จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 95 ผ่าเหล่า

            ร่างฝาแฝด!

            ในอดีตฉินอวี่เคยเห็นมาก่อนแล้วในตำราโบราณของหอตำราสำนักเทียนฉี

            ในตำราโบราณได้บรรยายไว้ว่า“เดิมแท้หนึ่งชะตา ถือกำเนิดสองร่าง สองจิตผูกพัน ชีวิตเกิดมาคู่เคียงกันนี่คือร่างฝาแฝด เรียกได้ว่าได้รับความรักเดียวแห่งสวรรค์”

            คำอธิบายเกี่ยวกับร่างฝาแฝดนั้นมีอยู่ไม่มากนักแต่ประโยคท้ายสุดบอกไว้ว่า “ได้รับความรักเดียวแห่งสวรรค์”กลับเป็นสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก

            ฉินอวี่ระงับความคิดที่อยู่ในใจเอาไว้และพูดอย่างเฉยเมย “เวลาเหลือไม่มากแล้ว พวกเรารีบเข้าไปด้านในกันก่อนเดินทางไปคุยไปเถอะ ข้ายังมีข้อสงสัยอยู่บ้างจะต้องขอให้ศิษย์พี่ทั้งสองช่วยชี้แนะ”

            แล้วกลุ่มคนทั้งสี่ก็ค่อยๆเดินเข้าสู่ส่วนลึกของเขตต้องห้าม

            ระหว่างทางฉินอวี่ได้นำความสงสัยที่อยู่ในใจถามออกมา หยางเต้าเป็นคนที่พูดทุกสิ่งที่เขารู้และพร้อมอธิบายอยู่ตลอดเพื่อแก้ข้อสงสัยของฉินอวี่

            ตามที่หยางเต้าได้กล่าวเอาไว้พวกเขาได้รอดพ้นจากกระแสอสูร พวกเขาทั้งสองจึงพบว่าอสูรร้ายทั้งหมดต่างมีต้นกำเนิดมาจากเขตต้องห้ามทางตอนเหนือทั้งสิ้นดังนั้นพวกเขาจึงมุ่งหน้าสู่ตอนเหนือของเขตต้องห้ามเพื่อตรวจสอบสิ่งนี้

            ยิ่งลึกเข้าไปเท่าไรผืนดินก็ยิ่งเป็นหลุมบ่อมากขึ้น ร่องรอยของรอยแตกขนาดใหญ่เกิดเป็นทางน้ำหลายสายแผ่กระจายไปทั่วผืนดินทางน้ำเหล่านี้ล้วนแต่มีเปลวไฟที่หนาทึบปรากฏขึ้นมาเมื่อชำเลืองมองไปจะเห็นช่องว่างปรากฏ มันเป็นดั่งทะเลเพลิงและบนอากาศก็มีรอยวิถีทำลายล้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอุณหภูมิที่สูงขึ้นแผ่ซ่านไปทั่วพื้นที่จนคนทั้งสี่เริ่มรับไม่ไหว

            ในท้ายที่สุดฉินอวี่ก็เรียกเพลิงแอ่งธรณีออกมาปกคลุมร่างกายส่วนฉือเซียวก็เรียกเพลิงวิเศษของฟ้าดินที่เขามีออกมาเช่นกันหยางเทียนก็มีแสงสีครามปกคลุมอยู่รอบตัว ราวกับกระบี่สีคราม ส่วนทางหยางเต้าได้มีลำแสงสีดำอันประหลาดแผ่ออกปกคลุมทั่วร่างในตอนนี้ทั้งสี่คนต่างร่ายพลังเวทของตนเองและเดินเข้าไปด้านในอย่างช้าๆ

            ในวันที่สาม

            “เวิง!”

            พื้นที่ส่งเสียงดังขึ้นอย่างกะทันหันทั่วทั้งผืนดินสั่นสะเทือน ซึ่งดูเหมือนมีเหล่าทหารกว่าพันนายกำลังควบม้ามุ่งหน้าเข้ามา

            ทั้งสี่คนหยุดลงอย่างกะทันหันทุกคนต่างมองไปโดยรอบด้วยความสงสัย ท้ายที่สุดก็มองไปในทิศทางรอบนอกและนั่นก็ทำให้แต่ละคนต่างประหลาดใจอย่างยิ่ง

            “แย่แล้ว!” ทันใดนั้นฉือเซียวก็ส่งเสียงดังขึ้น มโนจิตของเขารู้สึกได้ถึงอสูรร้ายกลุ่มหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบลี้กำลังมุ่งหน้าเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง สิ่งที่ทำให้ฉือเซียวต้องตกตะลึงคืออสูรร้ายเหล่านี้ดูเหมือนกำลังตามไล่ล่ากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอยู่ซึ่งในคนกลุ่มนั้นมีฉู่สยงรวมอยู่ด้วย

            “อสูรร้ายสูงสุดในระดับสี่จำนวนสิบห้าตัว พวกเขาไปทำอะไรกันมากันแน่?”หยางเต้าหรี่ตามองออกไปด้านนอก และพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

            ในส่วนลึกของเขตต้องห้ามมีอสูรร้ายสูงสุดในระดับสี่จำนวนสิบห้าตัวแม้ว่าจะร่วมมือกันก็น่าจะยากที่จะรับมือ อีกทั้งถ้าเข้าร่วมสู้กับพวกมันก็จะเป็นการดึงดูดอสูรร้ายที่อยู่ในส่วนลึกของเขตต้องห้ามมากขึ้น ถึงตอนนั้น...คงต้องสู้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดอย่างแน่นอน

            “พวกเขากำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเราหรือพวกเขาจะรู้ว่าพวกเจ้าสองคนเข้ามาที่นี่แล้ว? แล้วคิดจะโยนหายนะมาให้พวกเจ้า?”หยางเทียนหันกลับไปมองฉินอวี่และฉือเซียว

            ฉินอวี่ขมวดคิ้วแน่นหลังจากก้าวเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองมามโนจิตของเขาก็ครอบคลุมรัศมีถึงแปดสิบลี้จึงทำให้เขาสามารถตรวจพบกลุ่มของฉู่สยงเช่นกัน เพียงแต่นอกจากพวกฉู่สยงแล้วยังมีศิษย์อีกสามคนที่ยังไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่รู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่งคืออสูรร้ายทั้งสิบห้าตัวนั้นต่างล้อมเข้ามาเป็นครึ่งวงกลมดูเหมือนจะมีเจตนาบีบให้พวกฉู่สยงเข้าไปยังส่วนลึกอสูรร้ายเหล่านี้มีอสูรร้ายประเภทอัคคีที่มีความดุร้ายมากอยู่ตัวหนึ่งอีกทั้งมันยังอยู่ในระดับห้าที่มีความรวดเร็วอย่างมากหากพวกมันต้องการสังหารพวกฉู่สยงคงไม่จำเป็นต้องตามไล่ล่าแค่พริบตาเดียวก็คงสามารถจัดการกับพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์

            “ดูเหมือนว่าอสูรร้ายจะมีเจตนาบีบพวกเขาให้เข้ามาทางนี้นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” ฉินอวี่ตกตะลึงแท้จริงแล้วพวกฉู่สยงไม่ใช่คนควบคุมทิศทาง แต่กลับเป็นอสูรร้ายที่ตามหลังมาหากพูดตามตรง ฉู่สยงและพวกเปรียบเหมือนเรือลำหนึ่งที่มีอสูรร้ายที่ไล่ตามมาเป็นฝีพาย!

            “พวกเราไปกันเถอะ อย่าหาเรื่องใส่ตัวกันดีกว่า!”หยางเทียนพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำในสถานการณ์เช่นนี้จะมาห่วงเรื่องมิตรภาพในสำนักได้อย่างไร? รักษาชีวิตไว้ก่อนย่อมสำคัญที่สุดเมื่อเข้าส่วนลึกของเขตต้องห้ามแล้ว หลายเรื่องไม่อาจช่วยกันได้มีแต่เพียงหลบเลี่ยงเท่านั้น

