ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ลอบเข้าตระกูลหนาน

    หน้ากากผีเสื้อหรือเซวียนเหอลู่ได้มาถึงเมืองรุ่งอรุณเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนแล้ว นางได้ตรวจสอบตระกูลหนานอย่างละเอียดแล้ว นางก็พบว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งกว่าที่แสดงให้ภายนอกเห็นอีก

    สาเหตุที่ทำให้เซวียนเหอลู่มั่นใจว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งมากก็เพราะสัญชาตญาณของนางบอกมาแบบนี้ ต้องไม่ลืมว่านางเป็นถึงหนึ่งในสิบสามพิทักษ์ขององค์กรแสงทมิฬ ซึ่งยอดฝีมือที่สามารถเข้าสู่สิบสามพิทักษ์ได้จะต้องมีความแข็งแกร่งในระดับเซียนอมตะขึ้นไป

    หรือก็คือเซวียนเหอลู่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนอมตะ แต่สัญชาตญาณของนางบอกว่าอย่าล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของตระกูลหนานถ้าหากว่านางยังไม่อยากตาย

    สำหรับยอดฝีมือแล้วสัญชาตญาณคือสิ่งที่ทำให้พวกเขามีชีวิตรอดมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นเมื่อสัญชาตญาณของเซวียนเหอลู่ร้องเตือนก็ทำให้นางไม่กล้าที่จะเข้าไปด้านในตระกูลหนาน เพราะแบบนี้แม้ว่านางจะมาถึงเมืองรุ่งอรุณนานนับเดือนแล้วแต่นางก็ไม่เคยเข้าไปด้านในตระกูลหนานด้วยซ้ำ

    ในขณะที่เซวียนเหอลู่กำลังจ้องมองไปยังตระกูลหนาน ด้านหลังของนางก็ปรากฏสตรีที่ดูน่ารักผู้หนึ่ง นางคือผู้ติดตามของเซวียนเหอลู่และยังเป็นยอดฝีมือระดับสูงขององค์กรแสงทมิฬ

    ชุนเหลียง นางเป็นคนสนิทและผู้ติดตามของเซวียนเหอลู่มานานหลายร้อยปี นางเป็นคนที่เซวียนเหอลู่ไว้ใจมากที่สุดอีกด้วย แถมความแข็งแกร่งของนางก็ยังอยู่ในระดับเซียนนิรันดร์ขั้นปลาย นับว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งผู้หนึ่งในองค์กรแสงทมิฬ

    “ พี่เซวียนข้าไปซื้อข้าวมาแล้ว ” ชุนเหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับวางอาหารไว้บนโต๊ะ

    เซวียนเหอลู่ถอนหายใจและถามขึ้นว่า “ แล้วเรื่องที่ข้าให้ไปสืบมาเป็นอย่างไรบ้าง? ” 

    ชุนเหลียงส่ายหน้าและตอบกลับไปว่า “ ก็เหมือนกับทุกทีแหละพี่เซวียน ความแข็งแกร่งของตระกูลหนานทุกๆคนรู้เพียงแค่พวกเขามียอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์อยู่เท่านั้นแต่ไม่เคยมีใครที่ได้เห็นยอดฝีมือระดับนั้นจริงๆนอกจากเหตุการณ์ตอนที่พวกหน้ากากหัวกะโหลกบุกไปโจมตีที่ยอดเขาเทียนเจียงน่ะ ” 

    เซวียนเหอลู่ถอนหายใจและกล่าวว่า “ ดูเหมือนว่าจะมีทางเดียวที่จะทำให้รู้ได้ก็คือการบุกเข้าไปตรวจสอบภายในตระกูลหนานเท่านั้นแล้วล่ะ ” 

    ชุนเหลียงมองไปที่ยังพี่สาวเซวียนที่แสดงสีหน้าจริงจังนางก็อดเป็นห่วงไม่ได้เพราะนางรู้จักพี่สาวของนางเป็นอย่างดี ถ้าหากนางมั่นใจจริงๆนางคงบุกเข้าไปในตระกูลหนานนานแล้ว แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณของพี่สาวเซวียนบอกว่าตระกูลหนานอันตรายทำให้นางยังไม่เคยเข้าไปใกล้ตระกูลหนานแม้แต่ครั้งเดียว

    “ พี่เซวียนท่านตัดสินใจแล้วงั้นหรือ? ” ชุนเหลียงถามขึ้นอย่างจริงจัง

    เซวียนเหอลู่พยักหน้าและกล่าวว่า “ คงเป็นแบบนั้นและอีกอย่างเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอกเพราะเจ้าก็รู้ว่าข้ามีความสามารถในการซ่อนตัวมากแค่ไหน แม้กระทั้งยอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นกลางหรือขั้นปลายก็ยากที่จะค้นหาข้าเจอ ” 

    ชุนเหลียงพยักหน้าและกล่าวว่า “ เช่นนั้นพี่เซวียนก็ต้องระวังตัวด้วย ข้าจะไปรอท่านอยู่ที่จุดนัดพบ ” 

    “ สามวัน…ถ้าหากข้าไม่ไปยังที่จุดนัดพบเจ้าก็รีบกลับไปองค์กรทันที ” เซวียนเหอลู่กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

    “ เข้าใจแล้วพี่เซวียน ” ชุนเหลียงพยักหน้ารับ

    ยามค่ำคืน 

    ในขณะที่ทุกๆคนในตระกูลหนานกำลังพักผ่อน บนต้นไม้สูงแห่งหนึ่งในสวม เซวียนเหอลู่ที่สวมชุดคลุมสีดำทั้งตัวกำลังซ่อนตัวอยู่ 

    ‘ นึกไม่ถึงเลยว่าตระกูลหนานจะไม่ได้มีเวรยามเดินตรวจตราด้วยซ้ำ? ’ เซวียนเหอลู่ครุ่นคิด สำหรับกองกำลังใหญ่ๆอย่างตระกูลหนานน่าจะมีเวรยามคอยเดินตรวจตรา แต่นี้นางเข้ามานานกว่าหนึ่งเค่อแล้วก็ยังไม่เห็นเวรยามแม้แต่คนเดียว แล้วแบบนี้นางจะไปอย่างไรต่อล่ะ

    เพราะทุกทีที่เซวียนเหอลู่เข้าไปในกองกำลังต่างๆก็มักจะเจอเวรยามอยู่ตลอดเวลา ทำให้นางตรวจสอบเวลาที่พวกเวรยามที่กำลังเปลื่ยนกะแทรมซึมเข้าไปได้สำเร็จ แต่สำหรับตระกูลหนานพวกเขาไม่มีเวรยามแม้แต่คนเดียว มีเพียงบ่าวรับใช้ที่เดินไปมาเท่านั้น ซึ่งนี้ทำให้การแทรกซึมของเซวียนเหอลู่ยิ่งยากกว่าเดิมเพราะไม่รู้ว่าจะมีเวรยามปรากฏตัวขึ้นมาตอนไหนและเมื่อไหร่

    แม้ว่าเซวียนเหอลู่จะเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนอมตะ แต่นางก็ยังเป็นคนที่ละเอียดและรอบครอบ ถ้าหากไม่มั่นใจเกินหนึ่งร้อยนางก็จะไม่ค่อยทำอะไรที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาและอีกอย่างนี้คือตระกูลหนาน นางไม่รู้ว่าจะมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งอย่างเซียนอมตะอยู่หรือไม่

    หลังจากที่ตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่งแล้วเซวียนเหอลู่ก็พบว่าตระกูลหนานไม่มีเวรยามจริงๆ นางจึงใช้ความมืดมิดลอบเข้าไปด้านในตระกูลหนานต่อ

    ด้วยความเร็วแหละความสามารถของนางทำให้นางสามารถลอบเข้าไปในส่วนลึกของตระกูลหนานได้อย่างง่ายดาย และไม่ถูกบ่าวรับใช้พบเห็นแม้แต่คนเดียว 

    เพียงแต่เซวียนเหอลู่ไม่รู้ตัวเลยว่านับตั้งแต่ที่นางเข้ามาในตระกูลหนาน นางก็ถูกตรวจจับได้โดยยอดฝีมือระดับสูงของตระกูลหนานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

    ภายในห้องพักของหนานหมิง

    หลังจากที่หนานหมิงได้กล่อมหนานเหม่ยจีให้นอนหลับ เขาก็ได้รับแจ้งจากลู่ปิงเจี้ยนที่เป็นถึงจ้าวเซียนขั้นสมบูรณ์ว่ามีคนลักลอบเข้ามาในตระกูลหนานและยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นต้นอีกด้วย

