ต้นน้ำหวงค่ายจิ่นอ๋อง หนิงเฟยหลงนำทหารโลหิตทมิฬมาอยู่ที่นี่เขารับบัญชาจากท่านปู่นำกำลังทหารมาช่วยจิ่นอ๋อง อย่างน้อยในยามนี้กำลังทหารทั่วทั้งหนิงก็ไม่มีใครเกินไปกว่าโลหิตทมิฬเห็นจะมีแต่กองทัพนี้เท่านั้นที่เทียบเคียงได้กับกองทัพฉู่ และกองทัพมังกรของเยว่แล้วหาไม่หนิงเทียนคงไม่ให้หนิงเฟยหลงมารอเล่นศึกอยู่ที่นี่
ทว่านี่ก็นับว่าหนิงเทียนเปิดโอกาสให้หนิงเฟยหลงเช่นกันก่อนก่อตั้งราชวงศ์อย่างน้อยก็สมควรมีผลงานเป็นที่ประจักษ์เสียบ้างหนิงเทียนจึงจะตบรางวัลได้อย่างไม่เป็นที่ครหา
เมื่อห้าวันก่อนหนิงเฟยหลงก็เริ่มนำทัพเดินทางออกจากค่ายอย่างลับ ๆ แล้วเพื่อแผนการนี้แล้วเขาแบ่งหน่วยยุทธภัณฑ์ส่วนหนึ่งร่วมกับทหารเกณฑ์ใหม่ที่ไว้ใจได้ใส่ชุดทหารโลหิตทมิฬขนหน้าไม้ทลายแก่นแท้จำนวนยี่สิบเครื่องไปยังนครหลวงเหอผิงเพื่อเป็นการตบตาหลาย ๆ คน ไม่แน่ว่าภายในกองทัพหนิงอาจมีไส้ศึกอยู่ก็เป็นได้
ส่วนหนิงเฉิงนั้นเลือกรออยู่ที่เมืองเซียงคุมทัพรักษาเมืองชั่วคราวก่อนที่จะถึงวันงานพิธีจะให้เกิดสิ่งใดผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด !
“จิ่นอ๋องก่อนอื่นเลยข้าต้องขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย”
“มิกล้า ๆ คุณชายหนิงเฟยหลงเกรงใจข้ามากเกินไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะท่านสนับสนุนไหนเลยจะรวบรวมแคว้นได้อย่างเช่นทุกวันนี้ทั้งยังเปิดเสรีการค้ากับหนิงได้อีก นี่มันเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งกว่าเสียอีก”
เอเทลประสานมือโค้งให้อย่างนอบน้อม แม้ว่านางจะเป็นถึงอ๋องผู้หนึ่งก็ตามแต่ก็รู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้มีดวงชะตาและวาสนาที่มากกว่าเสียอีก ดวงชะตาที่ไม่อาจดูแคลนได้!
หนิงเฟยหลงยิ้มมองจิ่นอ๋องด้วยสายตาที่เป็นมิตร“จิ่นอ๋องท่านกล่าวเกินไปแล้ว ข้าไหนเลยจะไม่ช่วยสหายได้ ในเมื่อท่านเป็นสหายข้าข้าย่อมต้องทุ่มเทแรงกายใจเพื่อช่วยท่าน”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณยิ่งแล้ว” เอเทลกล่าวหยอก
หนิงเฟยหลงทำเป็นไม่สนใจพลางดูแผนที่เห็นที่ตั้งค่ายทั้งหลายและป่าเขาเป็นทอด ๆแต่มีที่หนี่งที่พิเศษจุดนั้นเป็นเส้นทางที่ใช้เดินทัพอ้อมตีตะวันตกพอดีตามแผนที่แล้วมันมีภูมิลักษณ์สลับซับซ้อนเป็นหุบเขาเสียส่วนใหญ่ง่ายแก่การซุ่มโจมตีมากเกินไปเป็นอันตรายต่อการเดินทัพยิ่งเขาขมวดคิ้วจิ่นอ๋องสังเกตเห็นสีหน้าคล้ายไม่สบายใจจึงเอ่ยถามขึ้น
“คุณชายท่านกังวลเรื่องใดหรือ ?”
“จิ่นอ๋องท่านตั้งใจจะเดินทัพเส้นทางนี้จริง ?”หนิงเฟยหลงชี้ไปยังหุบเขานั้น
จิ่นอ๋องไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “แน่นอนเส้นทางนี้ย่อมรวดเร็วทำไมจะไม่ล่ะ ?”
คำกล่าวนี้ของจิ่นอ๋องทำให้หนิงเฟยหลงขุ่นเคืองเล็กน้อยหัวคิ้วพลันเลิกขึ้นแล้วหันสายตาไปมองจิ่นอ๋องสะคราญโฉมผู้นี้ “ดีเช่นนั้นท่านคงมีแผนการระวังป้องกันไว้แล้ว ข้าคงคิดมากไป...”
“แน่นอนว่าท่านย่อมคิดมากไปจริง ๆ อันที่จริงแล้วเราไม่กลัวการซุ่มโจมตีแม้แต่น้อยจะว่าข้าโอ้อวดก็ได้ แต่หากมีการดักซุ่มจริง ๆ พวกมันต่างต้องชดใช้ด้วยชีวิต !”คำกล่าวโอ้อวดเช่นนี้ถึงกับทำให้หนิงเฟยหลงใบหน้าบิดกระตุกพลางกวาดสายตามองจิ่นอ๋องผู้นี้ใหม่อีกครั้ง
“ข้าไม่คิดว่าจิ่นอ๋องจะมีฝีมือเหลือร้ายเช่นนี้ ข้าเองคงจะกังวลมากเกินไปข้าไม่รบกวน ลาก่อน !” กล่าวแล้วก็ทำท่าจะเดินออกไป
เอเทลหัวเราะคิกคักแล้วเอ่ยรั้งขึ้น “คุณชายอย่าพึ่งมีโทสะที่จริงแล้วข้าได้จัดการเรื่องนี้ไปนานแล้ว รับรองได้ว่าจะไม่มีการดักซุ่มใด ๆของศัตรูเกิดขึ้น”
หนิงเฟยหลงไม่ได้หันหลังกลับเขาเพียงกล่าวอย่างเย็นชา “ดี !” แล้วเดินจากไป
เอเทลนางยิ่งหัวเราะชอบใจคราวนี้นางได้เอาคืนชายหนุ่มบ้างแล้วที่คราวก่อนบังอาจมาบีบคั้นนางรับข้อเสนอที่ยุ่งยากแต่ก็เอาเถอะสุดท้ายมันก็ยังเป็นเรื่องที่ดี
...
เวลาล่วงเลยจวนอีกสิบวันจะครบเดือนในที่สุดกองทัพใหญ่ของหนิงก็เข้ายึดนครเหอผิงได้สำเร็จอาณาจักรฉู่ และซ่งไม่อาจชักช้าได้อีก พวกมันไม่คิดว่าหนิงจะจบศึกได้เร็วเช่นนี้ทำให้แผนการที่วางไว้พลิกผันต้องลงมือเร็วกว่ากำหนด ที่ร้อนรนที่สุดเห็นจะเป็นฉู่หากว่าเวลานี้ไม่ลงมือแม้แต่เศษเนื้อสักชิ้นเขาก็จะไม่ได้มันมาครอง !
กองทัพใหญ่สามแสนของฉู่เคลื่อนพลลงใต้ทันทีทว่าคราวนี้กลับไม่ได้เจออุปสรรคใดแม้แต่น้อยเข้ายึดเมืองรายทางได้ง่ายดายเพียงวันแรกก็ยึดได้แล้วสองเมือง
ทางฝั่งเยว่ดูเหมือนจะนิ่งสงบเป็นพิเศษ หลังจากที่นครเหอผิงแตกพ่ายองค์รัชทายาทและขุนนางใหญ่ถูกจับกุมถ้วนหน้าจะมีก็แต่อี้อ๋องที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ทราบว่าหลบหนีไปตั้งแต่เมื่อใดแต่ถึงอย่างนั้นก็หาใช่เรื่องที่ต้องกังวล
หนิงเทียนที่ได้รับข่าวก็ยินดียิ่งนักถึงกับรีบเดินทางมานครเหอผิงมีทหารติดองครักษ์ติดตามรายล้อมไม่ต่ำกว่าสามหมื่นนายนำโดยช่างจิ่นกวางที่บัดนี้ถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพองครักษ์ยอดฝีมือเข้าสู่พิภพเป็นแม่ทัพองครักษ์ก็นับว่าเหมาะสมยิ่งแล้ว
แท่นพิธีการถูกจัดเตรียมขึ้นอย่างรวดเร็วอีกสิบวันก็จะครบกำหนดเวลา วันที่สามหลังนครเหอผิงพ่ายแม่ทัพใหญ่นำเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายรอรับอย่างเอิกเกริก ทหารสามแสนโห่ร้องเสียงอื้ออึงหนิงเทียนรับการเคารพของผู้คนแล้วก็ทะยานร่างเข้าประคองแม่ทัพใหญ่พลางหัวเราะ
“แม่ทัพใหญ่แห่งเรา ผลงานนี้ยอดเยี่ยมนัก เราจะจดจำคุณความดีนี้ของท่านไว้”
จูเฉินรีบก้มหน้าลงแล้วเอ่ยตอบ “ฝ่าบาทอย่าได้เกรงใจกระหม่อมเลย ผู้เป็นขุนนางก็ต้องทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองยิ่งด้วยเป็นทหารไหนเลยจะขลาดการสงครามได้ ขอเพียงทำคุณประโยชน์ได้ก็เพียงพอ ไหนเลยกล้าให้ฝ่าบาททรงจดจำ”
“ฮ่าฮ่า แม่ทัพใหญ่พูดได้ดี ! เป็นขุนนางรับใช้บ้านเมือง ทหารหาญไหนเลยขลาดเขลาสงคราม ! นำสุรามา” ขันทีรับใช้จึงได้นำสุราเทใส่จอกแล้วนำมาถวายอีกผู้ยื่นมอบให้แม่ทัพใหญ่
“แม่ทัพใหญ่ เชิญ !”
“กระหม่อมขอบพระทัยยิ่งแล้ว”
เมื่อดื่มสุราเสร็จแม่ทัพใหญ่จึงนำทางเข้าไปพักภายในค่ายทหารก่อนเนื่องจากภายในเมืองยังวุ่นวายอยู่ อดีตนครหลวงเหอผิงที่เคยยิ่งใหญ่บัดนี้ดูไม่ได้บางส่วนเหลือแต่ซากเต็มไปด้วยเขม่าควัน บางส่วนยังดีอยู่โดยเฉพาะบริเวณพระราชวังทุกอย่างยังอยู่ครบตำหนักมากน้อยไม่เสียหาย
ประชาชนที่เหลือรอดมีเพียงหลายพันคนเท่านั้นที่เหลือตายจากการรักษาเมือง “รัชทายาทเยว่ถึงกับเกณฑ์ผู้คนในเมืองมาช่วยป้องกันช่างน่ารังเกียจนัก !” หนิงเทียนมีสีหน้าโกรธแค้น แววตาที่มองไปยังอดีตนครหลวงเวทนานัก
นอกจากข่าวที่น่ายินดีตื่นเต้นนี้แล้ว ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่สร้างความตะลึงอยู่บ้างข่าวว่ากองทัพซ่งเข้ายึดสิบเมืองเขตเหนือได้แล้วนับว่าเป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาในประวัติศาสตร์อาณาจักรซ่งภายหลังมานี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
“ด้วยข่าวนี้เห็นที่จักรพรรดิซ่งจะทรงสุขเกษมเปรมปรีดิ์เป็นล้นพ้นแล้ว”หนิงเทียนยิ้มเยาะขึ้นแล้วกลับมาเป็นปกติ ภายในกระโจมพักมีเพียงแม่ทัพใหญ่แม่ทัพปราบอุดร และแม่ทัพองครักษ์ที่เฝ้ารักษาการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่
“พวกท่านคิดว่าก้าวต่อไปเราควรจะทำเช่นใดต่อ ?”
แม่ทัพปราบอุดรจึงเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาท ก้าวต่อไปสมควรต้องกำจัดเยว่ให้สิ้นซากแม้ว่าฉู่ และซ่งจะเคลื่อนไหวแล้ว ทว่าพวกเขากลับไม่ได้มาเพื่อช่วยเราแต่ประการใดคิดตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดก็เท่านั้นจุดสำคัญยังคงเป็นการรบระหว่างเราและเยว่ที่หนานไฮ่แล้วหากสามารถทำลายกำลังหลักได้เยว่เองก็คงไม่มีความสามารถจะสู้กับเราแล้ว”
หนิงเทียนพยักหน้าเห็นด้วยกำลังจะเอ่ยปาก แม่ทัพใหญ่ก็กล่าวขึ้นก่อน
“ฝ่าบาทข้อนี้มีจุดที่น่าสงสัยอยู่ เยว่แม้รู้ว่านครเหอผิงถูกยึดก็กลับไม่ร้อนรนตนเองพ่ายแพ้อย่างหนักเสียกำลังทหารในเมืองไปร่วมแสน แต่กลับไม่มีการตอบโต้หรือจะอยู่นิ่งเฉยรอทัพใหญ่ไปล้อมเมือง ?”
หนิงเทียนครุ่นคิดเห็นว่าจริงดั่งว่าจึงรู้สึกวิตกอยู่บ้าง “แม่ทัพใหญ่ท่านมีความเห็นใดก็แจ้งมาเถอะ”
จูเฉินส่ายหน้าช้า ๆ แล้วจึงตอบไป “ฝ่าบาทหาใช่ว่ากระหม่อมไม่อยากแสดงความเห็นทว่าจนด้วยเกล้าแล้ว ยังขบคิดได้ไม่ดีพอ ไม่อาจคาดเดาพระทัยของจักรพรรดิเยว่ได้พระองค์ดั่งคนน้ำนิ่งไหลลึก ยากคาดเดา ๆ ดูจากการวางแผนทำลายสามตระกูลใหญ่มาหลายสิบปีแล้วแค่คิดกระหม่อมก็หวาดหวั่นแล้ว”
“จริงอย่างท่านว่าจักรพรรดิเยว่ผู้นี้นอกจากอำพรางฝีมือการยุทธ์มานานแผนการก็ลึกล้ำยิ่ง ทั้งชาญฉลาด วรยุทธ์สูงส่งโดยแท้ ทว่าเหตุใดกลับพลาดเรื่องง่ายๆ ได้ ยั่วยุอาณาจักรที่เหลือให้ก่อสงครามกับตน ปล่อยให้เราแยกตัวเป็นอิสระนี่มันจะไม่โง่เขลาไปหน่อยหรือ ?” หนิงเทียนทำท่าครุ่นคิดพลางเอ่ยปากเนิบ ๆอย่างไม่ใส่ใจนัก
ทว่าจูเฉิน และสวี่หยางสือพอนึกได้ตามคำว่าก็ขนลุกเกลียวยิ่งคิดยิ่งหวาดหวั่นในใจกลับรู้สึกไม่เป็นสุขคล้ายว่าตนตกอยู่ในแผนการนี้แต่แรกแล้ว
“หรือว่าเป้าหมายของจักรพรรดิเยว่ไม่ใช่อาณาจักรซ่งมาแต่แรก เช่นนั้นแล้วเหตุใดจึงปล่อยให้สถานการณ์ฝ่ายตนลุกลามย่ำแย่ถึงเพียงนี้จะกู้คืนอย่างไรได้ นั่นย่อมเป็นไปได้ยากขอเพียงพวกเราทำการอย่างรัดกุมต่อให้มีแผนการร้ายจริงก็ไม่อาจทำอันตรายเราได้ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย”
จูเฉินกล่าวขึ้นถึงแม้จะขัดกับความรู้สึกเล็กน้อย แต่การแสดงลักษณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อขวัญกำลังใจของตนเองและเหล่าทหาร หนิงเทียนไหนเลยจะไม่ล่วงรู้เขาหัวเราะเสียงดัง แล้วจึงเอ่ยชมแม่ทัพใหญ่“เป็นดั่งที่ท่านว่าขอเพียงทำการรัดกุมเท่านี้ก็ได้แล้ว สมเป็นท่านจูเฉินจริง ๆห้าวหาญ รอบคอบ เหมาะสมกับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งเราที่สุด !”
ต่อจากนั้นการสนทนาที่จริงจังก็ผ่อนคลายอย่างไรเสียการทำศึกหลายวันก็ทำให้เหนื่อยล้าหนิงเทียนจึงหวังให้แม่ทัพทั้งสองคลายเครียดเสียบ้างสั่งให้แต่งโต๊ะรองรับทั้งสองด้วยอาหารอันโอชะและสุราเลิศรส
..........