            “ไม่มีประโยชน์หรอก! จากความเร็วของพวกมันคิดว่าไม่นานคงตามพวกเราทันหากพวกเราเข้าไปในส่วนลึกมากขึ้น ความอันตรายก็คงจะมากขึ้นเช่นกัน ทางที่ดีพวกเราควรจะเริ่มสังหารอสูรร้ายเหล่านี้ให้หมด อีกทั้ง...อสูรร้ายเหล่านั้นก็น่าจะสัมผัสได้ถึงพวกเราแล้วด้วย”ฉินอวี่กล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ หากถูกอสูรร้ายไล่ตามเข้าไปด้านในทุกอย่างก็จะยุ่งยากมากขึ้น

            แน่นอนว่าฉินอวี่ก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่เช่นกันทางนั้นก็เป็นฉู่เยว่ฉาน ไม่ว่าอย่างไรฉินอวี่ก็ติดหนี้บุญคุณของฉู่เยว่ฉานอยู่สิ่งหนึ่งเขาจึงไม่อาจจะรอดูฉู่เยว่ฉานตกอยู่ในอันตรายได้

            “พูดได้มีเหตุผล ไปกันเถอะ!” หยางเต้าที่เงียบอยู่นานได้พูดขึ้นมา เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติของอสูรร้ายเหล่านี้เช่นกันแม้ว่าจะจากไปในเวลานี้ ก็อาจจะสายเกินไปด้วยซ้ำ

            ทันใดนั้นกลุ่มคนทั้งสี่ก็พุ่งตรงไปยังเขตรอบนอกอย่างรวดเร็ว

            หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง

            “ศิษย์น้องหวัง ศิษย์พี่ฉือช่วยพวกเราด้วย!” ก่อนที่พวกเขาจะพบหน้ากันเสียงขอความช่วยเหลือของถังอีหมิงก็ดังก้องไปทั่วทั้งฟ้า

            เมื่อได้พบกับพวกฉู่สยงฉือเซียวก็ไม่พูดจาอะไรมาก ได้แต่ส่งเสียงตะโกนออกไป “ลงมือ!รีบสู้ให้เร็วที่สุด!”

            ทุกคนต่างรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ควรต่อสู้อยู่นานศิษย์ทุกคนจึงปลดปล่อยพลังออกมาอย่างรวดเร็วและสุดกำลัง

            ลำแสงสีครามส่องประกายออกมาทั่วร่างกายของหยางเต้าราวกับเหล่าทหารสวรรค์ที่ไร้เทียมทาน พุ่งเข้าไปทางอสูรร้ายที่อยู่กลางอากาศฉือเซียวกำลังต่อสู้กับอสูรร้ายสองตัวเพียงลำพังสองมือของหยางเต้าปรากฏประกายแสงสีดำ กลายรูปร่างเป็นฝ่ามือสีดำขนาดใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้าไปทางอสูรร้ายฉินอวี่หยิบหอกศึกออกมา ขว้างตรงไปทางศีรษะของอสูรร้ายตัวหนึ่งก่อนจะเริ่มการต่อสู้แบบตัวต่อตัว

            การมีพวกของฉินอวี่ทั้งสี่คนเพิ่มเข้ามาทำให้พวกของฉู่สยงต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก และในตอนนี้ ฉู่สยงก็ตะโกนขึ้นทันที“สร้างค่ายกล!”

            ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

            อสูรร้ายที่กำลังเลือดลมพลุ่งพล่านอยู่ก่อนหน้านี้ได้ถูกทุกคนสังหารไปเกินกว่าครึ่ง

            หนึ่งชั่วยามต่อมา

            การต่อสู้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์สมแล้วที่ฉือเซียวคืออันดับหนึ่งของศิษย์อัจฉริยะความกล้าหาญของเขาไม่มีผู้ใดเทียบได้ เขาต่อสู้กับอสูรร้ายสี่ตัวได้โดยลำพังด้านหยางเทียนและหยางเต้าเองต่างสังหารไปได้คนละสามตัว ฉินอวี่สังหารไปหนึ่งตัวส่วนอีกสี่ตัวเป็นฝีมือการสังหารของฉู่สยง

            “ขอบคุณมาก!” หลังจากเสร็จสิ้นการต่อสู้ ฉู่สยงก็หันไปขอบคุณพวกของฉินอวี่และเมื่อเขาเห็นหยางเทียนและหยางเต้า ฉู่สยงก็พูดขึ้นอย่างตกตะลึง “หยางเทียนหยางเต้า?” ในรายชื่อของศิษย์อัจฉริยะหยางเทียนและหยางเต้านับว่าเป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นเพียงพริบตาเดียวก็จำทั้งสองคนได้ทันที

            เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่สยงทุกคนต่างมองไปทางหยางเทียนและหยางเต้า ทั้งสองพี่น้องอย่างประหลาดใจ

            หยางเทียนมีท่าทีเฉยเมยและไม่ได้ตอบอะไรออกไป แต่หยางเต้ากลับพูดออกไปอย่างเมินเฉย“อสูรร้ายพวกนี้ตามพวกเจ้ามาทำไม?”

            “พวกข้าก็ไม่รู้เช่นกัน จู่ๆ อสูรร้ายเหล่านี้ก็โผล่ออกมา”ถังอีหมิงรีบเดินไปด้านข้างของหยางเต้า และตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ต้องการผูกมิตร

            หยางเต้าไม่ให้ความสนใจกับถังอีหมิงเขาชำเลืองมองฉินอวี่ที่กำลังยุ่งอยู่กับการเก็บเลือดของอสูรร้ายจากนั้นจึงหันไปมองฉู่สยงและฉู่เยว่ฉานด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

            ถังอีหมิงมีสีหน้าที่เก้อเขินไปเล็กน้อยเขาหลุบตาลงต่ำ สายตาดูบูดบึ้งไปเล็กน้อย

            “ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเรากำลังเดินทางไปข้างหน้าเรื่อยๆ จู่ๆก็มีอสูรร้ายเหล่านี้โผล่ออกมาไล่ต้อนพวกข้า และบังคับให้พวกข้าเข้าไปยังส่วนลึก”ฉู่สยงพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม เป็นเพราะก่อนหน้านี้มีความเร่งรีบเขาจึงไม่มีเวลาคิดอะไรมากนัก แต่เมื่อได้ยินหยางเต้าพูดจึงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน

            “โฮก!”

            ในขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงคำรามเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกึกก้อง เสียงคำรามของอสูรร้ายระเบิดขึ้นสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าในฤดูใบไม้ผลิเสียงที่หนักแน่นเกิดขึ้นอย่างทรงพลัง สั่นสะเทือนสู่โสตประสาทของทุกคนทันที

            ฉินอวี่ที่กำลังเก็บรวบรวมเลือดอสูรร้ายอยู่เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วมองไปยังส่วนลึกของเขตต้องห้าม ซึ่งในตอนนี้เห็นเพียงคลื่นความร้อนซึ่งปะทุขึ้นอย่างดุเดือดราวกับพายุกลางทะเลที่กำลังบ้าคลั่ง

            “ขั้นเทพสวรรค์ชั้นสูงสุด อสูรร้ายระดับห้าชั้นสูงสุด!”ฉินอวี่ตกใจอยู่เล็กน้อย เพียงเสียงคำรามที่ดูโกรธเกรี้ยวนี้เขาก็สามารถแยกได้ทันทีว่าเสียงคำรามนี้เป็นของอสูรร้ายระดับห้าชั้นสูงสุด!

            “ไปกันเถอะ!” ฉินอวี่เลิกสนใจการเก็บเลือดอสูร และพูดอย่างจริงจังพูดจบเขาก็เหาะตรงไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

            แต่เมื่อฉินอวี่เหาะออกไปได้ไม่ไกลนักเขาก็ต้องหยุดลงอย่างกะทันหันสีหน้าของเขาดูหวาดกลัวถึงขีดสุด พลางมองไปรอบทิศทางด้านถังอีหมิงและฉู่เยว่ฉานต่างก็หวาดกลัวมากเช่นกัน

            แม้แต่ฉือเซียวหยางเทียน และหยางเต้าต่างก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? พวกเจ้าไปทำอะไรเอาไว้กันแน่?ข้าบอกแล้วว่าอย่าเข้าไปยุ่ง” หยางเทียนตัวสั่นและถามออกไปอย่างโกรธเคือง

            ทุกคนต่างตกตะลึงมโนจิตของพวกเขาต่างสัมผัสได้ถึงอสูรร้ายนับสิบตัวที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาจากรอบทิศทางและอสูรร้ายเหล่านี้ล้วนเป็นระดับห้าทั้งสิ้น!

            อสูรร้ายจำนวนนับสิบตัวแม้ว่าพวกของฉินอวี่ล้วนแต่เป็นศิษย์อัจฉริยะ แต่ก็คงยากจะรอดพ้นความตายไปได้!

            ภัยร้ายเกิดขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้จิตใจของทุกคนต่างจมดิ่งลงสู่ก้นเหว จนความสิ้นหวังปรากฏขึ้นเต็มหัวใจ

            “เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?” ใบหน้าของถังอีหมิงเต็มไปด้วยความกลัวและตื่นตระหนก

            จิตใจของทุกคนต่างกำลังว้าวุ่นแม้แต่ฉือเซียวเองก็ไม่เว้น ในฐานะที่เป็นอันดับหนึ่งในศิษย์อัจฉริยะแม้ว่าฉือเซียวจะมั่นใจในตนเอง แต่เมื่อต้องเผชิญกับอสูรร้ายระดับห้านับสิบตัวฉือเซียวก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงและสิ้นหวังยิ่งนัก

            “ก่อนหน้านี้พวกเจ้าไปฆ่าอสูรร้ายที่ไม่ควรฆ่ามาใช่หรือไม่?” ฉินอวี่ค่อยๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าของฉู่สยงพูดออกมาอย่างจริงจังด้วยสีหน้าเย็นชา

            เรื่องราวต่างๆเปลี่ยนแปลงไปเหนือความคาดหมายของฉินอวี่ยิ่งนักตอนนี้มีอสูรร้ายระดับห้ากว่าสามสิบตัวกำลังมุ่งหน้าเข้ามาจากทุกทิศทางแม้ว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นกุมารทิพย์ ก็ยังนับว่ายากจะรอดพ้นไปได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกลุ่มศิษย์ในขั้นเทียนชุ่ยเลย

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสูรร้ายระดับสี่พวกเขาอาจจะสามารถใช้ความแข็งแกร่งอันน่าภูมิใจของตนเองได้แต่เมื่อเป็นอสูรร้ายระดับห้า พวกเขาทำได้เพียงแค่หนีเท่านั้น

            เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวี่ฉู่สยงก็ไม่สนใจการวางตัวก่อนหน้านี้อีกต่อไป เมื่อเขานึกย้อนไปอย่างละเอียดเขาก็ส่ายหน้า และพูดขึ้นว่า“ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเราพบกับอสูรร้ายไปเพียงไม่กี่ตัวไม่มีทางฆ่าอสูรร้ายที่ไม่ควรฆ่าได้หรอก!”

            “ตูม ตูม ตูม!”

            ขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกสิ้นหวังแผ่นดินก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหันดูเหมือนอสูรร้ายที่ไม่อาจเข้าใกล้ได้กำลังใกล้เข้ามาแล้ว

            ทุกคนต่างสั่นสะท้านเพราะสิ่งที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาแต่กลับมองเห็นร่างยักษ์สีแดงเพลิงสูงสิบจ้างคนหนึ่งปรากฏขึ้นร่างที่เห็นนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาแผ่นดินนั้นก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงตามย่างก้าวของเขาที่ย่ำสัมผัสลงบนพื้นดิน

            ฉินอวี่สูดลมหายใจอันเยือกเย็นมือมองไปยังมนุษย์ยักษ์สีแดงเพลิงนั้นอย่างละเอียด เขาก็พูดขึ้นอย่างเหลือเชื่อ “วานรยุทธ์!”

            ผู้ที่กำลังเดินเข้ามาไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นวานรยักษ์ที่มีความสูงกว่าสิบจ้าง มีเปลวไฟลุกโชนไปทั่วร่างกายกล้ามเนื้อดูเหมือนมังกรที่แข็งแกร่ง

            เมื่อเขากวาดสายตาไปเหนือศีรษะของวานรยุทธ์ฉินอวี่ก็ตกใจอย่างยิ่ง

            เขามองเห็นบุคคลผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เหนือศีรษะของวานรยักษ์ที่น่าสะพรึงตัวนี้!

            บุคคลผู้นั้นเป็นชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดคลุมสีแดงดุจดั่งเปลวเพลิง!

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน