62 : หนี
เวลา 7.58 น. บริเวณหน้าตึกบริษัท NEW WORLD ปรากฏร่างของเด็กรุ่นสองคนเงยหน้ามองมันอยู่
“ถึงจะช้าไปนิด แต่คิดแผนไว้ว่ายังไงบ้างเหรอคะ” เด็กสาวถักเปียสวมแว่นท่าทางคงแก่เรียนเอ่ยถามสาวร่างสูงข้างตัว
“...ง่ายๆ” คนถูกถามตอบ มองดูเข็มยาวของนาฬิกาเคลื่อนไปที่เลข 12 พอดี แล้วจู่ๆ ตึกตรงหน้าก็มีเส้นเถาวัลย์ยาวหลายเส้นก็โผล่ทะลุหน้าต่างแตกกระจายราวกับร่างแห ส่งผลให้ผู้คนแถวนั้นตื่นตกใจไปตามๆ กัน
“กวาดให้เรียบก็พอ” วาลกล่าวต่อเสียงเรียบ สีหน้าเรียบเฉยก็จริงอยู่ แต่ดวงตากลับเป็นประกาย
“ไม่น่าถามเลยสินะคะ” เนนส่งยิ้มหวาน แล้วต้นไม้ทีขึ้นอยู่ข้างตึกก็เอนโน้มลงพังกำแพงจนทลายก่อนจะขอนไชเข้าไปในนั้นจนทั่ว
“ไปช่วยเพื่อนกันเถอะค่ะ”
ภายในตึกที่กำลังโดนป่วนนั้นวุ่นวายหนัก มองไปทางไหนก็มีแต่แมกไม้ปรากฏอยู่ทุกที่ ดีไม่ดีเดินๆ ไป จู่ๆ ก็มีกิ่งไม้ชอนทะลุขึ้นมาใต้ฝ่าเท้าเฉยเลย
“เอม!?” เลียนโผล่พรวดเข้ามายังห้องผู้ใช้ไม้ฝั่งตนทั้งที่เพิ่งจะกลับมาจากเฝ้ายามเสร็จมาหยกๆ ซึ่งตอนนี้อีกฝ่ายก็รับรู้ถึงความประหลาดได้แล้วเช่นกัน
“ไม่ใช่ฝีมือฉันนะ” เอมรีบบอก แล้วต้องยกนิ้วขึ้นมากัดอย่างเจ็บใจ “ต้องเป็นฝีมือไอ้พวกนั้นแน่!”
กิลผงกหัวขึ้นมา เขาสลบไปแล้วรอบหนึ่งจนฝันถึงเรื่องในอดีตก่อนจะตื่นขึ้นมารับรู้ความวุ่นวายในขณะนี้ ความเจ็บปวดพล่านขึ้นมาตามบาดแผลที่ต้นขาขวาและบ่าซ้ายทันทีที่เขาคิดขยับตัว
“เล่นใช้ไม้ที่อยู่นอกการควบคุมของฉันงั้นเรอะ” เอมหัวเสียจัด ตามเลียนไปโดยไม่ลืมที่จะไม่ปล่อยกิล แต่เธอก็ทำพลาด เพราะเมื่อสมาธิคุมไม้ในห้องลดลง มันก็ถูกแทรกแซงโดยผู้ใช้ไม้ที่เพิ่งมาถึงทันที ไม้ที่รัดรอบตัวกิลค่อยๆ คลายลง ราวกับจะรู้ว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน
กิลเอื้อมมือคว้าดาบที่ถูกทิ้งไว้มาช่วยพยุงกาย พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดแล้วรีบออกจากนี่เพื่อไปช่วยเหลือใครอีกคนหนึ่ง
แสงแดดเจิดจ้าสดใสอยู่บนฟ้าโปร่งไร้เมฆ หากยังได้ร่มเงาจากไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านไปทั่วบริเวณโต๊ะม้าหินอ่อนที่พวกนักเรียนจับจองนั่งกันอยู่ ข้างๆ เป็นลานอเนกประสงค์สำหรับเล่นกีฬาต่างๆ
เสียงหัวเราะหยอกล้อของพวกเด็กๆ ช่างดูเริงรื่น..สงบ...ไร้ซึ่งความวุ่นวายใดๆ เป็นโลกในฝันที่เฝ้าใฝ่หา
ท่ามกลางกลุ่มเด็กที่มีใบหน้าพร่าเลือนไม่ชัดเจน มีเพียงเด็กสาวสี่คนเท่านั้นที่แจ่มชัด หนึ่งในนั้นคือเจ้าของโลกแห่งฝันนี้ ที่ดูเหมือนยังไม่รู้ว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญกล้ำกลายเข้ามา
พวกเด็กๆ ต่างตกลงกันไปเล่นบาส ปรากฏลูกบาสในมือของเด็กสาวผมยุ่งขึ้นทันที แต่ไม่มีใครสนใจราวกับมันอยู่ตรงนั้นนานแล้ว ตนัยรีบเข้าไปคว้าแขนของเจ้าของความฝันเสียก่อนที่เธอจะตามเพื่อนๆ ไป
เนียร์แปลกใจ หันมามองเขาด้วยความสงสัย “คุณเป็นใคร”
ความฝันบอกชัดว่าเด็กสาวปรารถนาโลกที่ไม่มีตัวเขาอยู่ และเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นจริง
“ฉันเป็นใคร เธอรู้ดีอยู่แล้ว” ตนัยตอบ
“...ไม่” เหมือนความทรงจำที่เกิดขึ้นจริงค่อยหวนกลับมา ค่อยๆ รับรู้ว่าชายตรงหน้าเคยทำอะไรกับตัวเองไว้บ้าง กระนั้นก็ยังฝืนปฏิเสธ “ปล่อยนะ เอล ช่วยฉันด้วย” เนียร์หันไปขอความช่วยเหลือ ทว่าสามคนนั้นไม่มีใครสนใจเธอเลยสักคน “โม..เพียว”
ความหวั่นไหวก่อเกิดขึ้นมาในหัวใจเด็กสาว เมื่อไม่มีเพื่อนคนไหนสนใจมาช่วย ความกลัวลึกๆ ว่าเธอไม่เป็นที่ต้องการของใครโผล่ออกมาในรูปแบบของความฝัน
“เอาล่ะ” ตนัยพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูผ่อนคลาย เขาวางมือปิดตาเด็กสาวลง เข้าไปพูดที่ข้างหู “หลุดออกจากฝันแสนหวานได้แล้ว”
เมฆดำเริ่มตั้งเค้าแผ่เต็มท้องฟ้า กลั่นฝนให้ตกลงมาละลายโลกเบื้องล่างให้กลายเป็นน้ำทั้งหมด ทั้งตัวอาคาร ต้นไม้ โต๊ะและผู้คน ทุกสิ่งหายไป เหลือแต่เพียงตนัยและเนียร์
“ไม่มีใครอยู่ข้างฉันเลยเหรอ” เนียร์ถามทั้งที่ยังโดนปิดตาอยู่ “เพราะฉันน่ากลัวเกินไปสินะ แม้แต่ เอล โม เพียวยังไม่ช่วยฉันเลย” แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา ตนัยรู้ได้ถึงแรงสะอื้นของเด็กสาว ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้เขาควบคุมเธอง่ายยิ่งขึ้น
“ฉันนี่ไงล่ะที่ต้องการเธอ นิศาชล”
ไม่มีแรงต้านใดๆ ทำให้ตนัยรู้ว่าเขาทำขั้นตอนต่อไปได้แล้ว
“เอาล่ะ ตอนนี้ฉันต้องการให้เธอพาฉัน...ลงไปลึกกว่านี้”
ตนัยรู้ได้ว่าร่างของตัวเองและเด็กสาวค่อยๆ จมลงไปในพื้นที่มีน้ำเจิ่งนองอยู่ จนจมลงไปทั้งตัวในที่สุด
ร่างของทั้งคู่ค่อยๆ หล่นลงไปอย่างช้าๆ เหมือนอยู่ในน้ำ มีฟองอากาศเกิดขึ้น แต่ตนัยก็ยังหายใจได้ตามปกติ ยิ่งดำดิ่งลงไปลึกเท่าไหร่ โลกน้ำเบื้องล่างก็ยิ่งมืดลงเท่านั้น มี่เสียงบางอย่างดังข้นอยู่รอบตัว ทั้งที่เบาจนจับใจความไม่ได้ ทั้งที่ได้ยินชัดว่าพูดอะไร ทุกเสียงนั้นเป็นเสียงของเนียร์...เสียงในจิตใจของเธอ
“แกอีกแล้วงั้นเหรอ”
จู่ๆ เสียงที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาเสียงเหล่านั้นก็ดังแหวกผ่านเข้ามา เป็นเสียงที่ผู้พูดมีตัวตนขึ้นมาจริงๆ ไม่ได้เกิดจากความทรงจำ
ตนัยเหยียดยิ้ม เขามาถึงก้นบึ้นของโลกนี้ได้ในที่สุด จึงยืนอยู่บนพื้นได้แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดก็ตาม และบัดนี้ ตนัยก็ได้เห็นเจ้าของโลกแห่งนี้...อีกหนึ่ง
ร่างของเด็กสาวที่เหมือนกับคนที่อยู่ในแขนของตนัยทุกประการยืนจ้องเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร รอยยิ้มหยันก็บ่งชัดถึงความไม่พอใจ
ตนัยมองเธอแล้วพูด “คราวก่อนเจอกันยังไม่ได้ทักทายเลย คราวนี้เลยว่าจะมาทำให้เป็นทางการสักหน่อย”
“ทักทาย? ทักทายทำไม ฉันไม่ปล่อยให้ใครหน้าไหนที่บังอาจมารุกล้ำจิตใจของตัวฉันให้รอดออกไปได้หรอก” แล้วเธอก็แยกเขี้ยว “พูดถึงคราวก่อนก็ดีเลย กล้ามากนะที่จับฉันไปแสดงละครเฮงซวยนั่น”
“นึกว่าเธอจะชื่นชอบการฆ่าซะอีก ก็เธอคืออีกหนึ่งบุคลิกที่สนใจแต่การฆ่าไม่ใช่หรือ”
“ฆ่าคนในโลกความฝันเนี่ยนะ เฮอะ ดีตายล่ะ” เธอประชด แล้วก็เหยียดแขนขวาออกไปยังร่างผู้ชายคนหนึ่งที่จู่ๆ ก็โผล่มาจากความมืด เด็ดหัวนั่นออกมาบีบแตกจนเละ “ไอ้พวกที่เกิดขึ้นจากในความคิด มันจะไปช่วยดับกระหายได้ยังไง”
“งั้นก็มาร่วมมือกับฉันสิ แล้วเธอจะได้ฆ่าคนจริงๆ ตามที่ใจอยากเลย” ตนัยยื่นข้อเสนอ แล้วส่งมือข้างที่ว่างการประคองเนียร์มาทางเธอ
เด็กสาวมองมือนั้นด้วยแววตาว่างเปล่า “เอาตัวฉันคืนมา” เธอพูด บอกชัดว่าไม่ต้องการเสวนาต่อ
“เป็นห่วงด้วยเหรอ”
“แค่ปล่อยให้แกเข้ามายุ่มย่ามในโลกของฉันโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็นับว่าฉันอดทนมากพออยู่แล้ว อย่าคิดนะว่าไม่มีกายเนื้อแล้วฉันจะทำอะไรแกไม่ได้นะ ที่อยู่ตรงนี้คือจิตใจของแก ถ้าฉันทำลายจิตใจแกซะ คงจะน่าสนุกดีพิลึก”
คำขู่ไม่อาจทำให้ตนัยหวาดหวั่นได้
“เธอคิดว่าทำได้เหรอ”
“นี่คือโลกของฉัน”
