จากนั้นหัวข้อในการสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็เื่อื่นอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา เลสลี่ก็ดื่มโกโก้เสร็จ และขอตัวกลับทักก์เดินตามไปส่งที่บ้านป้าของเธอ แผ่นหิมะบาง ๆ เคลือบอยู่กับพื้นบันได มากพอที่จะทำให้ลื่นล้มลงได้ แต่ขณะนี้หิมะก็หยุดตกลงแล้ว
เมื่อเปิดประตูบานนอกออกแล้ว เลสลี่ก็ทรงตัวอยู่บนขาข้างดี หันไปขอบคุณทักก์ที่ช่วยตามมาส่งให้จนถึงบ้าน ขณะนี้เขายืนอยู่บนบันไดขั้นบนสุด
“ต้องขอบใจมากเลยค่ะ ฉันเดินได้สบายไม่ลื่นเลย” เธอพูดยิ้ม ๆ
“ตอนบ่ายวันอาทิตย์เราจะตั้งต้นไม้ขึ้น คุณไปช่วยเราหน่อยได้ไหมล่ะครับ
“ไม่ละค่ะ ขอบใจที่ชวน” เลสลี่สั่นศีรษะประกอบคำปฏิเสธ
“นอกจากคุณจะเชื่อในเื่ซานตาคลอส แล้วก็ยังไม่เชื่อเื่การแต่งต้นคริสต์มาสอีกด้วย” เขาสั่นศีรษะอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดของเลสลี่
“ฉันเพียงแต่ไม่ชอบสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็ตัวร่วมของเทศกาลคริสต์มาสเท่านั้นละค่ะ” เธอตอบอย่างยอมรับและมิได้รู้สึกว่า ความคิดนั้นเป็เื่ผิดปกติแต่อย่างใด “เพราะฉันมองไม่เห็นว่ามันจะมีความสนุกสุขสันต์ตรงไหนเลย”
“ผมว่าคุณยังสาวเกินกว่าที่จะวิพากษ์วิจารณ์เื่ทำนองนี้นะ” ทักก์แถลงความคิดของตัวเองออกมาพร้อมกับก้าวลงบันได “สงสัยผมจะต้องไปฟ้องซานตาคลอสเสียแล้ว”
“ดีค่ะ” เธอตอบหัวเราะ ๆ “อ้อ...อย่าลืมไปดูกวางที่ลากเลื่อนให้เขาด้วยนะคะ” เลสลี่บอกก่อนที่จะผลักประตูบานใน และก้าวะโเข้าไปภายใน ก่อนที่ประตูชั้นนอกจะกระแทกปิดใส่เธอ
“เลสลี่...นั่นหนูใช่ไหม” เสียงป้าถามมาจากห้องนั่งเล่น
“ใช่ค่ะ หนูเอง...กลับมาแล้ว” เธอประคองตัวอยู่บนไม้ค้ำทั้งสองข้าง และลงมือถอดเสื้อคลุมชั้นนอก ที่สวมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นออก
มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในครัว
“ป้าได้ยินเสียงรถเข้ามาพักใหญ่แล้วนี่ แล้วทำไมหนูถึงเพิ่งกลับมาล่ะ”
“รถที่เข้ามาน่ะ ใช่รถของทักก์จริง ๆ ค่ะ” เลสลี่ประคองตัวเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งเพื่อถอดรองเท้าบุกหิมะออก “แต่ทักก์เขาเชิญให้หนูเข้าไปดื่มโกโก้ในบ้าน”
แพตซี่ อีแวนส์ เลิกคิ้วสูง เมื่อได้ยินหลานสาวเรียกชื่อเพื่อนบ้านสั้น ๆ อย่างสนิทสนม เพียงแต่มิได้ตั้งข้อสังเกตอะไรออกมาเท่านั้น
“แล้ววันนี้สนุกไหมล่ะ”
เลสลี่ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ค่ะ สนุกดี” น่าแปลกนัก ที่เธอเพิ่งรู้สึกว่ามันสนุกกว่าที่คิดไว้มาก
“มันไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะได้รู้จักใครสักคนที่รักลูกมากขนาดนั้น ทุกครั้งที่เห็นพ่อลูกคู่นี้อยู่ด้วยกันป้ารู้สึกสบายใจ อบอุ่นใจยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก”
“หนูรู้สึกว่ามันไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่ผู้ชายคนหนึ่งจะต้องเป็ทั้งพ่อทั้งแม่อย่างนี้” เลสลี่ดึงรองเท้าบู๊ทออกโยนลงบนพรมเช็ดเท้า รอยยิ้มปรากฏอยู่บนเรียวปาก “รู้สึกว่าฮอลลี่ไม่ได้ประสบปัญหาอะไรกับการที่มีพ่อเป็หนุ่มโสดอย่างนี้ ทักก์เขาทำงานบ้านเก่งนะคะ เขาชงโกโก้ได้อร่อยมากด้วย” เลสลี่เล่าให้ป้าฟัง
เช้าวันอาทิตย์ ที่บ้านของแพตซี่ อีแวนส์ หมายถึงการรับประทานอาหารเช้าสายกว่าวันปรกติ และอาหารเช้าวันนี้คือแพนเค้ก ราดด้วยน้ำเชื่อมเมเปิ้ล ซึ่งทำรับประทานเองในบ้าน ประกอบด้วยไส้กรอกกับไข่ หลังจากที่ล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เลสลี่ก็เดินถือถ้วยกาแฟเข้าไปในห้องนั่งเล่น ทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้พร้อมด้วยหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ที่แผ่อยู่ตรงหน้า ค่อย ๆ อ่านไปทีละเื่
ขณะที่กำลังอ่านอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงไม้กระดานชั้นบนดังขึ้นเบาๆ ความใคร่รู้ผ่านเข้ามาแวบหนึ่ง แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าป้าบอกตอนที่รับประทานอาหารอยู่ด้วยกันว่าทำเตียงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เลสลี่จึงไม่ได้คิดถึงเื่อะไรที่เกี่ยวกับป้าอีก จนกระทั่งได้ยินเสียงแพตซี่เดินลงบันไดมา ซึ่งทำให้เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจที่เห็นป้าอยู่ในชุดแพนท์สูทสีแดง ทั้งเสื้อและกางเกง
“จะไปไหนหรือคะป้า” เลสลี่ถาม
“ที่เนิร์สซิ่ง โฮม เขามีรายการคริสต์มาสวันนี้ ป้าสัญญาว่าจะไปช่วยเขาดูแลเื่เครื่องดื่มน่ะ เอ๊ะ...ป้าไม่ได้เล่าเื่นี้ให้หนูฟังหรอกหรือนี่” สีหน้าของแพตซี่บอกความไม่แน่ใจอยู่
“เปล่าหรอกค่ะ แต่ถ้าป้าบอกก็หมายความว่าหนูคงลืมเอง”
“หนูไปกับป้าก็ได้นะ” แพตซี่แสดงความเอื้อเฟื้อ
“ไม่ละค่ะ ขอบคุณ หนูอยู่บ้านอ่านหนังสือดีกว่า” เธอตอบปฏิเสธทันที ซึ่งก็มิได้สร้างความแปลกใจให้กับ แพตซี่เลย
“กว่าบ้าจะกลับก็คงเกือบจะ 6 โมงเย็นละมัง” ป้าของเธอเอื้อมไปหยิบเสื้อคลุมขลิบขนมิ้งค์ขึ้นมาสวม “ตามสบายนะ เลสลี่”
“ค่ะ”
ครู่ต่อมาเลสลี่ก็ได้ยินเสียงประตูด้านข้างเปิดออกและปิดตามหลังลง จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงรถที่แล่นเลี้ยวออกไปตามทางวิ่ง ในความเงียบนั้นมีเพียงเสียงกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ดังแกรกกรากอยู่
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงเคาะดังขึ้นตรงหน้าประตูเลสลี่เกือบจะเอื้อมมือไปหยิบไม้ค้ำอยู่แล้ว แต่แล้วก็พอจะเดาได้ว่าควรจะเป็ใคร เนื่องจากป้ามิได้ล็อคกุญแจประตูหลังไว้ดังนั้นเธอจึงบอกออกไปว่า
“เชิญเข้ามาได้เลยค่ะ”
มีเสียงฝีเท้าสองคู่เดินเข้ามาทางครัว เธอจึงร้องบอกไปว่า
“ฉันอยู่ในห้องนั่งเล่นค่ะ”
ฮอลลี่โผล่เข้ามาในห้องเป็คนแรก ที่ตามเด็กหญิงมาติด ๆ คือทักก์ วิลเลี่ยมส์ สาวน้อยเข้ามาโน้มตัวอยู่ตรงเก้าอี้ตัวที่เลสลี่นั่ง เพื่อเรียกความสนใจ
“คุณทำอะไรอยู่คะ” แม่หนูถามด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
“อ่านหนังสือพิมพ์จ้ะ” เลสลี่ตอบ โดยมิได้หันไปมองทางทักก์ซึ่งยืนอยู่ใกล้กับลูกสาวของเขา และห่างจากเธอไม่มาก เสื้อแจ๊คเก็ตตัวนอกที่สวมอยู่มิได้กลัดกระดุมไว้เผยให้เห็นเสื้อสเวตเต้อร์สีขาวงาช้าง ซึ่งถักด้วยไหมเส้นใหญ่
“คุณมีความสามารถในการใช้ด้ายใช้เข็มบ้างครับ” เขาเอ่ยถามขึ้น
มันเป็คำถามที่แปลกที่สุดเท่าที่เลสลี่เคยได้ยินมา
“ก็...พอเย็บได้ ถามทำไมหรือคะ”
“คือตอนนี้เรา้าความช่วยเหลือในการร้อยข้าวโพดคั่วเป็สาย ๆ และเราก็คิดว่าคงจะพอพูดจาให้คุณไปช่วยเราบ้างน่ะครับ ว่าแต่คุณมีรายการอะไรพิเศษสำหรับวันนี้หรือเปล่าล่ะครับ”
“ก็ไม่มีอะไรทำมากนักหรอกค่ะ” เลสลี่ตอบ เพราะเธอรู้ว่า เขาย่อมไม่ถือว่าการอ่านหนังสือพิมพ์เป็สิ่งที่ดีกว่าคำชวนของเขาเป็แน่
“ถ้าเช่นนั้น คุณจะกรุณาช่วยเราหน่อยได้ไหมคะ” ฮอลลี่อ้อนวอน “พ่อน่ะคั่วข้าวโพดเก่งก็จริง แต่ใช้เข็มไม่เป็เอาเลยค่ะ” เด็กหญิงว่า
“เป็ความจริงครับ” ทักก์ช่วยยืนยันคำพูดของลูกสาว พร้อมกับยื่นมือซ้ายออกไปกระดิกนิ้วให้เธอดู “เข็มมันแทงนิ้วเอาตั้งสองหนแล้ว ฮอลลี่แกมีความคิดว่าถ้าขืนปล่อยให้ผมร้อยมันก็เสียข้าวโพดเปล่า ๆ ”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปาก เมื่อเห็นเขาถึงขนาดเอาแบนด์เอดจ์ปิดแผลไว้บนปลายนิ้วชี้กับนิ้วกลางมองเห็นภาพผู้ชายตัวใหญ่ ๆ อย่างทักก์ วิลเลียมส์ ที่ถือเข็มเล่มเล็กนิดเดียวอยู่ในมือ
“ผมรู้ว่าคุณไม่อยากจะช่วยงานแต่งต้นไม้เท่าไหร่นัก แต่ผมติดเตาผิงไว้ในห้อง มีโกโก้ร้อน ๆ อุ่นอยู่บนเตา แล้วก็ยังมีข้าวโพดคั่วที่กินก็ได้ ร้อยเป็พวงก็ได้อีกตั้งชามโคมใหญ่ ๆ ด้วยนะ” เขาแยกยิ้มจนเห็นฟันขาว ขณะที่เอาของกินกับบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์มาล่อ ซึ่งทำให้เลสลี่รู้สึกว่าเป็การยากที่จะปฏิเสธ
“หนูจะช่วยคุณเองค่ะ” ฮอลลี่ให้สัญญา “หนูว่าถ้าเราสองคนช่วยกันมันจะทำให้ร้อยได้เร็วกว่าด้วย”
“ฉันน่ะไม่อยากเชื่อเลยนะ ว่าจะปล่อยให้ตัวเองถูกเกลี้ยกล่อมจนต้องยอมช่วย” เลสลี่พูดปนหัวเราะ เพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเสีย เธอต้องยอมตกลงกับคำขอร้องนั้น
“หมายความว่า คุณยินดีช่วยเราแล้วใช่ไหมคะ” ฮอลลี่ร้องออกมา หันขวับไปทางบิดา “พ่อทายถูกเผงเลยค่ะ พ่อบอกว่าคุณเลสลี่ต้องช่วยเราแน่”
จากปลายหางตา เธอเห็นทักก์กำลังยิ้มอย่างขบขันกับคำพูดของลูกสาว
“ก็เป็อันว่าความลับถูกเปิดเผยแล้วสินะคะ” เลสลี่พูดเป็เชิงต่อว่า
“เอาเป็ว่าผมรู้ว่าคุณต้องเห็นใจคนที่ไม่มีทางช่วยตัวเองอย่างเรามากกว่า” ใบหน้าของเขาอ่อนโยนด้วยรอยยิ้มที่ฉาบอยู่ตลอดเวลา
“ฉันน่ะไม่แปลกใจเลยน่ะถ้าคุณจะปล่อยให้เข็มแทงมืออย่างมีเจตนา” เลสลี่ว่าให้
“ทำไมครับ ท่าทางของผมมันเป็คนเ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนั้นเชียวหรือ”
“ฉันไม่จำเป็ต้องตอบคำถามของคุณหรอก” คำพูดของเธอเป็นัยอยู่ว่า เธอพอจะรู้ว่าเขาน่าจะมีนิสัยเช่นนั้น
“นี่ค่ะ ไม้ค้ำของคุณ ฮอลลี่หยิบไม้ค้ำทั้งสองอันที่เลสลี่วางไว้บนพื้นใกล้เก้าอี้มาส่งให้ เมื่อเลสลี่ตกลงใจที่จะไปช่วย เด็กหญิงก็มีความคิดว่าไม่ควรจะปล่อยให้เวลาผ่านไปมากนักด้วยเกรงหญิงสาวจะเปลี่ยนใจ
ละอองหิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าที่หม่นมัวขณะที่ทั้งสามคนเดินข้ามทางรถวิ่งที่คั่นอยู่ระหว่างบ้านทั้งสองหลัง ควันไฟม้วนตัวขึ้นจากปล่องในบ้านของพ่อลูกวิลเลี่ยมส์ กลิ่นฉุน ๆ ของมันลอยอบอวลอยู่ในอากาศฮอลลี่ชี้ให้เลสลี่ดต้นไม้ที่ตั้งอยู่ตรงริมหน้าต่างบ้านด้านหน้าแต่ในตอนกลางวันเช่นนี้ การมองผ่านกระจกที่ฝ้ามัวด้วยความหนาวเย็น ย่อมทำให้เห็นได้ไม่ชัดนัก