บทที่๒ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
ฟางเยว่ซินกลับมาถึงจวนในยามเหม่า [6.00] ด้วยสภาพสะบักสะบอม แต่โชคยังดีที่ไม่ได้ถูกคนในจวนพบเห็น เพราะเป็่เทศกาลบิดาของนางจึงอนุญาตให้ข้ารับใช้กลับไปเยี่ยมบ้านได้ ส่วนคนที่ไม่มีญาติอยู่ที่ไหนก็ให้หยุดพักผ่อนได้1วัน ดังนั้นจึงไม่มีใครมาเดินเพ่นพ่านอย่างเช่นที่เห็นในทุกๆ วัน
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเป็ที่เรียบร้อย หญิงสาวก็ได้ทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างอ่อนแรง น้ำตาที่เคยเหือดแห้งไปแล้วค่อยๆ ไหลออกมาอย่างช้าๆ นางได้คิดย้อนกลับไปถึงคำพูดก่อนที่นางกับเขาจะแยกจากกันด้วยความเสียใจ
“เลือกเอา ระหว่างให้ข้ารับผิดชอบด้วยการแต่งเ้าเข้าไปเป็อนุภรรยา หรือเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับตลอดไป แล้วรับเงินไปจากข้าหนึ่งแสนตำลึงทอง ถ้าเลือกข้อนี้มีข้อแม้อยู่อย่าง อย่าได้กลับมายุ่งวุ่นวายกับข้าอีก และอย่าได้คิดนำเื่สามานย์ไปแพร่งพรายให้ผู้ใดทราบ มิฉะนั้นข้าจะทำให้เ้าอยู่ไม่สู้ตาย” เขากล่าวเสียงเหี้ยมพลางใช้นิ้วมือปาดคอของตนเอง เป็การข่มขู่นาง
นางเห็นแล้วอดที่จะผวามิได้ แต่ก็ยังแข็งใจตอบโต้เขากลับไปเสียงสั่นเครือ
“ขะ…ข้าผิดเอง มะ ไม่ขอเลือกทางใดทั้งนั้น ตะ แต่ ข้าสัญญาว่าจะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ และสัญญาว่าจะไม่ตามไปตอแยใดๆ ท่านอีกเ้าค่ะ”
“เฮอะ ดีแต่ปาก สำนึกได้ตอนนี้ไม่คิดว่ามันช้าไปหรอกหรือ 3ปีมานี้มิใช่ใครตักเตือนแล้วไม่ฟัง ชอบทำงามหน้าให้ตระกูลเสียหาย”
“จริงๆ นะเ้าคะ ข้าสำนึกได้แล้วจริงๆ ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วเ้าค่ะ”
“งั้นก็ไสหัวไป ข้าจะรอดูว่าเ้าจะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่”
หลังจากนั้นนางจึงรีบสวมใส่เสื้อผ้าอย่างลวกๆ อดทนต่อความเจ็บก้าวออกไปจากห้อง เจอเข้ากับสาวใช้คนสนิทที่ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองนั้นช่างต่ำช้า สร้างเื่เสื่อมเสียไม่พอยังทำให้ผู้อื่นพลอยรับเคราะห์ตามไปด้วย
“คุณหนูเ้าคะ ยาแก้ปวดมาแล้วเ้าค่ะ”
เสียงเรียกของสาวใช้คนสนิท ทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงหลุดจากภวังค์ นางรีบเช็ดน้ำตาแล้วยันกายลุกขึ้นนั่ง ยื่นมืออันสั่นเทาไปรับถ้วยยามาดื่มอย่างว่าง่าย
“ขอบใจ”
“เ้าคะ?” จูจูอุทานออกมาด้วยความใ เพราะต่อให้นางรับใช้ได้ดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่คุณหนูจะกล่าวคำว่าขอบคุณ หรือเป็เพราะล้มหัวฟาดจึงทำให้ทั้งนิสัยและการกระทำเปลี่ยนไปเป็คนละคน แต่ไม่ว่าคุณหนูจะเป็อย่างไรก็ตาม นางก็จะขอติดตามรับใช้อย่างซื่อสัตย์ตลอดไป
“เ้าก็อย่าลืมดื่มด้วยเล่า เมื่อคืนก็หนักหนามิใช่หรือ” ฟางเยว่ซินกล่าวกับคนตรงหน้าด้วยั์ตาแดงก่ำ
จูจูเม้มปาก เื่เมื่อคืนนางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ตอนนั้นนางเพียงยืนหลบอยู่มุมหนึ่งเพื่อรอกลับจวนพร้อมคุณหนู จู่ๆ ก็ถูกชายปริศนากระชากนางไปปู้ยี่ปู้ยำในห้องพักติดกับห้องที่คุณหนูอยู่กับใต้เท้าเซี่ย ตลอดทั้งคืนนางได้ตกเป็รองคนผู้นั้นหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งรุ่งสางเขาจึงปล่อยตัวนางออกมา
“คุณหนู คือ ขะ..ข้า” ก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกอยู่กลางอก ทำให้เ้าตัวไม่อาจเปล่งคำพูดอื่นใดได้อีก มีเพียงน้ำตาที่เป็สิ่งยืนยันได้ว่าได้ประสบพบเจอเื่หนักหนาสาหัสมาจริงๆ
“ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเล่า ข้าเข้าใจแล้ว ข้าขอโทษ เป็ข้าที่ผิดแต่เพียงผู้เดียว ขอโทษ”
“คุณหนู” ร่างเล็กผวากอดร่างของผู้เป็นาย แล้วพากันร้องไห้ให้กับชะตากรรมอันเลวร้ายของตนเอง จนหลงลืมไปว่าพวกตนยังไม่มีใครได้ต้มยาห้ามครรภ์ดื่มกันเลยสักคน
เงาร่างสูงใช้วิชาตัวเบาะโไปตามหลังคาบ้านเรือนอย่างว่องไว พริบตาเดียวก็หายเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย
ร่างสูงที่กำลังใช้ปลายนิ้วเปิดตำราพลันหยุดชะงัก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าแฝงความอำมหิตอยู่หลายส่วน
“รายงานมา”
องครักษ์ในชุดสีดำสนิทปรากฏกายให้เห็น พลางประสานหมัดทำความเคารพ ก่อนรายงานไปตามความเป็จริง
“นางยังไม่ได้นำเื่ที่เกิดขึ้นไปบอกใครขอรับ”
“เสนาบดีล่ะ” เสนาบดีที่กล่าวถึงก็คือใต้เท้าฟาง เป็บิดาของฟางเยว่ซินนั่นเอง
“ขลุกอยู่ที่เรือนคุณชายฟางขอรับ เด็กคนนั้นไม่ค่อยสบายมาั้แ่เมื่อวาน”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เองถึงไม่รู้ว่าบุตรีคนโตหายออกจากจวนไปทั้งคืน” เซี่ยหลานกล่าวเสียงเรียบ มิได้รู้สึกยินดียินร้ายแต่อย่างใด
“นายท่านจะให้ข้าน้อยจัดการอย่างไรต่อ”
“ข้าไม่เชื่อว่านางจะทำได้อย่างที่พูด จับตาดูนางทุกฝีก้าว หากกล้านำเื่เมื่อคืนไปบอกกับคนอื่นให้เสื่อมเสียไปถึงบิดามารดาของข้าแล้วล่ะก็สั่งสอนได้ทันที แต่อย่าให้ถึงตายก็พอ”
“ขอรับ”
ฟางเยว่ซินนอนซมเพราะพิษไข้มา3วัน หลังจากหายดีก็เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือน มีเพียงจูจูเท่านั้นที่ออกไปนำอาหารจากโรงครัวกลับมาที่เรือน
ทางด้านท่านเสนาบดีก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอันใด เพียงกำชับให้ดูแลเื่อาหารการกินกับเบี้ยหวัดที่จะได้ในแต่ละเดือน เพราะคิดว่าบุตรสาวคนโตจะเรียกร้องความสนใจเหมือนครั้งก่อนๆ เพียงแต่ครั้งนี้มันออกจะเป็ผลดีกว่าในทุกครั้ง เพราะนางจะได้ไม่ต้องออกไปทำเื่ไร้ยางอายให้ผู้อื่นติฉินนินทาลับหลัง แค่3ปีที่ผ่านมาพามันก็ทำให้ตระกูลฟาง ถูกมองดูไม่ดีในสายตาของทุกคนมากพออยู่แล้ว ต่อไปบุตรชายจะแต่งสตรีใดเข้าจวนก็คงต้องคิดหนัก บุตรสาวคนรองจะออกเรือนก็คงจะยากลำบาก
ย่างเข้าเดือนที่สอง ฟางเยว่ซินเริ่มมีอาการประหลาดเกิดขึ้น ทานอาหารได้น้อยลงและจะชอบวิงเวียนหน้ามืดตาลายในตอนเช้า ส่วนจูจูหิวบ่อย กินทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่กินเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกหิวจัดอยู่ดี ราวกับมีอะไรอยู่ในท้อง พวกนางเริ่มเป็กังวลว่าอาจจะป่วยเป็โรคร้าย จึงตัดสินใจชวนกันปลอมตัวแอบหนีออกจากจวนในเช้าวันหนึ่ง
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังโรงหมอที่ห่างไกลออกไปอีกหน่อย เพื่อจะได้เข้าไปตรวจอาการด้านในได้อย่างสะดวก และผลปรากฏออกมาว่า
“ยินดีด้วยแม่นาง พวกเ้าทั้งสองคนตั้งครรภ์ได้ร่วมเดือนแล้ว”