บทที่2-1 คติประจำใจ
หวังิซินช่วยครอบครัวต้อนรับแเื่อยู่ที่ด้านหน้างานแเื่ที่มาร่วมงานในคืนนี้มีทั้งข้าราชการ ขุนนางระดับสูงที่บุญหนักศักดิ์ใหญ่ขุนนางชั้นผู้น้อย เศรษฐีไปจนถึงพ่อค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจการการค้าของครอบครัวนางรวมถึงครอบครัวของท่านผู้ตรวจการมณฑลเสฉวน ผู้เป็พ่อสามีของพี่สามด้วย
พี่เขยของนางมีน้องสาวหนึ่งคนคือพี่กุ้ยชิงซึ่งกำลังตั้งครรภ์แรกอยู่ สามีของพี่กุ้ยชิงมีนามว่าหลิวจ้ายเทียนขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็รองแม่ทัพของมณฑลเสฉวน
ในขณะที่ิซินกำลังยืนยิ้มอยู่ด้านหน้างานสาวใช้ตัวน้อยเดินเยื้องย่างผ่านแเื่มาหยุดอยู่ที่ด้านข้างิซินนางจึงเอ่ยถามเสียงเบาว่า
“เยสหรือโน” (yesor no)
“เยสเ้าค่ะ”
“เกรท ขอบใจเ้ามาก” (Great แปลว่า ดีมาก)
จากคำตอบของสาวใช้ประจำตัว จึงทำให้ิซินรู้ว่าพระเอกงิ้วที่นางชื่นชอบเสียงของเขา ได้มาร่วมแสดงในงานเลี้ยงนี้ด้วยการที่นางและสาวใช้ของนางสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้นั้น เป็เพราะว่า พี่สามเป็คนสอนให้นางและสาวใช้จึงชอบใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกัน ในเวลาที่ไม่้าให้ผู้อื่นรับรู้บทสนทนาของพวกตน
เมื่อหกปีที่แล้วหลังจากพวกนางกลับจากเมืองหลวง พี่สามที่เห็นว่าเริ่มมีพ่อค้าต่างชาติชาวอังกฤษนำของเข้ามาขายในเมืองหลวง จึงเริ่มสอนภาษาอังกฤษให้แก่ ตัวนาง พี่สี่ข้ารับใช้ประจำตัวของพวกเราทั้งสองคน รวมถึงสาวใช้ของพี่สามเองด้วยโดยพี่สามบอกว่า ดรีมเป็คนมาสอนภาษาอังกฤษในฝันให้กับพี่สาม
‘ดรีม ช่างใจร้ายกับนางเหลือเกินนางรอมาแปดปีแล้ว แต่ดรีมก็ไม่เคยมาหานางสักครั้ง’
หวังิซินเป็คนที่เรียนรู้ทางด้านภาษาได้ดีที่สุดแต่กลับเป็คนที่เรียนการเขียนกลอนและแต่งกลอนได้แย่ที่สุดเช่นกันแต่นางยังโชคดีอยู่บ้างที่มีซิ่งฮวาเป็สาวใช้เพราะซิ่งฮวาได้รับคำชมจากอาจารย์มากที่สุด และอาจารย์ยังแอบกระซิบกับนางว่า
“ถ้าต้องแต่งกลอนตอบโต้กับผู้อื่นก็ให้สาวใช้ของเ้าเป็ผู้กระทำเถิด”
“___”
ครอบครัวของนางสนับสนุนให้ทาสและคนรับใช้ได้เรียนหนังสือโดยเด็กที่อายุต่ำกว่าสิบปีทุกคนจะต้องเรียนหนังสือวันละหนึ่งชั่วยามนอกเหนือจากนั้นสามารถเลือกได้ว่า จะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้แล้วแต่ความสมัครใจของแต่ละคนซึ่งส่วนใหญ่ทุกคนอยากเรียนหนังสือเพราะถ้า้าเลื่อนตำแหน่งเป็ผู้ช่วยหรือหลงจู๊ดูแลร้านค้าของครอบครัวนางที่มีกิจการอยู่มากมาย จะต้องมีคุณสมบัติอย่างแรกคือ อ่านและเขียนหนังสือได้
ด้วยพี่สามของนางเป็คนริเริ่มจ้างอาจารย์ผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงหนึ่งคนมาคอยประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้โดยแบ่งสอนแยกตามเพศ จวบจนมาถึงตอนนี้มีอาจารย์สอนหนังสือมากถึงหกท่าน
ในขณะที่ิซินกำลังพาครอบครัวเพื่อนสนิทของนางมาส่งที่โต๊ะอาหารนางได้ยินเสียงของเด็กผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยเรียกมาจากด้านหลัง
“พี่ิซินขอรับ”
เมื่อนางหันไปมองก็ได้พบกับเด็กผู้ชายที่เดินมากับบุรุษผู้หนึ่งจึงได้กล่าวทักทายเด็กชายออกไปว่า
“น้องจิ่งเทียนมาแล้วหรือ”
“คารวะพี่ิซินขอรับ”
“สวัสดีจ้ะน้องจิ่งเทียน”
จากนั้นิซินจึงหันไปทักทายคารวะบุรุษที่ยืนอยู่ด้านข้างเด็กชาย
“คารวะคุณชายหลิวอี้โจวเ้าค่ะ”
“สวัสดีคุณหนูหวังิซิน”
“เชิญพวกท่านทั้งสองคนนั่งที่โต๊ะทางด้านนั้นเลยเ้าค่ะข้าได้จัดเตรียมให้พวกท่านนั่งกับตระกูลสามีท่านอาหญิงของท่านเ้าค่ะ”
“ขอบคุณมาก คุณหนูิซิน”
“ยินดีเ้าค่ะ”
ในขณะที่ิซินมองตามคนทั้งสองซึ่งกำลังเดินไปยังโต๊ะตามที่นางเอ่ยบอก เพื่อนสนิทของนางนามว่า หยางยวี่ถงได้เอ่ยกับนางว่า
“คุณชายอี้โจวมาร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วยถือว่าเขาให้เกียรติครอบครัวของเ้ามาก ปกติเขาเป็คนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใดมากนักสตรีที่อยู่ในงานต่างมองตามคุณชายอี้โจวกันหมด เสน่ห์ของคุณชายช่างรุนแรงยิ่งนัก ถึงแม้นจะมีข่าวลือเื่อาถรรพ์เ้าสาวของเขายังมิอาจลดความนิยมที่มีต่อตัวเขาได้”
“ท่านพ่อและครอบครัวของข้าทำการค้าร่วมกับเขาหลายอย่าง เขาคงมาเพื่อให้เกียรติท่านพ่อและท่านนายอำเภอคนใหม่แลน้องชายของเขายังเห็นข้าเป็เหมือนพี่สาวคนหนึ่งเขาย่อมต้องเห็นแก่หน้าข้าบ้างไม่มากก็น้อย”
“นั่นสินะ น้องจิ่งเทียนก็รักและนับถือเ้ามากหลังจากเกิดเื่ในวันนั้น”
หวังิซินย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อประมาณสี่ปีก่อนเป็งานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบสิบเจ็ดปีของพี่สาม และเป็วันแรกของการฉลองเปิดกิจการเรือสำราญล่องทะเลสาบของพี่หยางเหวินงานเลี้ยงจัดขึ้นที่เรือสำราญเยว่หยาง ตอนนั้นนางอายุสิบเอ็ดปีในระหว่างที่นางกำลังเดินสำรวจเรือของพี่เขยอยู่นั้นนางได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของพวกเด็กๆ ทะเลาะกัน นางจึงเดินไปหายังต้นตอของเสียงและได้พบว่า มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังทะเลาะกับเด็กผู้ชายสามคนมีการผลักร่างกายกันไปมา จนกระทั่งเด็กผู้ชายที่ถูกรุมและยืนใกล้กราบเรือถูกผลักจนกระเด็นไปอยู่ที่พื้น
“พวกเ้าทำอะไรเหตุใดจึงมาทะเลาะกันบนเรือของท่านนายอำเภอพี่เขยของข้าเยี่ยงนี้ไม่กลัวถูกทำโทษหรือ”
เด็กผู้ชายทั้งสามคนที่ได้ยินคำขู่ของนางรีบวิ่งหนีกลับเข้าไปด้านในนางจึงช่วยพยุงเด็กชายที่กำลังร้องไห้และมีน้ำตานองอยู่บนใบหน้าให้ยืนขึ้นและเอ่ยถามเขาว่า
“พวกเขาทำให้เ้าาเ็หรือไม่”
“ไม่ขอรับ”เด็กชายตอบด้วยเสียงสะอึกสะอื้น
“ถ้าไม่าเ็เหตุใดจึงต้องร้องไห้ด้วยเล่า”
“ข้าเสียใจที่พวกเขาหาว่า ข้าไม่มีพ่อแม่สั่งสอนเป็เด็กกำพร้าขอรับ”
“แล้วเ้าไม่มีพ่อแม่อย่างที่พวกเขากล่าวหรือไม่”
“ข้ามีพ่อแม่นะขอรับเพียงแต่ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าตายไปั้แ่ข้ายังเด็กข้าจึงจำพวกท่านไม่ได้ขอรับ”
“เ้าก็มีพ่อแม่ เช่นนั้นแล้วเหตุใดต้องไปสนใจพวกเขาด้วยเล่าสมัยตอนเด็กๆ ข้าก็เคยถูกกลั่นแกล้ง หาว่าข้าไม่มีปู่และย่า ตอนแรกข้าเสียใจแต่พอพี่สาวของข้าอธิบายเหตุผลให้ข้าฟังข้าก็ไม่สนใจพวกคนที่นิสัยไม่ดีพวกนั้นอีกเลย”
“จนกระทั่งทุกวันนี้ พอทุกคนได้รู้ว่าข้าคือคุณหนูหวังิซินมีท่านปู่เป็ถึงท่านเสนาบดี พวกผู้คนที่เคยกลั่นแกล้งข้ากลับเปลี่ยนท่าทีและมาประจบสอพลอข้า แต่ข้าไม่สนใจคนนิสัยไม่ดีพวกนั้นเพราะฉะนั้นเ้าก็อย่าไปใส่ใจคนพวกนั้นและอย่าเสียใจเพราะพวกเขาเลย”
ด้วยความที่ตัวนางเป็ลูกคนเล็กจึงรู้สึกเอ็นดูและสงสารเด็กน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าประหนึ่งว่าเด็กน้อยเป็น้องชายของตนเอง
“ขอบคุณคุณหนูหวังิซินที่ช่วยปลอบใจน้องชายของข้า” ิซินหันไปมองบุรุษที่กล่าวขอบคุณนางจากทางด้านหลัง
“ข้าชื่อหลิวอี้โจวส่วนน้องชายชื่อหลิวจิ่งเทียน”
“คารวะคุณชายหลิวอี้โจวเ้าค่ะ” ิซินยอบตัวทำความเคารพผู้สูงอายุกว่า
“สวัสดีคุณหนูหวังิซิน”
หลังจากชายหนุ่มตอบรับคำทักทายของเด็กสาวแล้วจึงหันไปกล่าวกับน้องชายของตนเองว่า