ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 99 ก้าวก่อนหนึ่งขั้น ชนะทุกย่างก้าว!

            “พวกแกไม่ต้องยุ่ง! ไอ้สารเลวนี่ ฉันต้องล้างอายที่เคยโดนมันทำไว้ให้ได้!”

            ต้วนหงเทาดูเหมือนจะระเบิดโทสะออกมาจริงๆเขาพุ่งตัวไปข้างหน้าพร้อมกับตวาดสั่งห้ามพรรคพวกสามคนข้างหลังไม่ให้สอดมือเข้ามาแทรกแซง

            ซึ่งหากพิจารณาดูแล้วก็พอจะเข้าใจได้

            เป็นหัวไก่ดีกว่าเป็นหางหงส์ด้วยพรสวรรค์ของต้วนหงเทาบวกกับการที่คนพวกนั้นให้ความเกรงใจและเชื่อฟังเขาเป็นอย่างดีทำให้ปกติเขามักจะถูกห้อมล้อมด้วยการยกยอปอปั้นอยู่เสมอ

            เมื่อเป็นเช่นนี้มานานความทะนงตนของเขายิ่งพองโตเกินกว่าใครจะคาดถึง

            และหอกนั้นของเจียงจืออวี๋ที่เคยฟาดฟันไว้ก่อนหน้าได้บดขยี้ความภาคภูมิใจของเขาจนไม่มีชิ้นดี พูดอีกนัยหนึ่งก็คือในยามนี้เจียงจืออวี๋ได้กลายเป็นจิตมารในใจของเขาไปเสียแล้ว

            ทว่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้เจียงจืออวี๋กลับไม่ได้เอ่ยปากท้าทายทำนองว่า ‘พวกแกเข้ามาพร้อมกันเลย’ให้เสียเวลา

            การโอ้อวดความเก่งกาจไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับเธอหากสามารถกำจัดศัตรูไปได้ทีละคนเธอก็ย่อมไม่โง่พอที่จะหาเรื่องใส่ตัวด้วยการเพิ่มความกดดันให้ตัวเอง

            ปราณกระบี่สองสายพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็วเจียงจืออวี๋หรี่ตาลงเล็กน้อย เธอควงหอกในมือใช้ปลายหอกฟาดเข้าใส่ปราณกระบี่อย่างแม่นยำพร้อมกับสะบัดท้ายหอกเข้าต้านการโจมตีอีกระลอก

            กระแสพลังวิญญาณที่แตกกระจายจากปราณกระบี่พัดจนผมหางม้าของเจียงจืออวี๋ปลิวไสวแต่สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก

            เธอชักหอกกลับมาครึ่งช่วงแขนให้ท้ายหอกแนบชิดกับเอวก่อนจะระเบิดพลังทั่วร่างหมุนตัวเหวี่ยงหอกเป็นวงโค้งขนาดใหญ่กลางอากาศฟาดเข้าใส่ต้วนหงเทาที่ก้าวเข้ามาในระยะห้าก้าวอย่างรุนแรง

            “เคร้ง!”

            ตัวหอกกระแทกเข้ากับกระบี่ยาวในมือของต้วนหงเทาอย่างจังบังเกิดเสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น

            ด้วยแรงปะทะอันมหาศาลต้วนหงเทารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ง่ามมือขวาอย่างรุนแรงจนเกือบจะกุมกระบี่ไว้ไม่อยู่

            ตามหลักแล้วค่าพลังเลือดของเขาสูงกว่าเจียงจืออวี๋มาก สถานการณ์เช่นนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย

            แต่ความจริงก็คือพลังที่มาจากการหมุนตัวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องการเหวี่ยงหอกเป็นวงกว้างย่อมสร้างพลังทำลายล้างที่รุนแรงกว่าการโจมตีในระยะประชิดอย่างเห็นได้ชัด

            ยิ่งเมื่อเจียงจืออวี๋ทุ่มพลังทั้งหมดเสริมเข้าไปในการโจมตีครั้งนี้หากเขาจะรับไว้ได้อย่างง่ายดายสิถึงจะเป็นเรื่องแปลก

            ต้วนหงเทาชะงักกึกไปชั่วขณะเขากำลังจะตั้งหลักเพื่อบุกต่อแต่กลับพบว่าเจียงจืออวี๋ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการปะทะเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อยแถมเธอยังเป็นฝ่ายส่งหอกทะลวงเข้ามาหาเขาก่อนอีกด้วย

            หอกนี้เล็งเป้าไปที่ทรวงอกของเขา

            แม้ทั่วร่างจะมีอุปกรณ์ป้องกันคุ้มครองอยู่แต่จากแรงกระแทกที่เจียงจืออวี๋เพิ่งระเบิดออกมาอุปกรณ์ป้องกันนี้ก็คงยากจะต้านทานไหว

            ต้วนหงเทาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝืนยกกระบี่ขึ้นมาตั้งรับ

            “วึ่ง...”

