บทที่ 2 ความรู้สึกที่เงียบงัน (1)
“การรักษาจะได้ผลดี สิ่งสำคัญที่สุดคือคนไข้ ถ้าคนไข้ไม่ให้ความร่วมมือ เราก็คงจะทำอะไรไม่ได้”ปกรณ์มองตามหลังพยาบาลที่มาบอกเล่าอาการหลานสาวคนเดียวอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วย คนเป็นอามองเข้าไปผ่านกระจกใสที่เห็นผู้ป่วยกำลังนอนเรียงสองฝั่ง รสานอนอยู่เตียงด้านในสุด สิ่งเดียวที่หญิงสาวทำเวลานี้คือการนอนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นท้องฟ้ากว้างอย่างเหม่อลอย ปกรณ์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปเยี่ยมหลานเพียงคนเดียวของเขา“รสา วันนี้หลานเป็นยังไงบ้าง” ปกรณ์ถามขึ้นทันทีที่มายืนข้างเตียงผู้ป่วย แต่กลับไม่ได้การตอบรับจากหลานสาวที่เหมือนจะปิดกั้นตัวเองให้เข้าไปอยู่ในโลกที่เธอสร้างขึ้นมา“อาเอาขนมมาฝาก อยู่ที่นี่เริ่มมีเพื่อนแล้วหรือยัง ถ้าหายเมื่อไรอาจะพากลับบ้าน” ปกรณ์ยังคงชวนคุยต่อไป แต่รสากลับยังคงนิ่งเงียบ ปกรณ์เลยได้แต่นั่งดูหลานสาวตัวเองอย่างเงียบ ๆ ด้วยสายตาเรียบนิ่งราวกับมีเรื่องให้ครุ่นคิดมากมาย“วันนี้อาต้องรีบกลับไปทำงานก่อน ถ้าหลานต้องการอะไรก็บอกพยาบาลได้เลย อาฝากไว้แล้ว” ปกรณ์บอกก่อนจะลุกขึ้นยืน มือของคนเป็นอายื่นไปจะลูบหัวของรสา แต่กลับชะงักก่อนจะลดมือลงแล้วเดินออกจากห้องไปรสาค่อย ๆ หลับตาลง เธอรับรู้ทุกอย่างที่เป็นไปรอบ ๆ ตัว แต่เธอยังไม่มีแรงพอที่จะพูดหรือตอบโต้อะไร เธอเหนื่อย เหนื่อยที่ต้องอยู่บนโลกใบนี้ เป้าหมายที่เธอเคยยึดเอาไว้ว่าเธอต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป มันก็เหมือนกับลูกโป่งที่เธอเป่าจนเต็มใบก่อนที่มันจะค่อย ๆ หลุดลอยไปตามเส้นทางที่ควรจะเป็น โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องเป่ามันอีกต่อไปแล้ว การมองลูกโป่งที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นไปยังที่สูงคงเป็นความสุขเดียวที่เธอมี และเธอคิดว่าลูกโป่งใบนั้นคงจะไม่ต้องการเธออีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เธอเลยเหลือเพียงแค่ความว่างเปล่าเวลาผ่านมาหลายวัน อาการของรสาไม่ได้แตกต่างจากเดิมเลยสักนิด เธอยังคงปิดกั้นทุกอย่างจนคนเป็นอาเริ่มรู้สึกท้อใจ จนทุกคนที่เห็นอาการของผู้เป็นอาก็ได้แต่ให้กำลัง และพยายามช่วยกันเต็มที่ ถึงแม้การรักษาที่ผ่านมารสาจะไม่ต่อต้าน แต่ก็ไม่ยอมรับเหมือนกันเสียงประตูถูกเปิดออกพร้อมด้วยแขกคนใหม่ที่บรรดาคนในห้องไม่เคยเห็นหน้า หญิงวัยกลางคนผมตีโป่งไม่ต่างกับพวกคุณหญิงคุณนายตามละครไทย แต่งตัวด้วยชุดเดรสผ้าไหมราคาแพงและหญิงสาวหน้าตาประพิมพ์ประพายคล้ายกับหญิงวัยกลางคนเดินตามมาอยู่ด้านหลัง คอที่ตั้งจนคนที่มองอดรู้สึกเมื่อยแทนทั้งสองคนไม่ได้“นั่นยังไงคะคุณแม่ ยัยรสา” เสียงใสของหญิงสาวพูดขึ้นอย่างนั้น ทั้งสองก็เดินเข้าไปหาหญิงสาวที่นอนเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้ากว้างเหมือนอย่างที่ทำมาตลอด“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ รสา อากับสิตามาเยี่ยมแล้วนะ” หญิงวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างนั้น แต่รสาก็ไม่โต้ตอบอะไรกลับมาสักนิด หญิงวัยกลางคนเลยหันไปมองลูกสาวตัวเอง“คุณเป็นญาติของรสาเหรอคะ ปกติมีแต่คนที่เป็นผู้ชายมาเยี่ยม” ญาติของคนป่วยเตียงข้าง ๆ ถามขึ้น แต่เรื่องของชาวบ้านก็ทำให้ทุกคนหันมาสนใจผู้หญิงแปลกหน้าสองคน“ค่ะ ดิฉันเป็นอาสะใภ้ของรสาค่ะ อาของรสาพึ่งบอกเราสองแม่ลูกค่ะว่ารสาเข้าโรงพยาบาล เลยพึ่งจะได้มีโอกาสมาเยี่ยม” หญิงวัยกลางคนตอบออกมาพร้อมกับยิ้มที่แต้มขึ้นบนใบหน้าเล็กน้อย“รสาเป็นอย่างไรบ้าง ฉันเป็นห่วงนะ” สิตาพูดขึ้นอย่างนั้น คนเป็นแม่เลยโอบไหล่ลูกสาวตัวเองเอาไว้“รสาเขาไม่ยอมพูดอะไรเลยค่ะ” คนไข้ที่อยู่เตียงเยื้องกันพูดขึ้น“ใช่ค่ะ เขาเอาแต่เหม่ออย่างนั้นตลอด ถ้าไม่เหม่อก็หลับตลอด” คนไข้อีกคนก็เริ่มสำทับเมื่อเห็นท่าทางเป็นห่วงของสองแม่ลูกที่แสดงออกมา“ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยดูแลรสา” อาสะใภ้ของรสาพูดก่อนจะค่อย ๆ ก้มลงจนใบหน้าที่ตกแต่งมาอย่างสวยงามยิ้มออกมาเล็ก“มิส สุดท้ายเธอก็กลับมานอนเป็นภาระให้คนอื่นอีกแล้วสินะ” อาสะใภ้พูดออกมาอย่างนั้น แต่มีเพียงแค่ลูกสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เท่านั้นที่จะได้ยิน“เธอมันโรคจิตยัยมิส ชอบเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น” ลูกสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แม่ตัวเองก้มลงพูดกับคนที่นอนอยู่ด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าสร้อยจนคนรอบตัวเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้“ใครอนุญาตให้เรียกฉันอย่างนั้น” คำพูดที่ลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากถึงแม้จะเบา แต่มันกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่อาสะใภ้กับลูกสาวไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ“มิสมันเป็นชื่อแม่ที่รักของเธอตั้งให้ไม่ใช่หรือยังไง ทำไมพวกฉันจะเรียกไม่ได้” อาสะใภ้พูดอย่างนั้น สายตาที่เหมือนจะเหม่อลอยในตอนแรกกลับเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที ภาวินเดินตามปกรณ์ไปยังตึกผู้ป่วยจิตเวช ถึงแม้เขาจะไม่อยากมาในเวลานี้ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ผู้มีพระคุณของเขาขอแล้วมันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง เขาก็พร้อมทำถึงแม้จะขัดภายในใจก็ตาม“ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องมา ภาวิน” ภาวินหันไปมองปกรณ์ที่พูดขึ้นอย่างนั้น เขาอยากจะหัวเราะกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ นี่ยังไงที่เขาบอกว่าบุญคุณมันค้ำคอ จะขยับไปทางไหนก็ไม่ได้“ครับ” ภาวินได้แต่ตอบออกไปอย่างนั้น“ทำไมวันนี้ห้องของยัยรสาเสียงดังอย่างนั้นกัน” ปกรณ์พูดขึ้นอย่างไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไรพร้อมกับรีบเดินไปทางห้องพักฟื้นที่หลานสาวอยู่ภาวินแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ก่อนหน้านี้ปกรณ์บอกว่ารสาเอาแต่เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าทุกวัน แต่ตอนนี้เขากลับเห็นผู้หญิงที่หัวกระเซอะกระเซิงเอาหมอนกระหน่ำฟาดภรรยาและลูกสาวของผู้มีพระคุณของเขาอยู่ พยาบาลพยายามจะช่วยห้าม แต่กลับสู้แรงของคนที่เกิดบ้าขึ้นมาไม่ได้“หยุดเดี๋ยวนี้นะ รสา” เสียงดังก้องพร้อมกับแรงผลักที่ทำให้รสาล้มลงกระแทกขอบเตียง ปกรณ์ได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างตกใจก่อนจะมองมือตัวเอง“คุณพ่อคะ รสาเกิดบ้าอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ค่ะ” สิตารีบเข้าไปหาผู้เป็นพ่อของตัวเองทั้งน้ำตา“คุณคะ ฉันกับลูกเจ็บไปหมดเลยค่ะ” รัตนาบอกผู้เป็นสามีอย่างนั้น ปกรณ์ได้แต่มองครอบครัวตัวเองด้วยความสับสนก่อนจะมองหลานสาวตัวเองที่ล้มอยู่บนเตียงความเงียบที่ทำให้ผู้คนภายในห้องรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเรื่องราวชักจะบานปลาย รสามองหยดเลือดที่ค่อย ๆ หยดลงมาบนที่นอนตรงหน้า มือที่ตอนนี้สายน้ำเกลือหลุดออกจนเลือดไหลออกมาไม่หยุด หญิงสาวค่อย ๆ หลับตาลงราวกับกำลังพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองไม่ให้อาละวาดขึ้นมาอีกระลอก“ออกไปซะ” เสียงของรสาดังขึ้น ทุกคนเลยได้แต่มองหน้ากัน เพราะที่ผ่านมารสาไม่เคยจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรกลับมาด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะทางดีหรือร้ายก็ตาม“รสา” ปกรณ์เรียกหลานสาวตัวเองที่ยอมพูดออกมา รสาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาก่อนจะลุกขึ้นหันไปมองอาและครอบครัวของเขาด้วยสายตาราวกับกำลังไร้ความรู้สึก“ออกไป” รสาพูดออกมาด้วยเสียงราบเรียบ มือบางเคาะไปบนขาตัวเองเบา ๆ ราวกับพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองไม่ให้ต้องลุกขึ้นไปฆ่าใครซะก่อน“พวกคุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ” พยาบาลรีบบอกก่อนจะหันไปทางคนไข้“ไปเถอะค่ะคุณกร ลูกคงจะตกใจแย่แล้ว” รัตนาบอกอย่างนั้น ปกรณ์ก็หันไปมองลูกสาวของตัวเองก่อนจะพยักหน้ารับเมื่อเห็นน้ำตานองใบหน้าของลูกที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ“รสา แล้วอาจะมาเยี่ยมใหม่” รสาเงียบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรออกมากับสิ่งที่ปกรณ์พูด แต่สายตาของรสากลับมองนิ่งไปทางประตูอย่างคนในห้องไร้ตัวตนสำหรับเธอพยาบาลรีบเข็นรถอุปกรณ์ทางการแพทย์มาทำแผลให้คนไข้อย่างรวดเร็ว สายตาของรสามองนิ่งไปทางประตูที่ครอบครัวของอาพึ่งเดินออกไป จนตอนนี้เหลือเพียงแค่ภาวินที่มองอยู่นิ่งก่อนจะยกยิ้มที่เย้ยหยันกับสิ่งที่เห็นก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง“เจ็บไหมคะ” พยาบาลถามขึ้นอย่างนั้น แต่รสากลับยังคงนั่งนิ่ง หัวใจของเธอตอนนี้เหมือนกำลังโดนบีบขย้ำซ้ำ ๆ จนเธอเริ่มที่จะหายใจไม่ออก“ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างคะ” พยาบาลถามขึ้นมาอย่างไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่รสากลับหันไปมองคนที่กำลังค่อย ๆ ทำแผลให้ตัวเองอย่างเบามือ“เหนื่อย” เสียงแผ่วเบาที่ดังออกมาทำให้พยาบาลเงยหน้าขึ้นมาคนพูดก่อนจะส่งยิ้มให้คนที่มีเพียงใบหน้าเรียบนิ่ง“เหนื่อยก็พักนะคะ เวลาผ่านไปทุกอย่างมันจะดีขึ้น” พยาบาลบอกอย่างนั้น แต่รสากลับหลุบตาลงหมอกับพยาบาลมาคุยกับหญิงสาวที่พึ่งก่อเรื่องไป จนตอนนี้รสาได้เข้ามานอนห้องเดี่ยวที่ภายในห้องมีเพียงแค่เตียงเท่านั้น และที่สำคัญงดเยี่ยมทุกกรณี ไม่ใช่เพียงแค่ที่เธออาละวาดไปหรอก แต่เธอพึ่งจะขโมยกรรไกรตอนที่พยาบาลมาทำแผล ตอนนี้ในหัวเธอกลับมีภาพมากมายในการที่จะทำให้ไม่ต้องมาเจอเรื่องบ้าบอพวกนี้ นั่นเลยเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เธอต้องมานอนอยู่ในห้องที่ไม่เห็นแม้แต่ท้องฟ้าในเวลานี้รสาเบื่อกับเรื่องราวของตัวเองที่มันน้ำเน่ายิ่งกว่าละครหลังข่าว เธออยากให้เรื่องนี้มันจบสักที แต่เหมือนเธอจะทำตามความต้องการของตัวเองไม่สำเร็จเลยสักครั้งที่พยายามเปลือกตาบางค่อย ๆ ปิดลง เธอเลือกที่จะนอนนิ่งปล่อยให้ภาพและเสียงที่ดังอยู่ภายในหัวดำเนินต่อไปราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด