ทหารอู๋ก็ปล่อยให้ทหารม้าเยว่ออกไปแต่โดยดี โดยไม่มีการขัดขวางอีก การที่ผู้บัญชาการหนุ่มสามารถจัดการแม่ทัพตงผู้นี้ได้ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพวกเขาอย่างมากนั่นก็เพราะแม่ทัพตงหาใช่แม่ทัพธรรมดาทั่วไป เขาคือหนึ่งในสี่ยอดแม่ทัพแห่งอู๋จตุรพิทักษ์สมุทรแห่งอาณาจักรอู๋ ผู้ค้ำยันราชวงศ์ ปกป้องอาณาจักรโดยแท้เป็นรองเพียงผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งสี่เท่านั้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการจัดอันดับของอาณาจักรอู๋จึงอยู่อันดับสองแทนที่จะเป็นเยว่นั่นเพราะอาณาจักรอู๋มียอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพที่ออกนามถึงแปดคนต่างจากเยว่ที่มีเพียงสี่คนเท่านั้นจากตระกูลใหญ่ทั้งสามและเจ้าสำนักยุทธ์หลวงอีกหนึ่ง เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของอู๋ แม้แต่ในตอนนี้ยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพของเยว่ก็ยังมีน้อยกว่าอยู่ดี
กองทัพที่นำโดยหนิงเฟยหลงเดินทางไปได้ไม่ไกลก็หยุดลง เบื้องหน้าของพวกเขามีทหารม้าหลายนายกำลังมุ่งหน้ามาและคนที่นำหน้ามาก็ไม่ใช่ใครหากแต่เป็นซู่เฟิง
“ซู่เฟิงเกิดอะไรขึ้น ?”หนิงเฟยหลงเอ่ยปากถามทันทีเมื่อเห็นท่าทีที่รีบร้อนของอีกฝ่าย
“นายท่าน ท่านช่างจิ่นกวางจับตัวองค์ชายเจ็ดได้แล้วขอให้ท่านนำทหารกลับไปที่ค่ายก่อน เขาจะรีบตามไป”
“ได้ !พวกเราไป !” ทหารม้าหันหัวกลับเคลื่อนพลกลับค่ายทหารสองทัพกลับมารวมกันดู ๆแล้วทหารม้าเบาบางลงไปเล็กน้อยคงเป็นผลมาจากการตีค่ายเป็นแน่ทหารสามหมื่นก็ใช่เล่นเลย
ไม่รู้ว่าตอนนี้เหอซิ่นจะคลั่งแค่ไหนกันก่อนอื่นเขาต้องรีบกลับค่ายให้ได้ก่อน ภายในห้าวันนี้กองทัพใหญ่ต้องมาให้ถึงเขาถึงกับส่งคนไปเร่งกองทัพให้รีบมาหากกองทัพใหญ่มาถึงก็จะยิ่งมีกำลังต่อรองมากขึ้น เหอซิ่นคงไม่กล้าเสี่ยงกับเขา
...
ค่ายทหารอู๋
“บัดซบเอ๊ย !” เหอซิ่นคำรามลั่น “ไม่คิดมาก่อนเลยว่ากองทัพเยว่เองก็จะมียอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพมาด้วย”เสบียงก็ถูกทำลาย องค์ชายก็ถูกจับ เขาจะมีหน้าเป็นไท่เว่ยต่อไปได้อย่างไรกันยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น !
เขาแทบอยากจะสับหนิงเฟยหลงให้เป็นหมื่น ๆ ชิ้น ก่อนหน้านี้เขาดูถูกสติปัญญาของผู้บัญชาการหนุ่มมากเกินไปและไม่ว่าฝีมือเองก็จะไม่เป็นรองสติปัญญา ขนาดว่าทิ้งแม่ทัพพิทักษ์สมุทรไว้ก็ยังไม่อาจรั้งชายหนุ่มไว้ได้และโดยเฉพาะกำรบของอีกฝ่ายที่แม้ว่าจะมีน้อยกว่าก็ตามแต่ความสามารถนั้นล้นเหลือ
ทั้งองค์ชายยังถูกจับตัวไปอีกครั้งนี้ฝ่ายของเขาเสียเปรียบอย่างมากพรุ่งนี้อีกฝ่ายคงส่งสารมาเจรจากับเขา หรือไม่ก็เขาเองที่ต้องไปเจรจา
...