ก้อนความมืดตรงฝ่าเท้าของตนัยนูนขึ้นมาห่อหุ้มตัวเขาไว้อย่างรวดเร็ว ร่างของเนียร์ที่ถูกแยกออกมามีเด็กสาวที่มีใบหน้าเดียวกันตรงเข้าไปรับไว้ทันท่วงที ก้อนดำนั้นลอยขึ้นสูงแล้วจับตัวบิดเบี้ยวไปมาให้สิ่งที่อยู่ภายในนั้นถูกบิดเละไม่เหลือดีเช่นกัน มีน้ำข้นสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมารอบทิศทาง สิ่งนั้นทำให้เด็กสาวคลี่ยิ้มสะใจ
“ฮึๆๆ จิตใจที่โดนทำลาย ให้ความรู้สึกยังไงบ้างล่ะ”
“เธอคิดว่าจะทำอะไรฉันได้จริงๆ น่ะเหรอ” ตนัยถามคำถามเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบรื่น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับกายเขาสักนิด “รู้อะไรมั้ย ว่าความคิดของเธอเป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่ายมาก”
“ว่าไงนะ”
“ปล่อยฉันไปได้แล้ว”
แล้วก้อนดำที่เคยห่อหุ้มก็สลายไปอย่างง่ายดาย ตนัยกลับมาให้เห็นด้วยร่างกายที่ปกติเดิมทุกอย่าง จนเด็กสาวที่หน้าเหมือนเนียร์มองอย่างขัดใจ
ตนัยเข้าไปใกล้ ผายมือสองข้างออก “โลกของเธอนี้ ตกอยู่ในการควบคุมของฉันแล้ว”
“อย่ามาพูดบ้าๆ นะ”
“ตอนนี้เธอจะไม่เห็นฉันแล้ว”
พลัน ตนัยก็หายไปจากการมองเห็นของเธอ ทว่าเสียงของเขากลับยังคงอยู่ ยังคงดัง...อยู่รอบกาย
“มันง่ายมากที่จะควบคุมเธอให้เป็นไปอย่างที่ต้องการ” เสียงนั้นดังผ่านมาจากด้านหลัง แล้วอีกครู่เดียวต่อมาก็ดังมาจากที่ไกลๆ และใกล้ไปพร้อมๆ กัน ราวกับตัวคนพูดนั้นมีอยู่หลายคน
“หนวกหู...”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนี่นะ เพราะเธอมันเป็นบุคลิกหนึ่งที่แม้แต่ตัวเธอเองยังไม่ต้องการ จนต้องขับไล่ออกมาแบบนี้เลยนี่นา”
เพียงเท่านั้น ขีดความอดทนก็มาถึงสิ้นสุด
“หนวกหู อย่าเข้ามายุ่งกับความคิดฉันนะ!”
โผล๊ะ!
เสียงระเบิดแตกกระจายดังขึ้นรอบตัว อย่างที่เธอคิดว่าจะกำจัดเจ้าของเสียงน่ารำคาญนั่นออกไปได้แล้ว ทว่าเมื่อเธอลึมตาขึ้นอีกครั้ง ร่างที่แหลกเละเหล่านั้นกลับกลายเป็นร่างของเอล โมและเพียว
“นี่น่ะ...” ตนัยกลับมาให้เห็นอีกครั้ง ยืนก้มลงมองร่างเหล่านั้นพร้อมกับหันมาทางเธอ “ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของเธอเองเลยนะ”
แม้จะไม่ได้หันไปมอง เธอก็รู้ได้ว่าตอนนี้รอบตัวเต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณของบรรดาคนรู้จัก ทั้งพวกฟิวส์ ทิน พวกเล็ท หรือแม้แต่กิลกับเกล ทุกคนล้วนตายหมด และบัดนี้มือทั้งสองข้างของเธอก็ถูกชโลมไปด้วยเลือดของคนเหล่านั้น
“ไม่...” เธอมองหยาดเลือดที่ไหลรินในมือ แม้ใจจะนึกปรารถนาให้ทุกคนบนโลกตายหมด แต่จากเบื้องลึก แม้จะถูกไล่ออกมาแล้วนั้น ความรู้สึกนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจ ว่าคนเหล่านี้คือคนสำคัญที่จะให้ตายไม่ได้เด็ดขาด
“ฉันฆ่าพวกเอล”
เนียร์ในอ้อมแขนได้สติแล้วพูด เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น มองร่างไร้ลมหายใจของพวกเอลแล้วร้องไห้ “ฉันฆ่าทุกคน”
“ไม่ใช่นะ” อีกคนที่มีใบหน้าแบบเดียวกันพยายามปฏิเสธ ทว่าเสียงกลับส่งไปไม่ถึง เนียร์กลิ้งตัวหลุดจากแขนเธอ เข้าไปซบกับร่างเหล่านั้นแล้วกรีดร้องออกมา ความสูญเสียมากเกินจะรับไหว
“เนียร์”
เสียงใครบางคนเรียก แต่เนียร์เหมือนจะไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไปแล้ว เธอกอดร่างเย็นเฉียบของเพื่อนไว้แน่น ราวกับไม่มีสิ่งใดจะสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว ไม่สนใจว่าเสียงนั้นจะเรียกชื่อเธออีกสักกี่ครั้งก็ตาม แต่แล้วก็มีมือคู่หนึ่งเข้ามาจับบ่าเธอไว้ ออกแรงกระชากให้เธอปล่อยร่างไร้วิญญาณของเพื่อน
“ไม่นะ...” เนียร์ยังคงฝืนรั้งไว้ แต่เจ้าของมือนั้นแรงเยอะกว่า จึงดึงตัวเธอออกมาได้เป็นผลสำเร็จในที่สุด
“เนียร์!”
“เนียร์!”
