ข้าไม่อยากเป็นนางร้ายในนิยายป่าเถื่อน

    ตอนที่ 40 ตั้งต้น

            เมื่อไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อที่ดินหรือปลูกเรือนอีกต่อไป ภาระที่กดทับอยู่ในใจของกวานซูเหยียนก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด

            เงินทองที่เหลืออยู่ในมือ ท้ายที่สุดก็สามารถนำไปใช้กับสิ่งที่สำคัญกว่า นางก้มมองท้องของตนเองพร้อมกับรอยยิ้ม ชีวิตใหม่ที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่ช้า ไม่ควรต้องเริ่มต้นด้วยความขัดสนและความไม่แน่นอน

            “ข้าจะให้พวกเจ้าสองคนกลับเข้าเมืองเป่ยอีกครั้ง” กวานซูเหยียนหันไปกล่าวกับซูเซิ่นอี้และเมิ่งหรู

            ซูเซิ่นอี้ขมวดคิ้ว “ฮูหยินอยากให้พวกเราไปซื้อเสบียงกลับมาใช่หรือไม่ขอรับ”

            “เสบียงอาหารก็ต้องซื้อ และข้ายังอยากให้พวกเจ้าไปแจ้งข่าวกับหวงเฉิง บอกเขาว่ายามนี้พวกเราอาศัยอยู่ที่วัดกุ้ยอวิ๋นแล้ว และจะยังไม่หาซื้อเรือนใหม่ไปอีกระยะหนึ่ง”

            กวานจื่อเซิงพยักหน้าช้าๆ "อย่างน้อยก็จะได้มีคนรู้ความเป็นไปของพวกเรา จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหน้า”

            เมิ่งหรูค้อมศีรษะ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ บ่าวจะไปจัดการให้เรียบร้อยเจ้าค่ะ”

            เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว กวานซูเหยียนกลับไม่รีบร้อนลุกขึ้นจากที่นั่ง 

            “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ต่อไปคำคำว่าฮูหยิน บ่าว หรืออะไรทำนองนี้ก็ห้ามใช้แล้ว”

            นางหันไปมองซูเซิ่นอี้ก่อน “ยามนี้ท่านคือบิดาของเราสามพี่น้อง ทำตัวให้เหมาะสมกับเป็นหัวหน้าครอบครัวหน่อย”

            กวานจื่อเซิงคิ้วกระตุกขึ้นมาทันที ก่อนจะหัวเราะในลำคอ แววตาส่องประกายวูบวาบขณะหันไปมองซูเซิ่นอี้

            “เรียกเจ้านี่ว่าท่านพ่องั้นรึ?!” เขาสบถเสียงดังจนซูเซิ่นอี้สะดุ้งเฮือก

            “จากคนที่เคยต้องรับคำสั่งข้า กลับต้องกลายเป็นพ่อของข้าในชั่วข้ามคืน ชะตานี่ช่างเล่นตลกเสียจริง!”

            ชายหนุ่มร่างสูงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกล่าวต่ออย่างจำใจ “เอาเถอะ…ท่านพ่อก็ท่านพ่อ!”

            เมิ่งหรูหน้าซีดเผือด ในกลุ่มสี่คนนางเป็นคนเดียวที่มีฐานะต่ำต้อยที่สุด ยามนี้กลับต้องมาเป็นพี่น้องกับองค์ชายและองค์หญิง นางก้มหัวลงต่ำจนคางแทบชิดอกแล้วรับปากด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา “ข..ข้า..เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

            “ไม่ใช่เจ้าค่ะ” กวานซูเหยียนแก้ทันที “เจ้าเป็นพี่สาวข้า ไม่ต้องนอบน้อมถึงเพียงนั้น และเราต้องฝึกเรียกขานกันให้ชินเสียตั้งแต่ตอนนี้ ต่อให้ไม่มีคนนอกอยู่ใกล้ก็ห้ามเผลอ”

            ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นไป คำเรียกขานที่ผิดเพียงครั้งเดียว อาจเป็นหนทางสู่หายนะของพวกตน

            …

            ระยะทางระหว่างวัดกุ้ยอวิ๋นกับตัวเมืองมิใช่ใกล้ พวกเขาต้องใช้เวลาเดินทางเกือบสองวัน เกวียนโยกไหวไปตามทางดินลูกรัง ครั้นเมื่อกำแพงเมืองเป่ยปรากฏขึ้นตรงหน้า ซูเซิ่นอี้ก็สูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าและท่าทีให้สงบนิ่งดังเช่นบิดาผู้พาบุตรสาวเดินทางเข้ามาทำธุระ

            เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองแล้ว ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปหาหวงเฉิงก่อนเป็นอันดับแรก

            พอหวงเฉิงได้เห็นหน้าคนทั้งสองก็อดโล่งใจไม่ได้ และเมื่อได้ยินข่าวคราวที่ทั้งสองนำมาแจ้ง สีหน้าของเขายิ่งผ่อนคลายลง

            “พวกเจ้าเกรงใจกันเกินไปแล้ว เรื่องการค้าของข้านั่นไม่สำคัญหรอก ข้ายังคิดห่วงหลานสาวผู้นั้นอยู่เลยว่านางใกล้คลอดเต็มแก่แล้ว หากได้ที่พักเป็นหลักเป็นแหล่งก็ไม่ต้องพานางนั่งเกวียนไปมาให้เสี่ยงกระเทือนถึงเด็ก”

            ซูเซิ่นอี้พยักหน้า “บุตรสาวของข้าร่างกายอ่อนแออยู่บ้าง ได้ที่พักที่เงียบสงบและเป็นมงคลเช่นนั้น ก็นับว่าโชคดีแล้วขอรับ”

            หวงเฉิงพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันอีกพักใหญ่ ครั้นรู้ว่าครอบครัวสกุลซูยังไม่ได้จัดการเรื่องหมอตำแย สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทันที

            “เรื่องนี้ชะล่าใจไม่ได้หรอกนะ! ข้าจำได้ว่าใกล้ๆ วัดกุ้ยอวิ๋นมีหมู่บ้านอยู่หมู่บ้านหนึ่ง แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ได้เดินทางกลับมาอยู่อาศัย ถึงเวลาคลอดจริงๆ พวกเจ้าจะลำบาก..เช่นนั้น ข้าจะช่วยเป็นธุระให้เอง”

            โดยไม่รอให้ทั้งสองปฏิเสธ หวงเฉิงก็เอ่ยแนะนำสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งผ่านการทำคลอดมานับไม่ถ้วน

            “นางเป็นคนเก่าคนแก่ในเมืองเป่ย ข้ารู้จักนางมานานแล้ว ไว้วางใจได้แน่นอน”

            พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืน “บ้านนางอยู่ไม่ไกลนัก ข้าจะพาเจ้าสองคนไปพบนางเสียเลยจะได้นัดหมายกันไว้ล่วงหน้า”

            ซูเซิ่นอี้กับเมิ่งหรูซาบซึ้งจนต้องกล่าวคำขอบคุณหวงเฉิงไปตลอดทาง แม้ว่าซูเซิ่นอี้จะมีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่บ้าง แต่การทำคลอดนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะทำได้เอง ส่วนเมิ่งหรูนั้นยิ่งฟังยิ่งรู้สึกมือไม้หนักขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เรื่องเช่นนี้นางไม่เคยรับมือมาก่อนเลยสักครั้ง

            ไม่นานนักทั้งสามก็มาถึงเรือนหลังเล็กๆ ของหมอตำแยแซ่หยุน นางเป็นสตรีอายุราวสี่สิบกว่าปี หน้าตาเป็นมิตร เมื่อหวงเฉิงเอ่ยแนะนำ นางก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจทันที 

            “บุตรสาวเจ้าตั้งครรภ์แปดเดือนแล้วหรือ”

            “ใช่ขอรับ” ซูเซิ่นอี้ตอบทันที 

            หมอตำแยครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็พยักหน้า “เช่นนั้น อีกเจ็ดวันเจ้าก็มารับข้าไปที่วัดเถิด ข้าจะไปพักที่นั่นก่อนเพื่อเตรียมตัวล่วงหน้า”

            ซูเซิ่นอี้รีบค้อมกายรับคำด้วยความเคารพ เมิ่งหรูเองก็โล่งใจอย่างเห็นได้ชัด เรื่องสำคัญที่สุดในใจเหมือนได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว

            เมื่อออกจากเรือนหมอตำแย เมิ่งหรูก็ไม่รอช้า พาซูเซิ่นอี้แวะซื้อเสบียงอาหารที่จำเป็นและของใช้สำหรับเด็กแรกเกิด ข้าวสารถูกเลือกอย่างดี ผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสำหรับตัดเย็บผ้าอ้อม ผ้าป่านบางอีกจำนวนหนึ่งไว้ใช้ซับน้ำและเช็ดตัวเด็ก รวมถึงเนื้อสัตว์เล็กน้อยสำหรับบำรุงร่างกายสตรีหลังคลอด

