“ตะวันรู้สึกว่าเขามีอะไรไม่ชอบมาพากล.. เมื่ออาทิตย์ก่อนเขาพูดอะไรสักอย่างเป็นทำนองว่าจะเลิกกับพี่บุหลัน.. ตะวันตั้งใจจะเตือนพี่บุหลัน แต่ดันมาเกิดเรื่องซะก่อนจนเกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย”
มือเล็กยกขึ้นกุมศีรษะ
ภูจินดาขมวดคิ้วแน่น เธอไม่อยากเชื่อเรื่องที่ได้รับฟัง แต่ก็รู้ว่าตะวันวาดไม่ใช่คนที่จะโกหกหรือแต่งเรื่องขึ้น
“เธอจะพูดแบบนั้นก็เถอะ.. แต่พี่ธันที่พี่รู้จักไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกนะ” เธอเอ่ย ทำให้ตะวันวาดมองหญิงสาวอย่างประหลาดใจ
“ทำไมพี่จินพูดอย่างกับรู้จักเขามานานเลยค่ะ” เมื่อถามจบตะวันวาดก็แปลกใจที่ตัวเองไม่ได้ถามคำถามนี้กับภูจินดาเร็วกว่านี้ ขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็ยิ้มขำ เจ้าหล่อนพยักหน้าลงตอบรับคำถาม
"เขาเป็นญาติห่าง ๆ ของฉันนะ.. แถมฉัน.." ภูจินดามีท่าทีเขินอายเล็กน้อย ตะวันวาดมองอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจว่าเธอควรตีความท่าทางนั้นเช่นไร
“พูดแบบนี้ดีกว่า.. ตอนสมัยเรียนมหาลัย ฉันเคยเจอพี่ธันบ่อย ๆ พี่ภูกับพี่ธันก็เคยเป็นเพื่อนกันนะ.. ถึงจะไม่สนิทมากก็เถอะ.. พ่อของฉันกับพ่อพี่ธันเหมือนจะสนิทกันด้วย แต่เรื่องนี้ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่”
ตะวันวาดพยักหน้ารับรู้..
“พี่ธันน่ะ.. ภายนอกเขาเป็นคนเท่ ๆ หน้านิ่ง แต่อารมณ์ร้อน พูดจาโผงผาง.. แต่จริง ๆ แล้วใจดี อบอุ่นมาก.. ตอนนั้นที่เป็นแฟนกับบุหลันก็หวานมากด้วย..”
ตะวันวาดมองภูจินดาอย่างประหลาดใจ..
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้สะท้อนกลับไปกลับมาในห้วงความคิดของตะวันวาด.. สิ่งที่เธอคาดเดาจากบทสนทนาได้รับการยืนยันจากภูจินดาเป็นอย่างดี...
“แปลว่าพี่โธ.. คุณธันเป็นแฟนพี่บุหลันก่อนที่จะคบกับพี่ภูเหรอคะ? ”
ภูจินดาพยักหน้าหงึกหงัก.. ก่อนจะหยุดมองตะวันวาด
“นี่เธอไม่เคยคุยกับพี่สาวตัวเองจริง ๆ สินะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างเหลือเชื่อ.. ถ้าหากไม่รู้จักตะวันวาดมานาน ภูจินดาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าตะวันวาดและบุหลันรังสรรค์เป็นพี่น้องกัน
ตะวันวาดยิ้มแห้ง
“คนละแม่ แถมอายุก็ห่างกันตั้งเยอะนี่คะ”
ภูจินดาพยักหน้ารับรู้ เออออเห็นด้วย
“ก็จริงนะ.. ตอนนี้ตะวันอายุเท่าไหร่นะ? 23 ใช่ไหม? โอ้โห.. รู้สึกแก่ชะมัด” ภูจินดาถามเองตอบเอง พร้อมกับบวกเลขอายุตัวเองเสร็จสรรพ.. เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ภูจินดาเพิ่งรับรู้ว่าตัวเองแก่กว่าหญิงสาวตรงหน้าเสีย 7-8 ปี..
“เวลาผ่านไปเร็วจริง ตอนที่พี่ธันเป็นแฟนกับพี่สาวเธอน่ะ อายุเท่าตะวันตอนนี้เลย ส่วนบุหลันก็อายุเท่าฉัน ตอนนั้นพี่ธันทั้งไปรับไปส่ง ดูแลจนบุหลันกลายเป็นเหมือนเจ้าหญิงในมหาวิทยาลัย ทำเอารุ่นน้องรุ่นพี่ผู้หญิงในมหาลัยหลายคณะอกหักกินไม่ได้นอนไม่หลับกันไปหลายคนเลย”
ตะวันวาดได้รับฟังเรื่องราวในอดีตก็แทบจะไม่เชื่อ.. เธอจินตนาการถึงอันธกานต์ที่ดูแลพี่สาวเธอไม่ออกเลย..
‘คุณมาแต่งงานกับพี่สาวฉันทำไม!? คุณมาแย่งพี่บุหลันจากพี่ภูทำไม!’
‘ฉันไม่ได้แย่ง’
‘ใครแย่งใคร เธอกลับไปถามไอ้ภูดีกว่า!!’
บทสนทนาระหว่างเธอ และอันธกานต์ดังก้องขึ้นในห้วงความคิด..
มิน่าล่ะ.. เขาถึงพูดแบบนั้น..
“ตะวันรู้ว่าพี่บุหลันเคยมีแฟน.. แค่คิดไม่ถึงว่า..” ตะวันวาดเอ่ยต่อ
ภูจินดาพยักหน้าให้เธออีกครั้ง
“ตอนนั้นฉันก็ไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น รู้อีกทีพี่ภูก็พาบุหลันมาแนะนำ แล้วก็บอกว่าเป็นแฟนกัน..”
ทำไมพี่ธันถึงพูดเหมือนกับว่าพี่ภูแย่งพี่บุหลันไปนะ... อีกคำถามดังขึ้นระหว่างที่ภูจินดากำลังเล่าเรื่องให้เธอฟัง..
“ตอนแรกฉันก็ไม่อยากเชื่อ คิดว่าบุหลันคงไม่ได้จริงใจกับพี่ภู แต่พอผ่านไปหลายปีเข้า ก็เห็นเป็นอย่างที่ตะวันเห็น.. ส่วนพี่ธันเองก็หายไป แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าเขาหายไปไหน.. ทั้งที่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ”
เรียนไม่จบ..
ภาพเจ้าของใบหน้าคมปรากฏชัดขึ้นในห้วงความคิด..
“หลังจากวันนั้น มี emergency (เรื่องฉุกเฉิน) นิดหน่อย ทำให้พี่ต้องบินไปยุโรปวันถัดมา ก็เลย..” อีกคำพูดของอันธกานต์ในวันแรก ๆ ที่เธอได้พบกับเขาอีกครั้งแวบขึ้นมา.. แปลว่าตอนนั้นเขาคงออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว
“ฉันไม่สนิทกับบุหลัน ก็เลยไม่อยากถามเรื่องส่วนตัว.. โดยเฉพาะกับผู้ชายที่ถือว่าเป็นแฟนเก่า แต่เอาเถอะ เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว ที่ฉันจะบอกก็คือ จริง ๆ พี่ธันไม่น่าจะเป็นอย่างที่ตะวันคิดนะ.. ฉันคิดว่าเขาแค่อาจจะมีเรื่องต้องจัดการเยอะแยะ”
“แต่เค้าดูไม่อาลัยอาวรณ์พี่บุหลันเลย” ตะวันวาดยังคงไม่ยอมแพ้ภูจินดา
คนโตกว่าเม้มปากเล็กน้อย
“คนเรามีวิธีการแสดงความเสียใจที่ไม่เหมือนกันนะตะวัน”
ตะวันวาดยอมรับว่าคราวนี้ภูจินดาพูดมีเหตุผล.. เธอเถียงต่อไม่ขึ้น
“ตะวันก็แค่..” ว่าแล้วคนตัวเล็กก็หรี่สายตาลง
“ทำไมพี่จินเข้าข้างคุณธันจัง” ตะวันวาดเปลี่ยนหัวข้ออย่างรวดเร็ว
ภูจินดามีสีหน้าเหลอหลาเล็กน้อย เจ้าหล่อนอมยิ้มเขิน ๆ
“ก็ได้! ฉันยอมรับ.. ฉันเคยเป็นกรี๊ดพี่ธัน แบบแฟนคลับน่ะ” คนอายุเยอะกว่าเอ่ยตอบอย่างเขินอาย
ตะวันวาดได้ยินเช่นนั้นกลับเป็นฝ่ายอึ้งไปแทนเสียอย่างนั้น..
“และถึงแม้ว่าพี่ธันจะทำให้พี่ภูต้องเสียใจมาก.. แต่นั่นก็เป็นเรื่องของคนสองสามคน ฉันไม่อยากเข้าไปก้าวก่ายอะไรมาก และฉันก็ไม่อยากตัดสินใคร มันเป็นเรื่องของความรู้สึก.. แถมตอนนี้บุหลันก็..” หญิงสาวเงียบไป มองหน้าตะวันวาดที่เศร้าลงเช่นกัน
“ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นหรอกนะ..” ภูจินดาเอ่ยต่อ
“อีกอย่าง.. การจัดการงานศพ การแจ้งมรณะต้องจัดการภายใน 24 ชั่วโมง.. พ่อตะวันเป็นต่างชาติอาจจะไม่รู้ขั้นตอนอะไรมากนัก ส่วนแม่ก็ยังเสียใจอยู่ ถ้าพี่ธันไม่ช่วยจัดการแล้วใครจะจัดการ.. จริงมั้ย”
ประโยคคำถามยาวครั้งนี้ทำให้ตะวันวาดเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดที่ด่วนตัดสินใจอันธกานต์ไปโดยที่ไม่คิดให้ดีเสียก่อน.. ยังดีที่ภูจินดาไม่รู้ว่าเธอโพล่งพูดอะไรออกไปกับอันธกานต์.. ไม่งั้นคนตรงหน้าคงทำให้เธอรู้สึกผิดยิ่งไปกว่านี้
ตะวันวาดนิ่งเงียบลง ขณะที่ภูจินดายกมือขึ้นลูบศีรษะอีกฝ่าย
“ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา.. ทำไมบุหลันถึงเลือกที่จะแต่งงานกับพี่ธันทั้ง ๆ ที่คบกับพี่ภูมาเป็นสิบปี.. ฉันไม่รู้ว่าพี่ธันมีแผนหรือไม่มีแผนอะไร.. แต่ที่แน่ ๆ ฉันคิดว่าเขาคงไม่ใจไม้ไส้ระกำถึงกับไม่มีความรู้สึกเสียใจเลยหรอกนะ”
“....”
“เวลาเปลี่ยน คนเราอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้” ตะวันวาดเอ่ยขึ้นในที่สุด
ภูจินดาพยักหน้าเล็กน้อย..
“นั่นก็อาจจะจริง.. สุดท้ายแล้วมันก็อาจจะอยู่ที่ตรงนี้” เธอจิ้มนิ้วไปยังหน้าอกซ้าย.. ตะวันวาดเลิกคิ้วมองพี่สาว
“คำพูด การกระทำ อาจจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา.. เข้าใจยาก.. แต่ความรู้สึกมันหลอกกันไม่ได้ บางครั้งเราอาจจะต้องใช้สัญชาตญาณสัมผัสมันล่ะมั้ง” เธอเอ่ยพร้อมยิ้มบาง..
4 วันต่อมา..
ศพของบุหลันรังสรรค์ถูกย้ายมาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ลุงสินธพช่วยจัดการประสานงานให้ทุกอย่างจนตะวันวาดแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย บุหลันรังสรรค์เองไม่ได้มีเพื่อนเยอะแยะมากมาย ครอบครัวของเธอก็ไม่ได้มีญาติพี่น้องที่ไหน ทำให้งานศพถูกจัดขึ้นอย่างสงบเรียบง่าย มารดาของตะวันวาดตัดสินใจสวดอภิธรรมเพียง 5 วันก่อนพิธีฌาปนกิจศพ..
ซึ่งก็เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวเท่านั้น..
ตะวันวาดในชุดกระโปรงยาวสีดำสนิทกวาดสายตามองไปรอบงานปะทะสายตากับภูจินดาที่นั่งอยู่ข้างภูธเรศพี่ชายของเธอ.. หญิงสาวเล่าให้ตะวันวาดฟังว่าสุดท้ายแล้ว ในคืนหลังจากที่พวกเธอคุยกัน ภูจินดาก็กลับบ้านไปและจัดการล็อกภูธเรศเอาไว้ในห้องนอนอย่างที่เธอพูดเอาไว้ พี่สาวเธอเลียบ ๆ เคียง ๆ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภูธเรศฟัง.. ปรากฏว่าภูธเรศนิ่งสงบ ไม่ได้คลั่งอย่างที่ภูจินดาคาดเอาไว้.. แต่นั่นก็หมายความว่าเหตุการณ์นั้นกำลังจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เธอคิด
อย่างไรก็ตามภูธเรศปรากฏตัวขึ้นในงานศพตลอดสี่วันที่ผ่านมา.. ไม่พูดไม่จา ไม่กินไม่ดื่ม จนตะวันวาดต้องเข้าไปอ้อนวอนและขู่ว่าจะไม่ให้เขาเข้างานศพอีกถ้าหากเขาไม่ยอมกินอะไรเลย.. สุดท้ายภูธเรศจึงยอมดื่มน้ำและกินข้าวเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปนั่งนิ่งอยู่ที่มุมข้างโลงศพที่เขานั่งมาตลอดสองวัน..
นัยน์ตากลมกวาดมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะปะทะเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่เดิมที่เธอคุ้นเคย.. ร่างสูงค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาภายในงานศพ
อันธกานต์..