หลังจากที่กิลแยกตัวตนัยออกจากเนียร์ได้สำเร็จ เขาก็พยายามปลุกเธอขึ้นมา จนกระทั่งตอนนี้เนียร์ลืมตามองเขา ทว่า...กลับมีบางอย่างแปลกไป เนียร์ลืมตาขึ้นแล้วก็จริงอยู่ แต่ในสายตาของเธอกลับไม่มีเงาของเขาสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นเลย ดวงตาไร้แววและร่างกายที่สงบนิ่งทำให้กิลกัดฟันกรอด จ้องไปยังต้นเหตุที่ตอนนี้ฟิ้นสติแล้วเช่นกัน
“ท่านตนัย ท่านทำอะไรเธอ”
“ช่างโผล่มาช่วยได้ตรงจังหวะเหลือเกินนะ กีเลนอล” ตนัยว่า พยายามฝืนยิ้มขณะมือยังกุมหัวอยู่ เพราะถูกผลักออกจากจิตใจของเด็กสาวอย่างกะทันหัน จึงส่งผลกระทบต่อเขาเช่นกัน
“ก็แค่มอบความเจ็บปวดให้ ทำให้อ่อนแอจะได้ควบคุมนิศาชลได้ง่ายขึ้นไงล่ะ” ตนัยตอบอย่างไม่ปิดบัง
“ความเจ็บปวด...ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น”
“ไม่แน่ หากจี้ถูกจุด”
กิลจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ตอนนี้เนียร์ตื่นขึ้นแล้วก็จริง แต่ก็น่าจะเป็นเพราะอ่อนแอมากเกินกว่าจะฟื้นคืนจิตใจได้ในทันที
ทั้งตึกเกิดสั่นสะเทือนราวกับมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้เคยเกิดไปแล้วก็จริงอยู่ แต่ครั้งนี้มันรุนแรงกว่าเดิม แล้วทันใดนั้นเอง ทีมีลำต้นไม้ยักษ์ทะลุขึ้นมาจากพื้นคั่นระหว่างตนัยและกิลไว้พอดิบพอดี
“เนียร์” เอลก้าวเข้ามาในห้อง แล้วก็แปลกใจที่เห็นกิลอยู่ด้วยเช่นกัน “นายก็หนีมาได้เหมือนกันเหรอ” สีหน้าเธอโล่งอก แล้วถึงได้สังเกตเห็นเนียร์ในแขนของเขา จึงรีบเข้าไปหา เรียกเนียร์หลายครั้งเช่นกัน แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นจากเพื่อนสาว ทำให้เอลใจเสีย
“กิล เนียร์เป็นอะไรไป”
กิลจ้องลำต้นไม้ที่ขวางระหว่างเขากับตนัยก่อนตอบ “เรื่องนั้นไว้ก่อน ตอนนี้รีบหนีไปจากนี่ก่อนเถอะ” กิลเอาแขนเนียร์ขึ้นพาดบ่า โดยมีเอลทำแบบเดียวกันกับแขนอีกข้างของเนียร์ แล้วพากันออกไปจากห้อง
แม้ทั้งตึกจะถูกปั่นป่วนด้วยฝีมือของสองผู้ใช้ไม้ แต่คนของตนัยก็ยังไม่หยุดทำหน้าที่ พวกเขาวิ่งตามเด็กทั้งสามคนทันทีที่เห็นตัว อีกทั้งยังชักปืนออกมายิงอย่างไม่คิดไว้ชีวิต
ปัง!
ลูกกระสุนที่พุ่งตรงมายังหลังกิลหยุดค้างกลางอากาศอย่างน่าอัศจรรย์ กิลหันมองคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เอลจ้องกระสุนปืนเขม็ง
“ถ้าไม่เอามาจ่อระยะประชิด ฉันก็พอจะหยุดมันได้บ้างล่ะนะ”
“ใช้ลมของเธอทำลายปืนนั่นได้มั้ย” กิลถาม
เอลตั้งสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ปืนในมือคนของตนัยคนหนึ่งก็ถูกกระแทกอย่างแรงจนหลุดออกมาจากมือ แล้วในเวลาไล่ๆ กัน ปืนของคนข้างๆ ก็ถูกกระแทกหล่นออกจากมือเช่นเดียวกัน
เด็กสาวปล่อยลมยาวเหมือนกลั้นหายใจนาน แล้วส่ายหน้า “ไม่ไหว ฉันทำให้ลมคมไม่พอจะตัดโลหะได้” เอลรู้สึกโกรธตัวเองขึ้นทวีที่ช่วยอะไรไม่ได้ ยามเอาลมเชือดเฉือนเพื่อนสนิทตัวเองในตอนนั้นเธอทำได้ แต่ตอนที่ต้องการเอามาใช้ปกป้อง เธอกลับมีพลังไม่มากพอ
ระหว่างที่สองคนนั้นก้มเก็บปืน เอลกับกิลก็พยายามวิ่งไปตามทางเดินที่ทอดยาวต่อ แค่พยุงเนียร์ไปด้วยก็นับว่าลำบากพออยู่แล้ว ตอนนี้ทั้งตึกยังสะเทือนมีเศษปูนร่วงลงมา ทั้งที่เป็นฝุ่นผงและก้อนใหญ่ ทำให้เธอไปได้ลำบากขึ้นไปอีก
