วันต่อมา
ไป่ฉีต้องไปออกรายการวาไรตี้ทอล์คโชว์ เพื่อโปรโมตละครที่กำลังถ่ายทำอยู่ ซึ่ง 2-3 วันที่ผ่านมามีความคืบหน้าไป 3 ใน 10 ส่วนแล้ว ซึ่งถือว่าเร็วมาก ๆ ไป่ฉีถามเฉินเฟิงว่าทำไมการถ่ายทำถึงเร็วขนาดนี้ คำตอบที่ได้จากเฉินเฟิงคือ เพราะตัวไป่ฉีทำให้นักแสดงหลายคนหาตัวตนของบทที่พวกเขาแสดงเจอ การถ่ายทำจึงเป็นแบบเทคเดียวผ่าน ซึ่งไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่เขาถ่ายละครมา
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงมาถึงสตูดิโอรายการประมาณ 8 โมงครึ่ง ซึ่งมาถึงก่อนเวลาที่นัดกับทางทีมงานครึ่งชั่วโมง ไป่ฉีไม่ลืมหิ้วของกินมาฝากทีมงานเช่นเคย
“ไม่เห็นต้องเอามาเยอะแยะเลย” หานชิงที่เดินตามไป่ฉีเข้ามาติด ๆ เขาเองก็ซื้อของติดมือมาฝากทีมงานนิดหน่อย ตอนนี้ไป่ฉีพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมทีมงานที่เขาเจอส่วนใหญ่ถึงอ้วนกันนัก
“เลี้ยงคนต้องเลี้ยงให้อิ่มสิครับ” ไป่ฉียิ้ม
“นี่ยัยปิงเยว่คงสายอีกตามเคยสินะ” หานชิงกล่าว
“ฉันมันงานรัดตัว ไม่ได้ว่างเหมือนคุณนี่คะ” ปิงเยว่อยู่ ๆ ก็โผล่มา เธอปรากฎตัวด้านหลังหานชิง ทำให้หานชิงกระโดดตัวลอยด้วยความตกใจ
“มะ...มาแล้วเหรอ” หานชิงยิ้มแหยง ๆ
“ค่ะ มาทันได้ยินคนกำลังนินทาฉันอยู่เลย” ปิงเยว่กล่าว
“ถ้าได้ยินก็ไม่ใช่การนินทาหรอกครับ เขาเรียกว่าด่ากันซึ่ง ๆ หน้ามากกว่า” ไป่ฉีจัดการราดน้ำมันลงบนกองไฟทันที
“เฮ้ย ๆ ไป่ฉี อย่าเอาน้ำมันราดซ้ำสิ เดี๋ยวฉันก็โดนไฟเผาตายกันพอดี” หานชิงหันมาห้ามไป่ฉี
บรรยากาศของนักแสดงหลักที่ดูจะไม่ค่อยเครียด ทำให้ทีมงานเองก็ทำตัวสบาย ๆ ไปด้วย ตามปกติพวกนักแสดงหลักส่วนใหญ่มักจะเจ้ายศเจ้าอย่าง ใครทำอะไรขวางหูขวางตาก็จะตินั่นนี่จนน่ารำคาญ
ทางพิธีกรรายการเดินเข้ามาทักทายเฉินเฟิงกับผู้กำกับ ส่วนไป่ฉี หานชิง และปิงเยว่ก็เช่นกัน โดยพิธีกรได้นัดแนะสคริปรายการอีกครั้ง ว่าเขาจะถามคำถามอะไรบ้าง
ทันทีที่รายการเริ่มต้นขึ้น พิธีกรกล่าวเปิดรายการ พร้อมกับเกริ่นนำถึงละครที่กำลังเป็นที่จับตามองอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตอนนี้การถ่ายทำคืบหน้าไปรวดเร็วมาก แถมยังเป็นกระแสร้อนแรงเกี่ยวกับฝีมือการแสดงของดาราหน้าใหม่ที่รับบทเป็นพระเอกของเรื่อง จากนั้นเขาก็เชิญแขกรับเชิญของรายการในวันนี้ ประกอบด้วยเฉินเฟิง ผู้กำกับ รวมถึงนักแสดงหลักอย่างไป่ฉี หานชิง และปิงเยว่
“วันนี้เรามาอยู่กับผู้จัดละคร ผู้กำกับ และนักแสดงนำของเรื่อง ก่อนอื่นเรามาถามความคืบหน้าของละครก่อนดีกว่า” พิธีกรถาม
“สำหรับความคืบหน้าตอนนี้เราถ่ายทำเสร็จไปแล้ว 3 ใน 10 ส่วน ครับ เพราะนักแสดงทุกคนตอนนี้จับความรู้สึกของตัวละครได้แล้ว ทำให้การถ่ายทำแต่ละฉาก ถ่ายเพียงเทคเดียวก็ได้งานออกมาดีแล้วครับ” ผู้กำกับกล่าว
“โอ้ ผมได้ข่าววงในมาว่าที่เป็นแบบนี้เพราะไป่ฉีที่รับบทเป็นพระเอกของเรื่องใช่ไหมครับ” พิธีกรหันมาหาไป่ฉี
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ทุกคนต่างก็เป็นมืออาชีพ แต่ละคนเองก็มีความสามารถมาก ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพวกเขามากกว่าครับ” ไป่ฉีพูดถ่อมตัวตามมารยาท
“งั้น ปิงเยว่ล่ะ ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของคุณเหมือนกันนี่ครับ” พิธีกรถาม
“ค่ะ ตอนแรกต้องคอยรบกวนไป่ฉีให้ช่วยปรับอารมณ์อยู่ประจำเลยค่ะ” ปิงเยว่กล่าว แต่ใบหน้าบ่งบอกว่าไป่ฉีคงใช้วิธีไม่ธรรมดาแน่ ๆ เพราะดูใบหน้าของปิงเยว่ออกแนวสยดสยองมากกว่า
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วหานชิงล่ะ ในฐานะรุ่นพี่ ได้สอนอะไรรุ่นน้องทั้ง 2 คนบ้างไหมครับ” พิธีกรหันมาถามหานชิงบ้าง
“ผมยังเรียนคลาสการแสดงขั้นสูงอยู่เลยครับ ส่วนไป่ฉีเขาจบคลาสไปแล้ว ดังนั้นด้านการแสดงผมคงไม่มีอะไรจะสอนเขาหรอกครับ จะมีก็แค่ธรรมเนียมกับการวางตัวกับนักแสดงรุ่นพี่น่ะครับ ส่วนปิงเยว่ในด้านการแสดงยังต้องฝึกอีกมากครับ” หานชิงตอบ
“งั้นเหรอครับ อย่างกับไป่ฉีตอนนี้เป็นศูนย์กลางของกองถ่ายละครเลยนะครับ ไป่ฉี บทช่วงไหนที่คุณว่ายากครับ” พิธีกรถาม
“ก็เป็นช่วงที่ต้องแสดงโดยใช้สายตาสื่ออารมณ์ร่วมกับภาษากายครับ มันยากมาก เพราะต้องดึงให้อีกฝ่ายที่ร่วมแสดงเข้าถึงอารมณ์ให้ได้ด้วย” ไป่ฉีตอบ
“นั่นมันยากมากเลยนะ เท่าที่ผมทราบนักแสดงอาชีพบางคนยังทำไม่ได้เลย” พิธีกรกล่าว
หลังจากนั้นการสัมภาษณ์ดำเนินต่อไปราว 10 นาที ก่อนที่พิธีกรจะเริ่มถามถึงงานที่แต่ละคนทำอยู่ และให้ฝากผลงาน หานชิงนั้นฝากละครเรื่องนี้รวมถึงละครอีกเรื่องที่เขากำลังแสดงอยู่ ส่วนปิงเยว่นั้นฝากผลงานเพลงของเธอที่กำลังฮิตติดชาร์ตเพลงอยู่ในขณะนี้
“ฝากติดตามงานละครครั้งแรกของผมด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีนิยายที่ผมเขียนจากสำนักพิมพ์ซานหลงด้วย” ไป่ฉีหยิบนิยายที่เขาแต่งขึ้นมา
“เอ๋ ไป่ฉี คุณเขียนนิยายเรื่องนี้เหรอ” พิธีกรถามขึ้น เขาเองก็ซื้อมาอ่าน ตอนแรกที่ซื้อมาเพราะสงสัยว่าทำไมคนถึงอ่านกันเยอะนัก หลังจากนั้นเขาก็ติดงอมแงม อ่านหลายสิบเที่ยวจนสภาพหนังสือตอนนี้เรียกได้ว่าเยินเลยทีเดียว
“ครับ ผมจะแจกเล่ม 2 ที่ยังไม่วางจำหน่ายทั้งหมด 5 รางวัล โดยหลังจบรายการเพียงแค่ร่วมสนุกด้วยการแชร์ลิ้งค์ข้อมูลของผมจากในเว็บของ LSA โดยผมจะสุ่มเลือกมาและติดต่อกลับ ผู้โชคดีจะได้รับหนังสือพร้อมลายเซ็นด้วยพู่กันจากมือของผมเองครับ” หลังไป่ฉีพูดจบ เขาสังเกตเห็นสายตาวาวโรจจากทีมงานหลายคน รวมถึงจากพิธีกรด้วย
“ขอบคุณมากครับ สำหรับรายการวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้ว แล้วพบกันใหม่กับรายการ เล่าเรื่องละคร สวัสดีครับ” พิธีกรกล่าวปิดรายการ ทุกอย่างจบลงเรียบร้อย ไป่ฉีและคนอื่น ๆ กำลังลุกขึ้น แต่แล้วเขาก็พบว่าตัวเองถูกล้อมด้วยพิธีกร ทีมงาน และผู้กำกับรายการ
“ละ....เล่ม 2 จะออกเมื่อไหร่” พิธีกรถามขึ้น
“เอ๋ เอ่อ อีก 2 สัปดาห์ครับ” ไป่ฉีตอบ
“คุณคือนักเขียน เรื่อง เทพกระบี่ เหรอคะ ช่วยเซ็นหนังสือนิยายให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ” ทีมงานหญิงคนหนึ่งยื่นหนังสือมาให้ไป่ฉีเซ็น ไป่ฉีหยิบพู่กันกับหมึกมาเซ็นให้อย่างเต็มใจ ท่ามกลางสายตาเป็นประกายของคนในสตูดิโอ
“อักษรงามจริง ๆ” เฉินเฟิงกล่าวชม
“ฝีพู่กันยอดเยี่ยมนัก” ผู้กำกับละครกล่าว
“พี่ชิงชิง ผมขอปริ้นท์เตอร์หน่อยได้ไหมครับ” ไป่ฉีตะโกนให้เมิ่งชิงชิงนำปริ้นท์เตอร์ตัวเล็กพร้อมกระดาษโฟโต้มาตรงจุดที่เขายืนอยู่
เขาถ่ายรูปกับแฟนคลับนิยายของเขา พร้อมกับปริ้นท์ภาพที่ถ่ายคู่กับแฟนคลับนิยายอย่างเป็นกันเอง ซึ่งผู้กำกับยังงงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า รวมถึงหานชิงและปิงเยว่ด้วย
“นี่เขาเขียนนิยายด้วยเหรอเนี่ย” หานชิงกล่าว
“ฉันก็พอรู้มาบ้าง แต่ไม่คิดว่านิยายของเขาจะดังขนาดนี้” ปิงเยว่รู้สึกเสียหน้านิดหน่อย ไป่ฉีรู้จักผลงานของเธอชนิดที่เรียกได้ว่าแฟนคลับของเธอยังอาย แต่เธอกลับไม่รู้จักผลงานของอีกฝ่ายดีพอ มันทำให้เธอเหมือนเป็นคนไม่ดียังไงไม่รู้
“เฉินเฟิง คุณดูไม่ตกใจเลยนะ” ผู้กำกับหันมาหาเฉินเฟิง
“ก็สมาคมคนรักษ์ภาพอักษรที่ฉันเป็นสมาชิก ทุกคนอ่านเล่ม 1 กันมาหมดแล้ว ยกเว้นผู้เฒ่าเฉียนม่อ จากสมาคมนักเขียนแห่งชาติเท่านั้นที่ได้อ่านจนถึงเล่มจบ” เมื่อได้ยินที่เฉินเฟิงพูด เหล่าแฟนคลับผู้กระหายอยากอ่านนิยายจนแทบจะลงแดงตายก็หันขวับมาทันที
[[[เอ๋]]]
“แต่งจบแล้วเหรอ”
“อ๊าก ทำไมหนังสือนิยายออกช้าแบบนี้”
“ฉันจะไปถล่มเว็บสำนักพิมพ์”
“นิยายแบบนี้ ควรออกมาให้ยลโฉมไว ๆ แท้ ๆ”
“คุณไป่ฉี สปอยให้นิดนึงได้ไหมคะ”
ความวุ่นวายเกิดขึ้นในสตูดิโอสักพัก ระหว่างนั้นผู้กำกับละคร ได้ขอยืมหนังสือนิยายจากแฟนคลับของไป่ฉีมาอ่าน ไม่นานเขาก็นั่งนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังทุกตัวอักษรบนหนังสือราวกับได้พบโลกใบใหม่
“นี่มัน ถ้าทำเป็นละครพีเรียดแนวกำลังภายใน มันต้องดังระเบิดแน่ ๆ” ผู้กำกับพึมพำออกมา
“นายเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหมล่ะ” เฉินเฟินเดินมาตบไหล่ของผู้กำกับ
“นี่มันยอดมาก เป็นวรรณกรรมชั้นยอดจริง ๆ” ผู้กำกับกล่าว
“หึหึ ฉบับที่ตีพิมพ์ตอนนี้เป็นตัวหนังสือที่ใช้ฟอร์มจากโปรแกรม แต่เห็นว่าทางซานหลงกำลังจะออกหนังสือในรูปแบบลายมือของไป่ฉีด้วยล่ะนะ” เฉินเฟิงพูดด้วยเสียงดังในระดับที่ทุกคนได้ยิน
“ว่าไงนะ ฉบับลายมือของไป่ฉีเหรอ คุณเฉินเฟิงขอข้อมูลหน่อยได้ไหมครับ” พิธีกรรายการกล่าว เมื่อกี้ที่เขาเห็นฝีมือพู่กันของไป่ฉี เขาก็ประทับใจมากแล้ว ถ้าหากจะมีฉบับลายมือของไป่ฉีออกมา เขาจะพลาดได้ยังไง
ความวุ่นวายในห้องส่งยังคงมีต่อ ไป่ฉีเห็นว่าแบบนี้คงไม่จบแน่ ๆ เขาจึงขอตัวกลับก่อน ท่ามกลางความเสียดายของเหล่าแฟนคลับนิยายหลายคน
บนรถ
เมิ่งชิงชิงดูมีความสุข เพราะรายการวันนี้น่าจะทำให้ไป่ฉีมีชื่อเสียงขึ้นมาอีกด้าน นั่นคือความสามารถด้านการแต่งนิยายแนวกำลังภายในของเขานั่นเอง ขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ สมาร์ทโฟนของไป่ฉีก็ดังขึ้น
“หือ ประธานอู๋โทรมาทำไมกันนะ” ไป่ฉีกดรับสายทันที
[ไป่ฉี นี่มันอะไรกัน เธอไปทำอะไรมา ตอนนี้โทรศัพท์ที่สำนักพิมพ์สายแทบไหม้แล้ว ส่วนใหญ่เป็นแฟนคลับนิยายของเธอโทรมากดดันให้วางจำหน่ายเล่ม 2 ให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการร้องขอให้เปิดพรีออเดอร์นิยายฉบับลายมือของเธอด้วย ตอบฉันหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย] ประธานอู๋ถาม
“เรื่องนี้ผมไม่เกี่ยวนะครับ คุณเฉินเฟิงเผลอหลุดปากพูดออกไปน่ะครับ ผมเองก็ชิ่งออกมาเหมือนกัน” ไป่ฉีกล่าว
[ฮึ่ย หมอนั่นเป็นต้นเหตุเหรอเนี่ย] ประธานอู๋บ่น
“ลำบากหน่อยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
[มันงานของพวกฉันอยู่แล้ว เฮ้ย พวกแกรับโทรศัพท์สิวะ ดังนานแล้วนะ ฉันจ้างพวกแกมาทำงานนะโว้ย ไม่ใช่จ้างมานั่งเป็นเทวรูปแบบนี้ ฟาร์มเลี้ยงไก่แกมีปัญหารึไง] เสียงของประธานอู๋ที่ด่าลูกน้องดังมาตามสาย
“งั้นถ้าไม่มีอะไรผมวางสายก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
[เดี๋ยว ๆ คือเมื่อกี้มีการติดต่อมาจากทาง LSA บอกว่าอยากจะติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์นิยายไปทำเป็นละครพีเรียดน่ะ แต่ทางฉันบอกว่าเธอขายเฉพาะลิขสิทธิ์นิยายให้ สุดท้ายก็เลยให้เบอร์ติดต่อเธอไป คิดว่าอีกเดี๋ยวทางนั้นคงโทรหาเธอแน่] ประธานอู๋กล่าว
“ขอบคุณที่บอกครับ งั้นผมวางสายนะครับ ท่าทางคุณคงยุ่งอยู่” ไป่ฉีกล่าว
[ได้ ๆ แค่นี้นะ อ้าวเฮ้ยรับสายสิโว้ย แขนพิการรึไงหา แล้วไอ้เรือดำน้ำน่ะเอาไปเก็บที่บ้าน ไม่ต้องเอามา มันไม่มีประโยชน์ รกโต๊ะทำงานเข้าใจไหม…] ประธานอู๋ จากสำนักพิมพ์ซานหลงวางสายไป แต่ก็มีสายใหม่เข้ามา
“สวัสดีครับ ไป่ฉีพูดสายอยู่ครับ” ไป่ฉีกดรับสาย
[สวัสดีครับ ผมเป็นตัวแทนจากฝ่าย.......] ปลายสายเป็นทีมงานของทาง LSA ที่โทรติดต่อไป่ฉีเรื่องจะขอซื้อลิขสิทธิ์นิยายไปทำเป็นละครพีเรียด ไป่ฉีกับตัวแทนของ LSA เกี่ยวกับรายละเอียดคร่าว ๆ ก่อนที่ทางนั้นจะนัดให้ไป่ฉีเข้ามาคุยรายละเอียดเชิงลึกที่ตึกสำนักงานใหญ่ของ LSA อีกที
“ครับ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมจะเข้าไปที่ตึกสำนักงานใหญ่นะครับ” ไป่ฉีวางสายลง พร้อมกับถอนหายใจ
“นิยายนายจะได้ทำเป็นละครเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ครับ วันนี้เรายังไม่กลับบ้านกัน ผมต้องไปคุยรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ของนิยายที่ผมแต่งกับทาง LSA ก่อน” ไป่ฉีตอบ
“ตกลง ไปที่ตึกสำนักงานใหญ่สินะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ครับ” ไป่ฉีตอบ ก่อนที่เมิ่งชิงชิงจะเปลี่ยนเส้นทางไปยังถนนเส้นที่จะไปยังที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท LSA แทน