ท่ามกลางรอยร้าวบนผนังอัฒจันทร์ที่ยังคงแผ่ไอเย็นจากพลังของจ้าวชิงซาน การประลองรอบถัดๆ ไปยังคงดำเนินต่อไปดุจเกลียวคลื่นที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทว่าในสายตาของผู้ชมรอบสนาม บัดนี้ความสนใจทั้งหมดถูกสะกดไว้ที่เหล่า ‘ตัวเต็ง’ ผู้ซึ่งก้าวขึ้นมาประกาศศักดาด้วยความแข็งแกร่งที่ทิ้งห่างผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง
เมื่อถึงรอบลึกขึ้น มู่หรงเซียว ก้าวขึ้นสู่เวทีอีกครั้ง คราวนี้คู่ต่อสู้ของเขาคือศิษษ์ทั่วไปคนหนึ่งที่เก่งกาจด้านการใช้ทวนเหล็กกล้า ทันทีที่สัญญาณเริ่มขึ้น มู่หรงเซียวไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ไขว้มือไว้เบื้องหลัง ดวงตายังคงปิดนิ่งราวกับกำลังดื่มด่ำกับเสียงลมพัด
คู่ต่อสู้พุ่งทวนออกไปดุจสายฟ้าฟาด ทว่ามู่หรงเซียวเพียงแค่เบี่ยงกายเพียงครึ่งนิ้ว ไอพลังรอบกายเขาบิดเบี้ยวจนทวนเหล็กเบนทิศทางไปเองอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นวูบหนึ่ง แผ่พลัง ‘แรงกดดันหลอมรวมกาย’ ออกมาเป็นระลอกคลื่นสีครามกระแทกเข้าใส่หน้าอกคู่ต่อสู้จนหงายหลังตกเวทีไปในกระบวนท่าเดียว
“ไร้รอยขีดข่วน...” เสียงพึมพำด้วยความยำเกรงดังขึ้นทั่วลาน บัดนี้ภาพลักษณ์ของมู่หรงเซียวเปรียบเสมือน ‘ราชา’ ผู้ครองบัลลังก์ที่ไม่มีใครเอื้อมถึง
ในอีกด้านหนึ่ง เยี่ยหลิวซวง เปลี่ยนลานประลองให้กลายเป็นพื้นที่ล่าสังหารอันงดงาม นางไม่ได้ใช้พละกำลังเข้าข่ม ทว่าใช้ความเร็วที่เหนือขีดจำกัด คู่ต่อสู้ของนางเป็นศิษย์ร่างใหญ่ที่เหวี่ยงขวานยักษ์จนลมพัดแรง ทว่าทุกครั้งที่ขวานจามลงบนพื้น ร่างของเยี่ยหลิวซวงกลับกลายเป็นเพียงภาพติดตาที่เลือนหายไป
นางเคลื่อนที่ดุจดั่ง ‘นักฆ่าเงา’ ปรากฏกายทางซ้ายแล้วไปโผล่ทางขวา จนคู่ต่อสู้เริ่มหมุนตัวจนมึนงง สุดท้ายนางเพียงใช้สันมือกระแทกเข้าที่ซอกคอเบาๆ ร่างยักษ์นั้นก็ล้มตึงลงโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสแม้แต่ชายผ้าไหมของนางเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่ตัวเต็งศิษย์พี่ประกาศศักดา สามศิษย์ใหม่ก็เริ่มแสดง "ความดิบ" ที่น่าพรั่นพรึงออกมา
หลัวเทียนอี้ บนเวทีของเขานั้นเงียบสงัดที่สุด คู่ต่อสู้พยายามร่ายรำวิชากระบี่อย่างสุดฝีมือ ทว่าหลัวเทียนอี้กลับเดินดุ่มๆ เข้าไปดุจภูตพราย วิชาของเขาลึกลับเกินหยั่งถึง เพียงแค่มือข้างหนึ่งยื่นออกไปในมุมที่พิลึกพั่น คู่ต่อสู้ก็ร่วงหล่นราวกับถูกดึงวิญญาณออกไปเสียดื้อๆ สร้างความ ‘พิศวง’ จนผู้อาวุโสหลายคนต้องลุกขึ้นพินิจ
จูซงเทียน บรรยากาศรอบตัวเขามีกลิ่นอายสาบสางของสุสาน ทุกครั้งที่เขาขยับลูกปัดกระดูก คู่ต่อสู้จะเริ่มเห็นภาพหลอนและต่อสู้กับอากาศธาตุอย่างเสียสติ จูซงเทียนเพียงแค่ยืนกอดอกมองดูผลงานของตนเองด้วยรอยยิ้มเย็นชา ก่อนจะใช้พลังจิตวิญญาณกระแทกอีกฝ่ายจนกระเด็นตกเวที
ไป๋หยุนเซิง เขาคือเครื่องจักรสงครามที่สมบูรณ์แบบ ดวงตาดุจเหยี่ยวของเขาอ่านจังหวะการไหลเวียนของพลังศัตรูออกทั้งหมด เขาหลบหลีกเพียงเล็กน้อยและสวนกลับด้วยหมัดที่หุ้มถุงมือคริสตัลตรงเข้าจุดอ่อนที่สุดในจังหวะที่ศัตรูเพิ่งออกแรงสุดตัว ชนะด้วย ‘ไหวพริบ’ และทักษะที่เหนือชั้นกว่าศิษย์พี่บางคนเสียด้วยซ้ำ
บรรยากาศในลานมังกรทะยานยามนี้ถึงจุดเดือดสูงสุด เสียงโห่ร้องยกย่องเหล่าตัวเต็งดังกึกก้องประดุจคลื่นมหาสมุทร
...
เวลาผ่านไป
บรรยากาศแห่งความฮึกเหิมที่เคยพุ่งทะยานถึงขีดสุดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่บีบคั้นหัวใจ เมื่อการประลองล่วงเข้าสู่รอบลึกที่เหลือเพียงยอดฝีมือระดับหัวกะทิ ศิษย์ไร้นามที่เคยเป็นเพียงทางผ่านถูกคัดออกไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงลานประลองที่อาบไปด้วยแรงกดดันของ "ตัวจริง"
ทว่าในวินาทีนี้เองที่สายตาทุกคู่เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง...
แม้พยัคฆ์หนุ่มทั้งสามจะสร้างความตื่นตะลึงมาตลอดทาง แต่เมื่อต้องปะทะกับศิษย์พี่ที่บ่มเพาะพลังมานานนับปี ความสดใหม่ของพวกเขาก็เริ่มเผยให้เห็น "จุดอ่อน" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอหังการ
หลัวเทียนอี้ ชายหนุ่มในชุดดำผู้ลึกลับที่เคยเผด็จศึกศัตรูประดุจเงาพราย บัดนี้เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาตามไรผม เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับศิษย์พี่ที่ใช้วิชา ‘ข่ายพลังทองคำ’ ซึ่งเน้นการป้องกันรอบทิศทาง วิชาพิศวงของเขาที่เคยไร้ร่องรอยเริ่มถูกจับทิศทางได้ เขาต้องเค้นพลังออกมามากกว่าเดิมจนอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง การเคลื่อนที่ที่เคยลื่นไหลเริ่มมีความติดขัดเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขากำลัง "ใช้พลังเกินขีดจำกัด" เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ไร้พ่ายเอาไว้
จูซงเทียน กลิ่นอายวิญญาณรอบตัวเขาเริ่มสั่นคลอน ใบหน้าที่เคยซีดเซียวอยู่แล้วบัดนี้กลับขาวเผือดราวกับกระดาษ เมื่อเขาต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่จิตใจมั่นคงดุจศิลาและมีเครื่องรางป้องกันวิญญาณ ลูกปัดกระดูกที่เอวส่งเสียงกระทบกันถี่รัวจนน่ากลัว จูซงเทียนต้องกุมมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อข่มกลั้นอาการสะท้อนกลับของพลังวิญญาณตนเอง แววตาที่เคยเย็นชาเริ่มแฝงไปด้วยความลนลานเล็กๆ ที่พยายามซ่อนไว้
ไป๋หยุนเซิง อัจฉริยะสายทักษะที่เคยอ่านเกมได้ทะลุปรุโปร่ง บัดนี้ดวงตาดุจเหยี่ยวของเขาเริ่มพร่ามัวจากการคำนวณที่หนักหน่วงเกินไป ถุงมือคริสตัลที่ฝ่ามือขวาสั่นระริกและส่งเสียงครางแหลมเนื่องจากรับภาระพลังที่อัดฉีดเข้ามาไม่หยุด เขาหลบกระบวนท่าของคู่ต่อสู้พ้นอย่างฉิวเฉียด ทว่าชายเสื้อกลับถูกคมดาบกรีดจนขาดวิ่น เป็นสัญญาณว่า ‘สัมผัสวิญญาณ’ ของเขาเริ่มล่าช้าลงแล้ว
ภาพของสามศิษย์ใหม่ที่เริ่มมีอาการหอบหายใจหนักและเปิดช่องโหว่เล็กน้อย ทำให้เสียงโห่ร้องที่เคยดังสนั่นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงซุบซิบด้วยความกังวล
“ดูนั่นสิ... พวกเขาเริ่มจะถึงขีดจำกัดแล้วรึ?”
“ถึงพรสวรรค์จะน่ากลัวเพียงใด แต่ประสบการณ์และการสะสมพลังยังไม่อาจเทียบเคียงกับศิษย์พี่อันดับต้นๆ ได้จริงๆ”
ในขณะที่เหล่าศิษย์ใหม่เริ่มเผยความอ่อนล้าออกมา บนแท่นศิลาที่สูงขึ้นไป มู่หรงเซียว ซ่งมู่และ เยี่ยหลิวซวง กลับยังคงนั่งนิ่งสงบประดุจก้อนหินที่มิอาจสั่นคลอน สายตาของพวกเขามองลงมาเบื้องล่างด้วยความรู้สึกเรียบเฉย ราวกับกำลังมองดูการดิ้นรนของเด็กน้อย
เสียงกลองศึกประจำสำนักดังกึกก้องเป็นจังหวะรัวเร็ว กระตุ้นโลหิตในกายของผู้ชมนับพันให้เดือดพล่าน เมื่อการประลองเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่เดิมพันด้วยเกียรติยศสูงสุด รายชื่อที่ปรากฏบนกระดานศิลาทำให้อากาศรอบด้านแทบจะหยุดนิ่ง นี่คือการปะทะกันระหว่าง “กำแพงเหล็กชุดเก่า” และ “คลื่นลูกใหม่ที่บ้าคลั่ง”
[ซ่งมู่ ปะทะ ไป๋หยุนเซิง]
บนเวทีทิศประจิม ซ่งมู่ เจ้าของอันดับสามก้าวขึ้นมาพร้อมกลิ่นอายกดดันดุจภูเขาถล่ม ปะทะกับ ไป๋หยุนเซิง ผู้มีดวงตาดุจเหยี่ยว ทันทีที่สัญญาณเริ่มขึ้น ไป๋หยุนเซิงไม่รอช้า เขาคำนวณทิศทางลมและองศาการขยับตัวของซ่งมู่ก่อนจะพุ่งตัวออกไปประดุจลูกศร หมัดคริสตัลของเขาทอประกายเย็นเยียบซัดเข้าใส่จุดอ่อนตามข้อต่อของซ่งมู่อย่างแม่นยำ
“เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!”
เสียงหมัดปะทะกับร่างกายดังสะท้อนราวกับเสียงตีเหล็ก ไป๋หยุนเซิงอาศัยความฉลาดทางเทคนิคหลบหลีกพละกำลังมหาศาลของซ่งมู่อย่างเฉียดฉิว ทว่าซ่งมู่กลับหัวเราะกึกก้อง ร่างกายของเขาที่อาบไปด้วยไอพลังสีทองแดงกลับดูแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่ถูกโจมตี
“ทักษะของเจ้าดี! แต่พลังของเจ้า... ยังน้อยไป!” ซ่งมู่คำรามก่อนจะสลัดความล่าช้าทิ้ง เขาไม่สนทักษะใดๆ แต่ใช้พละกำลังดิบเถื่อนขยายวงกว้างจนไป๋หยุนเซิงหนีไม่พ้น หมัดขวาที่หนักหน่วงดุจค้อนยักษ์ซัดเข้าที่ชายโครงของไป๋หยุนเซิงจนถุงมือคริสตัลเกิดรอยร้าว ร่างของอัจฉริยะสายทักษะกระเด็นตกเวทีไปในสภาพที่หายใจติดขัด
ซ่งมู่ชนะด้วยพละกำลังที่เหนือชั้น!
ในเวลาเดียวกัน เยี่ยหลิวซวง ยืนประจันหน้ากับ จูซงเทียน บรรยากาศรอบเวทีเย็นยะเยือกด้วยกลิ่นอายศพ จูซงเทียนเริ่มร่ายรำวิชาดึงจิตวิญญาณ พยายามจะดึงสติของนางให้จมลึกลงสู่ฝันร้าย ทว่าเยี่ยหลิวซวงกลับมีแววตาที่ใสกระจ่างดุจผลึกน้ำแข็ง
“ศาสตร์ลวงตา... ใช้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก” นางเอ่ยเสียงเรียบ
พริบตานั้น นางหายไป! จูซงเทียนพยายามอ่านจังหวะและทิศทางจากกลิ่นอายพลัง ทว่าความเร็วของนางกลับ "เร็วเกินกว่าที่ประสาทสัมผัสวิญญาณจะประมวลผลทัน" ทุกครั้งที่เขาหันไปทางขวา นางจะไปโผล่ทางซ้าย จูซงเทียนเริ่มลนลานจนวิชาปั่นป่วน เยี่ยหลิวซวงปรากฏตัวอีกครั้งข้างใบหูของเขา พร้อมกับสะบัดฝ่ามือเบาๆ ส่งไอพลังเย็นเฉียบเข้าสู่จุดยุทธศาสตร์ จนจูซงเทียนล้มตึงลงในสภาพที่ดวงตาพร่ามัว
เยี่ยหลิวซวงชนะด้วยความเร็วที่ไร้คู่ต่อสู้!
และคู่ที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง มู่หรงเซียว ปะทะ หลัวเทียนอี้ นี่คือการต่อสู้ที่ตระการตาและดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบหลายปี หลัวเทียนอี้ไม่ปิดบังพลังอีกต่อไป เขาปลดปล่อยวิชาลับลี้ลับจนร่างของเขาดูเหมือนจะซ้อนทับกันนับสิบ ร่างเงาเหล่านั้นพุ่งเข้าจู่โจมมู่หรงเซียวจากทุกทิศทางด้วยวิชาที่มองไม่ออกว่าเป็นสายใด
มู่หรงเซียวที่เคยปิดตานิ่ง บัดนี้ต้องลืมตาขึ้นกว้าง แววตาสีครามฉายแววจริงจัง เขาชักกระบี่ออกจากฝักเป็นครั้งแรก!
“ตึง!!! บึ้ม!!!”
เสียงกระบี่ปะทะกับวิชาลึกลับทำให้เวทีศิลาถึงกับปริแตกเป็นเสี่ยงๆ หลัวเทียนอี้สู้ถวายหัว โลหิตไหลซึมจากมุมปากแต่แววตากลับบ้าคลั่งท้าทายอำนาจ เขาเกือบจะเข้าถึงตัวมู่หรงเซียวได้หลายครั้งจนผู้ชมต้องกลั้นหายใจ ทว่าในจังหวะสุดท้าย มู่หรงเซียวกลับระเบิดพลัง 'หลอมรวมกายขั้นต้นระดับสูงสุด' ออกมา วาดกระบี่เป็นวงกลมสร้างกำแพงพลังที่แข็งแกร่งจนบดขยี้เงาทุกร่างของเทียนอี้ให้สลายไป ก่อนจะกระแทกกระบี่เข้าที่อกของหลัวเทียนอี้จนเขากระเด็นกระแทกกำแพงอัฒจันทร์!
มู่หรงเซียวชนะไปได้อย่างหวุดหวิดและสง่างาม!
ทั่วทั้งลานมังกรทะยานเงียบสงัดด้วยความทึ่ง ไม่มีใครคิดว่าศิษย์ใหม่อย่างหลัวเทียนอี้จะบีบให้มู่หรงเซียวต้องชักกระบี่และทุ่มพลังขนาดนี้
“พระเจ้าช่วย... ข้าคิดว่าปีนี้มีแค่อวี้เหวินกับเซี่ยชิงหลัวที่เป็นสัตว์ประหลาด แต่ที่ไหนได้ ศิษย์ใหม่ปีนี้มันรวบรวมตัวประหลาดไว้ชัดๆ!” ศิษย์พี่คนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ใช่... ถึงพวกเขาจะแพ้ แต่ความสามารถระดับนี้ อีกไม่เกินปีเดียว ตำแหน่งศิษย์หลักสามสิบอันดับแรกต้องสั่นคลอนแน่!”
บรรยากาศรอบลานมังกรทะยานในยามนี้ร้อนระอุจนหิมะที่โปรยปรายลงมายังมิทันสัมผัสพื้นก็ระเหยกลายเป็นไอ เสียงโห่ร้องสรรเสริญความเก่งกาจของเหล่าศิษย์ใหม่ยังไม่ทันจางหาย แสงสว่างจากอักขระค่ายกลบนเวทีก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้งเพื่อต้อนรับการเผชิญหน้าของ "ยอดขุนพล" แห่งศิษย์ทั่วไป
[มู่หรงเซียว ปะทะ ซ่งมู่]
นี่คือคู่ที่ทุกคนต่างตั้งตารอมากที่สุด การปะทะกันระหว่าง มู่หรงเซียว อันดับหนึ่งผู้สูงส่งดุจเทพบุตร และ ซ่งมู่ อันดับสามผู้บ้าคลั่งดุจพยัคฆ์ร้าย ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวขึ้นสู่เวที แรงกดดันจากขอบเขตหลอมรวมกายของทั้งสองสายก็เข้าปะทะกันจนอากาศธาตุบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
“สามปี... มู่หรงเซียว” ซ่งมู่เอ่ยเสียงต่ำพลางแกะผ้าพันแผลที่โชกไปด้วยเลือดเก่าๆ ออกจากหมัด เผยให้เห็นผิวหนังสีทองแดงที่แกร่งดุจเหล็กกล้า “สามปีที่ข้าถูกเจ้ากดทับไว้ภายใต้เงาของอันดับหนึ่ง ข้ามองแผ่นหลังของเจ้ามาตลอด... และวันนี้ แผ่นหลังนั้นจะต้องล้มลง!”
มู่หรงเซียวไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจาที่ดุดัน เขาเพียงสะบัดมือเบาๆ ชักกระบี่สีครามที่ดูประดุจหยกสลักออกจากฝัก ประกายกระบี่สะท้อนแสงอาทิตย์จนเกิดรังสีเย็นเยียบ “ซ่งมู่ ความพยายามของเจ้าน่านับถือ ทว่าช่องว่างระหว่างข้ากับเจ้านั้น... มิอาจเติมเต็มได้เพียงคำพูด”
“พล่ามไร้สาระ! รับหมัดข้าไป!”
ซ่งมู่กระทืบเท้าลงบนเวทีจนหินศิลาแตกร้าว ร่างกำยำทะยานออกไปดุจลูกกระสุนปืนใหญ่ที่หลุดจากลำกล้อง หมัดขวาของเขาอัดแน่นไปด้วยไอพลังสีทองแดงเข้มข้นจนอากาศรอบข้างร้อนระอุซัดเข้าใส่หน้าของมู่หรงเซียวตรงๆ
“ตึง!!!”
มู่หรงเซียวใช้ฝักกระบี่ต้านรับหมัดนั้นไว้ แรงปะทะส่งคลื่นกระแทกกระจายออกไปรอบทิศทางจนศิษย์ที่อยู่ใกล้เวทีต้องยกมือขึ้นป้องหน้า ซ่งมู่ไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาโถมกำลังทั้งหมดรุกไล่ดุจพยัคฆ์ร้าย หมัดซ้ายชกเข้าชายโครง หมัดขวาเสยขึ้นคาง ทุกท่วงท่าแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถบดขยี้ก้อนหินให้เป็นผุยผง
“ตายซะ!!!” ซ่งมู่คำรามกึกก้อง รัวหมัดนับสิบชุดเข้าใส่ประดุจพายุถล่มภูผา
มู่หรงเซียวขยับกายพลิ้วไหวประดุจใบไม้ที่ลอยล่องตามกระแสลม เขาไม่ได้เพียงแค่หลบ แต่ทุกจังหวะที่เขาเบี่ยงกาย คมกระบี่ในมือจะกรีดผ่านอากาศเพื่อสลายพลังหมัดของซ่งมู่ลงทีละส่วน “หมัดของเจ้าขาดความเยือกเย็น ซ่งมู่... ยิ่งเจ้าอารมณ์ร้อน พลังของเจ้ายิ่งกระจัดกระจาย”
“หุบปาก!” ซ่งมู่ตาแดงฉาน เขาเค้นพลังจากจุดตันเถียนจนเส้นเลือดปูดโปนทั่วร่าง “วิชาลับ... กายาพยัคฆ์ทองแดง!”
ผิวหนังของเขากลายเป็นสีทองแดงเข้มจนดูคล้ายโลหะหลอมเหลว พลังป้องกันและพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เขาใช้มือเปล่าคว้าหมับเข้าที่ใบกระบี่ของมู่หรงเซียว! เสียงโลหะปะทะกับผิวหนังดัง เคร้ง ประดุจเหล็กตีเหล็ก ซ่งมู่ฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมพร้อมกับง้างหมัดซ้ายเตรียมซัดเข้าที่จุดตาย
หัวใจของผู้ชมนับพันแทบหยุดเต้น เมื่อเห็นอันดับหนึ่งอย่างมู่หรงเซียวตกอยู่ในสภาวะคับขัน ทว่าแววตาของมู่หรงเซียวยังคงนิ่งสงบดุจน้ำในสระมรกต
“ในเมื่อเจ้าอยากเห็นช่องว่างนั้นนัก... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้”
มู่หรงเซียวพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อย กระบี่หยกสีครามพลันสั่นสะเทือนส่งคลื่นไอพลังแหลมคมนับพันสายออกมาจากตัวกระบี่ บีบให้มือของซ่งมู่ต้องดีดออกเพราะความเจ็บปวด พริบตานั้นมู่หรงเซียวทะยานขึ้นสู่ห้วงอากาศ ท่วงท่าสง่างามประดุจเทพเซียนจุติ
“กระบวนท่าที่เก้า... มังกรครามสะบัดหาง!”
เขาไม่ได้ใช้คมกระบี่สังหาร ทว่ากลับใช้ไอพลังมหาศาลม้วนตัวเข้าเป็นพายุหมุนขนาดย่อมกระแทกเข้าที่ยอดอกของซ่งมู่ที่กำลังเสียหลัก แรงปะทะนั้นหน่วงหนักและลึกซึ้งเกินกว่าที่กายาพยัคฆ์ทองแดงจะต้านทานไหว
“อั่ก!!!”
ซ่งมู่กระอักเลือดสีแดงฉานออกมาคำโต ร่างกำยำปลิวละลิ่วข้ามเวทีไปกระแทกกับขอบลานประลองจนหินศิลาพังทลายฝุ่นตลบอบอวล เขาพยายามจะใช้มือกดพื้นเพื่อยันกายลุกขึ้น แววตายังคงเต็มไปด้วยความดื้อรั้นทว่าร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป
เขาล้มฟุบลงไปกับพื้นดิน ท่ามกลางหยดเลือดที่สาดกระจายไปทั่วลาน
มู่หรงเซียวเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างช้าๆ เดินเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้าซ่งมู่ที่หมดสติ “เจ้าเก่งขึ้นมาก ซ่งมู่... แต่ตราบใดที่หัวใจของเจ้ายังยึดติดกับตัวข้า เจ้าก็ไม่มีวันข้ามพ้นขอบเขตนี้ไปได้”
ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนต่างตะลึงในความเหนือชั้นของมู่หรงเซียวที่ชนะอันดับสามไปได้อย่างเด็ดขาด
ในขณะที่ทุกคนยังไม่หายจากความตื่นเต้นกับความดิบเถื่อนของคู่แรก บนเวทีทิศตะวันออกกลับปรากฏการต่อสู้ที่พิลึกพั่น คู่ต่อสู้ของ เยี่ยหลิวซวง คือชายหนุ่มร่างผอมเกร็งในชุดซอมซ่อชื่อ 'จ้าวอี' ศิษย์พี่อันดับห้าผู้เงียบขรึมที่ไม่มีใครเคยให้ราคา ทว่าเขากลับฝ่าฟันขึ้นมาถึงรอบนี้ได้อย่างปาฏิหาริย์
จ้าวอีไม่ได้ใช้ดาบหรือกระบี่ แต่เขากลับถือกิ่งไม้แห้งๆ เพียงหนึ่งกิ่ง ท่าทางของเขาดูงุ่มง่ามทว่ากลับแฝงไปด้วยความพิศวง เยี่ยหลิวซวงไม่ประมาท นางขยับกายประดุจวิญญาณพรายพุ่งเข้าหาจากมุมอับ
ทว่า... ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของนางจะแตะถึงตัวจ้าวอี กิ่งไม้แห้งในมือของเขากลับวาดผ่านอากาศอย่างประหลาด ไอพลังแหลมดุจเข็มพุ่งออกมาจากกิ่งไม้นั้นบีบให้เยี่ยหลิวซวงต้องถอยร่นออกมาทุกครั้ง!
“นั่นมันวิชาอะไรกัน? กิ่งไม้ธรรมดากลับรับมือความเร็วของเยี่ยหลิวซวงได้!” เสียงวิจารณ์ดังขึ้นอย่างตระหนก
เยี่ยหลิวซวงขมวดคิ้วเรียวสวย นางตัดสินใจเร่งเร้าพลังจนถึงขีดสุด ร่างของนางกลายเป็นเส้นแสงสีขาวนับสิบสายล้อมรอบจ้าวอีไว้ทุกทิศทาง "วิชาเมฆาคล้อย... ระบำหิมะโปรย!"
พริบตานั้น จ้าวอีเริ่มรนลาน เมื่อเผชิญกับทักษะระดับสูงที่นางบ่มเพาะมาอย่างดี กิ่งไม้ในมือของเขาหักสะบั้นลงในที่สุด เยี่ยหลิวซวงอาศัยจังหวะที่เขาเสียหลัก พุ่งผ่านร่างของเขาไปพร้อมกับทิ้งรอยนิ้วมือไว้ที่จุดชีพจรที่คอ จ้าวอีล้มลงกับพื้นพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ คล้ายยอมรับในความพ่ายแพ้
เยี่ยหลิวซวงชนะไปได้แบบที่ทำเอาผู้ชมเสียวสันหลังวูบ!