“กิล หน้าต่าง” เอลชี้ไปที่บานหน้าต่างตรงสุดทางเดิน เหมือนตั้งใจให้พวกเขากระโดดลงไป ซึ่งนับว่าบ้ามากเพราะนี่มันชั้นที่ยิ่สิบกว่า แต่กิลก็ไม่ได้คัดค้าน เขารู้ดีว่าผู้ใช้พลังจากธรรมชาติคนนี้หาทางลงไปได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
ไม่มีเวลาจะมาเปิดหน้าต่างที่ปิดอยู่ เมื่อเสียงปืนไล่ตามหลังมา กิลเปลี่ยนจากเอาแขนเนียร์ที่พาดบ่าอยู่ออก แล้วหันมากอดเธอทั้งตัวแทน แล้วกระโดดพุ่งเข้าใส่กระจกโดยใช้ไหล่ตัวเองกระแทกอย่างแรงจนสามารถทะลุหน้าต่างออกไปข้างนอกได้
และแล้วร่างของเด็กวัยรุ่นสามคนก็ร่วงหล่นจากตึก พร้อมกับเศษกระจกที่แตกกระจาย
แม้ไม่ต้องบอก แต่พวกฟิวส์ก็รู้ได้ทันทีว่านี่ต้องเป็นการช่วยเหลือที่ทินพูดถึงไว้แน่ พาให้รู้สึกใจชื้นขึ้นเป็นกองเมื่อรับรู้ว่าคนที่มาช่วยนั้นเป็นใคร ทว่าหลังจากระหว่างการหนีถูกพวกไม้ทั้งหลายโผล่มาจากทางนู้นบ้าง ทะลุจากตรงนี้บ้าง หวิดจะถูกเสียบอยู่หลายรอบแล้วหากไม่ได้โชลคอยช่วยเตือนไว้ ความดีใจเล็กๆ นั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“ยัยนั่น กะฆ่าพวกเราทิ้งรึไงกันหา!” เพียวตะโกนอย่างเหลืออด นึกอยากจับถอนรากถอนโคนต้นไม้พวกนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไป
“น่าๆ” โมโบกมือไปมาให้อีกฝ่ายใจเย็น “วาลอุตส่าห์มาช่วยแล้วทั้งที ควรจะดีใจสิ” พูดยังไม่ทันจะจบประโยคดี โมก็ถูกโชลดึงเสื้อรั้งไว้ทัน เส้นไม้ห้าเส้นทะลวงจากเพดานทะลุลงพื้นตรงจุดที่โมอยู่เมื่อกี้พอดิบพอดี ความคมของมันราวกับกรงเล็บสังหารเลยทีเดียว ทำเอาโมถึงกับช็อกไปเลย
เกลยิ้มแหย “ถึงยังไง เพื่อนของคุณคนนี้ก็ยังน่ากลัวอยู่ดีล่ะค่ะ”
เหมือนรู้ว่าเจ้านายถูกนินทา มันตรงเข้าพุ่งใส่เกลทันที
โชลจะเข้าไปช่วย แต่เด็กสาวผมแกละก็เร็วไม่แพ้กัน เธอตวัดแส้นพันไม้นั้นแล้วดึงยึดเอาไว้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลายสายตาตื่นตะลึงของคนรอบข้าง
ดวงตาสีน้ำเงินกลมโตเปล่งประกาย “ฉันก็พอจะเดาทางไม้พวกนี้ออกเหมือนกัน...คุณพาโมกับเพียวหนีออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะค่ะ” เกลบอกโชล เพราะถ้าพูดถึงว่าใครจะเป็นคนพาหนีไปได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์แบบนี้ล่ะก็ คงมีแต่หนุ่มหัวน้ำตาลคนนี้นี่แหละ
โชลอยากคัดค้าน ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงเรื่องครอบครัว เขาไม่ได้สนใจพ่อตัวเองมาหลายปีแล้วนับตั้งแต่ที่แม่ของเขาตาย แต่ด้วยรู้ว่าเอลต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในตึกนี้แน่นอน ทำให้เขาพะวะพะวงอยากไปช่วยเธอก่อน แต่ในเวลาแบบนี้ เขาไม่มีทางเลือกมากนัก
“ขอให้พวกคุณสองคนตามผมมาติดๆ ด้วยนะครับ” โชลบอกเพียวกับโม แล้วเขาก็นึกอยากจะแก้คำใหม่ทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสอง ที่เหมือนอยากจะขึ้นขี่คอเกาะหลังเขาไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้
ชั้น 18 เป็นชั้นที่ตัวประกันถูกจับตัวไว้ที่นั่น พวกเขารู้ได้เพราะเมื่อคืนพวกเล็ทแอบมาบอกหลังจากส่งข่าวเรื่องทินเสร็จ นั่นหมายความว่าฟิวส์และเกลต้องขึ้นไปอีกสองชั้น ทั้งคู่ขึ้นไปตามทางบันไดหนีไฟโดยไม่พูดกันสักคำ
มันเป็นความเงียบแบบที่เกลน่าจะชินเพราะมีพี่ชายไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอึดอัด ถึงเมื่อวานนี้โชลจะเผลอพูดออกมาเพียงเล็กน้อย แต่เกลก็ได้ยิน และรับรู้ถึงความรู้สึกของฟิวส์อย่างชัดเจน...
เขาไม่ต้องการเจอแม่ของตัวเอง
เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนที่ไม่มีแม่ให้คิดถึงด้วยซ้ำ ความทรงจำเลือนลาง ไร้ซึ่งรูปถ่ายให้หวนนึกถึง มีเพียงภาพสะท้อนของตัวเองให้ครุ่นคิด ว่าจะมีส่วนใดล้ายพ่อแม่ตัวเองบ้าง
เกลน้ำตารื้นขึ้นมาทันทีที่คิดถึงอดีต ก่อนจะปาดหยาดน้ำใสออกไป พอเงยหน้าขึ้นอีกที เธอก็เกือบจะชนหลังฟิวส์ที่หยุดอย่างกะทันหันซะแล้ว หากยังยั้งตัวเองไว้ทัน
“บ้าเอ๊ย!” ฟิวส์ข่มเสียงเมื่อมองภาพตรงหน้า
เกลมองตามไป เห็นพวกเล็ทสี่คนพร้อมกับเหล่าผู้ใหญ่ที่น่าจะเป็นครอบครัวของพวกเขาอยู่ด้วย ซึ่งน่าจะเป็นภาพการพบกันที่น่าประทับใจ ถ้าไม่มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งยืนขวางอยู่
เอมเป็นคนแรกที่เห็นฟิวส์กับเกล “มีพวกเศษสวะมาเพิ่มอีกแล้วไง” เธอยิ้ม “จะมีพ่อแม่ของแกรวมอยู่ในนี้ด้วยรึเปล่ากันนะ”
เกลสำรวจมองบรรดาผู้ใหญ่ที่อยู่ตรงนั้น มีทั้งชายร่างใหญ่แบบนักเล่นกล้าม และคู่สามีภรรยาสองคู่ที่เป็นนักธุรกิจ ส่วนคนที่เด็กที่สุดในกลุ่มนั้น เกลจำได้ว่าเป็นพี่ชายของเนียร์ เขาถูกเถาไม้พันรอบตัวยึดไว้ให้ลงคุกเข่ากับพท้น ปากถูกมัดปิดไว้เหมือนเพิ่งพูดอะไรที่ไม่เข้าหูอีกฝ่ายมาหยกๆ
และคนสุดท้ายนั้นเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่มีคนของท่านตนัยจับตัวไว้อย่างใกล้ชิด ซึ่งมองยังไงเกลก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายนั้นดูผิดปกติ เธอมีท่าทีเหม่อลอยจนกระทั่งดวงตาดำคล้ำนั้นหันมามองฟิวส์ และตั้งต้นดิ้นพลางตะโกนเรียกฃื่อของเขาเป็นการใหญ่
“ดูท่าจะแจ๊กพ็อตแตกแฮะ” ดีมหัวเราะ หันไปให้สัญญาณคนที่จับตัวแม่ฟิวส์ คนของตนัยหยิบปืนมาจ่อหัวเธอทันที
ริสถึงกับสบถ เมื่อมีคนมาช่วยเพิ่มขึ้น แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
ทว่าฟิวส์กลับทำให้ทุกคนผิดคาด เมื่อหนุ่มหัวส้มเดินตรงรี่ไปหาอย่างไม่นึกเกรงกลัว เกินกว่าใครจะตั้งตัวทัน มีไฟลุกท่วมคนของตนัยสองคนที่คุมอรรคเดช และพ่อของโลม ชนิดที่ทั้งคู่รู้สึกร้อนวาบขึ้นมาทันที ด้านหลังเกิดเสียงโหยหวนของคนที่ถูกเผาทั้งเป็นดังก้องไปทั่ว
“เฮ้ย!” ดีมอึ้งตาค้าง “นี่นายไม่ห่วงแม่ตัวเองบ้างเลยเรอะ”
“อย่าสะเออะเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นแม่ฉัน!”
“แต่คนที่เกือบถูกนายย่างสดนั่น มันพ่อแม่ฉันนะโว้ย” เล็ทหัวใจจะวายตายอยู่แล้วที่เห็นไฟลุกใกล้พ่อตัวเองในระยะเผาขน มีปลายผมด้านหลังของอรรคเดชบางส่วนหงิกงอและควันขึ้นจางๆ
ส่วนพ่อของโลมดูจะยังไม่สำเนียกตัวว่าความตายอยู่ใกล้เพียงปลายนิ้ว หันมาถามลูกตัวเองที่หน้าซีดไปแล้วเป็นการใหญ่
“แกก็ทำได้แบบเมื่อกี้ใช่มั้ย ไอ้ตัวเล็ก”
เป็นที่กระจ่างชัดแล้วในเรื่องของพลังจากธรรมชาติ ไม่มีผู้ปกครองคนใดกังขาในเรื่องนี้อีก
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เลียนยกขึ้นมารับพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันมาบอกเพือนทั้งสองคน “อั๊คบอกว่า ผู้หญิงที่ใช้น้ำกับลม แล้วก็คนจากเผ่าเอดีวาสหนีไปได้แล้ว”
“หา?” ดีมหน้าเหวอ เอามือโปะหน้าผากตัวเองแล้วเริ่มโอดครวญ “ไปทำท่าไหนถึงหนีไปได้เนี่ย กว่าจะจับตัวมาได้แต่ล่ะที มันยากนะ”
“นายจับมาเองที่ไหน ฉันต่างหากที่จับมา อย่ามาทำเนียนเป็นคนลงมือทั้งที่ตัวเองนั่งนอนสบายๆ ที่นี่นะ” เอมแหวใส่
แต่ข่าวร้ายสำหรับทางนั้นกลับเป็นเรื่องดีของอีกฝ่าย เกลถึงกับถอนหายใจโล่งอกที่พี่ชายกับเนียร์ไม่เป็นอะไร และแผนการของท่านตนัยก็ถูกขัดขวางไว้ได้ หรืออย่างน้อย...ก็ช่วยยืดเวลาต่อไปได้อีก
ความไม่พอใจที่เหยื่อของตัวเองหลุดรอดไปได้ ทำให้เอมเริ่มหมดความอดทน หันไปสั่งพวกเล็ท “ถ้าพวกนายกำจัดไอ้สองคนนี่ได้ ฉันจะยอมปล่อยพ่อแม่ของพวกแกไป แต่ถ้าไม่ยอมทำ สาบานเลยว่าฉันจะทรมานพวกเขาให้หนักที่สุดจนต้องมาอ้อนวอนขอให้ฉันฆ่าแทนแน่”
คำสั่งนั้นทำให้เล็ทถึงกับจ้องมาที่ฟิวส์และเกลอย่างกระอักกระอ่วน ริสกัดฟัน สายตาเขม่นไปที่เอม ขณะที่ซีลมองอย่างลังเล ส่วนโลมก็จ้องหน้าพ่อตัวเองเหมือนอยากได้ความเห็น
พอเห็นลูกๆ ลังเลแบบนั้น พิมก็เป็นฝ่ายตะโกนขึ้นมาแทน
“เล็ท! ไม่ต้องห่วงแม่กับพ่อหรอก ทำในสิ่งที่ลูกคิดว่าถูกต้องนั่นแหละ”
ปัง!
เอมยิงปืนเข้ากำแพง ทำให้ทุกคนในละแวกนั้นสะดุ้งและปิดปากเงียบ
“ช่างทำตัวสมกับเป็นแม่ที่แสนดีจังเลยนะ อย่ามาเสแสร้งไปหน่อยเลย พวกผู้ใหญ่อย่างพวกแกน่ะ ก็ห่วงแค่ตัวเองเท่านั้นแหละ”
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกเธอมีพ่อแม่แบบไหน ถึงได้สิ้นหวังกับผู้ใหญ่ได้ขนาดนี้” อรรคเดชพยายามจะห้ามภรรยาตัวเอง แต่พิมไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมแพ้ง่ายๆ อยู่แล้ว เธอมองเด็กสาวรุ่นลูกอย่างเอมด้วยแววตามุ่งมั่น ประกาศลั่น
“แต่ฉันจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายหรือใช้วิธีสกปรกแบบนี้มาข่มขู่ลูกชายฉันได้เป็นอันขาด”
แล้วพิมก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึง เธอตรงเข้าไปแย่งปืนในมือเอม ส่วนเด็กสาวที่เพิ่งรู้ตัวก็พยายามยื้อกลับ
ด้วยความที่หวาดกลัวว่าพ่อแม่ของตัวเองจะเป็นอันตรายมาตอลด ทำให้พวกเล็ทไม่กล้าที่จะลงมือ แต่จากที่ได้ยินสิ่งที่พิมประกาศออกมาเมื่อครู่ อีกทั้งยังอาจหาญเข้าไปต่อกรกับผู้ใช้พลังจากธรรมชาติอย่างไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเอง เพื่อปกป้องลูกชาย...สิ่งนั้นทำให้ทุกคนตาสว่างขึ้นมาทันที
“เฮ้ย หยุดนะ ถ้ายังเข้ามาใกล้กว่านี้ ฉันระเบิดหัวแม่นี่ทิ้งแน่” พอคนของตนัยเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มกล้าสู้กลับ เขาก็รีบจ่อปืนไปที่แม่ของฟิวส์เป็นการขู่ไม่ให้ใครเข้าใกล้ แต่พอเกลสะบัดแส้หนหนึ่ง ปืนในมืออีกฝ่ายก็หลุดกระเด็นไป แล้วปลายแส้ก็ตวัดพันข้อเท้าเขา กระชากให้ล้มอย่างแรง
ครืน!
มีลำไม้จากเพดานทะลุลงมาทับเขาพอดิบพอดี แต่สภาพเป็นอย่างไรไม่อาจทราบ เมื่อรงกดมันถึงขั้นทะลุพื้นลงไปอีก
“ฟิวส์” เกลเรีย หวังให้เขาไปช่วยแม่ของตน แต่เธอก็ยังเห็นฟิวส์เอาแต่ยืนจ้องอยู่เฉยๆ มีแววไม่ยอมรับผู้หญิงคนนั้นในดวงตา ทำให้เกลต้องเป็นฝ่ายเข้าไปพยุงร่างของแม่ฟิวส์แทนเพื่อพาไปยังมุมที่ปลอดภัยกว่านี้
การสู้กลับของเด็กนิรารักษ์ทำให้เอมไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ว่าพวกเขาจะต้องมาปกป้องผู้ใหญ่พวกนี้ทำไม และยิ่งไม่เข้าใจกว่าเดิมที่พิมเข้ามาแย่งปืนในมือตนอย่างไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเอง มันช่างแตกต่างจากสิ่งที่เธอเคยประสบมาเหลือเหลือเกิน
ดวงตาเป็นประกายแรงกล้าที่จะปกป้องลูกให้ได้ของพิมนั้น มันมากเสียจนเอมเริ่มกลัวหญิงสาวที่ไร้ซึ่งพลังใดๆ คนนี้ หันมองเพื่อนของตัวเองอย่างคิดขอความช่วยเหลือ แต่ทั้งเลียนและดีม ก็กำลังถูกรุมกันอยู่ คนที่เคยตีค่าเป็นแค่เศษสวะ บัดนี้กำลังต่อสู้เพื่อครอบครัวอันเป็นที่รักอย่างสุดชีวิต
ไม่เข้าใจ! เอมกลับมามองหญิงสาวตรงหน้า ทำไมจะต้องไปช่วยผู้ใหญ่พวกนี้ด้วย ในเมื่อ...ในเมื่อเธอไม่เห็นจะเคยได้รับอะไรจากพวกเขาเลยสักนิด
ราวกับสิ่งที่เอมคิดอยู่นั้น พิมจะสามารถอ่านมันออกจากสีหน้าของเด็กสาว ความเห็นใจและสงสารเริ่มก่อตัวขึ้นมา แต่ทันทีที่ความรู้เหล่านั้นเข้าแทรก แรงต้านอีกฝ่ายก็ลดลงทันที ทำให้เอมชิงโอกาสนี้ยื้อปืนในมือกลับมาได้ แล้วยกขึ้นเล็ง
“เป็นแค่ตัวประกัน ก็หัดทำตัวเฉยๆ ไปเหอะ” เอมกัดฟันกรอด
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพ่อแม่ของเธอเป็นคนแบบไหน แต่เชื่อเถอะ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พวกเขาต้องมีความรักให้กับเธอแน่ๆ”
“หุบปาก...”
“ไม่ว่ามันจะถูกเก็บซ่อนไว้ลึกแค่ไหน แต่มันต้องมีความรักต่อพวกเธอแน่!”
“หุบปากซะ!”
ปัง!
เสียงปืนที่ส่งผลให้ทุกคนหยุดชะงัก ร่างบางที่ล้มลงไป กระชากหัวใจของนสองคนให้ร่วงหล่นตาม
“แม่ฮะ!!”
“พิม!!”
ฉัวะ!
มือข้างที่ถือปืนของเอมนั้นถูกปลายไม้แหลมพุ่งแทงทะลุฝ่ามือนั้น ส่งผลให้สาวผมหยิกกรีดร้องออกมา ปืนในมือถูกเหวี่ยงหายไป
เลียนกับดีมรีบผละออกจากคู่ต่อสู้ที่กำลังเผลอ เข้าไปดูอาการเพื่อนทันที
เล็ทกับอรรคเดชพยุงร่างพิมไว้คนล่ะข้าง เลือดจากบ่าแผ่ขยายกว้าง เล็ทไม่อาจหยุดเลือดไม่ให้ไหลได้ ทำได้เพียงชะลอให้มันไหลช้าลงเท่านั้น แล้วเอามือช่วยกดแผลให้เลือดหยุดไหล
สถานการณ์ที่ราวกับจะชะงักไป ทินใช้เวลานี้พยายามแก้ไม้ที่ยังพันรอบตัวออก แต่เพียงครู่เดียวที่จู่ๆ มันก็คลายออกแล้วหล่นอยู่รอบตัวได้เอง พร้อมกันนั้นก็รู้สึกได้มีคนเข้ามาประชิดหลังเขา พร้อมกับพูดว่า
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นจะบ้าเลือดให้ช้ากว่านี้ ก็คงไม่ถูกยิงหรอก”
ทินเงยหน้ามอง เห็นใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชาของเด็กสาวทอดมองลงมา ถึงรู้ว่าอีกฝ่ายจะมา แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้
ยังไม่ทันที่ทินจะได้พูดอะไร วาลก็ชิงพูดเสียก่อน
“สิ่งที่นายฝากบอกเนนให้มาพูดกับฉันน่ะ ไว้เสร็จจากตรงนี้เมื่อไหร่ค่อยมาว่ากันทีหลัง”
ได้ยินแบบนั้นหนุ่มผมสองสีก็แยกยิ้ม
“เฮ้ เจ้าเตี้ยแคระ” ทินเรียก “พาแม่ของนายกับผู้ปกครองคนอื่นๆ ตามฉันมา จะได้หนีออกไปจากนี่กันสักที”
อรรคเดชเป็นคนอุ้มหญิงสาวผู้เป็นที่รักขึ้นมา เรียกให้เลิศฤทธ์กับคนอื่นๆ ตามไปด้วย...ตรงบันไดหนีไฟ พวกเขาเจอกับเด็กสาวอีกคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว เด็กสาวถักเปียและใส่แว่น แบบที่กลุ่มเด็กนิรารักษ์มาเห็นถึงกับโล่งใจยิ้มออกมา ต่อให้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ก็ขอให้ได้อยู่ร่วมกัน เพียงแค่นั้นก็สร้างพลังให้ได้อย่างมหาศาลแล้ว
“ฉันจะเป็นคนคุ้มครองพวกคุณต่อจากนี้เองค่ะ” เนนพูด
ในขณะที่เหตุการณ์เบื้องหลังยังไม่จบลงดี เอมที่มีเลียนกับดีมช่วยกันประคองตัวขึ้นมา มือประคองฝ่ามืออีกข้างที่บัดนี้เลือดไหลหยดสู่พื้นไม่ขาดสาย สายตาเคียดแค้นจ้องไปที่วาล ตัวต้นเรื่องที่ทำให้แผนทุกอย่างเสียไปจนหมด
“แก!”
เอมจ้องวาลเขม็งจนเห็นเส้นเลือดฝอยขึ้นเต็มตาขาว บ่งบอกว่าโกรธมากเพียงใด ผิดกับวาดที่ยังคงเป็นฝ่ายนิ่งเฉย ทว่าดวงตาเฉยชาที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดนั้น กลับยิ่งจุดประกายความโกรธแค้นให้กับเอมมากขึ้น
สาวผู้ชอบทรมานผู้อื่นเหยียดแขนออกมา ไม้ที่ชอนไชอยู่รอบตัวก็ผงกขึ้นพ่งุใส่หมายจะเสียบอีกฝ่ายให้พรุน หากพอมาถึงตรงหน้าวาลแล้ว ไม้พวกนั้นกลับชะงักนิ่งราวกับเจอกำแพงล่องหน มันบิดเบี้ยวคดโค้งไปมาราวงูที่แดดิ้นทรมาน จนผลสุดท้าย มันก็ตรงเข้าหันปลายแหลมใส่เด็กเทพาพิทักษ์ทั้งสามคนในที่สุด
“ยังไม่รู้ตัวอีกรึไง ว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายครองการควบคุมอยู่” วาลถามเสียงเรียบ
ณ ตอนนี้เอมแทบจะควบคุมไม้รอบตัวไม่ได้อีกแล้ว เมื่อเจอกับคนที่มีพลังแข็งแกร่งกว่า ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่มีทางยอมรับได้ว่าตัวเองจะมาแพ้ให้กับพวกเศษสวะ
“ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้! อย่างแกเนี่ยนะ จะไปมีพลังเหนือกว่าฉัน ไม่มีทาง...ไม่มีทาง!”
หากทันทีที่ตนควบคุมอาวุธของตัวเองไม่ได้แล้วนั้น เอมก็แทบคลั่ง เกือบลุยเข้าใส่อย่างซึ่งๆ หน้าไปแล้ว ถ้าไม่มีดีมจับตัวเอาไว้ก่อน
เมื่ออยู่กลางดงไม้ที่เดาการเคลื่อนไหวได้ยากแบบนี้ พวกเขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบเต็มประตู จำเป็นต้องถอยเสียก่อน ดีมพัดลมออกมาใส่วาล แรงมากเสียจนเธอต้องหลับตากันฝุ่นและใช้ไม้พันข้อเท้ายึดไว้ไม่ให้ปลิว ทันทีที่ลมสงบลง วาลก็พบว่าทางนั้นได้หนีหายไปซะแล้ว
วาลปล่อยลมหายใจยาว ทว่าจุดประสงค์ในครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อไล่ล่าอยู่แล้ว เธอนึงไม่เสียดายมากนัก ก่อนจะรีบตามพรรคพวกของตัวเองไปยังจุดนัดพบที่นัดกับเนนไว้ตั้งแต่ต้น