เพี๊ยะ..!!
เสียงดังชัดในห้องแคบ
ใบหน้าของเยี่ยเฉินหานหันไปเล็กน้อยมุมปากมีเืซึมออกมา
เยี่ยหลินหัวเราะชอบใจ“ดูสิ สวะก็ยังเป็สวะ ต่อให้จ้องอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้—”
คำพูดของมันหยุดกึก
เพราะเยี่ยเฉินหานค่อยๆ หันกลับมา
สายตานั้นเย็นลงอย่างถึงที่สุด
เขาไม่ได้โง่พอจะลุกขึ้นสู้ทั้งที่ร่างยังไม่ฟื้นแม้เพียงพลังภายนอกของเยี่ยชงกับเยี่ยหลินจะต่ำต้อยในสายตาเขาแต่ร่างนี้ตอนนี้ไม่มีแรงพอจะปะทะตรง ๆการต่อสู้โดยไร้หลักการคือความโง่เขลาแบบเดียวกับชาติก่อนที่เขาไม่ยอมเรียนรู้
ดังนั้นเขาจึงไม่ตอบโต้
ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้
แต่เพราะ “ยังไม่ถึงเวลา”
“ตบข้าให้สนุกหรือยัง”เขาถามเรียบ ๆ
เยี่ยชงชะงักไปชั่วขณะก่อนหัวเราะ “ทำไม?เ้าจะกัดข้าหรือ”
เยี่ยเฉินหานยิ้มบาง ๆรอยยิ้มนั้นไม่อบอุ่นแม้แต่น้อย “จำไว้ให้ดี วันนี้ที่พวกเ้าตบข้าข้าจะคืนให้มากกว่านี้สิบเท่า”
เยี่ยหลินถึงกับอึ้งไปชั่วขณะก่อนะเิหัวเราะออกมาเสียงดัง “ได้ยินไหม มันขู่พวกเรา!สวะอย่างเ้าจะเอาอะไรมาคืน”
เยี่ยชงเองก็หัวเราะตามแต่ในส่วนลึกกลับมีเสี้ยวหนึ่งที่รู้สึกหนาววาบอย่างไร้เหตุผลราวกับคนตรงหน้าไม่ใช่เด็กพิการ แต่เป็สิ่งมีชีวิตอันตรายที่กำลังสะกดกลั้นเขี้ยวเล็บไว้
มันแค่นเสียงแล้วถ่มน้ำลายลงพื้น“หากอีกสามวันข้ายังเห็นเ้าเดินอยู่ในตระกูล ข้าจะซ้อมเ้าให้เละกว่าเดิม”
พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวออกไปเยี่ยหลินหัวเราะเยาะอีกสองครั้งก่อนเดินตามไป
ประตูปิดลง
ห้องกลับมาเงียบเชียบอีกครั้ง
เยี่ยเฉินหานยกปลายนิ้วเช็ดเืที่มุมปากพลางมองหยดเืสีคล้ำบนปลายนิ้วอย่างนิ่งงัน
“อีกไม่นาน”
เขาพึมพำเบา ๆ
“ข้าจะให้พวกเ้ารู้ว่าคำพูดเมื่อครู่...ไม่ใช่คำขู่”
เกือบครึ่งชั่วยามหลังจากนั้นเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังกลับมา เสี่ยวอวี้ผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรนเสื้อผ้าของนางเปื้อนฝุ่น ด้านข้างเอวห้อยถุงผ้าสองใบส่วนในอ้อมแขนมีใบเถาสีเขียวเข้มกำใหญ่
“คุณชายข้าหามาได้ครบเ้าค่ะ!”
เยี่ยเฉินหานมองสิ่งของในมือเด็กสาวอย่างรวดเร็วแล้วพยักหน้าโดยไม่ปิดบังความพอใจ
“ดี”
เสี่ยวอวี้หอบเบา ๆพลางวางสมุนไพรลงบนโต๊ะทีละอย่าง “หญ้าสามยอดนี่ตาเฒ่าคนนั้นบอกว่าเป็หญ้ากินหมูแต่ข้าจำที่ท่านบอกเื่ลายเงินได้ จึงคัดมาเอง ส่วนรากหินเย็นข้าต้องแอบไปซื้อจากร้านทางท้ายตลาดเพราะร้านแรกให้ของเก่าจนเกินไป...แล้วก็ผลหลิงแดงข้าเลือกผลที่ปลายยังเขียวตามที่ท่านสั่งไว้ทุกผลเ้าค่ะ”
เยี่ยเฉินหานหยิบผลหลิงแดงขึ้นมาดูทีละผลพลางััน้ำหนักและกลิ่น แล้วค่อยวางลง “เลือกได้ถูกต้อง”
เสี่ยวอวี้ได้ยินเช่นนั้นดวงตาที่อิดโรยก็สว่างขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่นานนางก็สังเกตเห็นรอยแดงบนแก้มเขา
“คุณชาย!ใครทำท่านอีกแล้ว?”
น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็สั่นเทาทันที
เยี่ยเฉินหานตอบเพียงสั้น“เยี่ยชงกับเยี่ยหลิน”
เสี่ยวอวี้กำมือแน่นสีหน้าเจ็บใจจนแทบร้องไห้อีกครั้ง “พวกมันยังกล้ามารังแกท่านถึงห้องอีกหรือข้า...ข้าจะไปบอกผู้าุโใหญ่—”
“อย่าไป”
เสียงของเยี่ยเฉินหานหนักแน่นจนเสี่ยวอวี้ชะงัก
เขามองนางตรง ๆ“ต่อให้เ้าบอก มีใครลงโทษพวกมันจริงหรือ”
เด็กสาวเม้มปากน้ำตาคลอหน่วยแต่พูดไม่ออก
ใช่ต่อให้บอกไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน คนในตระกูลล้วนมองคุณชายของนางเป็ภาระ บ้างสงสารบ้างดูแคลน แต่ไม่มีผู้ใดจะลงมือปกป้องจริง
เยี่ยเฉินหานหันกลับมาจัดสมุนไพรบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน“เื่นี้ ข้าจะจัดการเองเมื่อถึงเวลา”
เสี่ยวอวี้ได้แต่พยักหน้าแม้ยังไม่รู้ว่าคุณชายที่นอนแทบขาดใจเมื่อคืนจะจัดการอย่างไรแต่แววตาของเขาในวันนี้กลับทำให้นางเชื่อโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยเฉินหานเริ่มลงมือทันที
เขาแยกหญ้าสามยอดวางไว้ด้านซ้ายรากหินเย็นวางตรงกลาง ผลหลิงแดงเรียงเป็วง แล้วใช้กาน้ำทองแดงเก่า ๆที่วางอยู่ข้างเตียง เทน้ำสะอาดลงในครกหิน จากนั้นเริ่มบดรากหินเย็นจนละเอียดกลิ่นเย็นชื้นค่อย ๆ ฟุ้งขึ้นมา เขาเด็ดปลายหญ้าสามยอดทิ้ง เหลือเพียงส่วนก้านและใบด้านล่างก่อนจะหั่นเป็ชิ้นบางอย่างแม่นยำโดยใช้มีดผ่าผลไม้เก่า ๆ ที่ขึ้นสนิมไปครึ่งใบ
เสี่ยวอวี้ยืนมองนิ่งงัน
ไม่ใช่เพราะแปลกใจที่เขารู้จักสมุนไพรหากเพราะท่าทางของเขาในเวลานี้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ทุกการจับ ทุกการหั่นทุกการคำนวณน้ำหนักและเวลา ล้วนมั่นคงจนเหมือนมือของหมอาุโผู้ช่ำชองหาใช่เด็กหนุ่มที่ชาวบ้านทั้งเมืองรู้กันดีว่าอ่อนแอไร้ค่า
เมื่อเตรียมสมุนไพรครบเขาก็นำผลหลิงแดงมาบดรวมอย่างช้า ๆ ไม่เร็วจนเกินไป ไม่แรงจนเกินไปราวกับกำลังคุมจังหวะพลังที่แฝงอยู่ภายในผล จากนั้นจึงเทน้ำลงไปเพียงเล็กน้อยคนอีกทั้งห้องค่อย ๆ เต็มไปด้วยกลิ่นเฉพาะที่ขม เย็นและเผ็ดร้อนผสานกันจนน่าประหลาด
“คุณชาย...”เสี่ยวอวี้อดถามไม่ได้ “นี่คือยาชนิดใดหรือเ้าคะ”
“ยาขับพิษ”เขาตอบโดยไม่เงยหน้า “พิษที่สะสมอยู่ในร่างข้ามาหลายปี หากไม่ถอนออกต่อให้ได้สมุนไพรระดับสูงกว่านี้มาอีกเท่าไรก็ไร้ประโยชน์”
เสี่ยวอวี้ตัวแข็งทันที“พิษ...?”
เยี่ยเฉินหานชำเลืองมองนางครั้งหนึ่งแล้วพยักหน้า“ข้าไม่ได้พิการโดยกำเนิด”
ถ้อยคำสั้น ๆนั้นทำให้ใบหน้าเด็กสาวขาวซีดยิ่งกว่าเดิม นางยกมือปิดปากแน่น ร่างสั่นเล็กน้อย“หมายความว่า...มีคน...”
“ใช่”เยี่ยเฉินหานตอบเรียบ “และคนคนนั้นอยู่ใกล้ตัวเรายิ่งกว่าที่เ้าคิด”
เสี่ยวอวี้รู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด
หลายปีที่ผ่านมานางเห็นคุณชายป่วยบ่อย เจ็บง่าย ฟื้นช้า และถูกเยาะเย้ยว่าเป็สวะไร้ค่านางเคยสงสัย เคยโกรธ เคยแค้นแทน แต่ไม่เคยคาดคิดว่าเื้ัจะเป็การวางยามานานปี
น้ำตาในดวงตาของนางเปลี่ยนจากความทุกข์เป็ความแค้น
“ถ้าข้ารู้ว่าเป็ใครข้าจะ—”
“เ้าจะทำอะไร”เยี่ยเฉินหานถามเรียบ ๆ แต่แววตาไม่ได้ตำหนิ “วิ่งเข้าไปตบหน้ามันหรือ”
เสี่ยวอวี้ชะงัก
เขาวางครกลงเบา ๆก่อนกล่าวต่อ “ความแค้นที่ไร้กำลังเป็เพียงเชื้อไฟเผาตัวเอง เสี่ยวอวี้ จำเอาไว้คนที่ลงมือกับข้ามาหลายปี ไม่ใช่คนโง่ ถ้าเราเผยพิรุธตอนนี้เขาจะยิ่งลงมือหนักกว่าเดิม”
เด็กสาวกัดริมฝีปากก่อนพยักหน้าทั้งน้ำตา
เยี่ยเฉินหานจึงยกถ้วยยาขึ้นสีของมันเข้มจนเกือบดำ กลิ่นขมฉุนบาดจมูก แต่แฝงด้วยความเผ็ดร้อนของผลหลิงแดงอยู่ลึกๆ
“ต่อจากนี้ไม่ว่าเ้าจะเห็นอะไร ห้ามร้อง ห้ามเข้ามาแตะข้า เข้าใจหรือไม่”
เสี่ยวอวี้รีบพยักหน้า“เข้าใจเ้าค่ะ”
เขาเงยหน้าดื่มยาทั้งถ้วยในคราวเดียว
เพียงชั่วพริบตาความร้อนก็ะเิขึ้นจากลำคอ ลงสู่ทรวงอก แล้วกระจายไปทั่วเส้นลมปราณที่ปิดตายราวกับธารเพลิงไหลผ่านทางเดินแห้งกรอบภายในร่าง
เยี่ยเฉินหานหลับตาลงทันทีจิตของเขาแทรกลงสู่ภายใน เห็นพิษเย็นที่เกาะหนาอยู่ตามเส้นลมปราณเหมือนน้ำแข็งสีดำเมื่อฤทธิ์ยาร้อนปะทะเข้าไป มันเริ่มละลายและดิ้นพล่านอย่างรุนแรง
ความเจ็บแล่นขึ้นจนเส้นโลหิตบนหน้าผากปูดโปน
เสี่ยวอวี้เห็นร่างเขาสั่นเทาปลายนิ้วเกร็งแน่นจนซีดขาว หัวใจกระตุกวูบแต่ยังจำคำสั่งได้จึงได้แต่ยืนกำชายเสื้อแน่น น้ำตาไหลเงียบ ๆ
เยี่ยเฉินหานไม่ปล่อยให้ความเจ็บครอบงำเขาคุมลมหายใจให้ยาวและนิ่งที่สุด จากนั้นใช้จิตนำฤทธิ์ยาตามเส้นทางที่วางไว้กระแทกเข้าจุดคั่งพิษทีละแห่ง
หนึ่ง...สอง...สาม...
พิษเย็นถูกขูดออกจากผนังชีพจรอย่างช้าๆ ความเจ็บคล้ายมีดโกนหลายพันเล่มกรีดอยู่ภายในแต่เยี่ยเฉินหานเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ชาติก่อนเขาเคยลองโอสถหักชีพจร์ เคยทนความเจ็บที่ทำให้กระดูกทั้งร่างแทบแตกสลายมาแล้วความทรมานระดับนี้ยังไม่ทำให้จิตของเขาสั่นคลอนได้
ทันใดนั้นเืสีดำคล้ำก็พุ่งขึ้นมาถึงลำคอ
พรวด!
เขาก้มตัวลงกระอักเืลงในอ่างไม้ข้างเตียงทันทีเืกองนั้นส่งกลิ่นเหม็นคาวแสบจมูกผิดปกติ พอััอากาศเพียงครู่เดียวสีมันก็เข้มขึ้นจนเกือบดำ
เสี่ยวอวี้เผลอร้องเสียงหลงแต่รีบยกมือปิดปากตนเองไว้แน่น
เยี่ยเฉินหานเงยหน้าขึ้นอีกครั้งมุมปากยังมีเืไหลอยู่ แต่ดวงตาของเขากลับสว่างกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
“ดี...พิษชั้นแรกหลุดแล้ว”
เขากล่าวช้า ๆ ก่อนหยิบใบเถาเขียวขมที่เหลือขึ้นมาขยี้แล้วทาลงตรงจุดชีพจรหลักกลางอกกลิ่นขมฉุนทะลุิัเข้าไป ทำให้ลิ่มพิษที่เกาะอยู่ตรงนั้นเริ่มอ่อนตัวจากนั้นเขาจึงหยิบเข็มเย็บผ้าเล่มเล็กที่วางอยู่ในกล่องไม้ข้างโต๊ะมาหนึ่งเล่มอาศัยปลายเล็บดีดปลายเข็มผ่านเปลวไฟตะเกียงสั้น ๆแล้วแทงลงตรงจุดกลางอกของตนอย่างแม่นยำ
เสี่ยวอวี้เบิกตากว้างสุดขีด
เข็มนั้นแทงลึกลงไปครึ่งนิ้วเืสีดำอุ่นจัดค่อย ๆ ซึมออกมารอบปากแผลเยี่ยเฉินหานปล่อยให้มันไหลอยู่เช่นนั้นพักใหญ่ก่อนถอนเข็มออกแล้วใช้ฝ่ามือกดจุดข้างลำคอทั้งสองด้านอย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้เืขับพิษออกมาเพิ่มอีก
พรวด!
เืดำอีกคำใหญ่ถูกขับออกจากปาก
ครั้งนี้พลังที่กดทับอยู่ในอกกลับเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยเฉินหานเอนหลังพิงเตียงหลับตาลงชั่วครู่ รอให้ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอเสี่ยวอวี้รีบยื่นผ้าให้โดยไม่กล้าพูดอะไร
เขารับมาเช็ดมุมปากแล้วกล่าวเสียงต่ำ“พิษยังไม่หมด แต่ตอนนี้พอประคองชีวิตได้แล้ว”
เสี่ยวอวี้น้ำตาไหลอีกครั้ง“คุณชาย...ท่านเจ็บมากหรือไม่เ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานตอบหลังเงียบไปครู่“เจ็บ”
เด็กสาวเม้มปากแน่นน้ำตาร่วงเผาะ
เขามองนางแล้วเอ่ยต่อ “แต่ความเจ็บนี้เทียบไม่ได้กับการถูกคนทั้งโลกเหยียบย่ำเพราะอ่อนแอ”
เสี่ยวอวี้ชะงักดวงตากลมโตมองเขาอย่างไม่เข้าใจทั้งหมดแต่นางก็รับรู้ได้ว่าคุณชายในวันนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว
ไม่ใช่คุณชายเงียบงันที่ยอมให้คนรังแก
ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ทำได้เพียงเก็บความเจ็บไว้คนเดียว
แต่เป็คนที่เมื่อเอ่ยคำใดออกมาแล้วจะต้องทำคำนั้นให้เป็จริง
เยี่ยเฉินหานพักอยู่ชั่วครู่ก่อนขอให้เสี่ยวอวี้เอาน้ำอุ่นมาให้ชำระคราบเืจากนั้นเขาจึงให้เด็กสาวบดสมุนไพรที่เหลืออีกส่วนหนึ่งเป็ยาพอกแผลตรงทรวงอกเพื่อกันพิษย้อนส่วนตัวเขาเริ่มจัดลมหายใจอีกครั้ง พลังชีวิตที่อ่อนแรงค่อย ๆ ฟื้นขึ้นทีละน้อยชีพจรที่เคยนิ่งเฉยเริ่มตอบสนองเหมือนดินแห้งแล้งได้รับน้ำแรกหลังฤดูแล้งยาวนาน
เมื่อดวงอาทิตย์ขยับสูงขึ้นกว่าครึ่งฟ้าเยี่ยเฉินหานจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ร่างกายแม้ยังไม่ถือว่าแข็งแรงแต่ความมึนหนักและความอ่อนยวบก่อนหน้าได้หายไปมากแล้ว เขาลองกำมือช้า ๆความเจ็บยังมีอยู่ แต่แรงในแขนกลับต่างจากเมื่อยามเช้าอย่างสิ้นเชิง
นี่คือผลจากการถอนพิษชั้นแรกและกระตุ้นพลังชีวิต
ยังไม่พอจะสู้คนมีพลังปราณโดยตรง
แต่ก็พอจะยืน พอจะเดินและพอจะเริ่ม “เตรียมตัว”
เยี่ยเฉินหานลงจากเตียงอย่างระมัดระวังเท้าััพื้นหินเย็นเขายืนตัวตรงเป็ครั้งแรกหลังฟื้นคืน แม้แผ่นหลังยังบางและใบหน้าซูบซีดแต่ดวงตานั้นกลับนิ่งดุจคมกระบี่ซ่อนฝัก
เสี่ยวอวี้รีบเข้ามาประคองแต่เขาส่ายหน้า
“ไม่เป็ไร”
เขาเดินไปที่อ่างน้ำมองเงาตนเองบนผิวน้ำเงียบ ๆ
ใบหน้ายังเป็ใบหน้าเดิมของเด็กหนุ่มเยี่ยเฉินหาน
ขาวซีด ซูบเล็กน้อย คิ้วคม จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือดวงตา
ดวงตาคู่นี้...เคยเห็น์พังทลาย
เคยเห็นมิตรแท้กลายเป็มีดในมือศัตรู
และเคยตายด้วยความเสียใจและอาฆาต
เขามองเงานั้นอยู่นานก่อนกล่าวกับตัวเองแ่เบา
“ชาติก่อนข้าเป็เทพโอสถแต่ไร้เขี้ยวเล็บ”
“ชาตินี้ข้าจะเป็ทั้งโอสถ...และคมดาบ”
เสียงของเขานิ่งราบแต่เต็มไปด้วยเจตจำนงหนักแน่นจนแม้เสี่ยวอวี้ที่ยืนอยู่ห่าง ๆยังรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวหนักขึ้น
นางไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด
ทว่านางเห็นชัดอยู่เื่หนึ่ง
คุณชายของนาง...ไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ
หลังจากนั้นเยี่ยเฉินหานก็ให้เสี่ยวอวี้ออกไปดูความเคลื่อนไหวรอบเรือนและแอบสืบว่าเมื่อคืนใครเป็คนปล่อยข่าวว่าเขาใกล้ตายเด็กสาวรับคำทันทีแล้วออกไปอย่างคล่องแคล่ว
เมื่ออยู่ลำพังเขาจึงเริ่มตรวจสอบของใช้เก่าภายในห้องอย่างละเอียด
ในตู้ไม้เก่ามีกล่องหนังเล็กใบหนึ่งเขาเปิดมันออกช้า ๆ ภายในมีเหรียญเงินเพียงไม่กี่เหรียญ เศษกระดาษจดตำรายาเก่า ๆและปิ่นหยกแตกครึ่งอันหนึ่ง
เมื่อปลายนิ้วััปิ่นหยกนั้นความทรงจำจากร่างนี้ก็ไหลขึ้นมาอีกสาย
มารดาของเขาเคยใช้มันปักผม
วันหนึ่งก่อนออกเดินทางนางถอดปิ่นนี้ใส่มือเด็กน้อยเยี่ยเฉินหานแล้วบอกว่า
“รอแม่กลับมา”
เยี่ยเฉินหานเงียบไปครู่หนึ่ง
ในหัวใจที่เคยแข็งดุจเหล็กกล้าของเขาเกิดแรงสั่นเล็กน้อยที่แทบจับไม่ทัน
ชาติก่อนเขาไม่มีเวลาคิดถึงสายใยเช่นนี้เพราะยืนอยู่สูงจนมองไม่เห็นสิ่งเล็กน้อยรอบตัว
แต่ร่างนี้...กลับทิ้งเศษความอบอุ่นชิ้นหนึ่งไว้ให้เขาอย่างชัดเจน
เขาเก็บปิ่นหยกกลับลงกล่องอย่างระมัดระวัง
จากนั้นจึงหยิบเศษกระดาษตำรายาขึ้นมาอ่านดวงตากวาดผ่านลายมือหยาบ ๆ แล้วแค่นหัวเราะเบา ๆตำราระดับต่ำเช่นนี้ในแดนเทพคงไม่ต่างจากเศษกระดาษแต่สำหรับเด็กหนุ่มที่เคยเป็สวะมันคือของล้ำค่าเพียงไม่กี่อย่างที่เขาหาได้จากตู้เก่า
“อย่างน้อยก็ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์จริงๆ”
เยี่ยเฉินหานพูดกับตัวเอง
เขานั่งลงที่โต๊ะอีกครั้งใช้ถ่านแท่งสั้นเขียนรายการสมุนไพรชุดถัดไปลงบนกระดาษเก่ายาถอนพิษรอบแรกเพียงช่วยประคองอาการ หาก้าเปิดชีพจรจริงเขายัง้าสมุนไพรเพิ่มอีกหลายชนิดรวมถึงต้องหาโอกาสออกไปดูตลาดยาและูเารอบเมืองด้วยตนเองในภายหลัง
ทว่าก่อนจะถึงขั้นนั้นเขาต้องทำสิ่งหนึ่งก่อน
สร้างความแข็งแรงพื้นฐานให้ร่างนี้
อย่างน้อยต้องให้มันพอแบกพลังที่กำลังจะฟื้นขึ้นมาได้
ไม่เช่นนั้น ต่อให้เปิดชีพจรได้จริง ร่างกายก็จะรับไม่ไหวอยู่ดี