จางฮ่านทำความสะอาดครัวเรียบร้อย ก็เดินมาหยิบเงินใส่ไปที่ลิ้นชัก
เป็นเวลาแปดโมงเช้า จื่อเหยียนก็โทรเข้ามาคุยกับเหมิงเหมิง
“จางฮ่าน”
“อือ”
“พูดแต่อือๆ อาๆ พูดอย่างอื่นไม่เป็นแล้วใช่มั้ย?” จื่อเหยียนไม่สบอารมณ์
“เอาโทรศัพท์ให้เหมิงเหมิงพูดสายหน่อย” จื่อเหยียนพูดขึ้น
“อ่อ” จางฮ่านเดินไปหาเหมิงเหมิง พลางถามเรื่องงานของเธอ “MV ถ่ายไปถึงไหนแล้ว? เสียงคุณฟังดูเหนื่อยๆ นะ”
“ค่อยพูดเหมือนคนขึ้นมาหน่อย” จื่อเหยียนเสียงอ่อนลงมาบ้าง “เหนื่อยทีเดียวเลย เมื่อคืนกว่าจะเสร็จก็ตีสาม เดี๋ยวต้องหาที่ถ่ายทำแถวชานเมืองอีก บลาๆ ๆ ๆ ”
จางฮ่านหน้านิ่ว “มีความจำเป็นต้องลำบากขนาดนี้มั้ย?”
“ฉันเองก็อยากจะใช้เวลากับเหมิงเหมิงให้มากกว่านี้ แต่ฉันต้องหาเงิน อีกหน่อยเหมิงเหมิงจะได้กินดีอยู่ดี อีกอย่างฉันหายไปตั้งห้าปี ผู้คนคงจะลืมฉันไปหมดแล้ว ต้องทุ่มเทกว่าที่เคย ถึงจะเอาชื่อเสียงพวกนั้นกลับมาได้” จื่อเหยียนอธิบาย
“คุณก็ดูหนักเบาเอาเองแล้วกัน ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วย ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเงินมากนักหรอก มีผมอยู่ทั้งคน” จางฮ่านบอกเธอ
“ขอบคุณนะ” เธอเสียงอ่อนลงไปอีก “ใช่แล้ว ได้ยินเหมิงเหมิงบอกว่าคุณทำอาหารอร่อย?”
“อือ”
“เชอะ มั่นอกมั่นใจขนาดนี้คงจะมีดีอะไรกับเขาบ้างแหละมั้ง?” จื่อเหยียนหัวเราะ “อีกอย่าง อย่าไปยัดอะไรพิเรนทร์ใส่สมองให้เหมิงเหมิงมาก เอะอะ อะไรก็มดปลวกๆ ไม่งั้นฉันกลับไปเมื่อไหร่ละก็น่าดู เอาโทรศัพท์ให้เหมิงเหมิงได้แล้ว”
“อ่อ” จางฮ่านยื่นโทรศัพท์ให้เหมิงเหมิง
ลูกค้าเข้าร้านมาอย่างไม่ขาดสายในช่วงเช้า แต่เนื่องจากจางฮ่านไม่ทำกับข้าว ก็ได้แต่ออกจากร้านไปอย่างเซ็งๆ
จางฮ่านเห็นว่าเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ ก็เลยเขียนประกาศตั้งไว้ที่หน้าร้าน
เวลาเปิดบริการ :เช้า 7.00 - 8.00,เที่ยง 12.00 - 13.00,เย็น 18.00 - 19.00 ปิดร้านเป็นบางวัน นอกเหนือจากเวลานี้ ห้ามรบกวน
เมนู:ข้าวผัดไข่จานละ 280 หยวน นมวัว แก้วละ 80 นมแพะ (มีเฉพาะบางวัน) แก้วละ 80 หยวน
ขายแต่ข้าวผัดไข่แถมราคายังแพงลิบลิ่ว คงจะมีแต่ผีมากินแหละ สาวข้างร้านเจ้าเก่าพึมพำ......
เวลาเดียวกัน ที่บ้านของเซียวเชียน
“ไอ้หยา ขยะพวกนี้มันอะไรกัน ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว” หลี่ฟานอารมณ์ไม่ดี “แม่มันสิ เพิ่งจะเรียนรู้เรื่องเพลงไม่เท่าไหร่ ก็ส่งเพลงเข้ามากันแล้ว ตูล่ะเชื่อ ส่งเพลงมาไม่เท่าไหร่ แต่ทำนองนี่ฟังได้ซะที่ไหน นี่พวกแกเล่นเกมฟังคำร้องใส่ทำนองหรือไงกัน?”
“หึๆๆ ” เซียวเชียนหัวเราะ “เดี๋ยวตอนบ่ายฉันฟังเพลงเอง นายไปพักเถอะ ฉันว่านายฟังต่อไปต้องเป็นบ้าเข้าแน่ๆ ”
“ผมบ้าไปแล้ว หิวจนเป็นบ้า” หลี่ฟานยืนขึ้นมาบ่น “ผมจะไปทำบะหมี่กินหน่อย”
“อย่าเลย ไปกินข้างนอกกันไม่ดีกว่าเหรอ? นายเองก็ลำบากมาหลายวันแล้ว ออกไปเปลี่ยนรสชาติซะหน่อย” เซียวเชียนค้าน
“ผมว่าอย่าเลย ใกล้จะถึงวันขึ้นคอนเสิร์ตแล้ว ได้เพลงใหม่ขึ้นไปเล่นสักสองเพลง แฟนเพลงจะได้ไม่ผิดหวัง” หลี่ฟานพูด
“เดี๋ยวฉันสั่งอาหารมากินแล้วกัน อย่ากินบะหมี่พวกนั้นเลย” เซียวเชียนหยิบโทรศัพท์โทรสั่งอาหาร
“งั้นก็ได้ ผมขอพิซซ่าถาดใหญ่นะ แล้วก็เอาสเต๊กเนื้อด้วยสองที่ ของหวานเอาเป็นอะไรก็ได้” หลี่ฟานกลับไปนั่งที่โต๊ะคอมฯ
“ไม่เกรงใจกันเลยเนาะ” เซียวเชียนหลอกด่า
“มีคนที่ทำงานด้วยกันที่ไหนเขามานั่งเกรงใจกันด้วยล่ะ” หลี่ฟานเปิดเพลงชื่อ นักแสดง ขึ้นมาฟัง
“เอ๋? ชื่อเพลงดูเข้าท่าดีนี่ แต่เนื้อหายืดยาวไปหน่อย รวมๆ แล้วก็ครบ แถมยังมีเปียโนบรรเลงแทนคำร้องอีกด้วย...อืม? ล้อกันเล่นหรือไง? เพลงนี้ตั้งราคาไว้ถึงหนึ่งแสน? จะบ้าหรือไง”
“โอ๋? เพลงราคาหนึ่งแสน? ต่อลำโพงเลย ฉันฟังด้วยคน”
เซียวเชียนประหลาดใจ
“งั้นก็ลองฟังดูว่าสมราคาคุยมั้ย?” หลี่ฟานต่อลำโพงฟังทำนองเพลง
พอเสียงเปียโนบรรเลงขึ้นมา หลี่ฟานชะงักไปชั่วขณะ
“พอได้นี่หว่า”
หลี่ฟานเริ่มตั้งใจฟัง ส่วนเซียวเชียนหลับตาซึมซับอารมณ์เพลงนานแล้ว
“ในที่สุดก็มีเพลงที่ดูเข้าท่ากับเขาเข้ามา พวกเราลองฟังเปียโนบรรเลงคำร้องดู” หลี่ฟานเปิดฟังทันที
เขาหันไปคุยกับเซียวเชียน “ผมคิดว่า...เพลงใหม่ที่จะเอาไปในเล่นคอนเสิร์ตได้มาแล้ว”
“ดูเนื้อเพลงหน่อย” เซียวเชียนปรี่เข้ามา
พอดูเนื้อร้องเสร็จ หลี่ฟานก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“ดีๆ ๆ ๆ เนื้อร้องเขียนออกมาได้ดีทีเดียว เจ๋งสุดๆ ผมคิดว่าถ้าคุณเอาไปร้องละก็มันต้องออกมาดีมากๆ เลย”
“นักแสดง....” เซียวเชียนท่าทางใจลอย พึมพำขึ้นมา “เพลงนี้แหละที่ฉันต้องการ”
จบตอน