            ปลายหอกกระแทกเข้ากับตัวกระบี่จนสั่นสะเทือนส่งเสียงครางแหลมยังดีที่เขาสามารถกันหอกนี้ไว้ได้ทันท่วงที

            ทว่าหลังจากนั้นการจู่โจมของเจียงจืออวี๋ก็มาถึงอีกระลอก!

            เมื่อหอกถูกสกัดไว้เธอก็อาศัยจังหวะชักหอกกลับพร้อมกับสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

            การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะชดเชยระยะห่างในการชักหอกและแทงออกไปใหม่เท่านั้นแต่ยังทำให้ต้วนหงเทาตั้งตัวไม่ติดอีกด้วย

            ก้าวก่อนหนึ่งขั้นชนะทุกย่างก้าว

            ในการต่อสู้ระดับเดียวกันใครที่กุมความได้เปรียบย่อมเป็นฝ่ายนำอยู่เสมอ ยิ่งสำหรับเจียงจืออวี๋ด้วยแล้ว

            ประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชนทำให้เธอคิดแผนรับมือไว้ตั้งแต่วินาทีที่ต้วนหงเทาพุ่งเข้ามาหาแล้ว

            หนึ่งฟาดสองแทง สามตามติด

            เพียงแค่สามกระบวนท่าก็ทำให้สถานการณ์ของต้วนหงเทาจากเดิมที่เป็นฝ่ายได้เปรียบด้านพลังเลือดกลายเป็นคนเสียหลักจนก้าวขาไม่ออกทำได้เพียงถอยหลังหนีพัลวันและฝืนยกกระบี่ขึ้นปัดป้องอย่างทุลักทุเล

            แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือตามร่างกายของต้วนหงเทาเริ่มมีบาดแผลจากการถูกหอกยาวเชือดเฉือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            แม้บาดแผลเหล่านั้นจะไม่ถึงตายแต่ความเจ็บปวดก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

            ต้วนหงเทายังคงกัดฟันยื้อไว้ด้วยความดื้อรั้นเขาไม่ได้รู้สึกหวาดเกรงอะไรกลับนึกดีใจเสียด้วยซ้ำที่การโจมตีของเจียงจืออวี๋แม้จะมีความถี่สูงแต่พลังทำลายกลับดูเบาบางลงไปมาก

            ในมุมมองของเขาเขายังสามารถกุมสถานการณ์ไว้ได้

            ในสายตาของอีกสามคนที่เหลือก็มองเช่นนั้นเพราะตั้งแต่เริ่มสู้กันมา ทั้งสองปะทะกันไปแล้วกว่ายี่สิบกระบวนท่าแต่กลับไม่มีใครทำอะไรใครได้เลย

            ดูท่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเหล้าวันนั้นคงจะเป็นเพราะเจียงจืออวี๋ลอบกัดจริงๆ ถึงทำให้ต้วนหงเทาตั้งตัวไม่ติด

            ทว่าภาพเหตุการณ์นี้ในสายตาของไป๋ฉางเซิงกลับมีความหมายต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

            มาแล้วเริ่มอีกแล้ว...

            ดูเหมือนการต่อสู้ครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายจะก้ำกึ่งสูสีกันแต่ในความเป็นจริง อำนาจการตัดสินใจทุกอย่างถูกเจียงจืออวี๋กำไว้ในมือตั้งแต่แรก

            เธออยากจะแทงก็แทงอยากจะกวาดก็กวาด อยากจะฟาดก็ฟาด

            และผลจากการที่เจียงจืออวี๋กำอำนาจสูงสุดไว้ในมือนั้นคือ‘เจตจำนง’ ของเธอยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!

            ตอนที่เพิ่งเข้าเรียนที่สุ่ยมู่เจียงจืออวี๋ก็ใช้แผนนี้สังหารวานรสะเทือนปฐพีที่มีค่าพลังเลือดสูงกว่าเธอหลายเท่ามาแล้วและตอนนี้เธอกำลังใช้มันกับต้วนหงเทา

            ที่น่าขำคือไอ้หมอนี่ยังไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีบางอย่างผิดปกติถึงขนาดมีกะจิตกะใจตะโกนท้าทายเจียงจืออวี๋ออกมา

            “อะไรกัน? อัจฉริยะจากสุ่ยมู่มีฝีมือแค่นี้เองเหรอ?”