    หนานหมิงที่ได้ยินก็หรี่ตาลงและครุ่นคิดว่ายอดฝีมือที่ลักลอบเข้ามาในตระกูลหนานน่าจะเป็นยอดฝีมือขององค์กรแสงทมิฬ

    หนานหมิงจึงได้บอกให้ลู่ปิงเจี้ยนจับตามองสายลับคนนั้นเอาไว้ให้ดีและอย่าให้สายลับรู้ความลับของตระกูลหนาน เอาแค่ให้นางรู้แค่ว่าพวกเรามียอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นต้นไม่กี่คนก็พอ

    สาเหตุที่หนานหมิงต้องการให้สายลับคนนั้นรู้เพียงแค่ว่าตระกูลหนานมียอดฝีมือระดับเซียนอมตะแค่ไม่กี่คนก็เพราะเขาต้องการหลอกล่อให้พวกองค์กรแสงทมิฬปรากฏตัวและมุ่งเป้ามาที่ตระกูลหนาน ถ้าหากทำแบบนั้นได้จริงๆก็จะเป็นการเก็บกวาดพวกมันในคราวเดียว และทำให้ความแข็งแกร่งของพวกมันลดลงอย่างมากอีกด้วย

    หรือถ้าหากไม่สามารถทำลายพวกมันได้ทั้งหมด อย่างน้อยๆก็สามารถลดทอนความแข็งแกร่งของพวกมันก็เพียงตพอต่อจุดประสงค์ที่หนานหมิงต้องการแล้ว แม้ว่าจะไม่สามารถทำลายองค์กรแสงทมิฬได้

    เมื่อวางแผนได้แล้วหนานหมิงก็ได้สั่งให้ยอดฝีมือระดับสูงบางคนปลดปล่อยกลิ่นอายของเซียนอมตะขั้นต้นออกมา จำนวนห้าคนและยังมีเซียนอมตะขั้นกลางอีกหนึ่งคน

    ซึ่งสถานที่ปลดปล่อยกลิ่นอายก็ให้อยู่ในสถานที่ต้องห้ามที่มีผู้คุ้มกันยืนเฝ้าอยู่ ซึ่งผู้คุ้มกันเหล่านั้นก็เป็นถึงเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์หลายสิบคนและมีเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นอีกสามคน

    ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

    เซวียนเหอลู่ที่กำลังตรวจสอบความแข็งแกร่งของตระกูลหนาน นางก็รู้สึกว่าตระกูลหนานเก็บซ่อนความแข็งแกร่งได้อย่างแนบเนียนดีเหลือเกิน เพราะนางไม่สามารถค้นหายอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปได้เลยด้วยซ้ำ

    ‘ หรือว่ายอดฝีมือของตระกูลหนานได้ออกไปค้นหาที่ซ่อนของพวกเราอยู่? ’ เซวียนเหอลู่ครุ่นคิด 

    เพียงแต่ในขณะที่นางกำลังตรวจสอบตระกูลหนานอย่างละเอียดนางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเซียนอมตะขั้นต้นห้าคนและเซียนอมตะขั้นกลางหนึ่งคนในส่วนที่ลึกที่สุดของตระกูลหนาน

    ‘ เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆพวกตระกูลหนานถึงได้ปลดปล่อยกลิ่นอายออกมาแบบนี้หรือว่าพวกมันพบตัวข้าแล้ว? เป็นไปไม่ได้ความสามารถในการซ่อนตัวของข้าแม้กระทั้งเซียนอมตะขั้นปลายก็ยากที่จะหาตัวพบเลยด้วยซ้ำ ’ เซวียนเหอลู่ประหลาดใจ

    แต่ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ว่ายอดฝีมือเซียนอมตะขั้นต้นห้าคนกำลังมุ่งหน้าไปหาเซียนอมตะขั้นกลาง คาดว่าน่าจะเป็นการประชุมอะไรบางอย่าง

    ‘ ตระกูลหนานมียอดฝีมือระดับเซียนอมตะอยู่จริงๆแถมยังมีขั้นต้นมากถึงห้าคนและอีกหนึ่งคนที่เป็นถึงเซียนอมตะขั้นกลางอีกด้วย ไม่แปลกใจเลยที่ว่าตระกูลหนานไม่ได้เกรงกลัวพวกเราแต่ทว่าพวกมันคาดเดาความแข็งแกร่งของพวกเราต่ำไป ถ้าหากเป็นอย่างนี้อีกไม่นานตระกูลหนานจะต้องถูกทำลายโดยองค์กรแสงทมิฬ ’ เซวียนเหอลู่แสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมาและเต็มไปด้วยความมั่นใจ

    แต่ถึงแม้ว่ายอดฝีมือของตระกูลหนานจะปรากฏตัวขึ้นมาถึงหกคนแต่เซวียนเหอลู่ก็ยังคงตรวจสอบต่อไปเพราะนางไม่รู้ว่าการที่จู่ๆยอดฝีมือระดับนี้ปรากฏตัวขึ้นมาอาจจะมีแผนการณ์บางอย่างอยู่ก็ได้ นางจะต้องตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเองจนกว่านางจะมั่นใจจริงๆ

    นางจึงใช้เวลาตรวจสอบตระกูลหนานอีกนานกว่าสองชั่วยามจึงจะลอบออกจากตระกูลหนานไป

    โดยที่ตอนนี้นางมั่นใจแล้วว่าตระกูลหนานมียอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นต้นห้าคนและเซียนอมตะขั้นกลางหนึ่งคน ส่วนเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์ก็มีมากกว่ายี่สิบคน ซึ่งนับว่าตระกูลหนานเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก ถ้าหากองค์กรแสงทมิฬต้องการที่จะทำลายตระกูลหนานเกรงว่าต้องจ่ายราคาที่สูงมาก

    เมื่อเซวียนเหอลู่ออกจากตระกูลหนานไปแล้ว นางก็ไม่รู้เลยว่าด้านหลังของนางมียอดฝีมือของตระกูลหนานลอบติดตามมาด้วย ซึ่งผู้ที่ลอบติดตามมาก็คือลู่ปิงเจี้ยนและเหมาอี้กัง

    เนื่องจากหลังจากที่เซวียนเหอลู่อยู่ในตระกูลหนาน เหมาอี้กังได้ใช้หุ่นเชิดแมลงตัวหนึ่งติดอยู่ที่เสื้อผ้าของเซวียนเหอลู่ ด้วยการที่แมลงหุ่นเชิดตัวนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากวัสดุพิเศษที่แม้กระทั้งยอดฝีมือระดับจ้าวเซียนขั้นต้นก็ยังไม่สามารถตรวจจับได้ ทำให้การที่มันจะไปเกาะอยู่ที่ชุดของเซวียนเหอลู่จึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

    อีกทั้งแมลงหุ่นเชิดตัวนั้นมีพลังพิเศษที่ทำให้สามารถซ่อนตัวหรือพรางตัวได้ดีและที่สำคัญคือแมลงตัวนี้มีขนาดเล็กมาก ซึ่งมันมีขนาดเล็กกว่ามดเสียอีก

    “ ทางนี้ ” เหมาอี้กังติดตามแมลงหุ่นเชิดของเขาไปอย่างรวดเร็ว

    เนื่องจากเหมาอี้กังและลู่ปิงเจี้ยนไม่ได้ติดตามเซวียนเหอลู่อย่างกระชันชิด ทั้งสองเว้นระยะห่างกับเซวียนเหอลู่ไปไกลนับสิบห้าลี้ เพราะทั้งสองไม่รู้ว่าเซวียนเหอลู่จะมีความสามารถในการดักจับคนที่ติดตามมาหรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้วทั้งสองจึงไม่ได้ติดตามไปใกล้ๆ

    นอกจากนี้หนานหมิงคิดว่าสายลับอย่างเซวียนเหอลู่เป็นเหยื่อชั้นยอดที่ดีที่สุดในการติดตามไปยังที่ซ่อนตัวของพวกมัน เพราะสายลับคนนี้เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นต้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นยอดฝีมือระดับสูงขององค์กรแสงทมิฬ

    สาเหตุที่หนานหมิงคิดว่าสายลับคนนี้มาจากองค์กรแสงทมิฬก็เพราะตอนนี้มีเพียงแค่องค์กรแสงทมิฬเท่านั้นที่มียอดฝีมือระดับเซียนอมตะแบบนี้

    เซวียนเหอลู่ใช้เวลาไม่นานก็ไปที่บ้านหลังเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงบริเวณชานเมืองรุ่งอรุณ

    ภายในบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยของชาวเมืองธรรมดาเท่านั้น ทำให้ไม่ค่อยมีใครสนใจบ้านหลังนี้มากนัก ซึ่งเหมาะแก่การเป็นที่ซ่อนตัวของเซวียนเหอลู่และคนของนาง

    เมื่อเข้ามาในบ้านเซวียนเหอลู่ก็รีบบอกให้ทุกๆคนในบ้านเตรียมตัวออกเดินทางทันที 

    ทางด้านของเหมาอี้กังและลู่ปิงเจี้ยน ทั้งสองเฝ้าอยู่ที่ด้านนอกบ้านหลังนั้นพร้อมกับเฝ้าติดตามพวกเซวียนเหอลู่ที่กำลังเตรียมตัวกลับไปรายงานข้อมูล

    “ พวกเราจะเอายังไง? ” เหมาอี้กังหันไปถามกับลู่ปิงเจี้ยน

    “ ตามพวกมันไปข้าต้องการรู้แน่ชัดว่าพวกมันกำลังวางแผนอะไรกับตระกูลหนานของนายท่าน ถ้าหากพวกมันกล้าที่จะสร้างปัญหาล่ะก็ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะใช้ชีวิตของพวกมันทั้งหมดเอง ” ลู่ปิงเจี้ยนกล่าวอย่างเย็นชา

    “ เข้าใจแล้ว ” เหมาอี้กังตอบรับก่อนที่จะหรี่ตาลงและทำสัญลักษณ์มือเล็กน้อย 

    ทันใดนั้นแมลงหุ่นเชิดที่ติดอยู่กับชุดของเซวียนเหอลู่ก็เข้าสู่โหมดใหม่ทันที

    ไม่นานเหมาอี้กังก็สามารถฟังเสียงของพวกเซวียนเหอลู่ได้อย่างชัดเจน

    “ พวกมันบอกว่าจะกลับไปยังฐานที่เก้าของพวกมัน…แล้วพวกเราจะนำคนไปเพิ่มไหม? ” เหมาอี้กังกล่าวขึ้น

    ลู่ปิงเจี้ยนครุ่นคิดก่อนที่จะส่ายหน้าและตอบกลับไปว่า “ นายท่านมอบหมายหน้าที่นี้ให้กับพวกเราสองคน เช่นนั้นพวกเราก็ต้องจัดการกับเรื่องนี้ให้สำเร็จ พวกเราแค่วางแผนและหลอกล่อให้พวกมันมุ่งเป้ามาโจมตีตระกูลหนาน ส่วนพวกเราก็จะทำลายพวกมันทิ้งในตอนนั้น แม้ว่าจะทำลายได้ไม่หมดแต่อย่างน้อยก็ทำให้พวกมันลดความแข็งแกร่งลงได้

    และอีกอย่างทั้งเจ้าก็เป็นถึงเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์ ส่วนข้าก็เป็นถึงจ้าวเซียนขั้นสมบูรณ์เจ้าคิดหรือว่าแค่พวกเราสองคนไม่เพียงพอที่จะทำงานที่นายท่านมอบหมายให้? ” 

    “ เข้าใจแล้ว ” เหมาอี้กังตอบรับด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ 

    อย่างที่ลู่ปิงเจี้ยนกล่าวมา เขาเป็นถึงยอดฝีมือเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์ ส่วนลู่ปิงเจี้ยนก็เป็นถึงจ้าวเซียนขั้นสมบูรณ์ เพียงแค่พวกเขาสองคนก็เพียงพอที่จะกวาดล้างองค์กรแสงทมิฬแล้ว

    หลังจากที่ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วยาม

    เซวียนเหอลู่พร้อมกับลูกน้องของนางอีกสี่คนก็ออกจากบ้านหลังนั้นและมุ่งหน้าไปยังเรือบินที่พวกนางเตรียมเอาไว้

    เหมาอี้กังและลู่ปิงเจี้ยนก็ติดตามพวกมันไป

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน