ในเมืองพิษณุโลกเริ่มขาดแคลนเสบียง เ้าพระยาจักรีตัดสินใจล่าถอยออกจากเมือง
ฝ่ายอแซหวุ่นกี้ให้แมงแยยางูผู้น้องยกทัพใหญ่ลงมาตั้งค่ายโอบหลังค่ายหลวง ณ ปากน้ำพิง ฟากตตะวันออกเป็หลายค่าย ได้รบต่อกันเป็สามารถ สมเด็จพระพุทธเ้าอยู่หัวทรงเห็นศึกหนักเหลือกำลัง ถึงวันพฤหัสเดือนสี่แรมสิบค่ำ จึงให้ลาดทัพหลวงถอยมาตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ บางข้าวตอก ฝ่ายอแซหวุ่นกี้เร่งให้ตแคมรหน่อง ปัญญีแยช่องจอ และเ้าเมืองตองอูนายทัพนายกองทั้งปวงทำการติดเมืองพิษณุโลกกวดขันขึ้น ฝ่ายข้างในเมืองก็ขาดเสบียง ตวงข้าวแจกทหารแต่มื้อละฝาแขนง ไพร่พลอิดโรยถอยกำลังลง เ้าพระยาจักรี และเ้าพระยาสุสีห์เห็นเหลือกำลังที่จะตั้งมั่นรักษาเมืองไว้มิได้ ด้วยขัดสนเสบียงอาหารนัก จึงบอกลงมากราบทูล ณ ค่ายหลวง แต่ยังเสด็จอยู่ ณ ปากน้ำพิงว่าในเมืองสิ้นเสบียงจะขอพระราชทานล่าทัพออกจากเมือง ก็โปรดทรงพระอนุญาต เ้าพระยาจักรี เ้าพระยาสุรสีห์จึงสั่งให้แม่ทัพนายกอง ซึ่งออกไปตั้งค่ายรับประชิดรับพม่าอยู่นอกเมืองทั้งสองฟากนั้นเลิกถอยเข้าเมืองทั้งสิ้น พม่าจึงเข้าตั้งอยู่ในค่ายไทยประชิดใกล้เมือง ให้ทำบันไดจะพาดกำแพง เตรียมการจะปีนปล้นเอาเมือง พลทหารซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินระดมยิงปืนใหญ่น้อยออกไปดังฝนฟ้าร่วง พม่าจักปืนปล้นเข้ามามิได้ ต่างยิงปืนใหญ่โต้ตอบกันทั้งสองฝ่าย
พม่าจะเข้าเมือง โบกปูนองค์พระเกือบสำเร็จแล้ว ตามทัพพระยาจักรีล่าถอยออกจากเมืองกันเถอะ
“พี่อิ่ม พี่มั่น ตอนนี้พม่าล้อมเมืองได้สี่เดือนแล้วในเมืองเสบียงขาดแคลน ข้าได้ยินข่าวว่าท่านเ้าพระทั้งสองจะให้ล่าถอยทัพออกจากเมืองไปตั้งค่ายด้านนอก หากอยู่ต่อไปอีกทหารหมดเรี่ยวแรงไม่สามารถต่อสู้กับทัพพม่าได้ แลชาวบ้านจะถูกกวาดต้อนไปอดตายกัน แลทัพหลวงไม่สามารถส่งเสบียงมาให้ได้ โดนทัพพม่าตีชิงตัดเสบียงกลางทาง ทางทัพพม่าก็ขาดแคลนเสบียงเหมือนกัน ถ้าทางทัพพม่าชิงเสบียงไปได้ก็จะมีกำลังสามารถตีทัพไทยต่อไป พี่อิ่ม พี่มั่นไปกับทัพท่านพระยาทั้งสองเถอะ ถ้าพม่าเข้ามาในเมืองได้ จะเผาบ้านเผาเมือง กวาดตนผู้คนไปเป็ภัยต่อตัวท่านทั้งสอง “เ้าแพงหวังว่าจะมารับท่านผู้มีพระคุณทั้งสองไป
“งานโบกปูนปั้นยังเหลือตกแต่งองค์พระพุทธรูปอีกนิดเดียว อีกทั้งต้องคอยพรมน้ำบ่มปูนองค์พระทั้งองค์ ตอนนี้ใช้ผ้าสบง จีวรห่มปิดบังเนื้อทองของพระพุทธรูปไว้ เพื่อไม่ให้ใครเห็นเนื้อแท้ทองคำที่ยังโบกไม่เสร็จ เอ็งจะให้ข้าทิ้งองค์พระไปหรือ ข้าไม่ไปหรอกข้าจะอยู่วัดป่าหลวงนี้ทำองค์ปูนปั้นให้สำเร็จทั้งองค์ และจะต้องใช้ผ้าเหลืองห่มตัวองค์พระไว้ตลอด ถ้าใครมาใกล้มององค์พระ จะรู้ว่าปูนถูกโบกทับเนื้อทองคำไว้ ข้าจะอยู่ปกป้ององค์พระจนกว่าชีวิตจะหาไม่” ช่างมั่นว่า
“แต่ข้าว่าเราไปกันกับทัพท่านเ้าพระยาทั้งสองเถอะ อีกอย่างข้าจะพานางเรไรลูกสาวข้าออกจากเมืองไปยังที่ปลอดภัยก่อน ตอนนั้นองค์พระเราก็โบกปูนทับเรียบร้อยแล้ว ขอฝากองค์พระกับพี่มั่นไว้ พม่ามันหารู้เนื้อแท้ภายในองค์พระไม่ ว่าแต่เราจะฝ่าทัพพม่าที่ล้อมเราอยู่อย่างไร” ช่างอิ่มว่า
“ทัพท่านเ้าพระยาจะเป็ทัพหน้าฝ่าตะลุยเบิกทางออกไป ส่วนชาวบ้านจะอยู่ตรงกลางตามไป แล้วจะมีทัพหลังป้องกันทัพพม่าตามตี ถึงอย่างไรข้าจะเป็กองโจรลอบตีกองทัพพม่า ยั่วยุให้พม่าหลงทางไปทางอื่น” เ้าแพงว่า
“ดีแล้วเ้าจงลอบตีทัพพม่าให้สุดชีวิตอย่าให้มาทางนี้ อีกอย่างข้าคงวิ่งตามทัพไม่ทันหรอก ก็คงถูกกวาดต้อนไปเหมือนกัน ข้าแก่แล้ววิ่งตามไม่ทันหรอก ขอตายตรงนี้ดีกว่า” ช่างมั่นยืนกราน หรือจะแก้ตัวไม่ขอออกนอกเมือง
“แต่ข้าขอตายเอาดาบหน้าดีกว่า เพราะแม่ข้ารออยู่ที่นคร์ จะพานางเรไรไปอยู่ที่นั่นก่อน “ช่างอิ่มว่า
“ขอให้ท่านเตรียมสัมภาระติดตัวเท่าที่จำเป็นะ ถ้าอย่างไรถึงวันกำหนดข้าจะมารับท่านนะ” ว่าแล้วเ้าแพงก็จากไปเข้าค่ายทัพ
ครั้นถึง ณ วันศุกร์เดือนสี่แรมสิบเอ็ดค่ำเ้าพระยาทั้งสองจึงให้เ้าหน้าที่ระดมยิงปืนใหญ่น้อยหนาขึ้นทุกวัน เสียงปืนลั่นสนั่นไปมิได้ขาดั้แ่เช้าจนค่ำ แล้วให้เอาปี่พาทย์ขึ้นตีบนเชิงเทินรอบเมือง
“พี่อิ่ม พี่มั่น ข้ามารับท่านไปสมทบทัพท่านเ้าพระยาทั้งสอง เรากำลังล่าถอยทัพออกคืนนี้ “เ้าแพงขี่ม้ามารับท่านผู้มีพระคุณทั้งสอง หวังว่าช่างมั่นจะเปลี่ยนใจ
ช่างมั่นมีใจมั่นคงที่จะดูแลองค์พระพุทธรูปแม้จะเสี่ยงต้องตาย แต่สุดท้ายบอกแหล่งแร่ทองคำให้เ้าแพงรู้
เ้าแพงมองหน้าช่างมั่นอยู่นาน นึกเป็ห่วงอาลัยมาก อยากกราบขอร้องให้หนีตามทัพออกไป แต่ก็ไม่สามารถหยุดความตั้งใจของช่างมั่นได้
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ไป ให้พี่อิ่มไปคนเดียวเถอะ ข้าเป็พรานป่าเอาตัวรอดได้” ช่างมั่นว่า
“พี่อิ่มไปกับข้าเถอะ เดี๋ยวข้ากลับมารับพี่มั่นอีกที เดี๋ยวท่านจะไม่ทันทัพท่านเ้าพระยาทั้งสอง” เ้าแพงว่า ด้วยใบหน้ากังวลอย่างยิ่ง
“ข้าต้องลาไปละนะ เพราะมีแม่และลูกรออยู่” ช่างอิ่มว่า แล้วทั้งสองโบกมือลาจากไปสมทบทัพไทยปล่อยให้ช่างมั่นอยู่คนเดียวในวัด
“พี่มั่น ไปส่งพี่อิ่มจะแล้วกลับมาหาท่านอีก” เ้าแพงว่า
หลังจากส่งช่างอิ่ม และเรไรคนรักให้ไปสมทบทัพท่านเ้าพระยาทั้งสองแล้ว เ้าแพงก็กลับมาหาช่างมั่นจริงๆ
“พี่มั่น พี่ไม่ไปจริงๆ หรือ” เ้าแพงวกกลับมารับตามสัญญา ถามย้ำความตั้งใจ
“ไม่ ข้าไม่ไป ข้าบอกแล้วข้าจะอยู่ที่วัดป่าหลวงนี้รักษาองค์พระ คอยดูแลองค์พระว่ามีตำหนิหรือรอยแตกร้าวที่ใดหรือไม่” ช่างมั่นหาเื่อยู่ต่อ ช่างมั่นใจสมชื่อตัวเอง
“แต่บัดนี้องค์พระประธานกลายเป็ปูนปั้นแล้ว คงรอดจากสายตาทัพพม่า พี่ท่านน่าจะวางใจ มีอีกเื่ที่ข้ายังสงสัย การสร้างพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ และพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์อื่นๆ ในเมืองเหนือนี้ ต้องใช้ทองคำมหาศาลจำนวนมาก พระเ้าอยู่หัวแต่โบราณทรงนำทองคำมาแต่ที่ไหนกันมากขนาดนี้” เ้าแพงถามเหมือนคำถามถูกกำหนดมาให้ได้คำตอบ
“เล่ากันั้แ่ปู่ย่าคนเก่าแก่โน่น พระพุทธรูปมีมาก่อนสมัยอโยธยา แต่ก่อนชาวบ้านเข้าป่าขึ้นูเาพากันขุดดิน ขุดหินเอาไปตำ ไปร่อนทองตามสายน้ำลำธาร บ้างเกล็ดทองคำถูกพายุฝนชะลงลำธาร ผู้คนต่างพากันไปร่อนดินที่ลำธารกันแล้วเจอทองคำ ว่ากันว่าบนเขามีถ้ำชื่อคำนาคา ภายในถ้ำมีเ้าแร่ทองคำมหาศาลมีผู้คนไปเจอเข้า ขุดทองคำออกมาได้เป็กอบเป็กำ” ช่างมั่นเล่า
“แล้วูเาอุดมด้วยแร่ทองคำอยู่ที่ใด”
“ูเาตั้งตระหง่านรายรอบแถวเพชรบูรณ์ พิจิตรนี่แหละแผ่นดินทางใต้จนติดลาวเลย” ช่างมั่นบอกตำนานที่เล่าต่อกันมา
“อย่างไรเสียข้าจะอยู่เป็เพื่อนพี่” เ้าแพงว่า แสนห่วงใยกับผู้มีพระคุณ แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะมีชีวิตยืนยาวต่อได้อย่างไร ถ้าหากเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้แบบสิบรุมหนึ่ง