            “วิชาหอกที่แกใช้เมื่อวันก่อนน่ะงัดออกมาสิ! ใช้มันออกมา!”

            “ถ้ามีดีแค่นี้ แกไม่มีวันชนะฉันได้หรอก!”

            เพราะมีพรรคพวกอยู่ข้างหลังต้วนหงเทาจึงคิดว่าตัวเองกุมความได้เปรียบไว้ทั้งหมด

            ถ้าเจียงจืออวี๋เก่งกาจจนต้านทานไม่ไหวจริงๆอย่างมากเขาก็แค่เรียกให้เพื่อนอีกสามคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน

            ในสถานการณ์สี่ต่อหนึ่งต่อให้เจียงจืออวี๋จะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้ได้อย่างแน่นอน

            ดังนั้นการจะจัดการเจียงจืออวี๋อย่างไรจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเพียงแวบเดียวเท่านั้น

            ทว่าในวินาทีต่อมาสีหน้าของเขาก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของเจียงจืออวี๋

            หากก่อนหน้านี้กลิ่นอายของเจียงจืออวี๋เปรียบเสมือนสายลมพัดแรงที่ยังพอจะต้านทานไหว

            แต่ในยามนี้เจียงจืออวี๋กลับเหมือนพายุทอร์นาโดหอกที่พุ่งออกมาในครั้งนี้ไม่ได้เล็งเป้าเพื่ออะไรอื่นนอกจากจะบดขยี้เขาให้จมธรณี!

            “หอกวายุคลั่ง!”

            เจียงจืออวี๋คำรามลั่นพร้อมกับแทงหอกออกไปอย่างดุดันมุ่งตรงไปยังศีรษะของต้วนหงเทา

            ไม่ต่างจากวานรสะเทือนปฐพีต้วนหงเทาสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เขาพยายามจะยกกระบี่ขึ้นมากัน

            แต่เขากลับพบว่าร่างกายคล้ายจะสูญเสียการควบคุมไปเสียดื้อๆจนเกิดอาการชะงักงันไปชั่วพริบตา

            และเพียงเสี้ยววินาทีที่เขานิ่งงันไปนั้นทำให้เขาพลาดโอกาสทองในการป้องกันหอกนี้ไปเสียแล้วเขาทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูปลายหอกที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆพุ่งตรงเข้าหาศีรษะของตน

            “พี่ต้วน!”

            พรรคพวกข้างหลังเขารู้สึกถึงความผิดปกติจึงคว้าอาวุธเตรียมจะพุ่งเข้ามาช่วยแต่ทว่าแสงสว่างวูบหนึ่งก็พลันวาบผ่านออกมาจากข้างเอวของเจียงจืออวี๋

            ไป๋ฉางเซิงที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วปรากฏตัวออกมาทันทีพร้อมกับสะบัดหางฟาดออกไปอย่างแรงเพื่อช่วยขัดขวางคนพวกนั้นให้เจียงจืออวี๋เพียงเสี้ยววินาที

            ในเวลาเดียวกันเกล็ดสีม่วงบนหน้าผากเขาก็ปรากฏขึ้นธาตุอัสนีที่ล่องลอยอยู่ในอากาศถูกควบแน่นเข้าหากันเพียงพริบตาเดียวก็ชาร์จพลังจนพร้อมพิกัด

            “ตูม!”

            อัสนีบาตอันน่าหวาดกลัวระเบิดออกมาเช่นเดียวกับหอกที่เจียงจืออวี๋แทงใส่ต้วนหงเทามันเป็นการโจมตีที่ไม่มีใครตั้งตัวทันและไม่มีการออมมือแม้แต่น้อย

            จากเดิมที่เคยเป็นสถานการณ์สี่ต่อหนึ่งต้วนหงเทาครองความได้เปรียบทั้งชัยภูมิและจำนวนคน

            แต่เพียงพริบตาเดียวสถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรุนแรงไม่เพียงแต่ต้วนหงเทาที่กำลังจะสิ้นชีพภายใต้หอกของเจียงจืออวี๋แต่อัสนีบาตของไป๋ฉางเซิงก็น่าสยดสยองอย่างยิ่ง

            หากมันฟาดเข้าเป้าย่อมพรากชีวิตไปได้หนึ่งคน ส่วนอีกสองคนที่เหลือคงหนีไม่พ้นอาการบาดเจ็บสาหัส!

            ขอเพียงวินาทีเดียวไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ก็จะจบศึกสังหารหมู่สี่คนจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจลงได้ในทันทีฆ่าไปสอง ส่วนที่เหลืออีกสองย่อมไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

            ทว่าในตอนนั้นเองเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน