ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 64 : ตัดสัมพันธ์

    ตัดสัมพันธ์
    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมา พริบตาเดียว ครึ่งเดือนก็ผ่านไป
    เย่กู่เฉินเวลานี้กำลังนั่งอย่างเหม่อลอยอยู่ภายในห้องนอน ต้นเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ ล้วนแล้วแต่มาจากผู้หญิงคนหนึ่ง
    ซึ่งผู้หญิงคนนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากไป๋มู่เสวี่ย ตั้งแต่ที่เธอกลับไปที่ตระกูลเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขาก็ติดต่อเธอไม่ได้เลย
    ไม่ใช่สิ ไม่ใช่ว่าเขาติดต่อเธอไม่ได้ แต่เป็นเพราะเธอบล็อกการติดต่อเขาทุกช่องทางต่างหาก
    เขาได้แต่สงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จนเมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้รู้จากจูอวี้ลี่ว่า ทางตระกูลไป๋ ซึ่งเป็นตระกูลพ่อของเธอบังคับให้เธอตัดสัมพันธ์ทุกอย่างกับเขา
    เรื่องนี้ มันกระทบความรู้สึกของเย่กู่เฉินระดับหนึ่ง จนเขาตกอยู่ในสภาพเหม่อลอยมาหลายวัน
    “อย่างที่เขาว่า ความสัมพันธ์ของคนเรามักจะไม่จีรังยั่งยืน” เย่กู่เฉินพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็ถอนหายใจและส่ายหน้าไปมา
    เขาตัดสินใจที่จะลบทุกอย่างของไป๋มู่เสวี่ยออกจากหัวใจ แม้ว่าเขาจะชอบเธอ แต่ในเมื่อเป็นเธอเองที่เลือกที่จะตัดสัมพันธ์กับเขา เพียงเพราะถูกพ่อบังคับ มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ในหัวใจของเธอ เขาไม่ได้อยู่ภายในนั้น
    ไม่อย่างนั้น เธอคงจะคัดค้านสุดชีวิต ไม่ก็ทักมาบอกเขา เพื่ออธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
    แม้เรื่องนี้จะทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดและผิดหวัง แต่เขาก็ไม่อาจที่จะทำอะไรได้ ได้แต่ปล่อยให้มันผ่านไป
    เวลานี้ เป็นเวลาเกือบๆ จะเที่ยง เย่กู่เฉินตัดสินใจที่จะไปหาอะไรกินข้างนอก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และเผื่อว่าอารมณ์ของเขาจะดีขึ้นมาบ้าง
    เขาเปลี่ยนมาใส่ชุดฟรีสไตล์สบายๆ จากนั้นก็ออกไปจากห้อง ลงไปข้างล่าง เตรียมที่จะออกไปจากคฤหาสน์
    “กู่เฉิน ลูกจะไปไหน?” เจี่ยซิ่นที่เห็นลูกชายของเธอ เตรียมที่จะออกไปจากบ้าน อดถามออกมาไม่ได้
    เธอที่เป็นแม่ ย่อมสังเกตเห็นว่าลูกชายของเธอตอนนี้เป็นยังไง และเธอคิดว่าสาเหตุมันน่าจะมาจากไป๋มู่เสวี่ย
    เพราะเธอเคยถามถึงไป๋มู่เสวี่ยกับลูกชายของเธอไปแล้ว แต่เขากลับเงียบ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
    เมื่อเป็นแบบนี้ เธอจะคาดเดาไม่ได้ได้ยังไง
    “ผมจะออกไปข้างนอกครับแม่ ค่ำๆ ค่อยจะกลับ” เย่กู่เฉินตอบ ก่อนที่จะขอตัวออกไป
    มองตามหลังลูกชายของเธอ เจี่ยซิ่นอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความเป็นห่วง
    ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา เย่กู่เฉินก็มาถึงห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในปักกิ่ง โดยมีเกาเฉียงมาส่งเขา
    ทันทีที่มาถึงห้างสรรพสินค้า เย่กู่เฉินก็เดินเล่นทีละชั้นภายในห้าง เพื่อผ่อนคลายอารมณ์อยู่สักพัก ก่อนที่จะเลือกร้านอาหารร้านหนึ่งที่ดูน่าอร่อย
    เมื่อเข้าไปนั่ง เขาก็สั่งอาหารสองสามอย่าง อาหารมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว เพราะที่ร้านยังไม่ค่อยมีคนมากนัก ถ้าหากว่ามีคนมาก เกรงว่าอาหารคงจะมาเสิร์ฟช้ากว่านี้หลายนาที
    เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ เขาก็เริ่มกิน แต่ในขณะที่กินอยู่ก็มีคนเดินมาหาเขา เย่กู่เฉินต้องวางช้อนลง เงยหน้าขึ้นมอง
    เมื่อเห็นคนสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ โต๊ะอาหาร เขาก็ต้องตกตะลึง ทั้งสองคนล้วนเป็นคนที่เขาคุ้นหน้า ทั้งสองคนเป็นผู้หญิงที่สวยมาก
    คนหนึ่งคือพี่สาวของเขา เย่ฉิงเอ๋อร์ ส่วนอีกคนคือถังม่านหยา หญิงสาวผู้ได้รับจูบแรกของเขาไป
    “เย่ฉิงเอ๋อร์ เธอมาทำอะไร?” ระงับความตกตะลึงลง เขาก็ถาม เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบเธอและถังม่านหยาที่นี่
    ภายในใจของเขามีความตื่นตระหนกเล็กน้อยที่ได้พบกับถังม่านหยา แต่เขาก็ไม่ได้แสดงมันออกมาแต่อย่างใด
    และเขามั่นใจว่าเธอจำเขาไม่ได้แน่นอน เพราะตอนที่เขาไปหาเธอ เขาไปในรูปร่างตอนอายุสามสิบปี ไม่ใช่รูปร่างอายุสิบแปดปี
    “ฉันและเพื่อนมาทานอาหารเหมือนนายนั่นแหละ” เย่ฉิงเอ๋อร์ตอบ ใบหน้าของเธอเคยเย็นชายังไง มันก็ยังคงเย็นชาอยู่อย่างนั้น
    แต่ถ้าเทียบกับก่อนที่เธอจะได้กินเม็ดยาอมตะเพื่อรักษาขาแล้ว มันเย็นชาน้อยกว่ามาก
    “อย่างนั้นก็เชิญตามสบาย” เย่กู่เฉินพูด พลางเหลือบมองถังม่านหยาเล็กน้อย เห็นว่าที่คอของเธอมีจี้หยกรูปหัวใจสีฟ้าอยู่ ดวงตาของเขาก็สั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลงกินอาหารต่อ
    เย่ฉิงเอ๋อร์แม้จะเผชิญกับความเฉยเมยของเย่กู่เฉินเช่นนี้ เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เธอพลันหันไปมองถังม่านหยา “ม่านหยา ไปนั่งโต๊ะนั้นกันเถอะ”
    “ตกลง” ถังม่านหยาพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เธอยังคงมองเย่กู่เฉินอยู่ แววตาของเธอเป็นประกาย หัวใจภายในร่างกายเต้นแรงมาก
    ความรู้สึกของเธอเวลานี้ อธิบายได้คำเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือเธอมีความสุข มีความสุขจากการที่ได้พบเย่กู่เฉิน ถึงแม้ว่าเขาจะจำเธอไม่ได้ก็ตาม
    ความจริงเธออยากที่จะทำความรู้จักกับเขาในตอนนี้ และบอกกับเขาว่าเธอเป็นคนรักในชาติก่อนของเขา
    อย่างไรก็ตาม เธอไม่คิดว่าเขาจะเชื่อ เธอจึงจำเป็นที่จะต้องระงับความรู้สึกของเธอเอาไว้ก่อน และตามเย่ฉิงเอ๋อร์ไปนั่งที่โต๊ะที่ไม่ไกลจากเย่กู่เฉินมากนัก
    เมื่อนั่งลง ก็สั่งอาหารมาสามสี่อย่าง
    เย่กู่เฉินเวลานี้ กำลังอยู่ในอารมณ์ที่ซับซ้อน เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้พบกับถังม่านหยาที่นี่ ภาพในวันนั้นที่เขาจูบเธออย่างดูดดื่มหวนมาในความคิดของเขาอย่างช่วยไม่ได้
    เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเธอ และก็พบว่าเธอก็กำลังมอบเขาอยู่เช่นกัน
    สายตาสบกัน เย่กู่เฉินร่างสะท้านครู่หนึ่ง ก่อนรีบก้มหน้าลง
    ด้านถังม่านหยาไม่มีใดต่าง ก้มหน้าลงเช่นเดียวกัน บนใบหน้ามีสีแดงจางๆ ปรากฏ
    สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนตกอยู่ในสายตาของเย่ฉิงเอ๋อร์ทั้งหมด เธอมองถังม่านหยากับเย่กู่เฉินสลับกัน อดคิดไม่ได้ว่าสองคนนี้ต้องรู้จักกันมาก่อนแน่ๆ
    รวมไปถึงน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาด้วย เธอมีลางสังหรณ์ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น และบ่อยครั้ง ลางสังหรณ์ของเธอก็มักที่จะถูกต้องด้วย
    แต่แน่นอนว่าเธอไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากเกินไป เพราะไม่ว่าเย่กู่เฉินกับถังม่านหยาจะรู้จักกันหรือไม่รู้จัก หรือว่ามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาต่อกันหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องของเธอ
    เย่กู่เฉินรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าทำไม เขาต้องมีปฏิกิริยาแบบเมื่อครู่ แต่เขาไม่อยากที่จะคิดให้มันวุ่นวาย ต้องรีบกินอาหาร
    หลังอิ่มก็จ่ายเงินออกจากร้านไปในทันที
    ทางด้านถังม่านหยายิ้มเล็กน้อย เธอมองตามหลังของเย่กู่เฉิน จนเขาหายออกไปจากร้าน
    ‘กู่เฉิน เราจะได้เจอกันอีกอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นก็มาทำความรู้จักกันเถอะ’ เธอคิดในใจ ตอนนี้เธอกำลังตั้งใจเรียนหาความรู้ เพื่อที่จะได้คู่ควรกับเขา
    ดังนั้น ในการทำความรู้จักกับเขา เธอจึงไม่ได้รีบมากจนเกินไป
    จบบทที่ 64

    คล้ายกับเรื่องฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ ที่คุณอ่าน