ใช้เจดีย์สถูปวิหารเป็ที่ลับหลบซ่อนผู้คนหลบทัพพม่า เฝ้ายามพระทองคำ
“แล้วพี่จะอยู่ให้พวกพม่าเห็นเช่นนี้หรือ อย่างไรเสียก็มิอาจสู้พม่าที่มีมากมายเป็กองทัพได้” เ้าแพงว่า
“แล้วข้าจะพาเ้าไปดู” เมื่อทั้งคู่เดินผ่านประตูหน้าวัดมาสิบก้าวก็เจอพระสถูปเจดีย์ใหญ่ซ้ายขวาข้างละหนึ่งองค์
“ข้าจะหลบซ่อนอยู่ในพระสถูปเจดีย์หน้าวัด” ช่างมั่นชี้ไปที่พระสถูปเจดีย์องค์ใหญ่ แท่นฐานเป็รูปสี่เหลี่ยม กว้างด้านละวาครึ่ง ส่วนสูงจากพื้นฐานถึงยอดเก้าวา ้าเป็พระเจดีย์โบราณทรงระฆัง ส่วนแท่นฐานเป็ห้องสี่เหลี่ยมมีประตูเข้าไป ด้านในเป็ห้องวิหารเล็กๆ ประดิษฐานพระพุทธรูปสูงหนึ่งศอก เมื่อช่างมั่นผลักประตูเข้าไปจะเห็นพระพุทธรูปหน้าตักกว้างหนึ่งศอกประดิษฐานอยู่
“พระองค์นี้คือหลวงพ่อเงิน” ช่างมั่นพาเ้าแพงเดินไปดูพระสถูปเจดีย์หลวงพ่อเงิน
“ถ้าท่านหลบอยู่ในนี้พวกพม่าเปิดประตูเข้าไปก็เห็นท่านอยู่ดี” เ้าแพงสงสัย ช่างมั่นจึงพาเ้าแพงเดินเข้าไปห้องเล็กๆ ในวิหารที่ให้ผู้คนเข้าไปกราบไหว้หลวงพ่อเงิน ภายในพอมีที่ว่างคนสามารถยืนซ้ายขวาได้สองคน แต่เมื่อปิดประตูวิหารเ้าแพงก็ร้องอ๋อ
“ข้าเข้าใจแล้วนี่มีบันไดลับที่มุมขวานี่เอง ตอนเราดันประตูเข้ามาประตูวิหารจะหมุนไปปิดบังทางขึ้นบันไดไว้ ข้าจึงไม่เห็นทางขึ้นบันไดลับ แต่เมื่อข้าเข้ามาปิดประตูก็สามารถขึ้นบันไดได้” เ้าแพงรู้สึกตื่นเต้น เมื่อเดินขึ้นขั้นบันไดวนติดกำแพง ขั้นบันไดกว้างหนี่งศอกวนขึ้นบนยอดเจดีย์ได้ ที่ยอดเจดีย์มีช่องหน้าต่างหนึ่งคืบมองมาที่พระอุโบสถได้ แต่จะมีช่องหลืบชั้นบนตรงส่วนที่อ้วนที่สุดของเจดีย์พอให้คนได้หลับนอนและวางสัมภาระเล็กน้อยเท่านั้น
“ข้าเก็บเสบียงไว้หลบซ่อนพอจนกว่าพม่าจะถอยกลับไป แต่ถ้าเอ็งอยู่ด้วยก็ต้องไปอยู่วิหารเจดีย์หลวงพ่อทอง แล้วข้าจะแบ่งเสบียงให้” ช่างมั่นชี้ไปวิหารเจดีย์ตรงข้ามที่อยู่คู่กัน แต่มีทางเดินเท้าเข้าวัดกั้นระหว่างกัน
“ที่นี่เหมือนเป็ห้องลับหลบซ่อนตัวใช้เป็ที่อยู่เลยนะ แล้วนอกจากพระสถูปเจดีย์นี้ยังมีที่อื่นเป็ที่หลบซ่อนอีกหรือไม่” เ้าแพงถาม