บทที่78
คุณหนูใหญ่กลับสู่จวน
เหล่าบ่าวไพร่มากมายภายในจวนตระกูลไป๋ยังพากันตื่นตระหนกตกใจรีบตื่นตัวอย่างรวดเร็วรอต้อนรับคุณหนูของพวกมันที่เดินทางกลับมาก่อนหน้านี้มีคนตะโกนส่งสัญญาณเข้ามาด้านในบอกให้พวกมันล่วงรู้ว่าคุณหนูได้เดินทางกลับมาถึงแล้ว
เมื่อได้ยินว่านางเดินทางกลับมาเหล่าบ่าวไพร่ภายในสถานที่แห่งนี้ก็ต่างพากันตื่นตัวบางคนรู้สึกหวาดกลัวบางคนรีบทำการจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพเรียบร้อยไม่ขวางหน้านาง
แม้แต่ทางเดินภายในจวนที่ก่อนหน้านี้ปกคลุมไปด้วยหิมะตอนนี้พวกมันยังโดนตัดขาดออกไปจนหมด
ตระกูลไป๋ไม่มีบุตรชายมีแต่เพียงแค่บุตรีสามคนเท่านั้น ในบรรดาบุตรีทั้งสามของเสนาบดีไป๋คนที่บ่าวไพร่ภายในจวนต่างพากันหวาดกลัวมากที่สุดก็คือไป๋เฟิ่ง
มันเป็นเพราะว่าเหล่าบ่าวไพร่ภายในวันนั้นต่างไม่คุ้นชินกับนางนางออกรบมาตั้งแต่ยังเด็กช่วงเวลาที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ก็น้อยนิดยิ่งนัก
รวมไปถึงการที่ตัวของนางนั้นแสดงทางออกรบมาตั้งแต่ยังเด็กมันเลยทำให้บุคลิกท่าทางภายนอกดูเย็นชา
เมื่อกลับมาถึงจวนพวกบ่าวไพร่เองก็ต่างหวาดกลัวกับท่าทางเย็นชาของนางเพราะว่าพวกเขานั้นเคยได้ยินว่านางนั้นสร้างวีรกรรมอันใดเอาไว้ภายในสงครามบ้างเลยทำให้พวกบ่าวไพร่ภายในตัวนั้นต่างหวาดกลัว
ตอนนี้ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่เดินทางกลับมาหลังจากที่ไปออกสู้ศึกมานานแน่นอนว่าพวกเหล่าบ่าวไพร่พวกนี้ต้องตื่นตัวอย่างรวดเร็ว
พวกมันทำการจัดระเบียบทุกอย่างให้เพียบพร้อมไม่อยากให้คุณหนูใหญ่ของพวกมันโกรธเกรี้ยวนั้นแต่น้อยเพราะพวกมันเกรงว่าพวกมันจะไม่สามารถรักษาศีรษะของตนเองเอาไว้ได้
เพียงแค่เดินทางมาถึงบริเวณด้านหน้าจวนไม่กี่ลมหายใจผู้คนทั่วทั้งตัวน้องเองก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้คุณหนูใหญ่เดินทางกลับมาถึงแล้ว
ไป๋เฟิ่งที่อยู่บริเวณด้านหน้าโน้มกายลงมาจากหลังม้าร่างกายของนางลดต่ำลงมาด้านล่างฝีเท้าลงสัมผัสกับพื้น
ผ้าคลุมสีแดงที่ประดับอยู่ด้านหลังก็ลากยาวไปกับพื้นนางทำการยื่นเชือกม้าของตัวเองส่งให้กับในผู้ดูแลด้านหน้า
คุ้มกันร่างกายสูงใหญ่ผู้นั้นทำการยื่นมือมารับเชือกมาจากมือของนางเอาไว้มันคือผู้คุ้มกันประตูของส่วนตระกูลไป๋ ร่างกายสูงใหญ่กำยำภายในมือเองก็มีไม้พลองถือเอาไว้
ลองเทียบดูแล้วร่างกายของมันนั้นน่าจะน่าเกรงขามกว่าไป๋เฟิ่งไม่รู้กี่ส่วนแต่ในตอนนี้ในขณะที่มันกำลังยืนอยู่มือของมันที่ยื่นออกไปรับเชือกจากมือของสตรีร่างกายบอบบางที่อยู่ด้านหน้ามือของมันสั่นกลัว
แม้แต่บุรุษร่างกายใหญ่โตเช่นนี้ยังหวาดกลัวกับชื่อเสียงที่ผู้คนนั้นเลื่องลือกันถึงนาง
ไป๋เฟิ่งมองท่าทางการรับเชือกที่สั่นกลัวของมันแต่นางก็ทำการมองด้วยท่าทางที่เรียบเฉยแต่ไม่พูดจาอันใดเป็นเพราะว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันแสดงท่าทางเช่นนี้
หลังจากที่ส่งม้าให้เสร็จผู้คุ้มกันผู้นั้นนำพาม้าของนางไปยังคอกม้าเพื่อทำการดูแล
ไป๋เฟิ่งก้าวผ่านประตูขนาดใหญ่ที่เป็นทางเข้าของจวนเข้าไปด้านในยามที่ฝีเท้าของนางเหยียบเข้าไปภายในจวน
เมื่อนางทำการเหยียบเข้าไปดวงตานั้นมองลงไปด้านหน้ามองเห็นว่าบริเวณทางเดินหลักบ่าวไพร่มากมายมายืนตั้งแถวรอต้อนรับนาง
มันเป็นภาพที่น่าตกใจเป็นอย่างมากนางเดินทางมาถึงได้เพียงแค่ไม่เท่าไหร่ตอนนี้พวกบ่าวไพร่เหล่านี้ก็มาต้อนรับนางอย่างรวดเร็ว
บ่าวไพร่พวกนี้ตั้งแถวสองข้างทางยืนเป็นแถวตรงยาวเข้าไปถึงด้านใน
ไป๋เฟิ่งนางผงะไปเล็กน้อยเป็นเพราะว่านางไม่ได้พบเจอภาพเช่นนี้มาเป็นเวลานานก่อนหน้านี้ตัวของนางนั้นเคยพบเจอสภาพเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งตอนที่นางเดินทางกลับมาที่จวน
แม้แต่ตัวของนางเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเหล่าบ่าวไพร่พวกนี้ถึงต้องแสดงท่าทางตื่นตัวต่อหน้าของนาง
ในขณะที่นางกำลังหยุดเท้าของตนเองอยู่นั้นมีคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาจากทางด้านข้างคนผู้นั้นเป็นบ่าวไพร่สตรีผู้หนึ่งภายในจวนนางก้าวเข้ามาแล้วหยุดข้างกายพร้อมกับยกมือของตนเองขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะ “กระบี่เจ้าค่ะ.. ”
นางทำการพูดออกมาเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่านางนั้นจะถือกระบี่ให้ไป๋เฟิ่งเหลือบสายตาของตนเองไปมองนาง
ร่างกายของนางบอกบางเป็นอย่างมากแถมในตอนนี้ยังสั่นกลัวอีกด้วยเมื่อเห็นสภาพเช่นนั้นไป๋เฟิ่งจริงเปล่าตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่เป็นอันใดเจ้าถือไม่ไหวหรอก ”
นางตอบกลับไปด้วยความเย็นชาแต่คำพูดของนางนั้นเป็นความจริงกระบี่สีทองที่อยู่ที่เอวของไป๋เฟิ่งหาใช่กระบี่ธรรมดาไม่
กระบี่เล่มนี้มันเป็นกระบี่ชนิดพิเศษที่ถูกทำขึ้นมาด้วยวัตถุวิเศษกระบี่เล่มนี้มีความหนักกว่ากระบี่ธรรมดาทั่วไปถึงประมาณสองเท่า
ถ้าสตรีผู้นั้นไม่ได้มีระดับพลังลมปราณอยู่ในระดับเดียวกับนางก็ไม่มีทางที่จะถือกระบี่เล่มนี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
ถ้านางให้สตรีผู้นี้ทำการถือกระบี่ของนางแขนของบ่าวผู้คงจะหักถึงแน่นอน
ไป๋เฟิ่งพี่ตอบกลับไปก็เดินมุ่งตรงไปด้านหน้านางเดินตรงไปสักพักเหล่าบ่าวไพร่ที่ยืนรอต้อนรับอยู่ทางด้านซ้ายและขวา
เมื่อเดินมาสักพักเข้าสู่บริเวณเขตเรือนหลักบริเวณด้านหน้าล่างของคนกลุ่มนึงปรากฏกายขึ้นมา
ไป๋เฟิ่งหยุดเท้าของตนเองอย่างรวดเร็วดวงตามองตรงไปด้านหน้า
ผู้ที่ปรากฏกายออกมาด้านหน้าของนางมีทั้งบุรุษและสตรีมีบุรุษหนึ่งผู้แล้วก็สตรีอีกสองผู้
โดยบุรุษที่ปรากฏในออกมาถือได้ว่าเป็นชายที่อยู่ในวัยกลางคนช่วงอายุนั้นก็น่าจะเข้าใกล้ไว้เลขห้าแล้วมีสัดส่วนร่างกายเป็นคนที่มีร่างกายสมส่วนกำลังดีไม่อ้วนไม่ผอมผมสีดำขลับสลับขาวใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมมีรอยเหี่ยวย่นเล็กน้อยคนผู้นี้ยังไม่ได้แก่ตัวขนาดที่ผมนั้นขาวทั้งหัวเขามีบุคลิกท่าทางที่ดูห้าวหาญเกรียงไกรสวมใส่เสื้อผ้าสีครามดูดียืดตัวตรงเอามือทั้งสองข้างไขว้หลังและก็ใช้ดวงตาจ้องมองมาที่ไป๋เฟิ่ง
บุรุษวัยย่างเข้าเลขห้าที่ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้ามิใช่ใครอื่นเขาคือไป๋เซียน
อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายไป๋เซียนบิดาของไป๋เฟิ่งและเป็นอดีตแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงตอนนี้ดำรงตำแหน่งขุนนางอันดับหนึ่งของราชสำนัก
คนคนที่ยืนอยู่ข้างกายของไป๋เซียนก็เป็นสตรีที่มีช่วงวัยไล่เลี่ยกันอาจจะอ่อนกว่าไป๋เซียนประมาณสามถึงสี่ปีแต่อายุของนางก็อยู่ในช่วงวัยเลขสี่ไปแล้วแม้จะอยู่ในวัยเลขสี่แต่สตรีผู้นี้ก็ยังคงงดงามร่างกายของนางสมส่วนกำลังดีไม่อ้วนไม่ผอมบนใบหน้าอ่อนโยนมีรอยเหี่ยวย่นปรากฏอยู่เล็กน้อยเท่านั้นนางสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นชุดผ้าไหมดูดีหลากสีสันงดงาทบนใบหน้าในวัยเลขสี่ที่งดงามเต็มไปด้วยความอบอุ่น ดวงตาที่อ่อนโยนจ้องมองมาที่ไป๋เฟิ่ง
สตรีผู้นี้คือมารดาของไป๋เฟิ่งของนางมีนามว่า เจียอี
เนื่องจากที่เป็นฮูหยินของอัครมหาเสนาบดีไป๋นางเองก็ได้รับตำแหน่งเป็นฮูหยินขั้นหนึ่งด้วยเช่นเดียวกันมีตำแหน่งและมีหน้ามีตาภายในสังคม
นอกจากบิดาและมารดาที่ยืนอยู่ด้านหน้ามีอีกหนึ่งชีวิตที่ยืนอยู่ด้านหลังจากมารดาของไป๋เฟิ่งประมาณหนึ่งก้าว
คนที่กำลังยืนอยู่เป็นสตรีที่มีช่วงอายุอยู่น่าจะราวๆซักประมาณสิบหกปีได้ว่าเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่นที่เพิ่งจะย่างเข้าวัยสิบหกได้ไม่นานนางเป็นสตรีที่มีความงดงามประดับอยู่บนใบหน้ามองดูองค์ประกอบโดยรวมของใบหน้ามองเห็นว่านางเป็นสตรีที่มีความซุกซนซ้อนเร้นในตอนนี้นางกำลังยืนอยู่ด้วยท่าทางที่สงบเสงี่ยม สวมใส่ชุดสตรีสีเขียวครามงดงาม
สตรีวัยสิบหกปีคือน้องสาวของไป๋เฟิ่งนางมีนามว่าไป๋ลี่มี่
เป็นบุตรสุดท้องของอัครมหาเสนาบดีไป๋ถือได้ว่าเป็นบุตรสาวคนเล็กสุดที่เพิ่งย่างเข้าวัยหนุ่มสาวได้ไม่นาน
คนทั้งสามที่ยืนอยู่เบื้องหน้าล้วนแล้วเป็นครอบครัวของไป๋เฟิ่งที่มาต้อนรับทั้งสิ้นช่างน่าเสียดายครอบครัวของนางนั้นขาดไปหนึ่งคน
อันที่จริงแล้วเสนาบดีไป๋มีบุตรสาวอยู่สามคนบุตรสาวคนโตคือไป๋เฟิ่ง ส่วนบุตรสาวคนเล็กก็ยืนอยู่ด้านหน้า
ในที่นี้ขาดเพียงแค่บุตรสาวคนกลางที่ตอนนี้ไม่ได้เดินทางมาต้อนรับพี่สาวของตัวเองที่เดินทางกลับมา
บุตรสาวคนกลางของตระกูลไป๋ที่ไม่ได้มาต้อนรับเข้าเป็นเพราะว่านางแต่งงานแล้วก็ออกเรือนไปตั้งแต่เมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว
ลูกสาวคนกลางเมื่ออายุได้สิบแปดปีก็ทำการแต่งงานออกเรือนนางแต่งงานกับบุตรชายคนโตของขุนนางภายในราชสำนักไปเรียบร้อยแล้ว
ที่จริงแล้วสตรีภายในยุคสมัยนี้ช่วงวัยสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีก็แต่งงานออกเรือนหรือบางคนก็แต่งงานตั้งแต่อายุสิบหก
จะมีคนที่ยังไม่ได้แต่งงานในขณะที่อายุนั้นเลยมานานมากพอสมควรแล้วก็คงจะมีแต่เพียงแค่แม่ทัพใหญ่ผู้นี้เท่านั้นอายุของนางตอนนี้ก็ปาเข้าไปยี่สิบเอ็ดปีเรียบร้อยแล้วไม่มีข่าวคราวว่าจะสนใจเรื่องความรักแล้วก็ไม่มีข่าวคราวว่าจะตกแต่งกับผู้ใด
เห็นครอบครัวที่อยู่ด้านหน้ามารอต้อนรับนางยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันจากนั้นก็คงคารวะผู้ที่อยู่ด้านหน้า “ คารวะท่านพ่อท่านแม่!! ”
ฮูหยินไป๋เห็นบุตรสาวของตนเองก้มคารวะอยู่ด้านหน้าการแสดงรอยยิ้มอย่างอบอุ่นวิ่งเข้าไปกอดอย่างรวดเร็วอ้อมกอดของมารดาสวมกอดบุตรสาวของตนเองที่สวมใส่ชุดเกราะเหล็กสีทองอย่างเต็มแขน
“ ตอนแรกแม่เป็นห่วงแทบแย่คิดว่าเหตุใดถึงยังไม่เดินทางกลับมาทำที่กองทัพใหญ่ก็เดินทางกลับมาเรียบร้อยแล้ว!!ดีแล้วที่ปลอดภัยดีแล้วที่ปลอดภัย!! ” ฮูหยินไป๋กล่าวย้ำออกมาอย่างต่อเนื่องนางแทบจะหลั่งน้ำตาแห่งความปิติยินดีออกมาเห็นบุตรสาวของตนเองรอดกลับมาได้
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาผู้เป็นแม่นั้นทำการสวดภาวนากับพระให้บุตรสาวของตนเองปลอดภัยในทุกๆวัน
ยามนี้เห็นลูกสาวของตัวเองกลับมาอย่างปลอดภัยก็เต็มไปด้วยความปิติยินดี
ไป๋เซียนยืนเอามือไขว้หลังอยู่ผ่อนคลายใบหน้าอันตึงเครียดของตนเองลงทอดถอนใจออกมาด้วยเสียงหายใจที่ลากยาว“ เฮ้อ~ ”
จบบท