ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 38 สอบกลางภาค

    ตอนที่ 38 สอบกลางภาค ความคืบหน้าในการถ่ายทำของ《Home With Kids》ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วอยู่ที่หนึ่งวันต่อสองตอน ครึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ถ่ายทำไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง ก็แค่ในช่วงเวลานี้หวังซินจะลำบากหน่อย เพื่อที่จะให้หวังซินเขียนบทละครให้ทันกับการถ่ายทำของทีมละคร หลินชงจึงซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งให้กับหวังซินใช้โดยเฉพาะ คอมพิวเตอร์ในเวลานี้ก็ยังราคาสูงมาก อีกทั้งยังหนักและใหญ่มากเป็นพิเศษ แป้นพิมพ์ก็ไม่ได้ดีเหมือนกับยุคหลัง ความเร็วในการพิมพ์ตัวอักษรก็แค่ไวกว่าการเขียนมือเท่านั้น แต่มีก็ดีกว่าไม่มี หวังซินก็จะถ่ายละครและเขียนบทละครในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็จะใช้ชีวิตอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ถ้าไม่มีห้วงแห่งความฝัน เดิมทีหวังซินก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับปริมาณงานที่มากมายขนาดนี้ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตอนนี้หวังซินก็รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยมาก เพราะว่าหลังจากที่ส่งหยางเจียอิ่งกลับบ้านในครั้งนั้นแล้ว ตอนนี้ทุกวันก็ยังต้องเรียนกับหยางเจียอิ่งอีก ซึ่งหยางเจียอิ่งก็ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว การร้องขอความคิดเห็นของหวังซิน โดยจะต้องให้หวังซินพยักหน้าถึงจะยอมเสริมบทเรียนให้กับหวังซิน ในตอนนี้หยางเจียอิ่งก็ตรงไปยืนอยู่ที่ตรงหน้าของหวังซิน หยิบหนังสือเรียนออกมา โดยไม่สนใจว่าหวังซินจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งก็ได้รั้งหวังซินไว้ไม่ให้เดินไป เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้แล้ว หวังซินก็ผ่านมันไปด้วยความยากลำบาก ในเวลานี้หวังซินที่กำลังว่างจากการถ่ายละครก็ได้ถูกหยางเจียอิ่งลากมาทบทวนบทเรียน นักแสดงคนอื่นที่อยู่ด้านข้างได้มองฉากที่นักแสดงนำทั้งสองคนกำลังทบทวนบทเรียนอยู่ ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “ทุกวันได้เห็นสองคนนี้ถกเถียงเรื่องทบทวนบทเรียนกัน ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ง่วงเลยแม้แต่นิดเดียว อิจฉาพวกเขาจริง ๆ เลย!” นักแสดงคนหนึ่งได้ถอดใจ “ใช่สิ หยางเจียอิ่งนั้นไม่ต้องพูดเลย ก็มีแค่วันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้นที่มาถ่ายละคร แต่ฉากการแสดงของหวังซินเนี่ยสิเมื่อเทียบกับพวกเราแล้วยังเยอะกว่ามาก คาดไม่ถึงว่าเลยเขาจะไม่มีความรู้สึกเหนื่อยเลย น่าอิจฉาจริง ๆ !” นักแสดงอีกคนหนึ่งก็มองด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาซึ่งในเวลานี้ของหวังซิน ก็รู้สึกอิจฉาไม่หยุด ความคืบหน้าของการถ่ายทำละครในช่วงหลายวันมานี้ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้นักแสดงพวกนี้นอกจากถ่ายละครแล้ว ก็ต้องอ่านบทละครอีกด้วย หลังจากนั้นยังต้องไตร่ตรองส่วนที่ยังขาดในการแสดง แล้วเสริมเพิ่มเข้าไป แล้วค่อยไปท่องจำบทละคร ในทางกลับกันในหนึ่งวันก็จะมีเวลาเป็นของตัวเองน้อยมาก จึงส่งผลให้หนึ่งวันไม่มีทางที่จะหลับสนิทได้เลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ทุกคนต่างก็มีรอยคล้ำที่ใต้ตา แล้วจึงมองหวังซินและอิจฉาเป็นอย่างมาก เด็กหนุ่มคนนี้ก็ถ่ายละครกับพวกเขาด้วย แต่ว่าเวลาว่างจากการถ่ายละคร พวกเขาต่างก็เห็นว่าหลังจากที่หวังซินพักแล้วก็จะก้มหัวหลับ ถ้าไม่ใช่หยางเจียอิ่งที่เสริมบทเรียนให้เด็กหนุ่มนี่ในตอนนี้ ก็คาดว่าเด็กหนุ่มคนนี้น่าจะนอนหลับไปแล้ว ช่วงนี้หลินชงก็ติดตามงานกองถ่ายตลอด และรับรู้ถึงความยากลำบากของนักแสดง การเห็นรอยคล้ำใต้ตาบนหน้าของนักแสดงคนอื่น ๆ ก็รับรู้ได้ถึงความอ่อนเพลียของพวกเขา ในใจก็รู้สึกว่าควรจะให้พวกเขาหยุดได้พักสักหน่อยดีไหม แต่เมื่อเลื่อนสายตาไปมองที่หวังซิน ใบหน้าของเธอก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ถ่ายละครมาทั้งวัน อีกทั้งไม่เคยท่องบท เวลาว่างจากการถ่ายละครก็ก้มหัวหลับ ซึ่งที่สำคัญก็คือการเข้าฉากแสดงของเด็กหนุ่มคนนี้ก็สามารถทำผ่านทั้งหมดได้เพียงครั้งเดียว ถึงแม้ว่าจะมีปัญหา แต่กลับไม่ได้มีมากพอที่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของละคร ดังนั้นหลินชงจึงไม่ได้ไปต่อว่าอะไรหวังซิน ในความเป็นจริงแล้วที่หวังซินนอนหลับในช่วงที่ว่างจากการถ่ายละคร ก็ล้วนเป็นการเตรียมซ้อมการแสดงในห้วงแห่งความฝันของตัวเอง ตอนนี้หวังซินก็พบประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในห้วงแห่งความฝัน ขอแค่หลังจากที่ตัวเองหลับไปแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ท่าทางอะไร ก็แค่อยากจะเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน ตัวเองก็สามารถเข้าไปได้เลย อีกทั้งการซ้อมการแสดงในห้วงแห่งความฝัน ก็ยังสามารถได้รับคำชี้แนะจากผู้กำกับอีกด้วย ภายใต้สถานการณ์แบบนี้แล้ว หวังซินก็จะไม่เจอกับสถานการณ์ที่ถ่ายละครไม่ผ่านเหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่นิดเดียว ช่วงหลายวันมานี้การถ่ายทำละครดำเนินไปอย่างราบรื่น บทละครก็เขียนด้วยความราบรื่น หลังจากที่หวังเป่าหลงดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ตอนนี้งานก็ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ในเวลานี้หวังซินกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเรื่องอื่นให้ไปทำ เรื่องเดียวที่ทำให้ตัวเองค่อนข้างกลุ้มใจก็คือหยางเจียอิ่งมักจะมาตามตัวเอง ให้ตัวเองไปเสริมบทเรียน หลังจากที่ได้เสริมบทเรียนอีกครั้ง หยางเจียอิ่งก็ไม่รีบเดิน แล้วพูดกับหวังซินว่า: “ตอนนี้ต้องเตรียมสอบกลางภาคในโรงเรียนแล้ว หลังจากสอบกลางภาค ก็จะแบ่งห้องเรียน นายยังไม่เตรียมตัวกลับไปโรงเรียนอีกเหรอ?” “เราพักการเรียนไปแล้วนะ เรากลับโรงเรียนไปตอนนี้จะมีความหมายอะไรล่ะ” หวังซินรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที การเรียนเนี่ย ช่างเป็นเรื่องที่ยุ่งยากจริงเลย เธอว่าโรงเรียนควรจะสอนอะไรก็สอนไปก็ได้แล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังต้องมาแบ่งห้องเรียน แบ่งห้องหลัก ไหนยังต้องสอบอีก เธอทำแบบนี้ไม่เหนื่อยเหรอ เด็กส่วนใหญ่ที่ฉลาดและมีชีวิตชีวามาโดยกำเนิดพอเข้าโรงเรียนแล้ว ก็ถูกกดดันจากการเรียนและการสอบให้เปลี่ยนเป็นคนที่สมองทื่อ มิน่าล่ะในประเทศถึงไม่เจอคนหัวกะทิ หวังซินเรียกร้องปัญหาเรื่องการสอบในประเทศมารอบหนึ่ง จากนั้นก็ลูบไปที่หน้าผากเบา ๆ แล้วพูดกับหยางเจียอิ่งว่า: “ตอนนี้เราพักการเรียนไปแล้วนี่นา” “พักการเรียนก็สามารถกลับไปเรียนได้ แค่ยกเลิกวันหยุดก็ได้แล้ว ถึงจะว่าไป การแบ่งห้องเรียนหลักในครั้งนี้ก็สำคัญมาก หลังจากที่แบ่งเสร็จแล้ว ห้องเรียนหลักจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษามาชี้แนะ มันมีประโยชน์ต่อการเข้ามหาวิทยาลัยของพวกเรามาก นายให้ความสำคัญหน่อยจะได้ไหม?” เมื่อเห็นหวังซินที่เหมือนว่าจะไม่ยอมกลับโรงเรียน หยางเจียอิ่งก็อธิบายถึงผลดีผลเสียในนั้นให้แก่หวังซินอย่างอดทน “สอบเมื่อไหร่?” หวังซินไม่อยากคิดหัวข้อนี้ต่อไป จึงทำได้แค่สอบถามหยางเจียอิ่ง “นี่คือนายตกลงแล้ว?” “ตกลงอะไร?” “ตกลงว่าจะกลับไปเรียนไง!” เมื่อได้ยินคำตอบของหวังซินแล้ว หยางเจียอิ่งก็อดไม่ได้ที่จะตีเด็กหนุ่มคนนี้แรง ๆ ไปหนึ่งที การให้ไปเรียนไม่ได้ให้เขาไปลานประหารซะหน่อย ทำไมถึงได้ต่อต้านอย่างนี้นะ “วันพรุ่งนี้ละกัน พรุ่งนี้ไปจัดการเรื่องที่โรงเรียนสักหน่อย” หวังซินคิดแล้วคิดอีก ก็เตรียมตัวที่จะไป แม้ว่าจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำว่าห้องเรียนหลักสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังเลือกที่จะลองดูสักครั้ง ในทางกลับกันพื้นฐานด้านหลักภาษาของตัวเองนั้นก็อ่อนมาก ถ้าหากมีทีมผู้เชี่ยวชาญมาชี้แนะ ถึงเวลานั้นสำหรับสำนวนการเขียนของตัวเอง ก็ยังจะถือว่ามีส่วนช่วยเหลือเยอะมาก เมื่อเห็นหวังซินเห็นด้วย หยางเจียอิ่งจึงพอใจในจุดนี้ หลังจากนั้นจึงยัดบทเรียนเสริมให้หวังซินต่อไป! “เฮ้ หัวหน้าห้องคนเก่ง เราว่าปริมาณการเสริมบทเรียนในวันนี้ไม่ต้องมากขนาดนี้ได้ไหม?” เมื่อมองดูหยางเจียอิ่งหยิบสมุดบันทึกความหนาเกือบเท่าหนังสือหนึ่งเล่มออกมาจากในกระเป๋า หวังซินก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที จะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบจริงเหรอ ตัวเองจะต้องทบทวนไปถึงเมื่อไหร่กันล่ะ “นายลองดูเองละกัน กลับบ้านไปก็อ่านให้เยอะ ๆ หน่อย พรุ่งนี้ไปโรงเรียนก็ไปลงทะเบียนเข้าห้องสายศิลป์หลักหรือสายวิทย์หลักด้วย ถ้าไม่ลงทะเบียนล่ะก็ อาศัยสภาพการเรียนของนายในตอนนี้แล้ว นายอาจจะถูกแบ่งไปห้องเรียนทั่วไปแน่ ห้องเรียนพวกนั้นเท่ากับว่าถูกโรงเรียนทอดทิ้งเลยนะ” “ขอบคุณเธอนะ หยางเจียอิ่ง คิดไม่ถึงว่าเธอยังจะมาสนใจเราได้ขนาดนี้” ใบหน้าของหวังซินที่แสดงออกมาด้วยความดีใจเป็นอย่างมากนั้น ทำให้หยางเจียอิ่งมีสีหน้าที่เย็นชาขึ้นมาทันที แล้วตำหนิว่า: “ใครสนใจนายงั้นเหรอ? ก็แค่นักเรียนแย่คนหนึ่งเท่านั้นเอง เราสนใจการเรียนของนายต่างหากล่ะ” “เอาหละ แต่ว่าน้องหยางเจียอิ่ง ตอนที่เธอสนใจในการเรียนของเรา ก็ช่วยหันมาสนใจเราคนนี้ด้วยได้ไหมน้ะ? เราต้องการความสนใจของเธอมาก ๆ เลยนะ!” หวังซินแกล้งทำหน้าตาที่น่าสงสาร แววตาเล็ก ๆ ที่น่าสงสารคู่นั้นทำให้หยางเจียอิ่งมองแล้วเหม่อลอยไปชั่วขณะ แต่ว่าสองสามวันมานี้พอรู้ว่าในด้านการแสดงของเด็กหนุ่มคนนี้มีการพัฒนาขึ้นเยอะมาก จะเชื่อถือคำพูดเพ้อเจ้อของหวังซินได้ที่ไหนกันล่ะ? ทันใดนั้นก็หยิบสมุดเสริมบทเรียนฟาดไปที่หัวของหวังซิน แล้วพูดว่า: “สนใจหมาก็ดีกว่าสนใจนาย วันนี้อ่านไวยากรณ์ทั้งหมดให้จบด้วย อ่านไม่รู้เรื่องไม่อนุญาตให้นอน” “เอิ่ม……” ในการเฝ้าดูของหยางเจียอิ่งแบบนี้ หวังซินก็เข้าสู่โหมดผู้คลั่งไคล้ในการเรียน วันต่อมา หวังซินก็มาที่ชั้นเรียนของตัวเองอีกครั้ง เมื่อครูประจำชั้นเห็นหวังซิน ใบหน้าก็คล้ำไปหมด เด็กหนุ่มคนนี้พักการเรียนไปก็ดีแล้ว จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อนักเรียนคนอื่น กลับกันพอไม่เจอก็ไม่ต้องกังวลใจ แต่ตอนนี้คาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะกลับมาที่โรงเรียนอีกแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าจะมาสร้างความวุ่นวายให้คนอื่นนะ “วันนี้ผมจะมาพูดเรื่องสำคัญเกี่ยวกับห้องเรียนหลักกับพวกเพื่อนร่วมชั้นสักหน่อย ขอแค่รู้สึกว่าตัวเองมีกำลัง มีความสามารถที่จะอยู่ในห้องเรียนหลัก ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่เก่งทางด้านศิลปศาสตร์หรือว่าวิทยาศาสตร์ ตอนนี้ก็สามารถลงทะเบียนได้” “เอ๊ะ มาได้จังหวะจริง ๆ นึกไม่ถึงว่าวันนี้ก็จะพูดเรื่องนี้เหมือนกันเลย” “คุณครูครับ ลงทะเบียนห้องสายศิลป์หลักให้ผมด้วยนะครับ” เมื่อครูประจำชั้นพูดจบ หวังซินก็รีบสนับสนุนทันที “ฮ่าฮ่า น่าขำจริง ๆ เลย คิดไม่ถึงว่าจอมโดดเรียนจะเลือกห้องสายศิลป์หลักอย่างงั้นเหรอ? ฉันคงไม่ได้ฟังผิดไปหรอกนะ จอมโดดเรียน นายแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้พูดผิดใช่ไหม?” เมื่อหวังซินพูดจบ ก็มีคนหนึ่งเยาะเย้ยหวังซินขึ้นมา หวังซินไม่สนใจต่อสิ่งนี้ จึงพูดว่า: “ก็คือห้องสายศิลป์หลักนั่นแหละครับ” “หวังซิน นายมีความมั่นใจนี้เหรอ?” เมื่อครูประจำชั้นได้ยินคำพูดของหวังซินก็ขมวดคิ้ว ในครั้งนี้ห้องสายศิลป์หลักไม่ใช่ว่าสามารถเข้าได้ตามอำเภอใจ ในครั้งนี้เพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้นทางโรงเรียนได้เชิญทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษามา เตรียมที่จะอบรมนักเรียนพวกหวังซินในครั้งนี้ด้วย ให้พวกเขาได้มีความสามารถไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น และก็จะทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียงไปด้วย อีกทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนก็ออกคำสั่งมาอย่างเคร่งครัดว่าไม่อนุญาตให้ใช้ความสัมพันธ์ใด อยากจะเข้าเรียนในห้องเรียนหลัก ก็มีแค่การสอบเท่านั้น ต้องอาศัยความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง แค่อาศัยหวังซินในตอนนี้ ซึ่งเขามีความสามารถนี้เหรอ? “หวังซิน นายล้อฉันเล่นอยู่ใช่ไหม? ก็ผลการเรียนด้านหลักภาษาที่ไม่เอาไหนอย่างนายจะเข้าเรียนห้องสายศิลป์หลักงั้นเหรอ?” ทางด้านข้าง เพื่อนร่วมชั้นที่ปกติอิจฉาหวังซินที่ได้โดดเรียนเป็นประจำ แล้วผลการเรียนวิทยาศาสตร์ที่ดีมากคนหนึ่งรีบออกมาแสดงความเหยียดหยาม “งั้นนายเป็นไอ้ทึ่มเหรอ? แม้แต่ไอ้ทึ่มนายก็ไม่ใช่ ฉันจำเป็นจะต้องล้อเล่นกับนายไหม?” หวังซินได้ใช้คำพูดที่เชือดเฉือนในโลกยุคหลังมาโต้ตอบฝ่ายตรงข้าม ทำให้ฝ่ายตรงข้ามหมดคำพูด “เอาหละ ไม่ต้องทะเลาะกัน หวังซิน เธอแน่ใจนะว่าเธอจะเลือกห้องสายศิลป์หลัก?” คุณครูได้จ้องไปที่หวังซินแล้วพูดอย่างจริงจัง “ใช่ครับครู ห้องสายศิลป์หลักครับ ผมคิดว่าผมยังมีความสามารถพอสมควรที่จะแบ่งมันออกมาใช้ได้” คำพูดนี้ของหวังซิน ทำให้ได้เพื่อนร่วมห้องคนอื่นในชั้นเรียนหัวเราะขึ้นมา “ได้ การมีความมั่นใจเป็นเรื่องดี หวังว่าเธอจะรักษาความมั่นใจแบบนี้ของเธอต่อไป ฉันก็ไม่อยากจะทำลายการมองโลกในแง่ดีของเธอนะ การเข้าเรียนห้องสายศิลป์หลักในครั้งนี้จำเป็นจะต้องสอบ ผลสอบกลางภาคก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาครั้งนี้ด้วย หลังจากนี้เธอก็ตั้งใจทบทวนให้ดีล่ะ” เมื่อครูประจำชั้นพูดจบ ก็ให้นักเรียนคนอื่นมาลงชื่อ เมื่อเห็นหวังซินกล้าลงชื่อในห้องสายศิลป์หลักแล้ว ทันใดนั้นคนในห้องเรียนเกือบทั้งหมดต่างก็ลงชื่อกันไปหมดแล้ว แน่นอนว่าสิ่งพวกนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับหวังซิน เมื่อกลับไปที่นั่งของตัวเอง หยางเจียอิ่งก็มองหวังซิน ในดวงตาจึงฉายแววความที่เกินความคาดหมายออกมา เมื่อมองดูท่าทางหวังซินในตอนนี้ก็เหมือนว่ามีความมั่นอกมั่นใจมาก หรือว่าเขาจะมีความมั่นใจในการสอบจริง ๆ งั้นเหรอ? “น้องสาว เรารู้ว่าความหล่อของเรามันไปถึงขั้นที่ใครเห็นก็เป็นอันต้องละลาย แต่ว่าเธอชอบมองเราแบบนี้ เราอาจจะรู้สึกไม่ดีก็ได้นะ” หยางเจียอิ่งที่จ้องหวังซินมาตลอดก็ชะงักขึ้นมา ซึ่งเด็กหนุ่มหวังซินคนนี้ช่างหลงตัวเองซะเหลือเกิน จึงรีบทุบไปที่ไหล่ของหวังซินเบา ๆ แล้วพูดว่า: “รนหาที่ตายเหรอ แต่ว่านายมีความมั่นใจจริงเหรอว่าจะสามารถสอบได้?” “ครั้งนี้เธอวางใจเถอะนะ เรายังอยากจะเป็นเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ของเธอต่อไป การไปยังจุดนี้ ฉันจะต้องผ่านไปให้ได้สิ” หวังซินยิ้มเบา ๆ ทั้ง ๆ ที่การสอบพวกนี้โดยพื้นฐานแล้วไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลย ซึ่งตัวเองในตอนนี้ก็ ไม่ใช่หวังซินคนก่อนแล้ว!...