“ฉันใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยความรู้สึกเหล่านั้น”
-เอิร์ธธันเดอร์, สามเดือนก่อนสงครามใหญ่-
‘หมอนั่นจะไม่กลับมาหรอกฉันรู้ว่าจะไม่มีวันกลับมา’
เสียงใสข้างตัวเอ่ยขึ้นในวันที่อากาศดีเขาและเธอยืนอยู่ริมหน้าผาที่ยื่นออกไปในทะเลยามสายของวันหนึ่งสายลมเอื่อยๆพัดผ่านรอบตัว ต้นหญ้าที่ปกคลุมพื้นดินพลิ้วไหวไปตามกระแสลมดอกไม้สีเหลืองดอกเล็กพัดโบกไปมายามที่คนข้างตัวเขานั่งคุกเข่าลงกับพื้นวางช่อดอกไม้สีขาวสะอาดไว้หน้าแผ่นป้ายหินอ่อนแกะสลักที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ฝ่ามือข้างตัวของเขาบีบแน่นปล่อยให้สายลมพัดความคุกรุ่นจากอารมณ์โกรธจางๆให้หายไปกับทัศนียภาพอันเงียบสงบรอบข้างเสียงระฆังดังกังวานอยู่ที่โบสถ์แถวไหนสักแห่งในชานเมืองหลวงของเอิร์ธธันเดอร์นัยน์ตาสีเหลืองของเด็กหนุ่มหลุบต่ำลงอย่างเป็นทุกข์ขณะที่เรือนผมสีทองพลิ้วสยายไปด้านหลังตามแรงลม
‘ไม่เป็นไรหรอก แอเรียต’
เด็กสาวเอ่ยอยู่ข้างหน้าเขาปัดเรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวระบ่าไปด้านหลังตอนที่เธอลุกขึ้นยืน ‘ยูริไม่ว่าอะไรหรอก’
หยาดน้ำตาไหลซึมออกมาจากนัยน์ตาเลื่อนไปตามขอบแก้มของเด็กหนุ่มก่อนจะหายไปตรงปลายคาง
ห้าปี...
เพื่อนสาวคนสนิทของเขาป่วยมาได้ห้าปีโดยที่เขาช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยถึงจะเป็นเจ้าชายแห่งเอิร์ธธันเดอร์แม้จะมีอำนาจมากแค่ไหนก็ไม่อาจยื้อชีวิตคนสำคัญของเขาไว้ได้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอแทบจะไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนแม้เขาจะทำทุกๆอย่างเพื่อให้เธอกลับมามีสภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ทุกครั้ง...ยิ่งเวลาผ่านไปเธอก็ยิ่งดูแย่ลง
แล้วในที่สุดเธอก็จากไป...
เขารู้ว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาเธอฝืนที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อรอใครบางคนคนนั้นคนที่ทิ้งพวกเขาไปเมื่อหลายปีก่อน และทั้งๆที่รู้ว่าคนที่พร้อมจะยอมทำทุกอย่างเพื่อตัวเองนั้นมีสภาพย่ำแย่แค่ไหนแต่ก็ยังไม่ยอมกลับมาแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ
หมอนั่นไม่ยอมกลับมา...
‘ฉันจะไปตามหามัน’ร่างสูงของเด็กหนุ่มเตรียมจะหมุนตัวกลับหากเด็กสาวรั้งชายเสื้อคลุมของเขาไว้
‘ไม่มีประโยชน์หรอก’ เธอบอก ‘หมอนั่นไม่กลับมาแล้วทางเดียวที่นายจะรู้ได้ว่าหมอนั่นอยู่ที่ไหนคือหาที่ซ่อนของพวกนักรบอเวจีให้พบและไปลากตัวกลับมาที่ที่แม้แต่คนของเอิร์ธสตาร์ก็ยังไม่อาจรู้ได้... แต่ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ เอเรียต ยูริไปแล้ว ต่อให้พาหมอนั่นกลับมาได้ ยูริก็ไม่กลับมาอยู่ดี’
‘แต่มันก็ดีกว่ายืนดูให้เธอจากไปเฉยๆแบบนี้นี่!’ เด็กหนุ่มตะโกน รู้ดีว่าที่เธอพูดมามันถูกต้องทุกอย่างตราบใดที่เขายังหาที่ซ่อนของพวกนักรบอเวจีไม่พบเขาก็คงพาเพื่อนรักของตัวเองกลับมาไม่ได้ และต่อให้พาหมอนั่นกลับมาได้ยูริก็ไม่กลับคืนมาอยู่ดี
ร่างบางเดินมายืนขนาบข้างโอบกอดร่างของเขาเอาไว้ เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธสโตนผู้แสนเย็นชาคนที่ถูกบังคับให้มาเป็นคู่หมั้นของเขา จากเพื่อน เลื่อนมาเป็นเพื่อนสนิทกลายเป็นคนรู้ใจ และสุดท้ายคือคนที่เขาเชื่อใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
‘ฉันไม่เคยมีเพื่อนนะ ถ้าต้องเสียยูริไป แล้วเสียนายไปด้วยอีกคนล่ะก็...ฉันไม่เอาด้วยหรอก’
น้ำเสียงอู้อี้ดังลอดออกมาจากร่างบางที่ซุกใบหน้าอยู่ตรงแผ่นอกเขาเด็กหนุ่มก้มหน้าลงซบบ่าเธอ ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอย่างไม่คิดจะอดกลั้น
‘บ้ารึเปล่า! ร้องไห้ทำไม?’ เธอผลักร่างเขาออกห่างทันทีที่น้ำตาหยดแรกกระทบไหล่มนนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่นานนับปีกว่าจะได้เห็นสักครั้ง
‘อย่าแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นสิ’
เธอยิ้มมันพลอยทำให้เขายิ้มตามไปด้วย เหมือนภาพในอดีตจะผุดขึ้นมาท่ามกลางความอ้างว้างภาพของพวกเขาสี่คนที่ยืนอยู่ข้างกันกอดคอกันไปทุกทิศทุกทางอย่างไม่หวั่นว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า ภาพที่มีเขาอยู่กับร่างสูงของใครบางคนคนนั้นยืนมองดูเธอและยูริกำลังมีความสุขอยู่กับทุ่งดอกไม้ที่พวกเขาค้นพบก่อนที่ร่างบางของเด็กสาวผู้มีรอยยิ้มสดใสเสมอในความทรงจำจะกวักมือเรียกแล้วเขาก็ฉุดร่างสูงที่ใบหน้าแดงก่ำวิ่งตรงไปหา
ภาพแห่งความสุขในความทรงจำก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นภาพที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานในอีกสามเดือนต่อมา
สงคราม... นำพวกเขาให้กลับมาพบกันอีกครั้ง
‘คนรู้จักหรือ เยลโลว์?’ร่างเล็กของเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทในชุดขาวถามร่างสูงของเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีทองที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นอยู่ข้างๆเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้
ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาหันมามองที่เขาใบหน้าที่เขาและเธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี
‘คนเคยรู้จักน่ะ’ เยลโลว์ตอบแล้วก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจต่อเขาอีกเลยหลังจากนั้น
แบล็คหัวเราะเบาๆอย่างพอใจ‘งานของนายเสร็จแล้วเหรอ?’
‘เสร็จไปนานแล้ว ไม่เท่าไหร่หรอกผู้พิทักษ์ของเอิร์ธไอเอิร์นน่ะไวโอเลตให้มาตามตัวนักรบอเวจีที่เหลือไปเอิร์ธมูนก่อนที่เมตาเรียจะอาละวาดรีบๆจัดการทางนี้ให้เสร็จแล้วรีบตามไปได้แล้ว’
พูดจบร่างของเยลโลว์ก็หายวับไปกับวงแหวนเวทสีม่วงเข้มที่ส่องแสงขึ้นตรงฝ่าเท้าแบล็คพยักหน้า ยิ้มให้กับตัวเอง
‘อืม... แล้วจะรีบตามไป’
แล้วร่างในชุดขาวนั่นก็หันมาเผชิญหน้ากับเขาน่าแปลกที่มองไม่เห็นใบหน้าเลือนรางในความทรงจำนั่นที่จำได้มีเพียงรอยยิ้มเหยียดๆของแบล็คกับทัศนียภาพรอบตัวซากตึกสีขาวสะอาดที่กลายเป็นเศษหินอยู่ตามพื้นถนนที่ถูกแรงระเบิดอัดแตกกระจายเศษผ้าที่ปลิวว่อนอยู่รอบตัวกับรอยเลือดที่อาบย้อมไปทั่วตัวอาคาร
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นสิ่งที่เขาเห็นสุดท้ายก่อนที่ภาพทั้งหมดจะปิดตัวลงคือร่างบางในชุดสีเหลืองครีมที่โผล่พรวดเข้ามาขวางอยู่ตรงหน้าปลายดาบแทงทะลุร่างก่อนที่หยดเลือดสีแดงสดจะไหลย้อมตัวเธอ
มีเพียงรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าของเด็กสาว...
-โลกปัจจุบัน, หนึ่งปีก่อนหน้าเหตุการณ์ในเรื่อง-
‘ฉันคง... ต้องไปจากที่นี่สักพัก’
‘ฉันรู้’
ปฏิกิริยาตอบรับจากคนตรงหน้าทำให้หัวคิ้วของเด็กหนุ่มเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจนัยน์ตาสีน้ำตาลใสของเด็กสาวว่างเปล่าไม่ต่างไปจากความรู้สึกที่แสดงออกมาทางสีหน้าทั้งๆที่ผ่านมาเธอไม่เคยแสดงความรู้สึกใดๆให้ใครได้รับรู้เลยแท้ๆ
ปลายเท้าของเด็กสาวหย่อนลงสัมผัสกับผืนทรายอย่างแผ่วเบาเนื้อทรายละเอียดสีขาวต้องแสงอาทิตย์ทำให้เธอดูเลือนรางไปกับภาพตรงหน้าเรือนผมสีน้ำตาลทองต้องแรงลมพลิ้วสยายไปด้านหลัง เธอดูเศร้าเช่นเดียวกับเขาในตอนนี้
‘ฉันเข้าใจ’
เธอบอกด้วยสีหน้าเจ็บปวด
‘ฉันสัญญา ฉันจะรีบกลับมาหาเธอแน่ โมโมะ ทันทีที่ทุกอย่างจบลง’
‘นายไม่ต้องห่วงฉันหรอก’เด็กสาวว่า เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าปล่อยให้ชายกระโปรงสีขาวระไปกับคลื่นทะเลที่ซัดสาดกลับเข้าฝั่งตรงโค้งทะเลเบื้องหน้า พระอาทิตย์ยามเย็นกำลังจะลาลับขอบฟ้าไปท้องฟ้าที่ปลายสุดผืนทะเลกว้างใหญ่เป็นสีส้มทองดูเศร้าและเหงากว่าที่เคย
‘ชินต้องไปจากเมืองนี้ ฉันเองก็ด้วยพวกเรามีเรื่องที่ต้องไปทำ และมีแต่เราเท่านั้นที่จะทำได้’
‘ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่’
เด็กสาวหันมาบอกเขามีน้ำตาหยดหนึ่งไหลซึมออกมาตรงขอบตาก่อนจะเลือนหายไปตามเรือนผมที่ถูกสายลมเย็นพัดมาปรกใบหน้า
เท็ตสึยะเดินเข้าไปใกล้โอบกอดร่างบางนั้นไว้ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหู
‘รอหน่อยนะ ฉันสัญญา ฉันจะกลับมาหาเธอแน่ ฉันสัญญา...’
“ฉันทำให้เธอตื่นหรือเปล่า?”
ชินถามเสียงแผ่วขณะที่ค่อยๆบรรจงคลี่ผ้าห่มคลุมร่างให้โมโมกะเด็กสาวขยับตัวช้าๆท่าทางเหม่อลอย เธอเหลียวมองไปรอบตัวก่อนที่สายตาจะหยุดอยู่ที่ร่างของเท็ตสึยะที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงพักฟื้นผู้ป่วยตรงหน้าเด็กสาวจ้องมองใบหน้าของเขาสีหน้าของเท็ตสึยะดูดีขึ้นกว่าตอนที่เขาออกจากห้องฉุกเฉินเมื่อหลายชั่วโมงก่อนมากเด็กสาวถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะหันมามองชินที่อยู่ข้างกัน
“เกิดอะไรขึ้นกับนาย?”
โมโมกะถามพยายามจะสบตาชินแต่เด็กหนุ่มเบนสายตาหลบเธอไปเสียก่อน
“ไม่มีอะไร”
“ไปสู้มาอีกแล้วใช่มั้ย?”
“ฉันสบายดีเธอไม่ต้องเป็นห่วง” ชินบอก แม้สภาพของเด็กหนุ่มจะไม่ชวนให้เชื่อถือเลยสักนิดว่าเขาสบายดี ร่างกายของชินดูโทรมเอามากๆแย่ยิ่งกว่าเท็ตสึยะที่นอนพักรักษาตัวอยู่ในตอนนี้เสียอีกชินดูเหมือนคนอดหลับอดนอน ใต้ตาของเด็กหนุ่มคล้ำจัด เขาดูเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียแม้จะพยายามบังคับตัวเองไม่ให้แสดงอาการออกทางสีหน้าแต่นั่นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเด็กสาวไปได้
“ชินเกิดอะไรขึ้น?”
“เธอคืนความทรงจำให้เท็ตสึยะไปแล้วใช่ไหม?”เด็กหนุ่มไม่ยอมตอบคำถาม และเป็นฝ่ายตั้งคำถามกลับแทน
“ใช่”โมโมกะตอบโดยที่ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าของเด็กหนุ่ม
“ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ส่งเธอมางั้นเหรอ?”
“ฉันไม่รับคำสั่งใคร”เด็กสาวบอก “เป็นข้อตกลงของฉันกับหมอนั่นตราบใดที่เท็ตสึยะยังสามารถต่อสู้ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งความทรงจำพวกนั้นฉันก็จะไม่คืนให้”
“เธอไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้าไม่มีมันเท็ตสึยะอาจจะสู้ไม่ไหว”
“ชิน”โมโมกะถามกลับเสียงเรียบ “นายเองก็รู้ว่าความทรงจำนั้นมีผลกับพวกนายยังไงพวกฉันจะไม่คืนให้จนกว่านายจะพร้อม และฉันก็ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเท็ตสึยะดึงดันที่จะสู้ ฉันก็จะไม่ห้ามเขา”
เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปเปี่ยมไปด้วยพลังเสียจนชินอ่อนใจ
“งั้นก็ดีแล้วเธอพักผ่อนเถอะ ฉันจะไปเยี่ยมโทวะที่ห้องข้างๆหน่อย”
ชินวางมือบนศีรษะของเด็กสาวอย่างให้กำลังใจก่อนจะขยับตัวออกห่างแต่โมโมกะไวกว่าเด็กสาวคว้าชายเสื้อของเขาเอาไว้ก่อนจะเคลื่อนตัวอย่างว่องไวมายืนประจันหน้ากับเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยจ้องลึกเข้ามาในนัยน์ตาสีส้มทองของชิน
“หรือพวกนั้นทำให้นายเห็นอดีต”
เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลใจแต่ชินฝืนร่างของเด็กสาวออกห่างด้วยท่าทีที่สุภาพอ่อนโยนที่สุด
“อย่าอ่านใจฉัน”
“นายกำลังรู้สึกผิด”โมโมกะบอก “อภัยให้ตัวเองเสียที นั่นไม่ใช่ความผิดของนายหรือใครทั้งนั้น”
“ขอบคุณโมโมะฉันไม่เป็นไร” ชินพยายามยิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มที่จริงใจที่สุด “เธอพักผ่อนเถอะฉันไปหาโทวะแปบเดียว เดี๋ยวจะกลับมา”
แล้วเด็กหนุ่มก็เดินออกจากห้องไปโดยที่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เด็กสาวพูดอะไรเกี่ยวกับอดีตของเขาอีก
ประตูห้องพักผู้ป่วยปิดลงตามหลังร่างของชินเซถลาพิงกำแพง เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เขาหลับตา ความเจ็บปวดและความรู้สึกทุกอย่างที่ก่อตัวขึ้นในการต่อสู้กับบลูเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ยังคงตกค้างอยู่ในจิตใจของเด็กหนุ่มความรู้สึกที่เขาพยายามจะปิดบังไม่ให้ใครได้รู้และรอคอยเวลาที่จะกำจัดมันออกไปจากตัวเขามาตลอดตอนนี้มันกลับมาเล่นงานเขาได้อย่างเลือดเย็น
ผู้พิทักษ์...
มีความรู้สึกผิดอะไรที่พวกเขาต้องแบกรับไว้อีกกันนะ
แล้วเมื่อไหร่ที่เขาจะอภัยให้กับตัวเองได้เสียที...
“ไงนายไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
มาโมรุเอ่ยถามทันทีที่เขาเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยของโทวะแต่ชินยังไม่ทันได้ตอบคำถามอะไรก็มีสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาไปเสียก่อน
มีบุคคลแปลกหน้าอีกคนอยู่ด้วยกันกับพวกเขาในห้องพักผู้ป่วยของโทวะเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงอายุไล่เลี่ยกับพวกเขา เรือนผมและนัยน์ตาสีเขียวเข้มเด็กหนุ่มซ่อนนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นไว้หลังกรอบแว่นสีดำอันใหญ่ขณะที่กำลังวุ่นวายตรวจเช็คสภาพร่างกายของโทวะที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงชินรู้สึกคุ้นเคยกับเด็กหนุ่มแปลกหน้าคนนี้อย่างประหลาดเขาจำได้เลาๆว่าเป็นคนเดียวกับเด็กหนุ่มที่เขาพบในวันที่โทวะเข้าโรงพยาบาลคนที่ออกมาจากห้องฉุกเฉินพร้อมกับแพทย์และพยาบาลหลังจากที่รักษาอาการของโทวะเสร็จชินไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นหมอ เพราะวัยของเขาน่าจะมากกว่าพวกเขาแค่สองสามปีแต่เด็กหนุ่มแปลกหน้ากลับมีท่าทีคล่องแคล่วและคุ้นเคยกับเครื่องมือทางการแพทย์เสียยิ่งกว่าพวกพยาบาลซะอีก
“อย่าให้ร่างกายเจอความชื้นมากกว่านี้นายอาจจะต้องอยู่ในห้องควบคุมอุณหภูมินี่ไปสักพักจนกว่าร่างกายจะกลับมาเป็นปกติฉันบอกนานาโกะให้แล้วเรื่องการดูแลนาย เด็กคนนั้นจะคอยทำหน้าที่แทนฉันระหว่างนั้นก็อย่าคิดออกจากที่นี่ไปไหนเสียล่ะ”
เด็กหนุ่มทิ้งท้ายเหมือนจะมีความนัยแต่กลับไม่ได้อธิบายอะไรต่อจากนั้นขณะที่ไล่เก็บอุปกรณ์ต่างๆที่พันระโยงระยางอยู่รอบตัวโทวะกลับเข้าที่โทวะดูเหมือนแมวเชื่องๆไปเลยเขาพยักหน้ารับฟังถ้อยคำทุกอย่างที่เด็กหนุ่มพูดและให้ความร่วมมือในการรักษาเป็นอย่างดีเป็นภาพที่เล่นเอามาโมรุยืนยิ้มขำอย่างพออกพอใจชินไม่เคยเห็นมาโมรุดูมีความสุขขนาดนี้มาก่อน
หลังจากที่รักษาโทวะเสร็จเด็กหนุ่มก็หันมามองชินไล่พิจารณาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า นัยน์ตาคมกริบหลังกรอบแว่นหรี่แคบก่อนเอ่ย
“ส่วนนายก็พักผ่อนให้มากๆเดี่ยวร่างกายก็ฟื้นกลับมาเป็นปกติเอง”
“ขอบคุณมากฮะพี่ยุยยะ”
มาโมรุเอ่ยก่อนจะเดินออกไปส่งเด็กหนุ่มที่หน้าประตูห้อง
ยุยยะ...ชินพยายามเค้นสมองคิดถึงแม้จะคุ้นหน้ากับคนที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องแต่เขากลับไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้เลยแม้แต่น้อย
“พี่ยุยยะเป็นเหมือนแพทย์ประจำตัวของโทวะน่ะตั้งแต่เด็กๆแล้วที่เขาจะช่วยดูแลโทวะเวลาที่อาการกลัวน้ำกำเริบ”
“ฉันไม่ใช่หมานะ!”โทวะบอกมาโมรุด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“หมอนั่นเป็นใคร?”ชินถามอย่างติดใจเขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มอายุแค่นั้นจะมีความสามารถทางการรักษาได้มากขนาดนี้ถ้าบอกว่าช่วยดูแลโทวะมาตั้งแต่เด็กๆ หมายความว่าหมอนั่นก็ต้องรู้จักวิธีรักษาคนป่วยมาตั้งแต่เด็กแล้วเหมือนกัน แล้วอาการของโทวะนี่มันเหมือนคนปกติซะที่ไหน
มาโมรุดูเหมือนจะเข้าใจว่าชินสงสัยอะไร
“เขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลมีเพื่อนสมัยเด็กของเขาคนนึงรักษาตัวอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน... พี่ชิโฮะพี่เขาช่วยดูแลโทวะกับพี่ชิโฮะมาตั้งแต่เด็กๆแล้วก็เลยคุ้นเคยเขาพักอยู่ที่นี่แหละ ที่ตึกฝั่งตรงข้าม โรงพยาบาลนี่ก็เหมือนบ้านของเขา”
คำอธิบายของมาโมรุไม่ได้ช่วยให้ชินไขข้อข้องใจเลยว่าทำไมเด็กอัจฉริยะอย่างพี่ยุยยะอะไรนี่ถึงได้รู้วิธีรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้พิทักษ์ชินสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง ถ้าอีตายุยยะนี่ไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องกับผู้พิทักษ์ดีไม่ดีเขาเองนั่นแหละจะเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์เหมือนกันกับพวกเขา
“ตกลงว่านายไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”มาโมรุถามซ้ำในคำถามที่เขาไม่ได้รับคำตอบ
“อือ...ฉันไม่เป็นอะไร” ชินตอบเหมือนคนไม่ค่อยมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวนัก
“มาโมรุบอกฉันว่านาย...เอ่อ... คลุ้มคลั่ง” โทวะหยั่งเชิงถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
“ผู้หญิงที่ชื่อริช่านั่นคือใคร?”มาโมรุสอดถามขึ้นมากลางคัน “อดีตคู่หมั้นของนายอีกคนรึไง?”
มาโมรุดูจะมีความทรงจำที่ไม่ดีกับบรรดาอดีตคู่หมั้นนักนางามิ มิกิ อดีตคู่หมั้นของเขาคนนึงล่ะ แล้วจะยังยัยโมโมะอะไรนั่นของเท็ตสึยะด้วย
“นายมีคู่หมั้นกับเขาด้วยรึเปล่า?โทวะ” มาโมรุหันมาถามโทวะก่อนจะนึกได้ “เออ... บางทีฉันก็ไม่น่าถามนายเลยเนอะ”
ชินรู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร
“นั่นไม่ใช่คู่หมั้นฉัน”ชินปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้อธิบายเสริมว่าเด็กสาวที่พวกมาโมรุกำลังพูดถึงอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับเขายังไง “ที่สำคัญกว่านั้นเถอะ เรื่องของมินาโยะน่ะ”
“อ่อ...เรื่องนั้นพวกฉันคุยกันแล้ว” มาโมรุบอกชิน “ราชาของเอิร์ธมูนพ่อของมินาโยะน่ะเป็นอดีตรัชทายาทของเอิร์ธสตาร์ ดังนั้นเธอน่ะเป็นลูกครึ่ง”
“แต่นั่นไม่ได้อธิบายว่าทำไมเธอถึงได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์ในเมื่อพวกเราต่างก็รู้กันดีว่าผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์เป็นใคร” ชินแย้ง“ก่อนจะไป พี่นายไม่ได้บอกอะไรพวกนายเลยเหรอ”
“เขาไม่เคยบอกอะไรทั้งนั้นแหละ!”มาโมรุพูดอย่างรำคาญใจ “ก่อนที่เขาจะปิดผนึกความทรงจำของมินาโยะฉันจำได้ว่าเขายังเปลี่ยนร่างเป็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์อยู่เลยบางทีมันอาจจะมีอะไรผิดพลาดตอนนั้นก็ได้ ฉันไม่รู้หรอกแล้วก็ไม่รู้เหตุผลด้วยว่าทำไม แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้เรามั่นใจได้แล้วว่ามินาโยะเป็นผู้พิทักษ์”
“อือ...นั่นช่วยได้มากเลย” โทวะประชด“เรารู้ว่าเธอเป็นรัชทายาทของเอิร์ธมูนมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ก็อย่างที่ชินว่า เราไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนร่างเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์ไปได้แต่ดูเหมือนว่าพวกนักรบอเวจีเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตอนแรกฉันคิดว่าเป้าหมายของพวกมันคือรัชทายาทของเอิร์ธมูนอาจจะเป็นผู้พิทักษ์หรือไม่ก็นักรบอเวจีของเอิร์ธมูนตอนนี้เรามั่นใจได้อย่างนึงว่ามินาโยะไม่ใช่เป้าหมาย แต่ระวังตัวไว้ก่อนก็ดี”
“แล้วตอนนี้ยัยนั่นอยู่ที่ไหน?”
“ฉันพาไปส่งที่บ้านแล้วคราวนี้ส่งถึงหน้าประตูเลย” มาโมรุบอกเพราะความผิดพลาดของเขาแท้ๆที่แยกจากมินาโยะก่อนที่จะส่งเธอถึงบ้านทำให้เธอได้พบเจอกับบลูนักรบอเวจีคนสุดท้ายจนเกิดเรื่องขึ้นหลังจากจบการต่อสู้กับบลูเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เขาเลยไม่คิดจะทำพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง
“ยัยนั่นไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”ชินถามอย่างเป็นกังวล
“คงต้องให้เวลาสักพัก”มาโมรุบอก “เรื่องที่เอิร์ธมูนมีรัชทายาทสองคนก็เรื่องนึงล่ะไหนจะเรื่องที่เธอกลายเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์อีกมีแต่เรื่องที่พวกเราไม่เข้าใจกันทั้งนั้น ฉันว่าบางที... มันอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องรู้ความจริงทั้งหมดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกิน”
“นั่นหมายความว่านายจะต้องเผชิญหน้ากับปู่กับพี่ชายของนาย แล้วชินก็จะต้องกลับบ้านหรือไม่ก็เผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ที่ส่งเขามาทางเลือกไหนมีความเป็นไปได้มากกว่ากันล่ะ?”
โทวะเอ่ยถามเด็กหนุ่มทั้งคู่เพราะรู้ดีว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่ชอบใจเท่าไหร่นักกับการกระทำของคนที่อยู่เบื้องหลัง
ทั้งชินและมาโมรุไม่ตอบ
“ขอโทษนะทั้งฉันและเท็ตสึยะก็กลายเป็นแบบนี้ แล้วไหนจะมินาโยะอีกคนที่พอจะทำอะไรได้ในตอนนี้ก็มีแต่พวกนาย” น้ำเสียงของโทวะแสดงความรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องคิดมากหรอกนายกับเท็ตสึยะจะต้องหายดี แล้วก็มาช่วยเป็นโล่ให้พวกเราหลังจากนี้”มาโมรุตบบ่าโทวะอย่างให้กำลังใจ
แต่ชินเงียบไปเหมือนกำลังใช้ความคิดอะไรบางอย่าง
แล้วในที่สุดเด็กหนุ่มก็เอ่ย“ฉันคิดว่าฉันจะกลับบ้าน”
ทั้งโทวะและมาโมรุหันขวับมามองเขา
“จะดีเหรอนายไม่อยากกลับไปที่นั่นนี่” มาโมรุถามอย่างเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของชินเมื่อได้กลับบ้านก็คงจะเหมือนเขาตอนที่ได้พบหน้าปู่นั่นแหละ
“อาจจะไม่ใช่เร็วๆนี้บางทีน่าจะเป็นช่วงหลังสอบ รอให้เท็ตสึยะกับโทวะหายดีก่อน ฉันอยากให้พวกนายทั้งหมดไปด้วย”
“ก็ดีนะ”โทวะรับข้อเสนอก่อนจะหันมาหามาโมรุ “จัดการปัญหาให้มันจบๆไปเราจะได้เดินหน้ากันสักที”
“ฉันกลัวว่าเราจะถูกพวกนั้นเล่นงานก่อนที่จะได้จบปัญหาน่ะสิ”มาโมรุพูดอย่างละเหี่ยใจ เขายังไม่ลืมคำเตือนของบราวน์และซิลเวอร์ความหวาดกลัวในน้ำเสียงของซิลเวอร์ที่มีให้ใครบางคนซึ่งกำลังจับตามองพวกเขาอยู่มาโมรุรู้สึกว่าห้านักรบอเวจีอยู่ใกล้ตัวเขามากกว่าที่เขาคิดและบางทีอาจจะเป็นคนที่เขารู้จักดีเลยก็ได้
ความคิดนั้นทำให้เขากลัว…
สิ่งที่มินาโยะเป็นนั้นมันเกินความคาดหมายของพวกเขาไปมากและแน่นอน สำหรับพวกนักรบอเวจีก็เช่นกันถ้าพวกนั้นไม่ปล่อยมือจากมินาโยะเพราะเธอไม่ใช่เป้าหมายบางทีก็อาจจะกำลังหาทางเข้าใกล้เธออีกครั้งเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจ ถ้าเป็นอย่างหลังมาโมรุคิดว่าพวกเขาอาจต้องรับมือกับห้านักรบอเวจีเร็วกว่าที่เขาคิดเป็นแน่