“เจ้าเป็นผู้ที่เก่งกล้าสามารถพอสังหารเหรินชงได้พลังลมปราณต้องเลิศล้ำเป็นแน่แท้ ผู้น้อยเหรินเหว่ย...วาดหวังจะเรียนรู้จากศิษย์น้องฉู่เหินบ้างขอศิษย์น้องจงรับข้อเสนอนี้ด้วย”
เสียงอันท้าทายและเมินเฉยดลทุกคนในที่นั้นให้ชะงักไป
สายตาทุกคู่ไปตกอยู่ที่ร่างบุรุษหนุ่มที่เดินออกมาจากหมู่คนสำนักวายุจักรพรรดิผู้หล่อเหลาเอาการทว่าหว่างคิ้วกลับมีแต่ความมืดมนแรงกล้าชวนให้ผู้มองไม่สบายใจ
เหรินเหว่ย เป็นคนตระกูลเหรินเหมือนเช่นเหรินชง
แต่พอเขาเดินออกมา คนสำนักดาราสวรรค์ก็ด่าสาดเสียเทเสีย
“เวร หน้าไม่อายสิ้นดี”
“ศิษย์เก่าวายุจักรพรรดิระดับเชื่อมหยวนขั้นหกเช่นเจ้าท้าสู้ศิษย์ใหม่ระดับเชื่อมหยวนขั้นสามยังมีหน้ามาพูดอีก เห็นทีวายุจักรพรรดิของเจ้าคงไม่ใช่แค่อาจารย์ที่หน้าไม่อายกระทั่งศิษย์ยังพรรค์เดียวกันกระมัง”
“ศิษย์น้องฉู่เหินอย่าไปสนใจมัน”
...
สำนักดาราสวรรค์สามัคคีกันเป็นอย่างยิ่ง!
คุณงามความดีที่ฉู่เหินทำไว้ให้สำนักเมื่อคืนนี้ก็มากพอให้ศิษย์มากมายยินดีปกป้องเขาในเวลาเช่นนี้แล้วนับประสาอะไรกับที่ หากเกิดเรื่องกับฉู่เหินในวันนี้สำนักดาราสวรรค์จะไม่มีหน้าเหลือไปพบใครได้อีกเลย
กระนั้น เหรินเหว่ยกลับไม่สนใจเสียงครหาของผู้คนตรงหน้าเลย
เขายังคงจ้องฉู่เหินที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเพลิดเพลิน ยกยิ้มบาง“ไม่ว่าอย่างไร เหรินชงผู้นั้นก็เป็นหนึ่งในคนตระกูลข้า ยากนักที่จะยอมให้จบง่ายๆ เพียงเท่านี้แน่นอนว่าข้าก็ไม่หวังจะให้คนอื่นมองว่าข้าข่มเหงรังแกผู้อ่อนแอกว่า ด้วยเหตุนั้น...สามท่าหากเจ้ารับการโจมตีข้าได้สามท่า เรื่องวันนี้เป็นอันจบไป”
หากเจ้ารับการโจมตีข้าได้สามท่า เรื่องวันนี้เป็นอันจบไป!
น้ำคำเมินเฉยของเหรินเหว่ยทำทั้งลานเดือดพล่านอีกครั้ง
ต้องยอมรับว่าคนผู้นี้ช่างยโสโอหัง
แต่เขาก็มีต้นทุนให้ลั่นวาจาเช่นนั้นจริง ระดับเชื่อมหยวนขั้นหก...เหนือกว่าฉู่เหินถึงสามขั้น
หากทั้งสามท่าที่ว่าล้วนเป็นท่าบุกที่ถึงตายแล้วไซร้ฉู่เหินจะไม่มีโอกาสได้เอาชีวิตรอดเลยระดับที่ห่างกันสามขั้นไม่อาจหาอะไรมาอุดช่องโหว่ได้โดยง่าย
“ฉู่เหิน อย่าไปหลงกลมัน!” มู่เฟิงเตือน
แม้ในยามปกติจะไร้สาระ แต่พอเวลาคับขันเขากลับจริงจังอย่างมากพลังระดับเชื่อมหยวนขั้นหกแกร่งแค่ไหนใครก็รู้ อย่าว่าแต่สามท่าเลยท่าแรกปลิดชีพระดับเชื่อมหยวนขั้นสามก็ยังเป็นไปได้ด้วยซ้ำ
“ใช่แล้ว! ศิษย์พี่ฉู่เหิน อย่ารับปากเขานะ”หลี่ฮุยเย่เสริมทัพ
...
เหรินเหว่ยยกยิ้มสนุกสนาน มองดูฉู่เหินอย่างดูแคลน “เหอะๆเจ้าจะเลือกหัวหดเป็นเต่าอยู่ในกระดองก็ย่อมได้ แต่ว่า...ก็ใช่ว่าเจ้าและข้าจะไม่มีโอกาสได้พบกันในเมืองหลวงนี้อีก”
วาจาข่มขู่เต็มที่!
เหรินเหว่ยบอกชัดเจนยิ่งนักว่าต้องรับคำท้าเขาหรือไม่ก็รอพบเจอกันในเมืองหลวงวันใดแล้วปิดบัญชีนี้เสีย
เพียงเท่านี้ฉู่เหินก็เหมือนจะไม่มีทางเลือกแล้วในสายตาผู้คน
ในเมื่อฉู่เหินไม่อาจซ่อนตัวอยู่ในสำนักดาราสวรรค์ไปได้ตลอดหากเดินออกประตูใหญ่สำนักไปเมื่อใด ย่อมจะถูกอีกฝ่ายหมายหัว แต่หากรับคำท้าก็ไม่มีใครคิดว่าฉู่เหินจะรับการโจมตีสามท่าของเขาได้เช่นกัน
สุดท้ายมันก็แค่ปัญหาว่า ‘ตายเร็ว’ หรือ ‘ตายช้า’ เท่านั้น
ในยามที่ทุกคนคิดว่าฉู่เหินจะปฏิเสธเป็นแน่ใบหน้าบุรุษหนุ่มกลับผุดยิ้มบางขึ้นมา “เหอะๆ ในเมื่อศิษย์พี่เหรินเหว่ยสนใจเช่นนั้นข้าจะมีเหตุผลใดให้ปฏิเสธกัน?”
อะไรนะ?
ได้ยินดังนั้นแล้ว ทุกผู้ทุกนามก็ตกตะลึงไป
เขาอยากตายหรือ?
คนโง่ยังมองออกว่าเหรินเหว่ยจงใจยั่วยุให้ฉู่เหินรับคำท้า แต่ฉู่เหินกลับออกปากรับคำเช่นนี้ก็เท่ากับปฏิเสธการปกป้องคุ้มครองจากสำนักดาราสวรรค์หากทั้งสองประมือกันแล้วเหรินเหว่ยฆ่าฉู่เหินตายขึ้นมาสำนักดาราสวรรค์ก็ได้แต่ต้องเบิกตาดูเท่านั้น
“หึ ช่างเป็นเจ้าโง่อหังการ” อู่เจ๋อข้างลานแค่นหัวเราะ
“หุบปากไปเสีย!” หลิ่วเยว่ตอกกลับไม่พอใจ“ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ซีหลานเจ้าช่วยอะไรไม่ได้ก็มากพอแล้ว เลิกมาพูดจากระแนะกระแหนแถวนี้เสียที”
“เจ้า...”
“อย่าเอะอะ!” เหอชิงหยวนปรามเสียงต่ำ
...
“ฉู่เหิน เจ้า…” ซ่งเฉิงเลี่ยมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
ฉู่เหินพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องห่วง “อาจารย์เฉิงเลี่ยเหตุเกิดก็เพราะข้า ข้าก็สมควรจะเป็นผู้สะสาง เหมาะสมดีแล้วขอรับ”
ฉู่เหินหยุดลงแล้วมองอาจารย์สำนักวายุจักรพรรดิอย่างสีฮุ่ย
“แต่ข้าต้องขอยืนยันสักเล็กน้อย หากข้ารับสามท่าของเขาได้คนสำนักวายุจักรพรรดิของพวกเจ้าต้องออกไปจากที่นี่ทันที แล้วไม่ว่าเมื่อใดก็จะเลิกตอแยข้าอีกใช่หรือไม่?”
สีฮุ่ยแค่นหัวเราะหันไปมองเหรินเหว่ยที่หน้าตาเหลาะแหละยั่วยุแวบหนึ่งก็ตอบไม่ลังเล “ถูกต้อง”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืด ลงมือได้เลย”ฉู่เหินเอื้อนเอ่ยนิ่งสงบ
ซ่งเฉิงเลี่ยยังอยากพูดอะไรบางอย่าง ทว่าพอเห็นฉู่เหินดูสุขุมนุ่มลึกเป็นนักหนาแล้วก็ยอมเชื่อใจเขาในเมื่อซ่งเฉิงเลี่ยรู้สึกมาตลอดตั้งแต่เริ่มว่าฉู่เหินไม่ได้ง่ายดายเช่นที่เห็นเพียงภายนอก
ฉับพลัน ฝูงชนทั้งสองฝ่ายก็ถอยร่นไปตามๆ กัน
ทิ้งพื้นที่ใหญ่มากพอไว้ตรงกลางลาน
“ศิษย์พี่ฉู่เหินสู้เขา ข้าเชื่อว่าท่านต้องทำได้”
“ศิษย์พี่เหรินเหว่ยฆ่ามันเสีย แก้แค้นให้ศิษย์พี่เหรินชง”
“ศิษย์พี่เหรินชงตายอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องสะสางบัญชีแค้นนี้มาให้จงได้”
...
เสียงทั้งจากสำนักดาราสวรรค์และสำนักวายุจักรพรรดิอึงคะนึงเซ็งแซ่โห่ร้องก้องดังไม่หยุด
เทียบกันแล้ว คนสำนักวายุจักรพรรดิต่างก็เผยแววดูถูกดูแคลนไม่ปิดบังพลังของเหรินเหว่ยแกร่งเพียงไหนพวกเขารู้ดีเป็นที่สุด เพียงสามท่าก็มากพอให้คร่าชีวิตฉู่เหินแล้ว
“เฮ้อ ศิษย์พี่ฉู่เหินนี่จริงๆ เลย ไปตกปากรับคำเจ้านั่นได้อย่างไร”หลี่ฮุยเย่ที่นอกลานรำพันด้วยความเป็นห่วง
มู่เฟิงกอดอกหรี่ตาเล็กน้อย “จากนิสัยของเจ้านั่นคงเพราะมั่นใจถึงได้กล้ารับคำเป็นแน่”
“แต่เหรินเหว่ยเชื่อมหยวนขั้นหกเชียวนะ!”
“ไม่มีทางเลือก ตกปากรับคำไปแล้ว เรายืนดูอยู่ตรงนี้เถิด”
...
บนพื้นที่ว่างเปล่าตรงกลาง ฉู่เหินกับเหรินเหว่ยยืนห่างกันราวสิบเมตร
สองร่างแผ่กลิ่นอายเย็นชวนขนลุก ฉู่เหินหยัดกายตรงทรหดเฉกเช่นหอกยาวที่เหยียดตรง ดวงตาที่เรียบสงบนั้นไร้แม้เศษเสี้ยวเกลียวคลื่น
“เหอะๆ” เหรินเหว่ยยกยิ้มชอบใจ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้าเข้มข้น“ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะยอมรับคำท้า”
“ไม่สมความมุ่งหมายของเจ้าหรอกหรือ?” ฉู่เหินไม่หวาดเกรงแม้แต่น้อยมุมปากยกเป็นยิ้มแสนผ่อนคลาย
“หึ หวังว่าเจ้าจะยังหัวเราะออก!”
ผ่าง
สิ้นคำ เหรินเหว่ยก็ยกมือทั้งสองขึ้นมา เสียงโซ่เหล็กกระทบกระทั่งดังตามโซ่เหล็กหยาบดั่งแขนทั้งสี่ของอสรพิษวิญญาณพุ่งออกมาจากชายเสื้อเหรินเหว่ย
แรงลมร่ายรำ กระแสปราณอบอวล!
โซ่เหล็กสี่เส้นเรืองแสงสีทองล่องลอยขึ้นสู่ฟ้าด้วยการควบคุมของเหรินเหว่ยมองจากที่ไกลตาจะเห็นราวกับหนวดของปลาหมึกก็มิปาน
แค่เริ่มลงมือก็โซ่สี่เส้นเลย คนสำนักดาราสวรรค์ลอบตกใจ
สัมผัสได้ถึงรังสีปราณที่แผ่ออกจากกายเหรินเหว่ยแล้วก็อดเป็นห่วงฉู่เหินไม่ได้
...
“จะว่าไปแล้วโซ่เหล็กพวกนั้นมันมาจากไหนกัน?” มู่เฟิงนึกสงสัยจึงถามหลี่ฮุยเย่กับโจวลู่ข้างกัน“ข้าอยากรู้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว โซ่ตั้งยาวจะซ่อนไว้ในร่างคนได้อย่างไร?”
“ศิษย์พี่มู่เฟิงไม่รู้อะไร”
หลี่ฮุยเย่ผู้รู้กระจ่างแจ้งดีอธิบายให้ฟัง“ตระกูลเหรินสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘อุปกรณ์ตรวน’ ขึ้นมา อุปกรณ์ตรวนที่ว่านี้เป็นภาชนะพิเศษที่สร้างขึ้นจากหลักการเดียวกันกับแหวนเก็บของพกพาสะดวก เมื่อใส่โซ่เหล็กไว้ในอุปกรณ์ตรวนก็สามารถปลดปล่อยโซ่เหล็กออกมาให้ยาวได้ตามใจต้องการแล้ว”
“เช่นนี้นี่เอง หรือก็คืออุปกรณ์ตรวนนั่นซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเหรินเหว่ยสินะ”
“ถูกต้อง ซ่อนตรงนั้นจะควบคุมได้ง่ายกว่า”
หลี่ฮุยเย่พยักหน้ายืนยันแล้วว่าต่อ“แต่หากตระกูลเหรินฝึกกายสัประยุทธ์ตรวนวิญญาณถึงขั้นสุดยอดแล้ว ก็จะสามารถใช้พลังขีดจำกัดสายเลือดสร้าง ‘วิญญาณตรวนวิญญาณ’ ออกมาได้ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะใช้วิญญาณแทนโซ่เหล็กได้เลยไม่เพียงแต่จะบงการวิญญาณได้ตามใจชอบเท่านั้น พลังทำลายยังเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกด้วย”
“พับผ่า เจ้ารู้มากปานนี้เชียว?” มู่เฟิงถาม
“แหะๆ” หลี่ฮุยเย่หัวเราะขวยเขิน “คือว่าแต่เล็กจนโตข้าก็ชอบแสวงหาความรู้พวกนี้ ข้าถึงไปทำความเข้าใจขีดจำกัดสายเลือดของคนดังในเมืองหลวงมาแล้ว”
“กินอิ่มแล้ว พอดีกว่า!”มู่เฟิงตัดบทแล้วหันเหความสนใจไปที่เบื้องหน้าต่อ
...
กึงๆ
พลังหยวนแท้ชัดเจนเห็นได้ด้วยตาเปล่าพันรอบโซ่สี่เส้นตรงหน้าเหรินเหว่ยแสงสีทองสะดุดตาราวอาภาศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงสุรีย์อาบเคลือบมองดูราวกับโซ่เทพสี่เส้น
วินาทีนั้น ซ่งเฉิงเลี่ย เหอชิงหยวน หลิ่วเยว่ และคนสำนักดาราสวรรค์มากมายต่างก็มีสีหน้าหนักอึ้งไปตามๆกัน
ฉู่เหินยืนอยู่ตรงหน้าศัตรูอย่างสงบนิ่ง ไม่ไหวติงดุจขุนเขากระทั่งคลื่นพลังหยวนแท้ยังหามีไม่
“ฮะๆ คิดจะเล่นสงครามประสาทกับข้าหรือ? เสียดายที่ข้าไม่กินเบ็ดให้เจ้าหรอก”
สิ้นเสียงหัวเราะถากถาง พลานุภาพปราณสาดซัดของระดับเชื่อมหยวนขั้นหกก็ปะทุจากในกายดั่งเขาถล่มตรวนสี่เส้นขยายขนาดเป็นสิบกว่าเมตรคลื่นพลังแกร่งกล้ารุนแรงหาใดเปรียบทุ่มเข้าหาฉู่เหินอย่างแรง
ฟู่…
เสียงคำรามของผีร้ายยามแหวกผ่าอากาศธาตุบังเกิดขึ้นโซ่เหล็กทองสี่เส้นราวหางยักษ์ของปีศาจงูสอดส่ายไปมา ทรงพลังทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง
ฤทธานุภาพน่าพรั่นพรึงสะท้านสะเทือนกระแสอากาศทั่วสารทิศทุกคนเห็นเพียงเงาดำสี่เส้นแผ่ลามโถมลง
เห็นโซ่เหล็กสี่เส้นบุกเข้ามา ฉู่เหินเพ่งมองแล้วเคลื่อนพลังหยวนแท้ไปรวมกันที่สองเท้าในทันทีวินาทีนั้น สองขาของฉู่เหินกลับมีแสงสีดำเข้มข้นมาห่อหุ้มไว้
ฟ้าว!
เมื่อโซ่เหล็กหวีดร้องเข้าหา ฉู่เหินย่างก้าวเป็นมังกรดาวเหนือจรแวบวาบไปด้านหลังด้วยความเร็ว
ตูม!
เพียงพริบตา โซ่เหล็กสีทองสี่เส้นก็ทุบเข้าที่ตำแหน่งที่ฉู่เหินยืนอยู่เมื่อวินาทีที่แล้วแผ่นดินสั่นสะท้าน เศษหินกระจุยกระจายไปทั่ว
รอยแยกลึกนับไม่ถ้วนลุกลามอย่างรวดเร็ว
………………………..