษัทน่ะ”
“งั้นเหรอ น่าเสียดายจัง” สุ้มเสียงแสดงความเสียดายของอีกฝ่ายทำเอาสัตตบุษย์รู้สึกผิดขึ้นมาจึงถามว่า
“มันลดราคาแค่วันนี้เท่านั้นเหรอ”
“ลดมาหลายวันแล้วล่ะวันนี้วันสุดท้าย”
“ถ้าอย่างนั้นไปซื้อตอนเย็นได้ไหมถ้าซื้อตอนเย็นเดี๋ยวฉันจะไปเป็เพื่อน”
เยี่ยหลานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“ได้สิได้งั้นตอนเย็นเจอกันที่ห้างเลยนะ”
“จ้ะ”หญิงสาวรับคำแล้วคุยกับเยี่ยหลานอีกสองสามประโยค จึงวางสายก็พอดีกับที่อี้ฟงปิดแฟ้มงานแล้วลุกขึ้นเดินมาหาเธอ
“ใครโทรมาเหรอจ๊ะ” เขานั่งลงเคียงข้างพลางถามเสียงนุ่ม ท่าทางทำเหมือนถามไปอย่างนั้นเองไม่ได้อยากรู้อะไรแต่ความจริงแล้วในใจอยากรู้เสียเต็มประดา
“เยี่ยหลานน่ะค่ะ โทรมาชวนบัวให้ไปซื้อรองเท้าเป็เพื่อนหน่อย”
“แล้วบัวตอบไปว่าไงจ๊ะอย่าลืมนะว่าเรามีนัดทานข้าวด้วยกันน่ะ”เขาดักคอไว้ก่อนเพราะกลัวว่าเธอจะยกเลิกนัดเขาเพื่อไปกับเพื่อนแทนสัตตบุษย์หัวเราะคิกคักก่อนตอบเสียงใส
“ไม่มีทางลืมหรอกค่ะบัวปฏิเสธเยี่ยหลานไปแล้วว่าไปตอนนี้ไม่ได้แต่จะไปตอนเย็นแทนค่ะ”
“งั้นพี่ไปด้วยนะ”
“จะไปจริงเหรอคะ” เมื่อเขาพยักหน้าให้เธอก็เอ่ยต่อ “พี่ฟงอาจเบื่อก็ได้เพราะพวกเราไปชอปปิ้งกันเท่านั้น”
“พี่ไม่เบื่อหรอกขอแค่มีบัวอยู่ด้วยต่อให้นั่งนิ่งๆ ทั้งวันก็ไม่มีทางเบื่อ...ตลอดชีวิต”
หญิงสาวนิ่งอึ้งก่อนความร้อนจะฉาบไล้ไปทั่วใบหน้าคำพูดเมื่อครู่นี้พร้อมกับแววตาหวานฉ่ำของเขาทำให้เธอคิดไปไกลว่าเขาอาจมีใจให้เขาอาจไม่ได้รักเธออย่างน้องสาวก็เป็ได้ แต่...เธออาจคิดไปเองก็ได้ เพราะแม้คำพูดของเขาเหมือนจะมีนัยเกินเลยแต่มันก็ไม่ใช่คำว่า‘รัก’ โดยตรงอยู่ดี สัตตบุษย์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนบอกเขาเสียงเศร้านิดๆว่า
“เราไปทานข้าวกันได้หรือยังคะ”
“ได้แล้วจ้ะ” อี้ฟงแอบเสียดายบรรยากาศหวานๆ แต่ก็ยังไม่อยากรุกจนเกินไปนักชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วส่งมือให้เธอจับ หญิงสาวจับมือเขาไว้แล้วลุกขึ้นยืน เธอตั้งใจจะปล่อยมือแต่เขากับเพิ่มแรงกระชับยิ่งขึ้นก่อนจะฉุดดึงให้เธอเดินตามเขาออกจากห้องไปสัตตบุษย์อมยิ้มนิดๆ พลางจ้องมือที่จับกันไว้แล้วคิดฝันไปว่า หากเธอกับเขาเดินจูงมือกันในฐานะคนรักก็คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียวจะมีวันนั้นได้หรือเปล่านะ
ทางด้านเยี่ยหลาน หลังจากวางสายจากเพื่อนรักแล้วก็หันมาพูดกับชายหนุ่มที่กำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างๆด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ว่า
“บัวตกลงจะไปด้วยในตอนเย็น”
“ขอบใจนะเยี่ยหลาน” ฟู่เฉินกล่าว
“ย่ะ แต่ฉันไม่อยากได้คำขอบใจของนายแล้วฟู่เฉิน” หญิงสาวมองค้อนญาติหนุ่มอย่างหมั่นไส้ที่ชอบมาขอร้องให้เธอเป็ทัพหน้าชวนสัตตบุษย์ออกมาข้างนอกอยู่เสมอ
“โธ่...ช่วยให้คนที่เป็ทั้งญาติและเพื่อนสมหวังในความรักได้กุศลออกนะเผื่อมันจะช่วยส่งผลให้เธอหาแฟนได้บ้างไงล่ะ โอ๊ย!”ฟู่เฉินบอกเสียงทะเล้นจึงโดนเยี่ยหลานตีป้าบที่กลางหลังฉาดใหญ่
“สมน้ำหน้า นี่ถามจริงๆเถอะ นายรักบัวจริงหรือเปล่า” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จริงสิ” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกันเลย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เธอจะถามอีกสักกี่ครั้งกันเนี่ย”ที่เขาพูดแบบนี้เพราะโดนเยี่ยหลานถามคำถามนี้มาตลอดจนบางครั้งก็น่ารำคาญ
“ก็อยากถามให้มั่นใจบัวเป็เพื่อนรักฉันนี่นา”
“เธอไว้ใจฉันได้เยี่ยหลานฉันรักบัวจริงๆ” ฟู่เฉินย้ำอีกครั้งเขามั่นใจในความรู้สึกของตนเอง เพราะเขาไม่เคยรู้สึกกับผู้หญิงคนไหนลึกซึ้งเท่านี้มาก่อนเลย
“ก็ดี ฉันจะเอาใจช่วยแล้วกันนายกับบัวก็เหมาะสมกันดี”
“อย่าเอาใจช่วยอย่างเดียวสิต้องลงมือช่วยด้วย”
“อะไรยะ! แค่นี้ยังช่วยไม่พออีกรึไงกัน หัดหาทางเอาเองบ้างสิถ้าทำไม่ได้ก็ตัดใจไปซะเถอะ”เยี่ยหลานเบะปากใส่อย่างเยาะเย้ย
“ถ้าเข้าถึงตัวบัวได้ง่ายฉันคงไม่ต้องพึ่งเธอหรอก” ชายหนุ่มบอกอย่างหงุดหงิด การเข้าหาสัตตบุษย์เป็เื่ที่ยากมาก เพราะรอบๆตัวเธอมีแต่ผู้คนรายล้อมเต็มไปหมดอีกทั้งหญิงสาวก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะเปิดใจรับใครได้ง่ายๆ อีกด้วยแม้เขาจะรู้จักเธอมาสองปีแล้วแต่ก็ยังรู้สึกเหมือนคนอื่นคนไกลกันอยู่ดีฉะนั้นหนทางที่เขาจะได้ใกล้ชิดเธอได้มากกว่าเดิมก็ต้องอาศัยเข้าทางญาติสาวเท่านั้น
“เออๆแล้วเย็นนี้อย่าลืมนัดล่ะ” เยี่ยหลานตัดบทอย่างรำคาญ
“ไม่มีทางลืมเด็ดขาด” ฟู่เฉินตอบด้วยแววตาเปล่งประกายกล้า เพราะตั้งใจแล้วว่าจะใช้โอกาสนี้จีบสัตตบุษย์ให้สุดฝีมือ