            ทุกอย่างถูกจัดวางลงบนเกวียนอย่างเป็นระเบียบ เมิ่งหรูคอยตรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกลัวว่าจะพลาดสิ่งใดไป เพราะหลังจากนี้นางคงไม่มีโอกาสเข้ามาในเมืองได้บ่อยนัก

            ก่อนจะกลับวัดกุ้ยอวิ๋น เมิ่งหรูหยิบกล่องขนมที่ซื้อไว้ยื่นส่งให้หวงเฉิง

            “นี่เป็นเพียงของเล็กน้อย ขอให้ท่านอารับไว้เป็นการตอบแทนน้ำใจจากเราสองพ่อลูกด้วยนะเจ้าคะ”

            หวงเฉิงหัวเราะเบา ๆ “พวกเจ้าช่างเกรงใจนัก” แม้ปากจะว่าเช่นนั้น แต่เขาก็รับกล่องขนมไว้ในที่สุด แววตาฉายความอบอุ่นของคนที่ช่วยเหลือด้วยใจจริง

            “เด็กคลอดมาเมื่อใดก็มาบอกข้า ข้าจะรับรองตัวตนเพื่อใส่ชื่อเขาในทะเบียนชั่วคราวให้พวกเจ้าเอง”

    ……….

            หลังจากกลับถึงวัดกุ้ยอวิ๋น วันคืนก็ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความคาดหวังและความกังวลที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมาตรง ๆ

            ซูเซิ่นอี้เดินทางไปรับหมอตำแยแซ่หยุนมาถึงวัดกุ้ยอวิ๋นตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน เมื่อมาถึง นางก็ได้ตรวจดูอาการของซูเหยียนอย่างละเอียด ทั้งจับชีพจร สังเกตลมหายใจ และถามไถ่อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

            หลังจากนั้นนางก็พยักหน้าเบา ๆ ยืนยันว่าร่างกายของมารดาแข็งแรงดี ทารกที่อยู่ในครรภ์ก็ปกติ มิได้มีสิ่งใดน่ากังวล

            เรือนพักหลังหนึ่งก็ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับให้กวานซูเหยียนคลอดโดยเฉพาะ ผ้าฝ้ายสีอ่อนที่เมิ่งหรูตัดเย็บไว้อย่างประณีตถูกซักและพับเตรียมไว้เป็นกอง สมุนไพรหลายชนิดถูกตากแห้งและบดเตรียมไว้โดยซูเซิ่นอี้ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรมากพอสมควร

            ทุกอย่างดูพร้อม…จนกระทั่งในยามดึกของคืนหนึ่ง กวานซูเหยียนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นวาบขึ้นจากท้องน้อย

            “เมิ่งหรู.." นางส่งเสียงปลุกเมิ่งหรูเบาๆ ด้วยความไม่แน่ใจ

            ความเจ็บแรกเหมือนคลื่นเล็ก ๆ ซัดเข้าหาฝั่ง ก่อนจะถอยกลับไป เพียงไม่นาน คลื่นลูกที่สองก็ซัดเข้ามาแรงกว่าเดิม จนร่างบางต้องกำผ้าห่มแน่น ลมหายใจขาดห้วง

            “เมิ่งหรู…ดูเหมือนว่าข้าจะคลอดแล้ว” เสียงของนางดังขึ้นอย่างยากลำบาก

            ไม่นานนัก เรือนพักสามหลังที่อยู่ใกล้ๆ กันก็วุ่นวายขึ้นมาทันที

            หมอตำแยถูกเรียกตัวเข้ามาอย่างเร่งด่วน เมิ่งหรูวิ่งวนไปทั่วเรือน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือที่ถือผ้าสั่นเล็กน้อย แต่เท้ากลับไม่ยอมหยุดวิ่ง ขณะที่ซูเซิ่นอี้ยืนอยู่นอกเรือน คอยส่งสมุนไพร ต้มน้ำต้มยาส่งให้เมิ่งหรู แม้จะมีความรู้เรื่องการรักษาผู้ป่วยอยู่บ้าง แต่เขาก็เป็นบุรุษ ไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปในเรือนได้

    คล้ายกับเรื่องข้าไม่อยากเป็นนางร้ายในนิยายป่าเถื่อน ที่คุณอ่าน