ณ จวนแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน
เหวยเหนียงเดินไปที่ห้องพระ เพื่อไหว้พระขอพร ก่อนที่จะไปหยิบยันต์บดบังที่ท่านอาจารย์เคยมอบให้กับสามีไว้ หลังจากที่สามีรู้ว่าฝ่าบาททรงส่งคนให้แอบคืนผ้ายันต์บดบังไว้ในถุงผ้ายันต์ที่เขาพกติดตัวตลอด ดังนั้นเขาจึงหยิบยันต์บดบังออกจากถุงผ้ายันต์แล้วนำมาวางไว้ในห้องพระ เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งเหวยเหนียงอาจจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากยันต์บดบังนี้
นางรำพึงเบาๆ ว่า “หวังว่าผ้ายันต์บดบังนี้จะช่วยให้ข้ารอดพ้นจากการหยั่งรู้ฟ้าดินของหมอดูเทวดาจางเล่ยนะ” จากนั้นนางก็เดินออกไปจากห้องพระ แล้วไปหยิบถุงผ้า ก่อนเดินออกไปหน้าจวนเพื่อขึ้นรถม้า
“แม่ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องลำบากถึงขนาดนี้ ขนาดเจ้าตั้งครรภ์แก่มากแล้ว เจ้ายังต้องตรากตรำเดินทางไกลอีก” ท่านแม่รู้สึกสงสารลูกสะใภ้
“ท่านแม่อย่าได้กังวลไป ยามเมื่อคนในครอบครัวมีภัย ข้าก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุดเจ้าค่ะ ลูกของข้าต้องเข้าใจอยู่แล้ว หากเขาพูดได้ เขาก็คงจะคอยสนับสนุนและให้กำลังใจข้าเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว
“หลานย่าจะต้องแข็งแกร่งให้สมกับที่ได้เกิดมาในตระกูลแม่ทัพ” ท่านแม่จับไปที่ท้องของเหวยเหนียวแล้วกล่าว
“ท่านแม่ดูแลตัวเองดีๆ นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าวกำชับ
“เจ้าเองก็เช่นกัน” ท่านแม่เป็นห่วง
ซูหลางมองดูลูกสะใภ้ในสภาพที่ท้องใหญ่พอสมควรกำลังค่อยๆ ขึ้นรถม้าด้วยความสงสาร นางคิดในใจว่า “หากครอบครัวพวกเราปลอดภัยกันทุกคน ข้าจะชดเชยให้เจ้านะ สะใภ้ของข้า”
ตอนนี้เหวยเหนียงตรากตรำเดินทางมุ่งหน้าไปที่เมืองตูเจี้ยน นางต้องมาคอยเช็ดเหงื่อตัวเอง และดมยาหอมที่ได้มาจากท่านหมอหลวงเสี่ยวอี้เพื่อกันวิงเวียนศีรษะ นางคิดในใจว่า “หนทางช่างยาวไกลยิ่งนัก อดทนหน่อยนะลูก เพื่อครอบครัวของพวกเรา”
และแล้วก็สมกับความพยายาม เหวยเหนียงสามารถเดินทางมาถึงเมืองตูเจี้ยนได้สำเร็จ และกำลังจะเข้าพบผู้ว่าการมณฑล แต่ทว่าเหวยเหนียงกลับเป็นลมไปเสียก่อน
ทำให้ทุกคนในจวนผู้ว่าฯต่างพากันตกอกตกใจกันยกใหญ่ และรีบอุ้มหญิงท้องใหญ่ไปที่ห้องรับรองแขกชั่วคราว ก่อนจะเรียกให้หมอเข้ามาตรวจอาการ
“เป็นอย่างไรท่านหมอ นางและลูกปลอดภัยดีหรือไม่” ท่านผู้ว่าฯรีบถาม
“ทั้งคู่ปลอดภัยขอรับ แต่อาจเป็นเพราะนางเหน็ดเหนื่อยมานานก็เลยอ่อนเพลียก็เท่านั้น ข้าจะจัดยาบำรุงให้ก็แล้วกัน” ท่านหมอกล่าว
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างอ่อนแรง
“ว่าแต่ เจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงมาที่นี่” ท่านผู้ว่าฯสงสัย
“ข้าคือฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน สามีของข้าย้ายไปประจำการอยู่ชายแดนมานาน ข้ารู้สึกคิดถึงเขามาก ก็เลยอยากไปพบเขาที่ชายแดนเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงแต่งเรื่อง
“เจ้าเดินทางไปไม่ได้หรอก ตอนนี้เส้นทางสัญจรถูกกีดขวาง” ท่านผู้ว่าฯกล่าวตามตรง
“พอจะมีหนทางมั้ยเจ้าคะ ข้าอยากพบสามีมากจริงๆ ” เหวยเหนียงขอร้อง
“มันก็มีหนทาง แต่ข้าว่ามันไม่เหมาะกับเจ้า” ท่านผู้ว่าฯประเมินแล้ว
“ทำอย่างไรเจ้าคะ ได้โปรดบอกข้ามาเถิด” เหวยเหนียงกล่าวอย่างมีความหวัง
“ไต่สะพานเชือกข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่น่ะสิ คนท้องอย่างเจ้าทำไม่ได้หรอก” ท่านผู้ว่าฯอธิบาย
“แล้วข้าจะทำอย่างไรดี” เหวยเหนียงแสร้งทำสีหน้าหมดหวัง
“ข้าว่าเจ้าเขียนจดหมายเรียกสามีให้มาที่นี่ดีกว่า ข้าจะให้ม้าเร็วส่งข่าวให้เจ้าเอง” ท่านผู้ว่าฯเสนอ
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างซึ้งใจ และสมใจที่เป็นไปตามแผนการ เพราะความจริงแล้วนางต้องการให้สามีเดินทางมาหานางที่นี่
ท่านผู้ว่าฯก็เลยให้เด็กรับใช้ไปยกเครื่องเขียนมาให้เหวยเหนียง
พอนางนำจดหมายพับใส่ซองเสร็จเรียบร้อย นางก็เลยขอร้องว่า “ข้ากลัวว่าสามีจะต่อว่าข้า ว่าแค่นี้ข้าก็ไม่อดทนรอเขากลับมาหาที่เมืองหลวงเจ้าคะ ดังนั้นท่านช่วยหลอกเขาว่าข้านอนป่วยอยู่ที่จวนท่านได้หรือไม่”
“มันจะดีงั้นหรือ” ท่านผู้ว่าฯลังเล
“ข้าเข้าใจฮูหยินของแม่ทัพนะ ข้าก็เคยเป็น ตอนข้าพรากจากท่านพี่ ข้าก็อยากหาเรื่องไปพบท่านพี่ แต่ข้าก็กลัวว่าท่านจะต่อว่าข้าเช่นกัน” ฮูหยินของท่านผู้ว่าฯเข้ามาได้ยินพอดี และเข้าใจความรู้สึกของเหวยเหนียงเป็นอย่างดี
“ก็ได้! ข้าจะช่วยหลอกสามีเจ้าให้ก็แล้วกัน” ท่านผู้ว่าฯเห็นใจจึงยอมรับปาก
“เจ้าพักอยู่ที่นี่ไปก่อน ขาดเหลืออะไรสามารถบอกข้าได้” ฮูหยินของท่านผู้ว่าฯกล่าว
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงคิดในใจว่า “นี่จะเป็นการพิสูจน์ว่าท่านพี่รักข้ามากพอที่จะรีบมาหาข้าที่เมืองตูเจี้ยนหรือเปล่า”
*****************************
แม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนกำลังเดินทางโดยใช้เส้นทางลัดไปได้ครึ่งทาง อยู่ดีๆ ก็มีม้าเร็วมาดักหน้าไว้
“หยุด!” ซูเยี่ยนสั่ง
“เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ ฮูหยินของท่านฝากจดหมายมาให้ท่านขอรับ” ทหารม้าเร็วรายงาน
“เหวยเหนียงอย่างนั้นหรือ” ซูเยี่ยนรำพึง
ซูเยี่ยนรีบลงมาจากม้า แล้วรีบรับจดหมายมาอ่าน ความว่า
ข้าคิดถึงท่านพี่มากเลยเจ้าค่ะ ข้าก็เลยแอบท่านแม่มาหาท่านที่ชายแดน แต่ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเส้นทางสัญจรที่เมืองตูเจี้ยนได้ถูกก้อนหินและดินมวลมหาศาลกีดขวางเอาไว้ ข้าจะกลับเมืองหลวงก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ประกอบกับข้าดันมาป่วยเสียอีก ท่านพี่มาหาข้าที่เมืองตูเจี้ยนจะได้หรือไม่ ข้ากลัวเหลือเกิน กลัวว่าข้าอาจป่วยหนักจนไม่ได้เห็นหน้าท่านไปตลอดกาล
เหวยเหนียง
ซูเยี่ยนรู้สึกใจคอไม่ดี เพราะกลัวว่าฮูหยินจะเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ เขาก็เลยขี่ม้าแยกทางกับกองทัพ โดยหันไปกล่าวกับลูกน้องว่า “เจอกันที่เมืองหลวงนะ ข้าจะไปที่เมืองตูเจี้ยนเพื่อไปหาฮูหยินก่อน”
“ขอรับท่านแม่ทัพใหญ่” รองแม่ทัพรับคำ
ซูเยี่ยนไม่รอช้ารีบขี่ม้ามุ่งหน้าไปที่เมืองตูเจี้ยน แม้ระหว่างทางฝนจะตกกระหน่ำ เขาก็ยังตากฝนโดยไม่หยุดพัก เพียงเพื่อที่จะไปหาฮูหยินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
จนกระทั่งม้าอ่อนล้าเต็มที เขาถึงได้หยุดพักที่โรงเตี๊ยม และให้ม้าได้พักกินหญ้าบ้าง
“เรียนนายท่าน ท่านหมอมาแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อกล่าว
“ฮัดเช้ย ฮัดเช้ย ฮัดเช้ย” ท่านแม่ทัพจาม
“ท่านคงจะตากฝนมาสินะ” ท่านหมอรีบเข้าไปตรวจอาการ
“ข้าขอยาที่ทำให้ข้าหายไวไวนะ ข้าต้องรีบออกเดินทางต่อ” ท่านแม่ทัพกำชับ
“ยาที่ดีที่สุด ก็คือการนอนหลับพักผ่อนนะ” ท่านหมอกล่าว
“ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ ฮูหยินและลูกของข้าอาจตายได้ทุกเมื่อ ข้าต้องรีบไปดูอาการของพวกเขา” ท่านแม่ทัพกล่าว
“ที่แท้ ท่านก็ห่วงลูกและฮูหยิน ก็ได้ ข้าจะสั่งยาบรรเทาอาการปอดชื้นและลดไข้ให้ก็แล้วกัน” ท่านหมอกล่าว
“ขอบคุณท่านหมอ” ท่านแม่ทัพรู้สึกซึ้งใจ
“คืนนี้ท่านก็นอนอย่างเต็มที่ก็แล้วกัน พอร่างกายดีขึ้น ค่อยออกเดินทาง” ท่านหมอกล่าว
ท่านหมอก็เลยจัดยาให้ และให้เสี่ยวเอ้อเป็นคนต้มยาให้ท่านแม่ทัพ
และแล้วด้วยแรงใจ ทำให้ท่านแม่ทัพสามารถลุกขึ้นจากที่นอน และเก็บของออกเดินทางมุ่งหน้าไปที่เมืองตู้เจี้ยนอย่างไม่ลดละ
สมกับความพากเพียรพยายาม ท่านแม่ทัพใหญ่ขี่ม้ามาถึงอีกฝั่งของเมืองตูเจี้ยน แต่เขานั้นไม่อาจข้ามไปในเมืองตูเจี้ยนได้เพราะมีสิ่งกีดขวาง
“ท่านใช่แม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนหรือไม่ขอรับ”
“ใช่! ข้าเอง!” ท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนรู้สึกแปลกใจที่เห็นชายแปลกหน้า
“งั้นเชิญทางนี้ พวกเราต้องข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่แทนขอรับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าว
“พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงมารอรับข้า” ท่านแม่ทัพใหญ่สงสัย
“พวกข้าคือ คนของผู้ว่าการมลฑลตูเจี้ยนขอรับ ฮูหยินของท่านพักอยู่ที่จวนของท่านผู้ว่าฯ” ชายหนุ่มอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง” แม่ทัพใหญ่เข้าใจ
“ท่านคงต้องขายม้าทิ้งที่นี่ แล้วปีนสะพานเชือกไปอีกฝั่งขอรับ” ชายหนุ่มแนะนำ
“ก็ได้! ว่าแต่ ฮูหยินของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นห่วง
“ท่านไปดูเองเถิด ข้าบอกไม่ได้จริงๆ ขอรับ” ชายหนุ่มอยากให้เขาเห็นกับตาของตัวเอง
ดังนั้นซูเยี่ยนจึงรีบไต่สะพานเชือกอย่างรวดเร็วเพื่อข้ามแม่น้ำใหญ่ให้เร็วที่สุด
พอทุกคนไต่มาถึงอีกฝั่งของแม่น้ำ เด็กรับใช้รีบนำทางท่านแม่ทัพใหญ่ให้ไปที่จวนท่านผู้ว่าฯทันที
“ข้าน้อยคารวะท่านผู้ว่าฯขอรับ” แม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนกล่าวกับผู้อาวุโส
“อย่าได้เกรงใจ ท่านรีบไปพบฮูหยินของท่านเถิด นางเพ้อใหญ่แล้ว” ท่านผู้ว่าฯจำต้องยอมแสดงละครตามคำขอร้องของฮูหยินของตัวเอง เนื่องจากนางอยากช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์อย่างเหวยเหนียง
“ขอรับ” แม่ทัพใหญ่รู้สึกร้อนรน
ซูเยี่ยนเดินแกมวิ่งไปที่ห้องพักของเหวยเหนียง
“ท่านพี่! ท่านพี่! ท่านพี่!” เหวยเหนียงแกล้งหลับตาเพ้อ
ซูเยี่ยนวิ่งไปจับมือของฮูหยินไว้แน่น “ข้าอยู่นี่ฮูหยิน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
เหวยเหนียงแกล้งลืมตาด้วยท่าทางอิดโรย และกล่าวว่า “เกิดเรื่องใหญ่แล้วท่านพี่ ท่านเสนาบดีหยางสือกำลังถูกตัดสินโทษให้ประหารชีวิต ท่านพี่ต้องช่วยน้องเขยให้ได้นะเจ้าคะ”
“ทำไมเขาถึงต้องโทษหนักแบบนั้นล่ะ เขามีความผิดอะไร” ท่านแม่ทัพใหญ่สงสัย
“มีคนใส่ร้ายเขา โดยการนำจดหมายลับที่มีการติดต่อระหว่างเขากับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวไปไว้ในจวนของเขา พอฝ่าบาททรงส่งทหารไปตรวจค้นก็เลยเจอจดหมายดังกล่าวเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเล่า
“ข้าจะไปยับยั้งให้เร็วที่สุด ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้” ท่านแม่ทัพใหญ่ใจร้อนกลัวน้องเขยตาย
“ช้าก่อนท่านพี่! ท่านควรเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกับท่านผู้ว่าการมลฑลตูเจี้ยนเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกำชับด้วยสีหน้าจริงจัง
“ทำไมล่ะ” ท่านแม่ทัพใหญ่สงสัย
“เชื่อข้าสักครั้ง ข้าบอกท่านไม่ได้จริงๆ ” เหวยเหนียงต้องทำตามคำสาบานที่ไม่สามารถเล่าคำทำนายให้ใครฟังได้
“ก็ได้! ข้าจะรีบเดินทางไปพร้อมกับท่านผู้ว่าฯเอง ว่าแต่เจ้าล่ะ เจ้าเป็นยังไงบ้าง” ซูเยี่ยนยังคงเป็นห่วงฮูหยิน
“แค่ข้าเห็นท่านพี่ ข้าก็มีอาการดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ขอข้าพักที่นี่สักสองสามวัน ข้าคงมีอาการดีขึ้นเองเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว นางยังไม่อยากกลับพร้อมสามีเพราะกลัวเป็นตัวถ่วง
“อีกสามวันเจ้าค่อยเดินทางกลับเมืองหลวงนะ ตอนนี้ข้าต้องรีบไปพบท่านผู้ว่าฯเสียก่อน” ซูเยี่ยนต้องรีบไปช่วยเหลือน้องเขยให้เร็วที่สุด
“เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงรู้สึกสงสารสามี นางรู้ดีว่าเขารีบเดินทางมาหานางโดยไม่หยุดพัก ทำให้เขาสามารถมาหานางได้เร็วถึงขนาดนี้ นางคิดในใจว่า “ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงท่าน แต่นั่นมันเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถบังคับให้ท่านพี่เปลี่ยนเส้นทางมาที่เมืองตูเจี้ยนได้”
*****************************
ณ ลานประหารในเมืองหลวง
ฝ่าบาททรงเป็นผู้คุมการประหารท่านเสนาบดีด้วยพระองค์เอง พอถึงฤกษ์ พระองค์ก็ทรงรีบตรัส “ประหารได้”
“ช้าก่อนพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนขี่ม้าเร็วสุดกำลัง พอถึงที่หมาย ก็รีบลงจากม้าและรีบไปขัดขวางการตัดสินโทษ
“ซูเยี่ยน! เป็นไปไม่ได้ เจ้าเองก็คิดร่วมมือกับท่านหยางสือหรือนี่” ฝ่าบาททรงอึ้ง
ท่านหมอดูเทวดาจางเล่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังของฝ่าบาท เขาคิดในใจว่า “ท่านติดกับแล้ว แม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน”
“ทรงประหารท่านหยางสือไม่ได้นะพะย่ะค่ะ ทรงลืมไปแล้วหรือว่าเขาทุ่มเทช่วยพระองค์กอบกู้บัลลังก์จนถึงขั้นยอมสละแม้กระทั่งชีวิตของตัวเองน่ะพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนทูลทัดทาน
“ทหาร! จับกุมแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนเดี๋ยวนี้” ฝ่าบาทตรัสสั่งด้วยความกริ้ว
“ทรงจับกระหม่อมไว้ทำไมพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนไม่เข้าใจ
“เจ้าเองก็ร่วมมือกับท่านหยางสือคิดก่อการกบฏ ไม่เพียงเท่านั้นเจ้าคงลอบติดต่อท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวเช่นกัน เจ้าถึงใช้เส้นทางลัดมาเมืองหลวงใช่หรือไม่” ฝ่าบาททรงคาดคั้น
“กระหม่อมกล่าวด้วยความสัตย์ กระหม่อมไม่ได้ติดต่อชาวเหลียว กระหม่อมไม่ได้คิดก่อการกบฏ และกระหม่อมก็ไม่ได้ใช้เส้นทางลัดด้วยพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนกล่าวตามจริง
“ถ้าเจ้าไม่ได้ใช้เส้นทางลัด แล้วเจ้าจะมาถึงเมืองหลวงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร” ฝ่าบาททรงไม่เชื่อ
“ท่านแม่ทัพใช้เส้นทางหลักพะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นพยานได้” ท่านผู้ว่าการมณฑลตูเจี้ยนกล่าว
“เจ้าเป็นใคร” ฝ่าบาททรงสงสัย
“กระหม่อมคือผู้ว่าการมณฑลตูเจี้ยนพะย่ะค่ะ” ท่านผู้ว่าฯแนะนำตัวเอง
“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่” ฝ่าบาททรงอยากรู้
“ตามที่ทุกคนรู้ ที่เมืองตู้เจี้ยนได้ถูกสายลับชาวเหลียววางระเบิดที่ภูเขาจนถล่มมาทับเส้นทางสัญจรที่จะไปเมืองหลวง กระหม่อมก็เลยจำต้องสร้างสะพานเชือกข้ามแม่น้ำใหญ่ เพื่อให้ชาวตู้เจี้ยนเดินทางไปเมืองหลวงได้ชั่วคราว แต่มันคงเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นกระหม่อมก็เลยอยากจะขอกำลังพลเพื่อช่วยกันขุดดินและผลักหินออกไปให้พ้นเส้นทางสัญจรพะย่ะค่ะ” ท่านผู้ว่าฯอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง! แสดงว่าแม่ทัพใหญ่ก็ข้ามสะพานเชือกมาที่เมืองหลวงใช่หรือไม่” ฝ่าบาททรงพระทัยเย็นลง
“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ” ท่านผู้ว่าฯกล่าว
“เราขอโทษที่เข้าใจเจ้าผิดไป” ฝ่าบาททรงรู้สึกผิด
“อย่าไปเชื่อพะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพ…” หมอดูเทวดาจางเล่ยรีบคัดค้าน แต่ถูกฝ่าบาทตรัสแทรก
“พอได้แล้ว! เราก็ยอมพิสูจน์แล้วไง เห็นมั้ยว่าท่านแม่ทัพไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าทำนายไว้” ฝ่าบาทตรัส
“ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ประจำการที่ชายแดนเป็นเวลานานพอสมควร จึงทำให้รู้ว่าชาวเหลียวนั้นทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายแคว้นฉิน ดังนั้นโปรดชะลอการตัดสินโทษท่านหยางสือไปก่อนจะได้หรือไม่ ขอเวลาให้กระหม่อมสืบหาข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อนจะได้หรือไม่พะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนขอร้อง
“ไม่ได้เด็ดขาดพะย่ะค่ะ พวกเขาถือว่าเป็นญาติกัน ยังไงท่านแม่ทัพก็ต้องเข้าข้างน้องเขยของตัวเองอยู่แล้วพะย่ะค่ะ” หมอดูเทวดารีบคัดค้าน
“ไม่เช่นนั้นก็ยกคดีนี้ให้ใต้เท้าเหรินตั้วไต่สวนใหม่ก็ได้พะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนแนะนำใหม่
“แต่หลักฐานมันแน่ชัดแล้วนี่” ฝ่าบาทตรัส
“โปรดทรงรำลึกถึงอดีตที่ผ่านมาด้วยเถิดพะย่ะค่ะ ท่านหยางสือเป็นคนยังไง พระองค์ก็ทรงทราบไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนพยายามเกลี้ยกล่อม
“ทรงอย่าหลงเชื่อคำพูดท่านแม่ทัพนะพะย่ะค่ะ เขากำลังกล่อมให้พระองค์ทรงละเว้นโทษผู้ทรยศอยู่นะพะย่ะค่ะ หากพระองค์ทรงพระทัยอ่อน พวกเขาอาจร่วมมือกันทำร้ายพระองค์ในอนาคตได้นะพะย่ะค่ะ” หมอดูเทวดาเตือน
“ข้ารู้ว่าท่านเป็นถึงหมอดูเทวดา และสามารถหยั่งรู้ฟ้าดิน แต่คำทำนายก็เหมือนการคาดเดา ดังนั้นการจะเชื่อสิ่งใดจะต้องมีหลักฐานและพยานที่แน่ชัด การที่จวนท่านหยางสือมีจดหมายลับ บางทีอาจเกิดจากมีคนไม่หวังดีนำจดหมายลับไปซ่อนที่จวนก็เป็นได้ไม่ใช่หรือขอรับ” ซูเยี่ยนกล่าวกับท่านหมอดู
“แต่ก็ไม่แน่เสมอไปนี่ ท่านหยางสือเคยคิดก่อการใหญ่มาแล้ว ครั้งนี้อาจคิดทำอีกก็เป็นได้” หมอดูกล่าวอ้าง
“เลิกเถียงกันได้แล้ว เอาเป็นว่าเราจะโยนคดีนี้ให้ใต้เท้าเหรินตั้วเป็นผู้ตัดสินก็แล้วกัน” ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัย
“ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ” หมอดูรีบคัดค้าน
“เราไม่ได้ละเว้นโทษท่านหยางสือ เราเพียงให้ใต้เท้าเหรินตั้วไต่สวนให้แน่ชัดก่อนตัดสินโทษ คราวนี้เราจะได้มั่นใจว่าเราไม่ได้ประหารผิดคน จริงมั้ย” ฝ่าบาทตรัส
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนรีบขอบคุณ
“ทหาร! คุมตัวนักโทษไปที่ศาลผดุงธรรม เดี๋ยวนี้!” ฝ่าบาทตรัสสั่งทหาร
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำ
*****************************
ณ จวนแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน
ซูหลินคุกเข่าขอบคุณพี่ใหญ่ด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณพี่ใหญ่มากเจ้าค่ะ” ซูหลินกล่าวและมีน้ำตาคลอ
“รีบลุกขึ้นเถิด ข้าช่วยได้แค่ให้ใต้เท้าเหรินตั้วตัดสินคดีใหม่เท่านั้น” ซูเยี่ยนรีบเข้าไปประคองน้องสาว
“ในเมื่อสามีข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อคดีอยู่ในมือใต้เท้าผู้ผดุงความยุติธรรมแล้ว ยังไงสามีของข้าก็ต้องพ้นมลทินเป็นแน่เจ้าค่ะ” ซูหลินกล่าวอย่างมั่นใจ
“ข้าก็หวังเช่นนั้น” ซูเยี่ยนได้แต่คาดหวัง
“แล้วพี่สะใภ้ล่ะเจ้าคะ” ซูหลินสงสัย
“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว
ซูหลินรีบวิ่งไปกอดเหวยเหนียงด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณมากเลยเจ้าค่ะพี่สะใภ้”
“ก็หวังเพียงแต่ว่าใต้เท้าเหรินตั้วจะคืนความเป็นธรรมให้สามีเจ้านะ” เหวยเหนียงกล่าว
“ข้ากลัวเพียงแต่ว่าหมอดูเทวดาคนนั้นอาจยุยงให้ฝ่าบาททรงหวาดระแวงพวกเราขึ้นมาอีกน่ะสิ” ซูเยี่ยนกังวล
“ท่านพี่เห็นหมอดูคนนั้นแล้วงั้นหรือเจ้าคะ” เหวยเหนียงสงสัย
“เขาใช่หมอดูเทวดาแน่หรือ ทำไมเขาถึงมุ่งทำร้ายครอบครัวพวกเราแบบนี้ล่ะ” ซูเยี่ยนไม่เข้าใจ
“หมอดูเทวดาจางเล่ยมีวิชาโหราศาสตร์พอๆ กับอาจารย์ของข้า และสมัยก่อนเขาก็เป็นหมอดูที่มีชื่อเสียงมาก แต่มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เขาได้หายตัวไปอย่างลึกลับ จึงทำให้ไม่มีใครรู้ว่าในช่วงเวลานั้นเขาไปทำอะไรมาเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเล่า
“เป็นไปได้มั้ยว่าเขาจะร่วมมือกับชาวเหลียวทำลายคนแคว้นฉิน” ซูเยี่ยนสงสัย
“ต้องรอดูต่อไปเจ้าค่ะ ข้าบอกไม่ได้จริงๆ ” เหวยเหนียงรู้ แต่ไม่อาจบอกได้
“เจ้าหายดีแล้วงั้นหรือ” ซูเยี่ยนรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ข้าได้ยาบำรุงจากท่านหมอ ข้ารู้สึกดีขึ้นมากเลยเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว
“หลายวันมานี้ข้าคงได้อยู่เมืองหลวง ข้าจะได้มีโอกาสดูแลเจ้าอย่างใกล้ชิดนะฮูหยิน” ซูเยี่ยนเดินเข้าไปกอดฮูหยินด้วยความคิดถึง
“เจ้าค่ะท่านพี่” แต่เหวยเหนียงกลับคิดในใจว่า “หมอดูจางเล่ยยังไม่หยุดเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ”
ดังนั้นตกกลางคืน เหวยเหนียงจึงเขียนจดหมายถึงบุคคลสามคนอย่างลับๆ ได้แก่ หมอหลวงเสี่ยวอี้ ซุนหวิน และกงฉี
*****************************
ณ บ้านพักของหมอดูเทวดาจางเล่ย
“น่าเจ็บใจนัก! หยางสือและซูเยี่ยนรอดพ้นความตายไปได้” หมอดูเจ็บใจ
“เพราะมีคนช่วยน่ะสิ” สายลับชุดดำกล่าว
“ใครกัน” หมอดูแปลกใจ
“หมอดูเหวยเหนียง ไม่ใช่สิ นางกลายเป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนไปแล้ว และเห็นว่าเลิกเป็นหมอดูไปแล้วด้วย” สายลับอธิบาย
“ถึงเลิกไปแล้ว ก็ใช่ว่าความสามารถในการทำนายจะหายไป” หมอดูรู้สึกเจ็บใจ
“ได้ข่าวว่านางคือศิษย์น้องของหยุนฮวา หรือฮองเฮาในฝ่าบาทพระองค์ก่อน” สายลับกล่าว
“อ๋อ! ที่แท้ก็ลูกศิษย์ของไอ้หานฟงนี่เอง” หมอดูจางเล่ยกับหมอดูหานฟงเคยเป็นสหายกันมาก่อนแต่ไม่ถูกกัน
“นางคงช่วยชีวิตสามีของตัวเองน่ะสิ” สายลับกล่าว
“ข้าต้องรีบแยกนางออกจากแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนโดยด่วน ไม่เช่นนั้นจะกำจัดซูเยี่ยนได้ลำบาก” หมอดูกล่าว
“รีบจัดการด้วยล่ะ ไม่เช่นนั้นท่านอ๋องทรงจะไม่ให้ท่านหมอซาตูรักษาฮูหยินของท่านอีก” สายลับขู่
“อย่านะ! ข้าจะรีบกำจัดพวกเขาให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน” หมอดูรับปาก
*****************************
ณ ตำหนักของฝ่าบาท
“เจ้ามีอะไร! เข้าเฝ้าซะดึกเชียว” ฝ่าบาททรงแปลกพระทัย
“ทูลฝ่าบาท ทรงไม่เชื่อถือคำทำนายของกระหม่อมใช่มั้ยพะย่ะค่ะ” หมอดูจางเล่ยกล่าว
“ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ต้องพิสูจน์ให้ชัด เราไม่อยากเป็นเหมือนเสด็จพี่ที่หลงงมงายฟังแต่คำทำนายโดยไม่ดูข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้นก็เท่านั้นเอง” ฝ่าบาททรงอธิบาย
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่กระหม่อมจะต้องทูลพระองค์พะย่ะค่ะ” หมอดูกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ว่ามาสิ” ฝ่าบาททรงรอฟัง
“ฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่เคยเป็นหมอดูมาก่อนใช่มั้ยพะย่ะค่ะ” หมอดูถามย้ำ
“ใช่! ทำไมงั้นหรือ” ฝ่าบาททรงสงสัย
“ที่พระองค์ทรงไม่สามารถเอาผิดท่านแม่ทัพใหญ่ในครั้งนี้ได้ก็เพราะฮูหยินของเขาทำนายเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วต่างหากพะย่ะค่ะ” หมอดูจางเล่ยอธิบาย
“แต่นางเลิกเป็นหมอดูแล้วนะ” ฝ่าบาททรงแย้ง
“แต่ความสามารถในการทำนายไม่ได้หายไปนี่พะย่ะค่ะ” หมอดูกล่าว
“ก็จริงของเจ้า” ฝ่าบาททรงเห็นด้วย
“หากนางยังอยู่กับสามี ก็ไม่แน่ว่า ไม่ว่าใต้เท้าเหรินตั้วจะสืบอะไรมาได้ ก็คงไม่สามารถเอาผิดท่านแม่ทัพใหญ่ได้อยู่ดี เพราะฮูหยินของเขาคิดดักทางไว้หมดแล้วพะย่ะค่ะ” หมอดูกล่าว
“เจ้าจะให้เราแยกตัวนางออกมาอย่างนั้นหรือ” ฝ่าบาททรงตีวัตถุประสงค์ของจางเล่ยออก
“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ อย่างน้อยการสืบคดีจะได้ยุติธรรมที่สุดไงพะย่ะค่ะ” หมอดูกล่าวอ้าง
“ก็ดีเหมือนกัน เจ้ากลับไปเถอะ เราจะทำตามความคิดของเจ้า” ฝ่าบาทตรัส
*****************************
ณ บ้านของซูเยี่ยน
“พวกท่านจะนำตัวฮูหยินของข้าไปที่ไหน” ซูเยี่ยนตกใจ
“เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ ฮองเฮาทรงมีพระเมตตาอยากดูแลสหายเก่า ทรงเห็นว่าฮูหยินมีอายุครรภ์มากแล้ว ก็ควรจะอยู่ในวังเพื่อที่จะได้ให้หมอหลวงช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดน่ะขอรับ” กงกงอธิบาย
“แต่ข้าสามารถดูแลฮูหยินของข้าเองได้” ซูเยี่ยนรีบแย้ง
“เอ่อ ท่านพี่เจ้าคะ ข้าอยู่ในวังก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้กินยาบำรุงที่มีเฉพาะในวัง ลูกของพวกเราจะได้แข็งแรงไงเจ้าคะ” เหวยเหนียงพยายามมองในแง่ดี
“แต่ว่า” ซูเยี่ยนไม่อยากพรากจากฮูหยิน
“ให้เหวยเหนียงไปเถิดลูก นางอยู่ใกล้หมอ เผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นมา ท่านหมอจะได้รีบรักษานางได้ทัน” ซูหลางช่วยพูด
“ก็ได้ขอรับ” ซูเยี่ยนจำต้องยอมให้นางกำนัลในวังช่วยกันประคองเหวยเหนียงให้ไปขึ้นเกี้ยวและพาเข้าวังอย่างช่วยไม่ได้
เหวยเหนียงที่ขึ้นไปบนเกี้ยวแล้ว นางคิดในใจว่า “ท่านพี่เจ้าคะ โปรดระวังตัวด้วย สิ่งที่จะทำให้ท่านรอดพ้นโพยภัยครั้งนี้ได้ ก็คือ ความซื่อสัตย์ของท่านเจ้าค่ะ”
*****************************
ณ ตำหนักของฮองเฮา
หลังจากที่ฮองเฮาทรงคลอดพระโอรส ฝ่าบาทจึงทรงประทานตำหนักแยกให้กับฮองเฮา เพื่อให้พระนางทรงเลี้ยงดูพระโอรสได้อย่างเต็มที่ แต่หากวันไหนฝ่าบาททรงว่าง พระองค์ก็ทรงส่งกงกงให้ทูลเชิญฮองเฮาให้เสด็จไปที่ตำหนักของฝ่าบาท
ดังนั้นพอเหวยเหนียงเข้าวัง นางก็ได้ไปอยู่ในตำหนักของฮองเฮา
“เจ้าอยู่ห้องนี้ ทำตัวสบายๆ ได้เลยนะ ขาดเหลืออะไรบอกเราได้” ฮองเฮาตรัสอย่างเป็นกันเอง
“ขอบพระทัยเพคะ” จากนั้นเหวยเหนียงก็คุกเข่า
“เจ้าคุกเข่าทำไม รีบลุกขึ้นเร็วเข้า” ฮองเฮาทรงตกพระทัยและรีบประคองเหวยเหนียงให้ลุกขึ้น
“ถือว่าหม่อมฉันขอร้องเถิดเพคะ ให้หม่อมฉันเข้าเฝ้าฝ่าบาทสักครั้งจะได้หรือไม่” เหวยเหนียงขอร้องทั้งน้ำตา
“เอ่อ แต่พระองค์นั้น ไม่อยาก….” ฮองเฮาทรงไม่สะดวกจะตรัสตามตรง
“ฝ่าบาททรงไม่อยากพบหม่อมฉันใช่มั้ยเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างรู้ทัน
ฮองเฮาทรงพยักพระพักตร์
“แต่ได้โปรดเมตตาหม่อมฉันสักครั้ง หม่อมฉันมีเรื่องกราบทูลฝ่าบาทจริงๆ เพคะ” เหวยเหนียงยังคงขอร้อง
“ช่วงนี้ฝ่าบาททรงประชุมกับเหล่าขุนนางแทบทุกคืนเลย งั้นหากวันไหนฝ่าบาททรงว่าง เราจะให้เจ้าได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทดีมั้ย” ฮองเฮาทรงเสนอ
“ขอบพระทัยเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“เราพาเจ้าไปดูลูกของเราดีกว่า เจ้าจะได้ไม่เครียด” ฮองเฮาทรงชวน
“เพคะ” เหวยเหนียงเองก็อยากผ่อนคลายเช่นกัน
*****************************
ณ จวนแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน
“พวกเจ้าเป็นใคร! กล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในจวนของข้า” ซูเยี่ยนชักดาบพร้อมที่จะต่อสู้เมื่อเห็นชายชุดดำทั้งสิบบุกเข้ามาในจวนของเขา
ชายชุดดำคนหนึ่งเปิดหน้าออก “ข้าเอง กงฉีไงล่ะ”
“พวกเจ้ามีอะไรอย่างนั้นหรือ” ซูเยี่ยนสงสัย
“เหวยเหนียงเขียนจดหมายบอกให้ข้ารีบพาพรรคพวกมาค้นจวนของเจ้า” กงฉีอธิบาย
“จวนของข้ามีอะไรงั้นหรือ” ซูเยี่ยนแปลกใจ
“รีบค้นก่อนค่อยว่ากัน ก่อนที่ทางการจะบุกมาค้นจวนเจ้า” กงฉีเห็นว่าเป็นเรื่องด่วน
“พวกเจ้าหมายความว่า บางทีอาจมีคนร้ายซุกซ่อนสารลับจากแคว้นเหลียวในจวนข้าเพื่อใส่ร้ายข้าใช่มั้ย” ซูเยี่ยนตีความหมาย
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” กงฉีพยักหน้า
“งั้นรีบค้นกันเถอะ ก่อนที่ท่านแม่ของข้าจะกลับมาจากร้านขายผ้า” ซูเยี่ยนไม่อยากให้ท่านแม่ตกใจ
“ไป พวกเรา รีบค้นเร็วเข้า” กงฉีสั่งพรรคพวก
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ชายสองคนก็ค้นเจอสารลับจากแคว้นเหลียวจริงๆ
ซูเยี่ยนเปิดอ่านทำให้รู้ว่าเป็นข้อความที่พูดคุยกันระหว่างเขากับท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวจริงๆ
“น่าเจ็บใจนัก ใครกันที่กล้าใส่ร้ายข้าเช่นนี้” ซูเยี่ยนขยำจดหมายด้วยความเจ็บใจ
“มือปราบกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ พวกข้าไปก่อนนะ” ชายคนหนึ่งกล่าว
“ขอบคุณมากที่ช่วยเหลือข้า” ซูเยี่ยนกล่าวอย่างซึ้งใจ พร้อมกับยื่นจดหมายให้กงฉีนำไปทำลายให้
“เจ้าไปขอบคุณฮูหยินของเจ้าเถิด พวกข้าไปล่ะ” กงฉีกล่าว
หลังจากที่ท่านจอมยุทธ์ทั้งสิบกระโดดหนีหายไป ทางการก็รีบบุกเข้ามาในจวนท่านแม่ทัพใหญ่
“มีอะไรงั้นหรือขอรับ” ซูเยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“พวกเรารีบค้นเร็วเข้า” ทหารองครักษ์สั่งการ
“พวกท่านไม่บอกกล่าวอะไร อยู่ดีๆ ก็ค้นจวนข้า มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ” ซูเยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่พอใจ
“นี่คือรับสั่งของฝ่าบาท เจ้าจะขัดขืนอย่างนั้นหรือ” ทหารองครักษ์กล่าว
“ข้ามิกล้า” ซูเยี่ยนกล่าว
“ให้เจอของกลางก่อนค่อยว่ากัน ไป ทหาร ค้นดูให้ทั่วทุกซอกทุกมุม” ทหารองครักษ์สั่ง
“ขอรับ” ทหารลูกน้องรับคำ
ทหารช่วยกันตรวจค้นจวนท่านแม่ทัพใหญ่ จนถึงสามชั่วยามแล้ว ก็ยังหาไม่พบ
ท่านแม่ทัพซูเยี่ยนยืนหาว และกล่าวว่า “ตะวันจะขึ้นแล้วนะ ท่านหาเจอแล้วหรือยัง”
“ท่านมีห้องลับหรือไม่” ทหารองครักษ์ยังคงไม่ยอมแพ้
“ไม่มีหรอก! แต่ก่อนบ้านข้าไม่ได้ร่ำรวยขนาดถึงต้องสร้างห้องลับ ไม่เชื่อก็ค้นดูอีกรอบก็ได้” ซูเยี่ยนท้า
“ไป พวกเราค้นดูอีกรอบ” ทหารองครักษ์ไม่เชื่อ
“เอ่อ พวกเราตรวจค้นจนทุกตารางนิ้วแล้วนะขอรับ” ทหารลูกน้องกล่าว
“ค้นดูอีกรอบเพื่อความแน่ใจ” ทหารองครักษ์ไม่ยอม
“ขอรับ” ทหารลูกน้องจำใจรับคำ
และแล้วจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ทหารก็ยังไม่เจอหลักฐานเอาผิดท่านแม่ทัพใหญ่เลยแม้แต่สักชิ้นเดียว
*****************************
ณ ที่ประทับของฝ่าบาท
“พวกกระหม่อมพากองทหารให้บุกค้นจวนท่านแม่ทัพใหญ่จนทั่วแล้วพะย่ะค่ะ แต่ไม่พบอะไรเลย” ทหารองครักษ์รายงาน
“เป็นไปไม่ได้” ท่านหมอดูจางเล่ยรีบแย้ง
“ทำไมถึงเป็นไปไม่ได้ล่ะ” ฝ่าบาททรงสงสัย
“เอ่อ การทำนายของกระหม่อมไม่เคยพลาดพะย่ะค่ะ” หมอดูกล่าวอ้าง
“ท่านอาจจะพลาดครั้งนี้เป็นครั้งแรกก็เป็นได้” ฝ่าบาททรงดำริว่า นักปราชญ์ยังพลาดได้นับภาษาอะไรกับหมอดู
“ต้องเป็นฝีมือของ…” หมอดูจางเล่ยกำลังกล่าวโทษเหวยเหนียงแต่ถูกฝ่าบาทตรัสแทรก
“เลิกพูดว่าเป็นฝีมือของเหวยเหนียงได้แล้ว นางอยู่ในตำหนักของฮองเฮามาสามวันแล้ว และวันๆ นางก็เอาแต่ไปช่วยเลี้ยงลูกของเราเท่านั้น” ฝ่าบาทตรัส
“พะย่ะค่ะ” ท่านหมอดูจางเล่ยคิดในใจว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ฝ่าบาททรงทราบข่าวว่าท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาวเหลียวและไม่ได้คิดก่อการกบฏ พระองค์ก็ทรงสบายพระทัยมากขึ้น ดังนั้นวันนี้พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้กงกงไปทูลอัญเชิญฮองเฮาให้เสด็จไปที่ตำหนักของฝ่าบาท
*****************************
ณ ห้องบรรทมของฝ่าบาท
“ถวายบังคมเพคะ”
“ทำไมเป็นเจ้า เราต้องการพบฮองเฮา ไม่ใช่เจ้าเสียหน่อย” ฝ่าบาททรงตกพระทัยเมื่อพบเหวยเหนียงอยู่ในห้องบรรทมแทนที่จะเป็นฮองเฮา
“หม่อมฉันเป็นคนทูลขอร้องฮองเฮาเองเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องจะกราบทูลพระองค์จริงๆ ” เหวยเหนียงกล่าว
“ไปที่ห้องทรงงาน อยู่ในห้องนี้มันไม่เหมาะสม คนอื่นอาจเข้าใจผิดได้” ฝ่าบาททรงต้องการปกป้องชื่อเสียงของฮูหยินท่านแม่ทัพใหญ่
“เพคะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างเข้าใจ
ฝ่าบาทเสด็จนำไปที่ห้องทรงงานก่อน แล้วสั่งให้นางกำนัลจัดที่นั่งให้ฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่เพื่อให้นางนั่งสบายๆ
“เอาล่ะ มีอะไรก็ว่ามา” ฝ่าบาททรงรอสดับฟัง
“ทรงปล่อยหม่อมฉันกลับจวนแม่ทัพใหญ่ได้หรือยังเพคะ” เหวยเหนียงอยากกลับจวนแม่ทัพใหญ่
“ยัง! รอให้คดีท่านหยางสือถูกตัดสินไปก่อน เจ้าค่อยกลับไป” ฝ่าบาทตรัสเสียงแข็ง
“ทรงยังไม่เลิกสงสัยในตัวซูเยี่ยนหรือเพคะ” เหวยเหนียงสงสัย
“เจ้าอาจเป็นเหมือนหยุนฮวาที่คอยช่วยเหลือสามีทุกอย่างไงล่ะ เราก็แค่ป้องกันไว้ก่อน” ฝ่าบาททรงเผย
“ทุกคนย่อมต้องช่วยเหลือคนรักเป็นธรรมดา ดูอย่างพระองค์ พระองค์ก็ทรงยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือฮองเฮาเลย ดังนั้นหม่อมฉันจะช่วยสามีบ้างก็ไม่ผิดอะไรนี่เพคะ” เหวยเหนียงคิดว่าไม่แปลก
“เจ้าได้ใช้วิชาความรู้ในทางที่ผิดเพื่อช่วยสามีเหมือนหยุนฮวาหรือเปล่าล่ะ” ฝ่าบาทตรัสถามตามตรง
“วิชาทางโหราศาสตร์ก็เป็นเหมือนดาบสองคม หากใช้ในทางที่ถูกที่ควร มันก็สามารถสร้างคุณประโยชน์ได้นานัปการ แต่ขณะเดียวกันหากใช้ในทางที่ผิดมันก็สามารถเกิดการทำลายล้างและสร้างความเสียหายอันยิ่งใหญ่ได้เช่นเดียวกัน แต่เพราะหม่อมฉันเชื่อในกฎของฟ้า ถ้าผู้มีวิชาใช้ความรู้ในทางที่ผิด สวรรค์ก็ย่อมที่จะลงโทษไม่ต่างจากคนอื่น ดูจากศิษย์พี่ของหม่อมฉันเป็นตัวอย่างสิเพคะ ดังนั้นหม่อมฉันจึงพยายามไม่กระทำสิ่งผิด เพื่อที่ว่าตนจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับสามีได้อย่างมีความสุขเพคะ” เหวยเหนียงอธิบาย
“คงต้องรอให้ใต้เท้าสืบคดีให้กระจ่างเสียก่อน ค่อยว่ากัน” ฝ่าบาทตรัส
“แล้วเหตุใดพระองค์ถึงทรงไม่พิสูจน์ด้วยพระองค์เองล่ะเพคะ ต่อให้ใต้เท้าเหรินตั้วตัดสินแล้ว พระองค์ทรงจะเชื่อหมดพระทัยจริงๆ หรือเปล่า หรือว่ายังคงลังเลสงสัยอยู่” เหวยเหนียงรู้ดีว่าฝ่าบาททรงเชื่อพระองค์เอง
“พิสูจน์ยังไง” ฝ่าบาททรงอยากรู้
“พระองค์ทรงมีแผนในพระทัยแล้ว แต่เพียงแค่ไม่กล้ากระทำเท่านั้นเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างรู้ทัน
“ที่เจ้ามาในวันนี้ เพียงเพื่อจะมากระตุ้นให้เรากระทำตามแผนในใจเท่านั้นใช่มั้ย” ฝ่าบาททรงเข้าพระทัย
“นี่เพคะ ยันต์บดบัง พระองค์ทรงต้องการสิ่งนี้ใช่มั้ยเพคะ” เหวยเหนียงถวายสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการมากที่สุด
ฝ่าบาททรงรับผ้ายันต์บดบังมาเก็บไว้ แล้วตรัสว่า “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้ให้การช่วยเหลือสามี”
“พระองค์ทรงสามารถจับหม่อมฉันมัดมือมัดเท้า ใช้ผ้าปิดปากและปิดตา จากนั้นก็นำหม่อมฉันไปขังไว้ในห้องพระได้เลยเพคะ คาถาอาคมต่างๆ จะไม่มีผลอะไรเมื่ออยู่ในห้องพระที่พระองค์ทรงสักการบูชาเป็นประจำ” เหวยเหนียงกล่าว
“ก็ได้! เราจะเชื่อเจ้าสักครั้ง แต่ถ้าเจ้าเล่นตุกติกใดๆ รับรองว่าครอบครัวของเจ้าไม่รอดแน่” ฝ่าบาทตรัสขู่
“เพคะ”
และแล้วฝ่าบาทก็ทรงสั่งกงกงให้พันธนาการเหวยเหนียงและทำการกักขังนางในห้องพระจริงๆ สร้างความไม่พอพระทัยต่อฮองเฮายิ่งนัก
“ฝ่าบาทเพคะ ทรงทำแบบนี้กับสหายของหม่อมฉันได้อย่างไรเพคะ” ฮองเฮาตรัส
“สหายของเจ้าเป็นคนบอกให้เราทำแบบนี้เองต่างหาก” ฝ่าบาททรงแก้ตัว
ฮองเฮาทรงรีบแกะผ้าปิดปากให้เหวยเหนียง “เป็นความจริงหรอเหวยเหนียง เจ้าไม่ต้องกลัวนะ บอกความจริงเรามาเถิด”
“เป็นความจริงเพคะ นี่คือความประสงค์ของหม่อมฉันเอง” เหวยเหนียงกล่าว
“เจ้าทำแบบนี้ทำไม” ฮองเฮาทรงไม่เข้าพระทัย
“เพื่อความบริสุทธิ์ใจเพคะ การจะสลายความหวาดระแวงและความลังเลสงสัยได้ ต้องใช้วิธีนี้เท่านั้นเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“เราจะให้หมอหลวงเฝ้าอยู่หน้าห้องพระ หากเจ้ารู้สึกผิดปกติอะไร ให้เจ้าร้อง อื้อ อื้อ เสียงดังได้เลย เราจะให้พวกเขารีบตรวจและรีบรักษาเจ้าให้ทันท่วงที” ฮองเฮาตรัส
“ขอบพระทัยเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวจบ กงกงก็ใช้ผ้ารัดปากให้นางดังเดิม
“ไม่มีอะไรแล้ว เราไปนะ” ฝ่าบาทตรัส
“น้อมส่งเสด็จเพคะ” ฮองเฮาทรงคารวะ
*****************************
ณ จวนท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน
ซูเยี่ยนกำลังนั่งคิดใคร่ครวญถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในห้องทำงาน อยู่ดีๆ ก็มีคนร้ายซัดมีดสั้นเข้ามาในห้องของเขา
“ใครน่ะ” ซูเยี่ยนตะโกน
คนร้ายกระโดดหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ซูเยี่ยนอยากจะตาม แต่ตามไม่ทัน เขาก็เลยหันกลับไปดูมีดสั้นที่ปักอยู่บนผนังห้องก็พบว่าที่มีดสั้นนั้นมีจดหมายแนบอยู่ด้วย ความว่า “เที่ยงคืน พบกันที่ยอดเขาแสงจันทร์”
“ใครกันที่ส่งจดหมายให้ข้า” ซูเยี่ยนสงสัยมาก ดังนั้นเขาจึงไปตามข้อความในจดหมายเพื่อไขความข้องใจ
ณ ยอดเขาแสงจันทร์
ซูเยี่ยนไปตามนัดหมายโดยลำพัง พอไปถึง เขาก็มองเห็นชายชุดดำยืนอยู่ก่อนแล้ว
“มาแล้วหรือ แม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน” ชายชุดดำกล่าว
“เจ้าเป็นใคร และต้องการอะไร” ซูเยี่ยนสงสัย
“ท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวทรงจะส่งกองกำลังมาช่วยเจ้าในอีกไม่ช้านี้” ชายชุดดำกล่าว
“555 เจ้าจะแสดงตบตาใครไม่ทราบ ข้ากับท่านอ๋องไม่เคยติดต่อกัน แล้วเหตุใดพระองค์ทรงจะส่งกองกำลังมาช่วยข้าเล่า” ซูเยี่ยนไม่ยอมหลงกล
“ยังไงเจ้าก็ต้องร่วมมือกับน้องเขยคิดการใหญ่อยู่แล้ว มีหรือเป็นญาติกันจะไม่ช่วยเหลือกัน” ชายชุดดำกล่าวอ้าง
“เจ้ารู้อะไรบ้างมั้ย ท่านหยางสือเขาไม่ได้อยากเป็นราชาหรือขุนนางอะไรเลย เขามีแผนว่าจะไปใช้ชีวิตอยู่บนภูเขากับฮูหยินและลูกเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง แต่เพราะหน้าที่ จึงทำให้เขายังอดทนที่จะดำรงตำแหน่งเสนาบดีเพื่อรับใช้บ้านเมืองต่อไป การที่พวกเจ้านำหลักฐานไปใส่ร้ายคนดีเช่นนี้ รับรองว่าสวรรค์ต้องลงโทษพวกเจ้าแน่” ซูเยี่ยนขู่
“พวกเราใส่ร้ายตรงไหน ท่านอ๋องทรงติดต่อท่านหยางสือมาเนิ่นนานแล้ว” ชายชุดดำแย้ง
“เป็นไปไม่ได้หรอก เขาทุ่มเทช่วยงานฝ่าบาททั้งคืนทั้งวัน จะเอาเวลาไหนไปติดต่อผู้นำของพวกท่าน เวลาจะดูแลฮูหยินยังจะไม่มีเลย” ซูเยี่ยนชี้แจง
“แต่หลักฐานแน่นหนา ยังไงท่านหยางสือก็ต้องได้รับโทษ ให้พวกข้าไปปล้นคุกช่วยชีวิตท่านหยางสือให้ดีมั้ย” ชายชุดดำเสนอ
“อย่าห่วงเลย! ใต้เท้าเหรินตั้วสามารถจับกุมตัวผู้ที่นำจดหมายไปซุกซ่อนในจวนท่านหยางสือและจวนข้าได้แล้ว อีกไม่นานนักหรอก ท่านหยางสือก็จะพ้นผิดและถูกปล่อยตัวออกมาเอง คงไม่ต้องรบกวนพวกเจ้าหรอก” ซูเยี่ยนกล่าวเยาะเย้ย
“ในเมื่อข้อตกลงระหว่างพวกเราไม่สำเร็จ งั้นข้าไปล่ะ” ชายชุดดำเดินหนีเสียดื้อๆ
“ช้าก่อน! ใครจะยอมปล่อยตัวเจ้าไป หากข้าจับตัวเจ้าได้ ข้าก็จะได้มีพยานช่วยล้างมลทินให้ท่านหยางสือเพิ่ม” ซูเยี่ยนไม่ยอมปล่อย
“คิดจับข้างั้นหรือ ไม่ง่ายซะหรอก” ชายชุดดำไม่ยอมแพ้
ซูเยี่ยนจึงได้ปะทะกับชายชุดดำที่คาดว่าจะเป็นสายลับแห่งแคว้นเหลียว เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ฝีมือทั้งคู่สูสีกันมากอย่างไม่มีใครยอมใคร
แต่เหมือนกับว่าซูเยี่ยนยังคงฝึกฝนตัวเองเกือบทุกวัน ทำให้เขาได้เปรียบอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเขาจ่อดาบไปที่คอของชายชุดดำ
“ยอมให้จับซะดีๆ รับรองว่าข้าจะกันเจ้าไว้เป็นพยาน และจะไม่ยอมให้ชาวเหลียวหน้าไหนมาฆ่าเจ้าปิดปากแน่” ซูเยี่ยนเกลี้ยกล่อม
“ช้าก่อน! ท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน นั่นคือฝ่าบาท” ทหารองครักษ์เผยตัว
“อะไรนะ!” ซูเยี่ยนรีบลดดาบลงพร้อมกับคุกเข่ายอมรับผิด “ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ กระหม่อมนึกว่าพระองค์คือสายลับแคว้นเหลียวจริงๆ ”
“เจ้าไม่รู้ย่อมไม่ผิด ว่าแต่ เจ้ายืนยันว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับแคว้นเหลียวแน่นะ” ฝ่าบาทตรัสย้ำ
“กระหม่อมสาบานได้พะย่ะค่ะ และอาวุธที่กระหม่อมให้ลูกน้องนำมาส่งเมืองหลวง ก็ล้วนแต่เป็นอาวุธที่ยึดมาจากสายลับแคว้นเหลียวที่กระหม่อมไปปราบมาทั้งสิ้น พวกเขาจึงมีความแค้นต่อกระหม่อมมาก เลยหาทางใส่ร้ายกระหม่อมพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนอธิบาย
“เราจะเชื่อเจ้าสักครั้ง เราไปล่ะ” ฝ่าบาทตรัส
“เอ่อ ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ แล้วเหวยเหนียงล่ะพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนเป็นห่วงฮูหยิน
“นางปลอดภัยดี เราขอรอพิสูจน์อะไรบางอย่างก่อน เราถึงจะยอมปล่อยเหวยเหนียงกลับไปหาเจ้า” ฝ่าบาทตรัส
“พะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนกล่าวเสียงอ่อน
ฝ่าบาทและทหารองครักษ์พากันกระโดดหนีหายไปทันที ทิ้งให้แม่ทัพซูเยี่ยนยืนงงอยู่ที่เขาแสงจันทร์ สักพักเขาก็รำพึงว่า “นี่ข้าถูกทดสอบอยู่หรือนี่”
*****************************
ณ บ้านพักหมอดูเทวดาจางเล่ย
ชายชุดดำคนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปรายงานท่านหมอดู แต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ท่านหมอดูก็ด่าว่าเสียแล้ว
“พวกท่านทำงานภาษาอะไร ไหนว่าซ่อนจดหมายลับในจวนแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนแล้วไง เหตุใดทหารถึงพากันตามหาไม่เจอ” หมอดูกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“คงมีคนช่วยท่านแม่ทัพนำหลักฐานเท็จไปทำลายก่อนที่ทหารจะไปค้นน่ะสิ” ชายชุดดำอธิบาย
“มันเป็นใครกัน หรือว่าจะเป็นคำสั่งของนังหมอดูนั่น” หมอดูไม่พอใจ
“อาจจะใช่!” ชายชุดดำกล่าว
“จริงสิ! ข้าได้ข่าวว่าใต้เท้าเหรินตั้วเจอพยานบุคคลที่ยืนยันว่ามีคนลอบนำจดหมายเท็จไปไว้ที่จวนท่านหยางสือแล้ว เจ้าจงรีบส่งคนไปฆ่าพยานคนนั้นปิดปากเถิด” หมอดูรีบบอก
“ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว” ชายชุดดำกล่าว
“ดีมาก! ข้าจะได้หมดห่วงเสียที อีกไม่นานนักหรอก พอถึงคืนเดือนดับข้าจะทำพิธีคุณไสย เพื่อให้ดวงวิญญาณไปสิงท่านหยางสือ เขาที่ไร้สติจะได้ยอมรับสารภาพทุกอย่างด้วยตัวเอง คราวนี้ฝ่าบาททรงจะได้ไม่ต้องลังเลประหารเขาอีก” หมอดูกล่าวแผน
“และเจ้าก็จะสั่งให้ดวงวิญญาณไปสิงแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนด้วยใช่หรือไม่” ชายชุดดำเดาแผนการต่อไปออก
“ฉลาดมาก! แคว้นฉินสูญเสียขุนพลทั้งบุ๋นและบู๊ไป รับรองว่าอีกไม่นานนักหรอกแคว้นฉินก็จะล่มสลาย” หมอดูกล่าว
“เจ้าเป็นหมอดู เจ้าทำนายได้ว่าแคว้นฉินจะล่มสลายในอีกไม่นานอย่างนั้นหรือ” ชายชุดดำสงสัย
“เปล่าหรอก! แคว้นฉินจะมั่นคงยั่งยืนนาน แต่ชะตาแคว้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากกำจัดบุคคลสำคัญของแคว้นฉินไป” หมอดูอธิบาย
“ข้ายกย่องเจ้ายิ่งนัก ทั้งๆ ที่เจ้าก็เป็นชาวฉิน กลับยอมสวามิภักดิ์ให้ท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียว” ชายชุดดำกล่าว
“อย่าเข้าใจผิด เพราะพวกเจ้าเอาชีวิตของฮูหยินของข้ามาขู่ ข้าถึงยอมทำตามคำสั่งของพวกเจ้าทุกอย่าง หลังเสร็จงาน โปรดรักษาสัญญาด้วยที่จะยอมปล่อยข้าและฮูหยินไป” หมอดูทวงสัญญา
“ที่แท้เจ้าก็ทำทุกอย่างเพื่อความรักนี่เอง ยอมแม้กระทั่งทรยศบ้านเมือง” ชายชุดดำกล่าว
“ข้ามีชีวิตอยู่ได้จนถึงบัดนี้ก็เพราะฮูหยินของข้า แต่นอกจากข้าจะไม่ได้ตอบแทนนางแล้ว ยังทำให้นางเดือดร้อนเพราะข้าอีก” หมอดูรู้สึกผิดต่อคนรัก
“เราเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว ทหาร! จับกุมจางเล่ยเดี๋ยวนี้” ชายชุดดำตะโกนสั่ง
“มาจับข้าไว้ทำไม” พอจางเล่ยหันไปมองดีๆ ก็ต้องตกใจสุดขีดที่ชายชุดดำเปิดหน้าออก “ฝะ ฝ่าบาทเองหรือพะย่ะค่ะ”
“เจ้าบังอาจมาก! เจ้ากล้าปรักปรำท่านเสนาบดีหยางสือและแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน แถมยุยงให้เราประหารพวกเขาอีกต่างหาก ทหาร! จับมันไปขังในคุกหลวง รอลงอาญา” ฝ่าบาทตรัสสั่ง
“ได้โปรดเถิดพะย่ะค่ะ โปรดให้กระหม่อมช่วยฮูหยินสำเร็จก่อน หากนางรอดแล้ว ทรงจะประหารกระหม่อมเมื่อไหร่ตอนไหนก็ได้พะย่ะค่ะ” หมอดูคุกเข่าขอร้อง
“ทูลฝ่าบาท สายลับตัวจริงกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้พะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์รายงาน
“ท่านเสี่ยวอี้จงปลอมตัวเป็นหมอดูจางเล่ยให้เหมือนล่ะ” ฝ่าบาทตรัสกับท่านหมอหลวงเสร็จ ก็ทรงหันไปสั่งทหาร “ส่วนทหาร! พวกเจ้าจงมัดปากของหมอดูไว้ อย่าให้เขาส่งเสียงร้องได้เด็ดขาด”
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำ
หลังจากนั้นฝ่าบาทในฉลองพระองค์ชุดดำก็เสด็จไปอยู่ตรงหลังฉาก พร้อมกับทหารที่กำลังจับกุมตัวหมอดูเทวดาจางเล่ยอยู่
ท่านหมอหลวงเสี่ยวอี้ที่กำลังปลอมตัวเป็นหมอดูเทวดา เขาหันหลังให้สายลับแคว้นเหลียวและกล่าวว่า “พวกท่านมาแล้วงั้นหรือ”
“ท่านเป็นหมอดูเทวดาซะเปล่า ไม่เห็นว่าจะหยั่งรู้ฟ้าดินสมชื่อเลย เห็นมั้ยว่าแผนการของท่านทุกอย่างพลาดไปหมด แม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนรอดตัวไปได้เช่นเคย แถมใต้เท้าเหรินอะไรนั่นยังสืบคดีซะละเอียดจนสามารถเสาะหาพยานมาช่วยล้างมลทินให้ท่านหยางสืออีก แบบนี้ข้อตกลงระหว่างพวกเราถือเป็นโมฆะ” สายลับตัวจริงกล่าวอ้าง
หมอดูตัวจริงกำลังดิ้นรนขัดขืนเพื่อไปห้ามสายลับคนนั้น แต่ถูกทหารจับตัวรั้งไว้
“ข้อตกลงคือ จะให้หมอซาตูเลิกรักษาฮูหยินของข้าสินะ” หมอดูตัวปลอมกล่าว
“ก็ใช่น่ะสิ” สายลับพยักหน้า
“ถ้าข้าไม่สนใจแล้วล่ะ” หมอดูตัวปลอมพูดอย่างเย็นชา
“อะไรนะ! นี่เจ้าหมดรักฮูหยินแล้วงั้นหรือ” สายลับสงสัย
“ใช่” หมอดูตัวปลอมกล่าวสั้นๆ
“ถ้าเช่นนั้น! ในเมื่อเจ้าหมดประโยชน์ ข้าชิงฆ่าเจ้าก่อนดีกว่า” สายลับชักดาบ
สายลับรีบเข้าจู่โจมท่านหมอดูจางเล่ยทันที แต่ทว่าอยู่ดีๆ ทหารองครักษ์แคว้นฉินก็ปรากฏตัวและรีบรุมหมายจะจับคนร้าย
“นี่เจ้ากล้าทรยศท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวอย่างนั้นหรือ” สายลับถูกทหารจับกุมตัวเรียบร้อย
“เพราะเจ้าเล่นเอาฮูหยินข้ามาขู่ ข้าก็เลยทำตามคำสั่ง แต่ในเมื่อข้าหมดรักในตัวฮูหยินแล้ว พวกเจ้าอยากทำอะไรนางก็เชิญ” หมอดูตัวปลอมกล่าวอย่างเย็นชาเช่นเคย
หมอดูตัวจริงดิ้นรนสุดฤทธิ์ เพราะเขาไม่ต้องการให้ฮูหยินเกิดอันตราย
“ข้าไม่มีวันบอกความลับแคว้นเหลียวหรอก” สายลับเพียงหนึ่งเดียวรีบกินยาพิษฆ่าตัวตายทันที
สักพักคนร้ายก็น้ำลายฟูมปากแล้วสิ้นชีพโดยพลัน
ท่านหมอเสี่ยวอี้รีบเข้าไปดูอาการ พอตรวจชีพจรก็ส่ายหน้า “ยาพิษช่างรุนแรงนัก ชีพจรไม่เต้นแล้ว”
ท่านหมอดูตัวจริงรีบกัดแขนทหารองครักษ์และรีบไปสวมกอดคนร้ายอย่างบ้าคลั่ง “ฟื้นขึ้นมาสิ ฟื้นขึ้นมา เจ้าจะตายไม่ได้นะ ถ้าเจ้าตาย ท่านอ๋องทรงไม่ยอมไว้ใช้ชีวิตฮูหยินของข้าแน่ ฮือฮือ ได้โปรดเถิด โปรดฟื้นขึ้นมา”
“ท่านพี่ ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ”
“หวนเม่ย เจ้า เจ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นี่เจ้าลุกขึ้นเดินเหินได้ปกติเลยงั้นหรือ เจ้าไม่ได้เป็นอัมพาตอีกแล้วใช่มั้ย” หมอดูจางเล่ยแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง
“เจ้าค่ะท่านพี่ ข้าปกติดี ท่านหมอเสี่ยวอี้ช่วยรักษาข้าเจ้าค่ะ” หวนเม่ยอธิบาย
หมอดูจางเล่ยวิ่งเข้าไปสวมกอดฮูหยินอย่างรักใคร่ และหันไปขอบคุณท่านหมอหลวง “ขอบคุณผู้มีคุณ ขอบคุณมากจริงๆ”
“ท่านถูกฝ่ายเหลียวหลอกแล้วล่ะ พวกเขาไม่ได้รักษาฮูหยินของท่านแม้แต่นิดเดียว พวกเขาแค่นำพิษให้ฮูหยินของท่านกินวันละเม็ดเท่านั้น โชคดีที่พิษยังพอขับออกได้ ไม่เช่นนั้นหากปล่อยไว้นาน ฮูหยินของท่านก็ต้องตาย” หมอหลวงเสี่ยวอี้อธิบาย
“แล้วใครกันเป็นคนช่วยพาตัวฮูหยินของข้าหนีออกมาจากแคว้นเหลียว” หมอดูอยากรู้
“ข้ากับแม่นางซุนหวินเดินทางไปที่แคว้นเหลียวพร้อมกันตามคำขอร้องของเหวยเหนียง” หมอหลวงเสี่ยวอี้ตอบ
“เหวยเหนียง! อดีตหมอดูหรือฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนอย่างนั้นหรือ” หมอดูรู้สึกซึ้งใจ
“ถูกต้องแล้ว! นอกจากนางจะช่วยเหลือครอบครัวของนางแล้ว นางยังต้องการช่วยชีวิตครอบครัวของท่านด้วย” หมอหลวงกล่าวชื่นชมเหวยเหนียง
“นางช่างเหมือนนางฟ้ามาโปรดยิ่งนัก” หมอดูไม่รู้ว่าจะตอบแทนนางอย่างไรดี
“ความจริง! เจ้าถือว่ามีความผิดที่กล้าปรักปรำคนดีอย่างท่านเสนาบดีหยางสือและแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน แต่เราจะเห็นแก่คำขอร้องของเหวยเหนียงและเห็นแก่ที่เจ้าโดนหลอกใช้ เราจะยอมปล่อยเจ้าและฮูหยินไปใช้ชีวิตอย่างสงบดังเดิม โดยที่พวกเจ้าจะต้องแปลงโฉมเพื่อไม่ให้มีคนจดจำพวกเจ้าได้ อีกทั้งเราจะมอบหมายให้ทหารองครักษ์คอยคุ้มกันพวกเจ้าทั้งสองจนถึงที่หมายก็แล้วกัน” ฝ่าบาททรงยอมทำตามคำขอร้องของเหวยเหนียง
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้วพะย่ะค่ะ” หมอดูจางเล่ยคุกเข่าขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ
“เจ้าจงดูหมอดูเหวยเหนียงเป็นตัวอย่าง นางใช้วิชาความรู้ทางโหราศาสตร์เพื่อช่วยเหลือคน ไม่ใช่การทำลายผู้อื่น นางน่าจะได้ฉายาหมอดูเทวดาแทนท่านเสียด้วยซ้ำ” ฝ่าบาทตรัส
“ต่อไปนี้จะไม่มีหมอดูเทวดาจางเล่ยอีกต่อไป เพราะกระหม่อมจะมีนามใหม่ว่า หลีเจียงหรือลุงที่มีอาชีพเก็บฟืนหาของป่าและอาศัยอยู่ในกระท่อมบนภูเขาพร้อมกับป้าหวนเม่ยพะย่ะค่ะ” จางเล่ยหรือหลีเจียงกล่าว
“เอาล่ะพวกเจ้ารีบแปลงโฉมและรีบออกเดินทางเถิด ก่อนที่บรรดาสายลับแคว้นเหลียวจะพากันออกตามล่าท่าน” ฝ่าบาทตรัส
“พะย่ะค่ะ” หลีเจียงจูงมือฮูหยินไปที่ห้องของเขาเพื่อเก็บของเตรียมออกเดินทาง
หลังจากนั้นฝ่าบาททรงรีบเสด็จไปที่ศาลผดุงธรรมเพื่อให้ใต้เท้าเหรินตั้วปล่อยตัวท่านหยางสือผู้บริสุทธิ์ทันที
*****************************
ณ จวนของแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน
“ท่านพี่! ท่านพี่กลับมาแล้ว ข้าดีใจจริงๆ เจ้าค่ะ” ซูหลินวิ่งไปกอดสามีทั้งน้ำตา
“ข้าเองก็ดีใจที่ได้มีโอกาสได้เห็นหน้าเจ้ากับลูกอีกครั้ง” หยางสือกล่าว
“เข้าคุกรอบนี้ ท่านคงต้องไปสะเดาะเคราะห์เสียแล้วขอรับ” ซูเยี่ยนกล่าวแซวน้องเขยที่มีอายุมากกว่าเขา
“ขอบคุณท่านและเหวยเหนียงมาก ถ้าไม่ได้พวกท่าน ป่านนี้ข้าคงไม่รอด” หยางสือกล่าวอย่างซึ้งใจ
“ขอบคุณพี่ใหญ่ และขอบคุณพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” ซูหลินกล่าว
“ครอบครัวพวกเราช่างมีวาสนายิ่งนักที่ได้เหวยเหนียงมาเป็นสะใภ้” ซูหลางนึกขอบคุณสวรรค์
“ว่าแต่เหวยเหนียงอยู่ที่ไหนกันล่ะ” หยางสือมองไปไม่เห็น
“ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเดินเข้าไปในจวนแม่ทัพใหญ่พอดี
“เหวยเหนียง! เจ้าเป็นอะไรไป” ซูเยี่ยนตกใจรีบเดินเข้าไปหาฮูหยินทันที
ท่านหมอเสี่ยวอี้ที่กำลังประคองเหวยเหนียงอยู่กำลังจะตอบ แต่นางรีบห้ามและรีบพูดแทรก “อาจเป็นเพราะข้าคิดถึงท่านพี่มาก ข้าก็เลยกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายเลยอ่อนเพลียอย่างที่เห็นเจ้าค่ะ”
“ข้าจะอุ้มฮูหยินไปที่ห้องเองขอรับ” ซูเยี่ยนกล่าว
“ข้าจัดยาบำรุงให้แล้ว นี่ขอรับห่อยา” หมอหลวงเสี่ยวอี้รีบยื่นยาให้แม่สามีของเหวยเหนียง
“ขอบใจมากท่านหมอ” ซูหลางรับมาถือไว้แล้วส่งให้เด็กรับใช้นำไปเก็บไว้ในครัว
“ไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวนะขอรับ เอ้อใช่ ท่านเสนาบดีขอรับ ท่านรีบกลับจวนไปแต่งตัวเถิด ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าโดยด่วน” หมอหลวงเสี่ยวอี้กล่าวกับท่านหยางสือ
“ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้” หยางสือรับคำ
ดังนั้นหยางสือจึงอุ้มลูกชายและพาฮูหยินกลับจวนเสนาบดีเพื่อเตรียมตัวเข้าเฝ้าฝ่าบาทต่อไป
ส่วนซูหลางก็รีบเข้าครัวทำอาหารพร้อมกับต้มยาสมุนไพรให้ลูกสะใภ้ วันนี้นางจะแสดงฝีมืออย่างเต็มที่เพื่อเลี้ยงฉลองที่ครอบครัวของนางอยู่รอดปลอดภัยจนถึงบัดนี้
ทางด้านซูเยี่ยน หลังจากวางฮูหยินลงบนที่นอน เขาก็รีบห่มผ้าให้ พร้อมกับกล่าวว่า “ทำไมใบหน้าของเจ้าถึงซีดมากขนาดนี้ เจ้าโดนทรมานร่างกายมาอย่างนั้นหรือ”
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงยิ้มแหยๆ เพราะนางถูกจับมัดและถูกกักขังในห้องพระ แต่ก็ไม่ยอมบอกสามี
“เพราะข้าแท้ๆ! เจ้าถึงต้องลำบากถึงเพียงนี้” ซูเยี่ยนรู้สึกผิด
“ข้าเต็มใจเจ้าค่ะ ขอเพียงให้ครอบครัวของพวกเราปลอดภัย” เหวยเหนียงไม่กล่าวโทษผู้ใด
“ข้าจะต้องรีบจับตัวสายลับแคว้นเหลียวให้หมด ไม่เช่นนั้นพวกมันอาจหาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีขุนนางตงฉินในแคว้นฉินอีกมาก” ซูเยี่ยนกล่าวคำมั่น
“ท่านพี่เป็นคนเก่ง ท่านพี่ต้องจับพวกมันได้หมดแน่เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงเชื่อในฝีมือของสามี
“ขอบคุณนะที่เจ้ารักและเข้าใจข้าเสมอมา แม้ข้าตกต่ำ เจ้าก็ไม่ทิ้งข้าไปไหน” ซูเยี่ยนกล่าวอย่างซึ้งใจ
“พวกเราผ่านอะไรมากันตั้งเยอะแยะแล้วนะเจ้าคะ และอยู่ด้วยกันจนรู้ใจกันหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องขอบคุณเลยเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าว
“ข้าจะรักและดูแลเจ้าเป็นอย่างดี” ซูเยี่ยนกล่าวคำมั่น
“ข้าเองก็เช่นกันเจ้าค่ะ ข้าดีใจที่ข้าโชคดีกว่าศิษย์พี่มากที่ข้ามีสามีที่ดีและซื่อสัตย์อย่างท่าน ไม่เพียงเท่านั้นสามีของข้ายังสร้างความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วยตัวของตัวเอง หาได้พึ่งพาอำนาจศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ไม่ และที่สำคัญที่สุดก็คือข้าได้รับความรักที่แท้จริงจากท่านอีก นับว่าเกิดมาชาตินี้ไม่เสียชาติเกิดเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวยิ้มๆ
ซูเยี่ยนจูบหน้าผากหญิงสาวอย่างอ่อนโยนพร้อมกับจับมือไว้แน่นและกล่าวว่า “ความรักของพวกเรามันเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ยั่งยืนนาน พวกเราค่อยๆ ศึกษาและเรียนรู้กันจนแน่ชัดว่าพวกเราต่างมีความรักและจริงใจต่อกัน หาใช่เกิดจากความใคร่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวไม่ เจ้านอนพักเถิดนะ ข้าจะเฝ้าเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ยอมไปไหน และพอเจ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าราวกับคนละคน”
เหวยเหนียงหลับตาและก็แอบยิ้มขำ จนต้องกล่าวว่า “555 นี่ คือ คำทำนายหรือเจ้าคะ”
“มันเป็นเรื่องปกติต่างหาก พอพวกเรานอนพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมาก็ต้องสดชื่นขึ้นเป็นธรรมดา” ซูเยี่ยนบีบแก้มของฮูหยินเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
“ท่านพี่ก็ไม่ได้นอน พวกเรามานอนด้วยกันมั้ยเจ้าคะ” เหวยเหนียงขยับตัวให้สามีมานอนด้วยกันบนเตียง
สามียิ้ม และเขาก็เข้าไปนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับฮูหยิน จากนั้นก็ให้นางนอนหนุนแขนเหมือนที่ทำเป็นประจำ และกอดนางเบาๆ เพื่อไม่ให้สะเทือนถึงลูกในครรภ์
ผ่านไปสักพัก ท่านแม่ก็เปิดประตูมาดูอาการของสะใภ้ ก็เห็นว่าลูกชายและลูกสะใภ้กำลังนอนกอดกันอย่างมีความสุข ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอย่างโล่งใจ
“ข้าคงต้องเก็บอาหารไว้ก่อนเสียแล้ว รอให้พวกเจ้านอนอย่างเต็มอิ่มดีกว่า ค่อยอุ่นให้ใหม่” ซูหลางรำพึงเบาๆ
สามวันต่อมา ซูเยี่ยนก็ร่วมมือกับท่านมือปราบคอยตามล่าหาสายลับแห่งแคว้นเหลียว จนกระทั่งจับได้หมดไม่มีเหลือ ดังนั้นฝ่าบาทจึงทรงเขียนพระราชสาส์นส่งถึงท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวเพื่อต่อรองและทำสัญญาสงบศึกโดยเพิ่มเงื่อนไขว่าจะไม่ส่งสายลับมาก่อการจลาจลที่แคว้นฉินอีกเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทก็ทรงพร้อมที่จะก่อศึกสงครามระหว่างแคว้นทันที
ฝ่าบาททรงอนุญาตให้ท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนอยู่ที่เมืองหลวงได้จนกว่าเหวยเหนียงจะคลอด หลังจากนั้นถึงให้ท่านแม่ทัพใหญ่ไปประจำการอยู่ที่ชายแดนดังเดิม แต่ในระหว่างนั้นพระองค์ทรงอนุญาตให้ท่านแม่ทัพใหญ่เดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัวได้ตามแต่โอกาส นั่นจึงเป็นเหตุให้เหวยเหนียงตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง
“เอ่อ พี่สะใภ้เจ้าคะ นานๆ พี่ใหญ่จะเดินทางกลับมาเมืองหลวง นี่พี่ใหญ่เพิ่งกลับไปชายแดนไม่เท่าไหร่ ท่านก็ตั้งครรภ์เลยอย่างนั้นหรือ” ซูหลินอึ้ง
“ก็อย่างว่านะ ด้วยแรงคิดถึง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ ขยันทำ มันก็ทำให้ข้าตั้งครรภ์ได้” เหวยเหนียงกล่าวอย่างเขินอาย
“ผิดกันกับท่านหยางสือ ขนาดหมดยาบำรุงไปหลายขนาน ข้ายังไม่ตั้งครรภ์เลยเจ้าค่ะ” ซูหลินกล่าวเสียงเศร้า เพราะนางอยากมีลูกคนที่สอง
“งั้นเจ้าลองไปไหว้พระขอพรที่วัดจือหมิงสิ รอบนี้เจ้าต้องตั้งครรภ์แน่ๆ” เหวยเหนียงรู้ดีว่าอีกไม่นานน้องสามีก็ต้องตั้งครรภ์ตามนางไปติดๆ
“ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปไหว้พระเดี่ยวนี้ เดี๋ยวจะไม่ทันท่าน” ซูหลินร้อนใจ
เหวยเหนียงคิดในใจว่า “ดีนะที่อยู่ห่างกัน หากอยู่ด้วยกัน ลูกของข้าต้องเกิดหัวปลีท้ายปลีเป็นแน่”
*****************************
ณ ตำหนักของฝ่าบาท
“เอ่อฝ่าบาทเพคะ ช่วงนี้ไม่มีประชุมหรือเพคะ เหตุใดถึงเรียกหม่อมฉันให้เข้าเฝ้าทุกวันเลยล่ะเพคะ” ฮองเฮาทรงแปลกพระทัย
“เราคิดถึงเจ้ามาก เอาไว้เจ้าตั้งครรภ์เมื่อไหร่ เราค่อยนัดประชุมตอนค่ำๆ เหมือนเดิมนะ” ฝ่าบาทตรัส
ฝ่าบาททรงอุ้มฮองเฮาไปที่พระแท่นบรรทมด้วยความรีบร้อน พระองค์ทรงดำริว่า “เราพนันกับแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนไว้ เราต้องมีลูกคนที่สองก่อนท่านแม่ทัพใหญ่ให้จงได้”
ทางด้านซูเยี่ยนที่กำลังขี่ม้ากลับชายแดน เขาขี่ไปก็หัวเราะไป “555 ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ รอบนี้กระหม่อมเป็นฝ่ายชนะพะย่ะค่ะ เหวยเหนียงตั้งครรภ์ไปแล้ว พระองค์ทรงอย่าลืมส่งผู้ช่วยให้กระหม่อมด้วยนะพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้มีเวลาไปหาครอบครัวมากขึ้น”
ทางด้านเหวยเหนียง นางยืนดูดาวพร้อมกับลูบท้องไปด้วย นางรำพึงว่า “รอบนี้ลูกของแม่เป็นผู้หญิง เจ้าต้องโตมาเรียบร้อยเหมือนแม่รู้มั้ย เจ้าห้ามห้าวหาญเหมือนพ่อเด็ดขาด”
“555 เป็นไปไม่ได้หรอก เจ้าจะมีลูกทั้งหมด 9 คน หนึ่งในเก้าเป็นหญิง นอกนั้นเป็นชายหมด แล้วอย่างนี้นางจะมีนิสัยอ่อนโยนเหมือนผู้หญิงได้ยังไง” ท่านอาจารย์หานฟงที่มาเยี่ยมลูกศิษย์หัวเราะเยาะ
“ท่านอาจารย์ ท่านมาได้ยังไงเจ้าคะ” เหวยเหนียงตกใจ
“อ่ะนี่ ของเล่นเด็ก มารจันทน์ผาทำมาฝากลูกชายของเจ้า รับไว้สิ” ท่านอาจารย์ยื่นตุ๊กตาแกะสลักให้
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ว่าแต่อาจารย์มาแค่นี้หรือเจ้าคะ” เหวยเหนียงสงสัย
“ข้าลงจากเขามาซื้อของใช้สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์น่ะ” ท่านอาจารย์กล่าว
“อาจารย์มีฮูหยินหรือเจ้าคะ” เหวยเหนียงตกใจสุดขีด
“เปล่าเสียหน่อย! ก็ จางเล่ย เอ้ยไม่ใช่ หลีเจียง น่ะสิ เล่นไปปักหลักอยู่ที่ถ้ำของมารจันทน์ผาและพาฮูหยินไปอยู่ด้วย ตอนนี้ฮูหยินของเขาตั้งครรภ์แล้ว หลีเจียงต้องดูแลฮูหยินอย่างใกล้ชิด ข้าก็เลยอาสาลงจากเขามาซื้อของใช้ให้” ท่านอาจารย์อธิบาย
“ไม่คิดว่าสหายที่จากกันมานานของท่านจะได้ไปอยู่ใกล้ท่านเช่นนี้นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงแอบขำ
“ดวงข้าเป็นดวงอุปถัมภ์เพื่อนฝูงรึไงนี่” ท่านอาจารย์บ่น
“มีอะไรให้ข้าช่วยหรือเปล่าเจ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“ไม่มีหรอก ข้าแค่แวะมา ข้าไปล่ะ” ท่านอาจารย์กล่าว
“ศิษย์น้อมส่งเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงทำท่าคารวะ
อาจารย์หานฟงใช้วิทยายุทธ์รีบกระโดดหนีหายไปทันที
เหวยเหนียงคิดในใจว่า “หมอดูผู้เก่งกาจไปอยู่ตามป่าตามเขากันหมด คงมีเพียงข้าที่ได้มาอยู่ในตระกูลแม่ทัพแบบนี้”
“ฮูหยินเจ้าคะ ซูเฉิน ลูกชายของท่านร้องไห้ไม่หยุดเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้รายงาน
“ข้าจะรีบไปดูลูกเดี๋ยวนี้ ขอบใจมาก” เหวยเหนียงเข้าไปอุ้มลูกน้อย “โอ๋ โอ๋ แม่อยู่นี่แล้วนะ ไม่เอาไม่ร้องนะลูก”
กว่าเหวยเหนียงจะกล่อมลูกนอนได้ก็ปาไปเที่ยงคืน นางรู้สึกเหนื่อยล้า และกำลังจะหลับ แต่อยู่ดีๆ หญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏตัวในห้องนอนของนาง
“เจ้าเป็นใคร! ต้องการอะไร!” เหวยเหนียงตกใจ
“ข้าคือนางกำนัลข้างกายอดีตฮองเฮาหยุนฮวา” หญิงสาวแนะนำตัว
“อย่าบอกนะว่ามีจดหมายจากศิษย์พี่ส่งถึงข้า” เหวยเหนียงเริ่มเดาออก
“ท่านรู้ได้อย่างไร นี่เจ้าค่ะ” หญิงสาวยื่นจดหมายให้
เหวยเหนียงรับมา ก็รีบเปิดอ่าน ความว่า “จงระวัง…
จบบริบูรณ์ (มีต่อตอนพิเศษนะคะ)