ค่ายทหารเยว่
ช่างจิ่นกวางมารอหนิงเฟยหลงที่กระโจมนานแล้วเขายืนเฝ้าหน้ากระโจมไว้ด้วยตนเอง คนข้างในมีความสำคัญมากต่อแผนการต่อไป
เมื่อเห็นหนิงเฟยหลงเดินเข้ามาแต่ไกล เขาก็เตรียมที่จะทำความเคารพทว่าก็เห็นชายหนุ่มโบกมือห้ามก่อนจึงนิ่งเฉยไว้
“ผู้อาวุโสช่างคนที่เราต้องการอยู่ไหนรึ ?”หนิงเฟยหลงต้องการให้เกียรติช่างจิ่นกวางมากขึ้นเขาจึงเลือกจะปฏิบัติกับช่างจิ่นกวางเนอย่างดี
แต่ถึงอย่างนั้นช่างจิ่นกวางก็ไม่กล้าตีตนเสมอด้วย “ผู้บัญชาการเชิญด้านใน”
หนิงเฟยหลงเดินเข้าไปเขาก็ต้องหยุดฝีเท้าชั่วขณะ “เสี่ยวเฉิน !”หนิงเฟยหลงคิดว่าตนเองตาฝาดไปก็ขยี้ตาแรง ๆแต่เมื่อลืมตามามองใหม่ก็ยังเป็นเสี่ยวเฉินคนเดิม
ทั้งเหอไฉเฉินทั้งหนิงเฟยหลงต่างมองหน้ากัน แล้วก็อ้ำอึ้ง
“ทำไมถึงเป็นเจ้า !” ทั้งสองพูดออกมาพร้อมเพรียงกัน แม่ทัพหลายคนหันมองหน้ากันในใจก็พลางขบคิด
“นี่พวกเขารู้จักกัน ?” ผู้บัญชาการของพวกเขารู้จักกับองค์ชายเจ็ดแห่งอาณาจักรอู๋!
อันที่จริงหนิงเฟยหลงนั้นไม่รู้จักองค์ชายเจ็ด รู้จักเพียงแต่เสี่ยวเฉินเหอไฉเฉินก็เช่นกัน เขาไม่รู้จักผู้บัญชาการกองทัพโลหิตคิดว่าเป็นเพียงคนที่มีแซ่เดียวกับเสี่ยวหลง ทั้งสองต่างมองหน้ากันแล้วก็นิ่งค้างไปพักใหญ่จากนั้นทั้งคู่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า !” พวกเขาก็ยังคงพูดพร้อมกัน
“หากข้ารู้ว่าเป็นเจ้าคุมทัพมา ข้าคงหายกังวลไปแล้ว ไม่สิข้าพูดผิดไปหากข้ารู้ว่าองค์ชายเสด็จนำทัพมาด้วยตนเอง ผู้บัญชาการน้อยผู้นี้คงมิอาจขวัญกล้ามารับทัพของพระองค์เป็นแน่”หนิงเฟยหลงแสยะยิ้มขึ้น แผนการของเขาง่ายขึ้นแล้ว
เหอไฉเฉินเห็นรอยยิ้มของหนิงเฟยหลงก็รู้สึกขนลุก “เจ้าเรียกข้าเหมือนเดิมเถอะ”เขาไม่ถือตัวนัก เขาพอใจกับการให้หนิงเฟยหลงเรียกเสี่ยวเฉินมากกว่า
“ได้ !เช่นนั้นเจ้าก็แซ่อู๋มิใช่เฉิน”
“ถูกต้องข้าแซ่อู๋ ‘อู๋เฉิน’ ไม่ใช่อู๋ไฉเฉิน”อู๋เฉินหยุดกล่าวครู่หนึ่งครุ่นคิดชั่วครู่ “ข้าเพียงยืมสกุลของไท่เว่ยมาชั่วคราวเท่านั้น”
“เหตุใดไท่เว่ยจึงให้ท่านยืมใช้ได้โดยง่าย”การพูคุยทั้งสองเหมือนสหายไม่พบพานกันมานานมากกว่า ยังคงไม่เข้าประเด็นหลัก แต่ก็ล้วนเป็นสิ่งที่แม่ทัพทั้งหลายให้ความสนใจ
“นั่นก็เพราะไท่เว่ยเป็นอาจารย์ของข้า และก็ยังเป็นเชื้อพระวงศ์สืบทอดเชื้อสายรองลงมาต่อมาเปลี่ยนเป็นสกุลเหอ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” นอกจากหนิงเฟยหลงที่ไม่ตกใจแล้วคนอื่น ๆล้วนแล้วแต่ตกใจ พวกเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าทำไมจักรพรรดิแห่งอู๋ถึงยอมให้มีตำแหน่งไท่เว่ยได้ทั้งยังเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่แท้ตระกูลเหอก็เป็นหนึ่งในสาขาของราชวงศ์
ไท่เว่ยนั้นเป็นตำแหน่งที่ควบคุมดูแลกองกำลังทหารแทบจะทั้งหมดเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติและอันตรายอย่างยิ่ง หากจักรพรรดิไม่ระวังพระองค์ก็อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้
หนิงเฟยหลงหยุดการสนทนากับอู๋เฉินลง“พวกท่านไปประจำการตามตำแหน่งหน้าที่กันก่อน เดี๋ยวข้าจะเรียกหาที่หลัง”
“รับคำสั่ง” แม่ทัพนายกองพากันแยกย้าย เว้นแต่ช่างจิ่นกวางที่ไม่ได้ไปไหน
“เสี่ยวเฉิน เรามาคุยเรื่องสงครามระหว่างอาณาจักรกันก่อนเถอะ”
อู๋เฉินเข้าใจสิ่งที่หนิงเฟยหลงจะพูดดี เขาจึงเอ่ยปากก่อน
“อันที่จริงการยกทัพมาในครั้งนี้ของอู๋นั้นเป็นไปด้วยความชอบธรรมเนื่องด้วยจักรพรรดิแห่งเยว่ไม่ตั้งอยู่ในสุจริต คิดจะรุกรานแผ่นดินอื่นตามที่ตกลงกันไว้ถือว่านี่คือการละเมิด เสด็จพ่อทรงมีพระราชบัญชาให้เกณฑ์ไพร่พลนับแสนมาเยือนเยว่เพื่อถามถึงข้อสัญญาแต่กาลก่อน ตัวข้าเองก็หามาด้วยความสมัครใจไม่ แต่จะให้กลับไปมือเปล่านั่นก็เป็นไปไม่ได้”
หนิงเฟยหลงทำสีหน้าไร้อารมณ์ เขาไม่ได้รู้สึกดีหรือไม่ดีอยู่แวอย่างไรเสียที่เขากังวลก็ไม่ใช่อาณาจักร แต่เป็นตระกูลหนิง ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องแก้ตัวให้อาณาจักรอยู่ดี
“แต่การที่เยว่ยังไม่ไปรุกรานแผ่นดินอื่นเพียงแค่ประกาศกลางท้องพระโรงนั้นนับว่ายังไม่เป็นการละเมิดมิใช่รึ ?คำที่ว่านั่นอาจจะเป็นสิบปีข้างหน้าก็เป็นได้ถึงเวลานั้นข้อตกลงระหว่างอาณาจักรก็จะหมดลง แต่อู๋ ฉู่และซ่งกลับเลือกลงมือรุกรานเราก่อนเมื่อดูจากลักษณะนี้แล้วสมควรเป็นฝ่ายพวกเจ้าที่ผิด”
อู๋เฉินส่ายศีรษะไม่เห็นด้วย แล้วอธิบายต่อ“การที่ประกาศออกมาแล้วก็นับว่าเริ่มลงมือแล้วเช่นกัน”อู๋เฉินหันไปมองชายหนุ่มที่มีสีหน้าไร้อารมณ์ด้วยแววตาที่จริงจัง “อันที่จริงเจ้าเองก็ไม่น่าจะมีปัญหากับเรื่องนี้หรอกกระมัง..”เขาหยุดพูดรอดูสีหน้าของอีกฝ่าย ทว่าหนิงเฟยหลงก็ยังนิ่งเฉยอยู่
“สิ่งที่เจ้าเป็นกังวลคงจะเป็นตระกูลหนิงเสียมากกว่า”กล่าวจบหนิงเฟยหลงก็ค่อย ๆ แย้มยิ้ม เสี่ยวเฉินผู้นี้ก็ไม่อาจดูเบาได้เขารู้แล้วว่าหนิงเฟยหลงต้องการสิ่งใด
“ร่วมมือกันเป็นอย่างไร ?” อู๋เฉินเสนอขึ้นรอยยิ้มของเขาก็ดูแปลกพิกล
“ได้ !”หนิงเฟยหลงบรรลุเป้าหมายแล้ว การเจรจานับว่าสำเร็จ !
...
วันรุ่งขึ้นกองทัพอู๋ได้เคลื่อนพลมาถึงหน้าค่ายทหารเยว่จอมทัพแห่งอู๋ควบม้าตรงมาด้วยตนเองพร้อมที่จะเจรจาอย่างเต็มที่
หนิงเฟยหลงนำตัวอู๋เฉินขึ้นมาบนเชิงเทิน พร้อมด้วยช่างจิ่นกวางหลังจากที่ได้รับรายงาน
เหอซิ่นสะกดความโกรธเอาไว้เขาแหงนหน้ามองอีกฝ่ายกลับพบว่าที่ตัวขององค์ชายเจ็ดไร้รอยขีดข่วนใดกระทั่งเชือกที่สมควรจะมัดไว้ก็ยังไม่มีเป็นที่น่าสงสัยมาก “พวกเยว่จะทำดีกับเชลยไปหน่อยล่ะมั้ง?”
“ผู้บัญชาการหนิงท่านต้องการสิ่งใดจงแจ้งแก่ข้ามาขอเพียงยอมปล่อยองค์ชายเราจะทำตามทุกอย่าง”
หนิงเฟยหลงชำเลืองมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง จากนั้นก็กวาดสายตาไปยังกองทหารด้านหลังก็ไม่พบสิ่งผิดปกติคิดว่าเหอซิ่นคงยอมแน่แล้วจึงเริ่มจะเจรจา แต่ทันใดนั้นเองหน่วยเฟิงที่รับผิดชอบสอดแนมก็รีบมาแจ้งข่าว
“นายท่านชายป่าทางตะวันตกมีไพร่พลซุ่มอยู่ขอรับ” หนิงเฟยหลงพยักหน้าเบา ๆ อย่างที่คิดไม่ผิดเหอซิ่นผู้นี้อย่างไรก็ต้องมีลูกไม้
“ในเมื่อท่านตัดสินใจจะเจรจาด้วยเราก็เร่งถอนทหารจากป่าทางตะวันตกไปเสียมิฉะนั้นการเจรจาจะไม่มีทางเกิดขึ้น”
เหอซิ่นคิ้วกระตุกเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสืบข่าวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้เขาพึ่งสั่งให้ทหารหมื่นนายเคลื่อนพลอย่างเงียบเชียบไปอย่าว่าแต่เข้าโจมตีเลย แม้กระทั่งเข้ามาใกล้ก็ยังไม่ได้ “สั่งการลงไปถอนทหารทุกกองกลับมา”
“ข้าสั่งการแล้ว จากนี้คงเจรจากันได้” เหอซิ่นมองหนิงเฟยหลงด้วยความไม่พอใจ
หนิงเฟยหลงทำหน้าตาเฉยเมยพลางกล่าว “ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“เพียงข้อเดียว ถอนทหารกลับอาณาจักรอู๋”สิ้นเสียงของชายผู้บัญชาการหนุ่มจอมทัพแห่งอู๋ก็หน้าดำคล้ำเขาไม่ได้ตอบทันทีสิ่งนี้ใหญ่หลวงนักไม่อาจทำเล่นแบบเด็กขายของได้จำต้องไตร่ตรองให้ดี
เหอซิ่นมองไปที่อู๋เฉินก็เห็นรอยยิ้มบางของอีกฝ่าย ทั้งยังพยักหน้าเบา ๆหากไม่สังเกตดี ๆ ก็ไม่มีทางรับรู้ได้เลย เหอซิ่นคิ้วขมวด เขาไม่เข้าใจทำไมอู๋เฉินถึงให้ตอบตกลง หากเป็นรับสั่งขององค์ชายเขาเองก็ไม่กล้าขัดจากที่รู้มาองค์ชายเจ็ดไม่ใช่คิดขลาดเขลา เบาปัญญาต้องมีบางอย่างซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นเป็นแน่ !
“ตกลง !”
“นายท่านไม่ได้นะขอรับ !” ตงรีบพูดขึ้นมาด้วยความรีบร้อนไท่เว่ยและเขารับพระราชบัญชาจากจักรพรรดิมาทำการไม่สำเร็จก็คิดจะถอยทัพกลับนี่ถือว่าล้มเหลวในการทำหน้าที่กลับไปคงต้องโดนอาญา
อันที่จริงเขาก็หากลัวอาญามาถึงตนไม่หากแต่อาณาจักรอู๋ก็ไม่ได้สงบอย่างที่เห็นคล้ายจะวุ่นวายกว่าเยว่ในยามนี้ด้วยซ้ำไปแต่ก็ไม่อาจเทียบได้ในคราที่สามตระกูลใหญ่แห่งเยว่มีอำนาจล้นฟ้าอยู่
การที่กลับไปมือเปล่าอาจส่งผลต่อตำแหน่งไท่เว่ยของเหอซิ่นแม่ทัพนายกองเองก็พยายามที่จะทัดทาน ทว่าคำกล่าวนั้นไม่เป็นผล
“ยอดเยี่ยม ! จอมทัพแห่งอู๋เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ผู้เยาว์ขอคารวะท่านด้วยความจริงใจหลังจากที่กองทัพอู๋ถอยห่างจากชายแดนไปยี่สิบลี้ผู้เยาว์จะไปส่งองค์ชายเจ็ดที่ชายแดนด้วยตนเอง ท่านจงเตรียมคนไว้รอรับที่นั่นเถอะ”
“ได้” เหอซิ่นควบม้าพร้อมกับออกคำสั่งให้กองทัพเคลื่อนพลกลับชายแดนทันทีเขาไม่คิดจะกลับคำพูดดูจากลักษณะนิสัยของหนิงเฟยหลงแล้วไม่ใช่กระดูกอ่อนที่จะเคี้ยวได้ง่าย ๆหากเกิดตุกติกไปองค์ชายเจ็ดคงเป็นอันตราย
โดยที่เขาหารู้ไม่ว่าหนิงเฟยหลงและอู๋เฉินต่างก็เป็นสหายกันความสัมพันธ์ของพวกเขาแม้ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว นับว่าเกือบจะเป็นสหายรู้ใจก็ไม่เกินไป
หลังจากที่เหอซิ่นกลับไปแล้วหนิงเฟยหลงก็เผยรอยยิ้มออกมาพลางออกปากขอบคุณสหาย “เสี่ยวเฉินขอบใจเจ้ามาก ที่เหลือข้าขอรบกวนด้วย...”
“ด้วยความยินดี”
...