Trance : ทางผ่านเทพเจ้า

    ตอนที่ 26 : ตัวแทนขายระดับมงกุฎเพชร

            “คราสต้องการทำลายโลกซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคีสหเทพยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ พวกเราจึงต้องตัดสินใจสังหารเขา”

            ภูเบศวร์อธิบายในสิ่งที่สมิทธิ์ติดใจอยู่เขาคงรู้ว่าถ้าปล่อยให้สมิทธิ์คิดว่าภาคีสหเทพพร้อมจะฆ่าพวกเดียวกันเองได้อย่างไม่ลังเลไม่มีทางที่สมิทธิ์หรือใครก็ตามที่ได้รู้ได้เห็นเรื่องนี้จะยอมมาเป็นพวกเดียวกันกับเขาเด็ดขาด

            สำหรับสมิทธิ์แล้ว เหตุผลที่ภูเบศวร์อ้างนั้นยังไม่เพียงพอที่จะใช้สังหารคนคนหนึ่งสมิทธิ์อาจจะโลกสวยไปหน่อย แต่เขาคิดว่าน่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่าการฆ่าในการควบคุมความประพฤติของคนที่หวาดกลัวจนสติแตก

            “เริ่มแรกภาคีก่อตั้งขึ้นเพื่อหาฆาตกรที่สังหารหมู่คนทรงเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่หลายปีมานี้พวกเราได้ทำประโยชน์ต่อสมาชิกของภาคีและคอยดูแลความสงบของชาติไปด้วย” ภูเบศวร์ยังคงโน้มน้าวสมิทธิ์ต่อไป

            กฤษณะพูดต่อ “เจ้ารู้ไหมว่า ทำไม 10ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศของเราถึงได้ขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับต้นๆของโลกทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ”

            ยังไม่ทันที่สมิทธิ์จะได้ตอบ ระหว่างที่เขาอ้าปากค้างธาดาก็ตอบคำถามของกฤษณะแทนเขาเสียก่อน  

            “ก็เพราะได้ภาคีของเราคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังทั้งการลอบสังหาร สืบข่าว วิจัยและพัฒนาอาวุธรวมถึงการแทรกซึมทางวัฒนธรรมความเชื่อไปทั่วโลก” ก่อนธาดาพูด สมิทธิ์กำลังจะตอบว่าเป็นเพราะเรามีผู้นำประเทศที่เก่งอยู่พอดีเชียว

            “รัฐบาลให้อำนาจภาคีของเราเหนือกฎหมายไม่ขึ้นกับหน่วยงานไหนทั้งนั้น” กฤษณะพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

            “ยิ่งถ้าได้เจ้า ซึ่งมีพลังทำลายดาวได้ทั้งดวงคงทำให้ประเทศไทยของเรา ขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกได้อย่างแน่นอน”แม้ว่าเสียงแหลมเล็กเจ้าเล่ห์ของธาดา จะทำให้ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เขาพูดออกมาฟังดูเชื่อถือไม่ได้แต่สมิทธิ์ก็รู้สึกได้ถึงความจริงใจในคำชื่นชมของเขา

            “ด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาลและพรรคการเมืองหากเจ้าเข้าร่วมภาคีของเรา รับรองว่ามีกินมีใช้สบายไปทั้งชาติแน่นอน” ภูเบศวร์พูดปิดเป็นคนสุดท้าย

            คนทรงเทพสูงสุดทั้ง 3พยายามหว่านล้อมด้วยเหตุผลและหลอกล่อด้วยผลประโยชน์ เพื่อให้สมิทธิ์ยอมเข้าร่วมกับภาคีสหเทพด้วยความเต็มใจซึ่งสมิทธิ์ต้องยอมรับว่าเกิดความหวั่นไหวขึ้นในใจ เพราะพวกเขาเข้าขากันขายของได้เก่งเหมือนตัวแทนประกันภัยหรือตัวแทนขายตรงระดับมงกุฎเพชรเลยทีเดียว

     

            “ไม่!” แต่ไม่ดีกว่า... สมิทธิ์ปฏิเสธอย่างหนักแน่น สีหน้าของเขาจริงจังแววตาไร้ความหวาดกลัว

            “ชั้นไม่เอาด้วยชั้นแค่มาบอกให้พวกนายเลิกยุ่งกับเทวาลัยแห่งโชคชะตาเท่านั้น”

            ภูเบศวร์ได้ยินถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้เขาระเบิดอารมณ์ตวาดออกมา ยืนขึ้นชี้ไปที่หน้าของสมิทธิ์อย่างเกรี้ยวกราด จู่ๆ ตัวแทนขายดีเด่นผู้สงบเสงี่ยมก็เปลี่ยนไปเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียอย่างรวดเร็วเหมือนคนเป็นโรคอารมณ์ 2 ขั้ว

            “เจ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อรองได้หรอกนะถ้าเจ้าไม่เข้าร่วมกับเรา ข้าจะถือว่าเจ้าเป็นศัตรู รวมทั้งพวกเทวาลัยนั่นด้วย”

            ระหว่างที่ภูเบศวร์ของขึ้น จนงูพิษที่คล้องคอของเขานั้นตกใจขู่ฟอดๆออกมา กระแสไฟฟ้าก็เริ่มปรากฏขึ้นที่มือของสมิทธิ์

     

            “ระบบพันตา” สมิทธิ์เปล่งเสียงขึ้น

            สายฟ้าฟาดลงมายังร่างของเขาสมิทธิ์เปลี่ยนเป็นสภาพร่างทรงระดับ 2 กลางโถงประชุมของภาคีสหเทพยังไม่ทันที่ใครจะรู้ตัวแสงเจิดจ้าก็ส่องสว่างขึ้นจากสัญลักษณ์ดวงตาบนหน้าอกของสมิทธิ์

            “อย่างที่สรรค์บอกจริงๆ ว่าคงคุยกันดีๆไม่รู้เรื่อง แต่ชั้นเองก็ไม่ได้กะจะมาต่อรองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เสียงของสมิทธิ์ดังขึ้นผ่านหน้ากาก

            การเอ่ยระบบพันตาออกมา เหมือนเป็นสัญญาณบอกกับสรรค์ผ่านเครื่องมือสื่อสารในหูของสมิทธิ์ตอนนี้สรรค์สามารถพูดคุยกับสมิทธิ์ได้อย่างอิสระ ไม่ต้องลับๆ ล่อๆ อีกต่อไป

            “ทำไมเจ้าไม่รับข้อเสนอล่ะ ดูน่าสนใจดีนะ”สรรค์แหย่สมิทธิ์ แต่น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนเคย

            “จะให้ชั้นเชื่อพวกที่ฆ่าพวกเดียวกันได้หน้าตาเฉยเนี่ยนะไม่มีวันซะหรอก” สรรค์พูดอย่างหนักแน่นพลางเหาะขึ้นไปยังที่นั่งของเหล่าคนทรง

            “ว่าแต่นายได้ยินแล้วใช่ไหมว่าพวกนี้มีกันกี่คนแล้วชั้นต้องจัดการคนไหน?”

            แผนของสมิทธิ์และสรรค์นั้นไม่ได้ให้สมิทธิ์เดินทางมาเพื่อเจรจา แต่มาเพื่อทำภารกิจอื่น

            “ดูท่าคนที่สามารถสั่งการทุกคนได้น่าจะเป็นร่างทรงเทพแห่งการทำลายนะ”สรรค์ซึ่งได้ฟังบทสนทนาของทุกคนตั้งแต่สมิทธิ์มาถึงได้วิเคราะห์ประเมินถึงเป้าหมายของสมิทธิ์

            “คนที่อยู่ตรงกลางสินะ” สมิทธิ์สะบัดแขนข้างหนึ่งใบมีดแสงที่สร้างขึ้นจากสายฟ้าโผล่ขึ้นมาหลังมือขวาของเขา

            ใบมีดแสงส่งเสียงเหมือนนกร้องแบบเดียวกันกับตอนที่เขาใช้สายฟ้ารวบรวมไว้ที่มือเพื่อยิงลำแสงสายฟ้าแต่อาวุธรูปแบบใหม่นี้ ไม่ได้ใช้พลังชีวิตของเขามากเท่าไหร่เพราะเป็นการรวบรวมสายฟ้าในปริมาณน้อยเป็นจุดเดียวผลลัพธ์จากการฝึกฝนใช้พลังกับสรรค์ตลอด 3 วันที่ผ่านมา

            “เธอตั้งชื่ออาวุธใหม่นี่ว่าอะไรนะ?”เทพแห่งสงครามที่เงียบมาโดยตลอด ส่งเสียงขึ้นมาในหัวของสมิทธิ์ด้วยความตื่นเต้น

            “โอ๊ย! นี่มันใช่เวลาไหมท่านไม่ต้องมีชื่อท่าไม้ตายชื่ออาวุธทุกอย่างก็ได้...” สมิทธิ์ลากเสียงยาว บ่นด้วยความเหนื่อยหน่าย

            “เรียกว่า ดาบสายฟ้า ก็แล้วกัน” สรรค์ตอบกลับอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “เพื่อนของเธอเธอนี่ไม่มีจินตนาการเอาเสียเลย”เสียงของเทพสงครามอ่อนลงไป 

            “อย่าลืมล่ะถ้าเจ้าขู่เจ้านั่นไม่ให้มายุ่งกับเทวาลัยไม่สำเร็จล่ะก็... เจ้าอาจจะโดนฆ่าตายแต่พวกภาคีก็คงไม่สนใจพวกเราอีก” สรรค์ย้ำกับสมิทธิ์อีกครั้ง แม้ว่าแผนการของพวกเขาจะดูสิ้นหวังและอันตรายแค่ไหนสมิทธิ์ก็ยอมเสี่ยงดู

            “รู้แล้วน่า!” สมิทธิ์อยู่ในตำแหน่งที่เอื้อมถึงภูเบศวร์พอดี