เทพสงครามหวนจุติ

    การทดสอบที่ไม่เป็นธรรม

    ตอนที่ 59


    การทดสอบที่ไม่เป็นธรรม




    หานเฟิง ที่หลังจากรับเอาแหวนจากทางทิศใต้มาแล้วเสร็จ ก็มุ่งไปทางทิศตะวันตก หากเพียงไม่นาน ก็เห็นว่าไกลห่าง มีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งตรงมา คนกลุ่มนั้นต่างปรากฏแสงสีเหลืองพร่างพราว จึงเข้าใจได้ว่า เป็นกลุ่มคน ที่รับของมาจากทางทิศตะวันตกแล้ว ซึ่งหานเฟิงก็มิใคร่ใส่ใจ เพียงใช้ก้าวประกายอัสนีเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว


    “ ฟิ้วววว….” ยังคงเรียกเป็นเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความแตกตื่นตกใจของกลุ่มคน


    “ เย้ยยย!!!...”


    “ ม เมื่อกี้นี้มันอะไร?...”


    “ คล้ายจะเป็นคนนะ”


    “ รวดเร็วเช่นนี้ มันท่าร่างอันใดกัน…”


    หานเฟิงย่อมมิสนใจฟังคำกล่าวของผู้คน มันที่มีเป้าหมายชัดเจน ย่อมมิคิดรั้งรอ จึงยังคงวิ่งทะยานสืบไป ที่ยิ่งมา ก็ยิ่งผ่านผู้คนมากหน้าหลายตา หากแต่ผู้คนที่สวนผ่าน ต่างก็รู้สึกราวกับว่ามีลมหอบหนึ่ง เคลื่อนผ่านไป


    กระทั่งที่มาถึงยังจุดรับของที่ฟากตะวันตก หานเฟิงที่เห็นว่า มีผู้คนรวมตัวรอรับของอยู่นับพัน ก็ถึงกับลมหายใจสะดุด เป็นมันขบคิดมาตลอด ว่าผู้คนที่มากมายเช่นนี้ ทางอาณาจักรร่มพฤกษาจะจัดการเช่นไร หากที่เห็น กลับไร้วิธีการจัดการ การทดสอบก็คล้ายจะทำแบบขอไปที ใครมาก่อนในจุดแรกย่อมรับของ และผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว แต่พอหลังจากที่คนมากมายมาถึง ก็จะเข้าสู่ภาวะหยุดชะงัก พอคนที่ทะยอยตามมาเพิ่มอีก ก็กลายเป็นทะเลคนเนืองแน่น รอคอยกันเนิ่นนานกว่าที่จะผ่านไป


    กระทั่งที่หานเฟิงมายืนร่วมกับกลุ่มคน ร่างที่ปรากฏประกายแสงพร่างพราวสองสีของมัน ก็พาใหู้ฝูงชนที่โดยรอบเบิกตากว้าง เรียกเป็นเสียงสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความแตกตื่นเหลือเชื่อ เป็นต้องถูกกล่าวออกมา


    “ น นั่น!!!…มันมีสองสี เช่นนี้ใช่มันรับของมาสองชิ้นแล้วหรือไม่?”


    “ หืม!!! บัดซบ มันผู้นี้เปร่งแสงออกมาสองสี เช่นนั้นที่ตัวของมันคงต้องมีของอยู่สองชิ้นเป็นแน่แล้ว...”


    “ ไม่มีกฏห้ามแย้งชิง...” ไม่รู้ว่าผู้ใดกล่าวขึ้น หากหลังจากนั้น หานเฟิงก็สัมผัสได้ถึงคลื่นกระแสปราณมากมาย ที่โถมเข้ามา


    “ ตูมมม…”


    “ ตูมมม…”


    “ ตูมมม…”


    เสียงระเบิดดังกึกก้อง กลับเป็นฝูงชน ที่ต่างก็พาเอากระบวนวิชาจู่โจมเข้าใส่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นปราณอัคคีและปฐพี จึงมองเห็นเปลวอัคคีร้อนแรง และหลาวศิลา ที่พาให้ผู้คนแตกตื่นวุ่นวาย เพราะเคล็ดวิชาที่จู่โจมออก พวกมันมิคิดแบ่งแยกมิตรศัตรู


    “ บัดซบ!!!...ผู้ใดจู่โจมข้า”


    “ โอ้ย!!!...” 


    “ อ๊ากกกก!!!...”


    การปรากฏตัวของหานเฟิง พาให้ฝูงชนกลายเป็นคลุ้มคลั่ง จากหนึ่งคนที่เริ่มจู่โจม เรียกเป็นเสียงร้องโอดโอย และการจู่โจมในระลอกถัดๆมา สุดท้าย ภาพฝูงชนที่ก่อนนี้ยังคงเพียงแค่ยืนรออย่างสงบนิ่ง จึงกลับกลายเป็นสมรภูมิรบไป


    กระทั่งที่บังเกิดเป็นเสียง “ ครืนนน…เปรี้ยงงง!!!” พร้อมกับภาพ ของพิรุณสายฟ้านับพันเส้น ที่ราวกับร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ เสียง “ เปรี้ยงงง!!!” จากสายฟ้าฟาด ดังขึ้นพร้อมกันจนคล้ายจะเป็นเสียงเดียวที่สนั่นหวั่นไหว สิ้นเสียงก็บังเกิดเป็นควันขาวลอยกรุ่น ทุกสรรพเสียงอันอึกทึกเงียบสนิท ก่อนที่ฝูงชนนับพัน จะพากันล้มพับแน่นิ่งไป


    กระทั่งท้ายที่สุด ก็เหลือเพียงแค่หานเฟิงที่ยืนขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นลำแสงก็กระพริบวาบ หานเฟิงปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ก็มายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะรับแจกของ ชายกลางคนที่เห็นหานเฟิงปรากฏขึ้นตรงหน้า ก็สูดลมหายใจเข้าลึก ล้วนเป็นมันมองเห็นทุกภาพฉากเหตุการณ์ จึงเข้าใจได้ทันทีว่า ชายหนุ่มที่ตรงหน้า เป็นคนเรียกสายฟ้าลงมายุติเหตุการณ์ ก่อนจะพาให้ทุกผู้คนสิ้นสติสมประดีไป


    ยังคงเป็นเพียงแค่สิ้นสติ หานเฟิงไม่ฆ่าคน มิใช่ว่าวันนี้มันมีจิตเมตตาอันใด หากเป็นมันไม่ชอบใจ ในวิธีการทดสอบเช่นนี้ของทางราชวงศ์ มันที่ตั้งแต่แรก ก็คำนวนได้อยู่บ้างแล้ว ว่าเรื่องราวจักต้องวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้คนที่ต้องเข้าร่วมการทดสอบ มีตั้งมากมาย หากสถานที่และวิธีการทดสอบกลับมิได้เอื้ออำนวยต่อผู้คน


    “ ที่แท้ พวกเจ้าที่จัดการทดสอบ ใช่ต้องการให้มีการทดสอบกันจริงๆหรือไม่?”


    หานเฟิงกล่าวถามต่อชายกลางที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งมันเองก็ไม่รู้ ว่าชายผู้นี้มีความเกี่ยวพันต่อการทดสอบมากน้อยเท่าใด


    “ ข ข้าเพียงถูกจ้างวานให้มาแจกของ...” ชายกลางคนกล่าวพร้อมกับยื่นแหวนที่เปล่งประกายสีเหลืองให้กับหานเฟิง


    หานเฟิงพยักหน้า รับเอาแหวนมาส่วมใส่ มันเองก็พอจะเข้าใจ ว่าชายผู้นี้ถูกจ้างวานมา เพราะระดับพลังของมัน ยังต่ำกว่าผู้เข้าทดสอบบางคนอีก การที่มันไม่ถูกผู้เข้าทดสอบพากันมากลุ่มรุมแย่งชิง ก็นับว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว


    หานเฟิงที่สวมแหวนจนแล้วเสร็จ ก็ไม่กล่าวคำใด มุ่งหน้าไปยังจุดรับของทางเหนือ ส่วนเส้นทาง มิต้องให้มีผู้ใดบอกกล่าว เพราะไกลห่างเริ่มมองเห็นผู้คนทะยอยกันเข้ามาแล้ว


    ก้าวประกายอัสนีถูกใช้ออก เงาร่างถูกทิ้งเป็นสายยาวเหยียด พุ่งทะยานผ่านฝูงชนจนเรียกเป็นเสียงฮือฮา


    กระทั่งที่หานเฟิงมาถึงจุดรับของทางตอนเหนือ ก็เห็นอยู่ก่อนแล้วว่า ฝูงชนกำลังเกิดจราจล ที่เห็นว่าต่างก็ร่ายใช้เคล็ดวิชาจู่โจมใส่กันจนอลหม่าน หากที่แตกต่างไปจากจุดอื่น คือโต๊ะ ป้ายประกาศ แล้วก็ผู้แจกของ คล้ายจะจมอยู่ท่ามกลางการจารจล


    หานเฟิงที่มาถึงแล้วเห็นสภาพ ก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง เรียกเอาพิรุณอัสนีที่เหมือนกับครั้งที่แล้วลงมา หากจะต่างก็ตรงที่ จำนวนของเส้นสายฟ้าที่มากมายกว่ากันนัก เพราะฝูงชนที่รวมกันอยู่รอบบริเวณนี้ มากมายยิ่ง จึงบังเกิดเป็นเสียง “ ครืนนน…” แล้วก็ “ เปรี้ยงงงง!!!...” ที่ดังสะเทือนเลือนลั่น ก่อนที่ฝูงชนจะพากันล้มลง


    หานเฟิงสืบเท้าเข้ามา ยืนนิ่งท่ามกลางเรือนร่างที่ทอดนอนสิ้นสติ มันกวาดไล่สายตามองหาหีบทองแดง ที่สมควรจะบรรจุไว้ด้วยสิ่งที่มันต้องการ หากมองอยู่นานก็ไม่พบ กระทั่งปล่อยสัมผัสวิญญาณเข้าตรวจสอบ ก็ยังไม่พบอันใด หากแต่โชคยังดีอยู่บ้าง ที่พบว่า มีคนผู้หนึ่ง สวมไว้ด้วยแหวนที่เปร่งประกายสีเขียวเรืองรอง จึงทราบแน่ว่าเป็นของที่ตนต้องการ


    หานเฟิงปลดแหวนของคนผู้นั้น สวมใส่ลงบนนิ้วมือตนเอง แล้วเสร็จ จึงหันหน้าไปทางทิศใต้ เป้าหมายของมันเพียงเหลือแค่กลับเข้าไปในเมือง สำหรับการทดสอบนี้ สำหรับมันง่ายดายยิ่ง แต่มันที่ชมดู กลับรู้สึกว่าเป็นการทดสอบที่ไร้สาระสิ้นดี จึงอดคิดไม่ได้ว่า ใช่เป็นราชวงศ์ร่มพฤกษา มีแผนการอันใดอยู่ก่อนแล้วหรือไม่


    หานเฟิงเหลือบสายตามองผู้คนที่ต่างก็ทอดนอนสิ้นสติอีกครั้ง ก่อนจะส่ายศีรษะ แล้วจึงสืบเท้าตรงกลับเข้าเมืองไป แสงสว่างที่พร่างพราวสี่สีของมัน แลดูโดดเด่นสะดุดตา หากทั่วอณา กลับไร้ผู้คนมาเหลียวแล


    กระทั่งครู่ต่อมา หานเฟิงก็มาถึงจัตุรัสใจกลางเมืองที่โล่งกว้าง เมื่อผู้เข้ารับการทดสอบจากไปกันสิ้นแล้ว ลานกว้าง จึงแลดูโล่งขึ้นถนัดตา จะมองเห็นก็เพียงแต่พวกชาวบ้าน ที่คล้ายจะมารอชมเรื่องราว


    หานเฟิงที่มาถึง จึงกลับกลายเป็นจุดรวมสายตาของผู้คน เพราะแสงสว่างพร่างสี่สีของมัน โดดเด่นกว่าผู้ใด กระทั่งที่หานเฟิงสังเกตเห็นชายกลางคนผู้หนึ่ง ชายกลางคนที่รูปร่างผอมบาง อยู่ในชุดยาวสีขาวลายเถาไม้ ชายผู้นี้นั่งหลับตาขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่ใจกลางของจัตุรัส พอเห็นเช่นนั้นก็ทราบ ว่าบุรุษกลางคนผู้นี้ เป็นคนที่ตนต้องพบเจอ จึงก้าวเท้าตรงไปพบชายกลางคนผู้นั้น


    ชายกลางคน ที่สัมผัสได้ว่า มีคนผู้หนึ่งตรงเข้ามา ก็ลืมตาขึ้น กระทั่งที่มองเห็นว่า ผู้มากอปรไปด้วยแสงพร่างพราวถึงสี่สี ก็อดไม่ได้ที่จะต้องชมมองอย่างตกตะลึง


    “ ครบแล้ว?!!!”


    เสียงกล่าวของชายกลางคน ช่วยยืนยันว่า เป็นคนเดียวกันกับที่กล่าวคำก่อนหน้านี้ หานเฟิงจึงถอดแหวนทั้งสี่ออกมาจากนิ้ว ก่อนส่งมอบออกไป


    “ ไม่น่าเชื่อ ว่าจะมีผู้รวบรวมครบตามจำนวน ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้”


    กล่าวพลางรับแหวนมาจากหานเฟิง ก่อนจะเรียกเอาหลักศิลาต้นหนึ่งออกมา แล้วจึงกล่าวขึ้นต่อ


    “ ยังคงต้องตรวจสอบอายุวัยของเจ้าเสียก่อน”


    หานเฟิงมองดูหลักศิลา ที่คล้ายกันกับที่มันเคยใช้ตรวจสอบตอนเข้าสู่วังยุทธ์เมฆคราม จึงยกฝ่ามือขึ้นทาบ ก่อนที่อักขระบนหลักศิลา จะแสดงข้อความอักษรบางอย่างออกมาให้ชมดู


    “ ยี่สิบปี สิบเดือน สิบสองวัน… ปราณปฐพีขั้นสิบ”


    ชายกลางคนกล่าวพร้อมพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้า หาได้มีความแตกตื่นตกใจอันใด เพราะระดับความสำเร็จที่คล้ายจะสูงส่งของมันนี้ กลับเป็นเรื่องราวที่ปกติยิ่ง สำหรับอาณาจักรร่มพฤกษา เพราะอาณาจักรร่มพฤกษา มุ่งเน้นไปที่โอสถเม็ดยา ผู้คน จึงมีเม็ดยามากมายให้ยกระดับพลังฝีมือ จึงกล่าวได้ว่า ระดับความสำเร็จของหานเฟิงที่ยามนี้ เทียบได้กับตระกูลใหญ่ในนครหลวงของอาณาจักรเมฆคราม และอาณาจักรอื่นๆ แต่กลับอาณาจักรร่มพฤกษาแล้ว นั่นเทียบได้กับเพียงตระกูลใหญ่ตามเมืองท่า เท่านั้นเอง


    กระทั่งต่อมา หานเฟิงก็เห็นว่า ชายกลางคนที่เบื้องหน้า ได้เรียกเอาเหรียญตราบางอย่างขึ้นมา


    “ เจ้าชื่อแซ่ใด?”


    “ แซ่หลี่ นามหานเฟิง”


    “ หลี่ หานเฟิง อาศัยอยู่เมืองใด?”


    ราวกับหานเฟิงทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ตอบกลับได้อย่างฉับไว ไม่มีสะดุด “ เมืองไผ่หยก”


    “ เมืองไผ่หยก? ใยมิเข้ารับการทดสอบที่เมืองไผ่ทอง ที่นั่นยังใกล้กว่าที่นี่นัก”


    “ ข้ามาเยี่ยมเยียนท่านยายที่เมืองใบไม้ร่วง”


    ชายกลางคนพยักหน้า ก่อนยื่นส่งเหรียญตราให้แก่หานเฟิง


    “ เหรียญตรานี้ ข้าประทับข้อมูลของเจ้าลงไปแล้ว ผู้ใดนำไปก็มิอาจนำไปใช้ได้ พรุ่งนี้เช้า เจ้านำมันมา เข้ารับการทดสอบที่สอง”


    กล่าวจบก็โบกมือ เรียกเอาหลักศิลาเก็บเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะกลับลงไปนั่งสมาธิ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


    หานเฟิงที่รับตรามาแล้วก็ยังมิได้จากไปในทันที มันยืนมองเหรียญตราในมืออย่างครุ่นคิด ท้ายที่สุดจึงค่อยกล่าวคำออกมา


    “ ใช่เป็นพวกท่าน จริงจังต่อการทดสอบเหล่านี้หรือไม่?”


    ย่อมแน่นอนว่า คำกล่าวนี้ของหานเฟิง ถามต่อชายกลางคนที่นั่งเข้าฌานสมาธิไปแล้ว


    “ ไหนเลยจะไม่จริงจัง” ชายกลางคนกล่าวตอบโดยไม่ลืมตา


    “ ท่านกล่าวว่าจริงจัง แต่ดูวิธีการของพวกท่าน เช่นนี้ไม่ต่างจากเล่นปาหี่ให้ชมดู”


    ได้ยินคำของหานเฟิง ก็อดไม่ได้ที่ชายกลางคนจะลืมตาขึ้นมา


    “ เป็นเจ้าข้องใจที่อันใด? ในเมื่อตัวเจ้าเองก็ผ่านการทดสอบมาได้แล้ว เจ้ายังคิดต้องการเรียกร้องสิ่งใดอีก?”


    “ เพียงต้องการทราบ ทางราชวงศ์ร่มพฤกษา คิดกระทำอันใด จึงจัดวิธีการทดสอบเช่นนี้ขึ้นมา”


    “ แล้วมีที่ใดไม่ถูกต้อง?”


    “ ผู้คนเข้าร่วมการทดสอบมากมาย เป็นไปไม่ได้ ที่ราชวังร่มพฤกษา จะคำนวนไม่ออกถึงข้อนี้ แต่ก็ยังเลือกที่จะจัดการแข่งขันรอบแรกเพียงสิบห้าเมืองทั่วอาณาจักร แล้วทั่วอาณาจักร มีผู้คนตั้งกี่กว่ามากน้อย ที่ต้องการจะเข้าร่วม เมื่อพาพวกมันทั้งหมดมารวมกันในสถานที่เพียงสิบห้าแห่ง นั่นจึงอย่างไร ก็ไม่เหมาะสมเพียงพอ หากเป็นราชวงศ์ร่มพฤกษาใส่ใจต่อการทดสอบนี้จริง คงมีวิธีการทดสอบ ที่ดีกว่านี้เป็นแน่...”


    “ เจ้ากล่าวคำมากมาย ที่แท้เป็นเจ้าต้องการจะกล่าวสิ่งใด?”


    “ เพียงอยากทราบ ราชวงศ์ร่มพฤกษาใช้กำหนดตัวแทนสิบคนไว้แต่ต้นแล้วหรือไม่?”


    ชายกลางคนได้ยินคำของหานเฟิงก็ยกยิ้ม เพียงกล่าวว่า “ แล้วอย่างไร?”


    หานเฟิงได้ยินคำก็ยืนยันคำตอบที่อยู่ในใจ ที่แท้ การทดสอบ ก็เพียงแค่การแสดงปาหี่ตบตาฉากหนึ่ง ท้ายที่สุด แข่งขันกันไป คงไม่แคล้ว เป็นสิบคนที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น


    “ นี่ไม่เป็นธรรม”


    “ เป็นธรรมหรือไม่ อยู่ที่ว่าผู้ใดมีน้ำหนักกว่ากัน”


    “ เหอะ ไม่ว่าราชวงศ์ร่มพฤกษาคิดกระทำอันใด หากข้า ที่จะอย่างไรก็ต้องเป็นหนึ่งในสิบตัวแทนไปยังวังมังกรอยู่ดี…”


    “ ช่างกล่าววาจาได้เขื่องโขนัก แล้วข้าจะชมดู ว่าเจ้าจักทำได้เช่นที่ปากพูดหรือไม่”



    หานเฟิงที่จากมา ก็ตรงกลับไปยังห้องพักที่โรงเตี๊ยม


    “ พี่ใหญ่ การทดสอบเป็นเช่นไร?”


    เป็นซวงเอ๋อร์ที่กล่าวคำต้อนรับขึ้นเป็นคนแรก นางที่กำลังนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างเบื่อหน่าย ที่พอเห็นหานเฟิงเปิดประตูเข้ามา ก็ดีดกายผึง ลุกขึ้นนั่งด้วยความตื่นเต้นยินดี


    “ ผ่านแล้ว หากยังมีการทดสอบอีกรอบ ในเช้าวันพรุ่ง”


    “ ผ่าน? ไฉนสีหน้าเจ้าไม่คล้ายจะยินดี”


    ผู้กล่าวเป็นจิ่วโม่ มันที่กำลังนั่งเช็ดถูกกระบี่หนักอยู่ที่มุมห้องด้านหนึ่ง


    “ มีเรื่องให้ต้องขบคิดอยู่บ้าง”


    “ ยังมีเรื่องใดให้เจ้าต้องคิดอยู่อีก ความสามารถที่แท้จริงของเจ้า เปรียบกับรุ่นเดียวกัน ยังนับว่าเหนือล้ำกว่าพวกมันจนไกลโข”


    “ หากประลองกันอย่างถูกต้อง ข้าย่อมไม่หวาดเกรง”


    “ แล้วเช่นนั้นเจ้าหวาดเกรงอันใด?”


    “ การประลองคัดเลือกตัวแทนสิบคนที่จะไปยังวังมังกร คล้ายถูกราชวงศ์ร่มพฤกษา กำหนดตัวแทนไว้แต่แรกแล้ว”


    จิ่วโม่ได้ยินคำก็จับคางครุ่นคิด “ นี่ยังไม่ถูกต้อง หากเป็นที่เจ้ากล่าว เช่นนั้นใยต้องมีการจัดการทดสอบให้วุ่นวาย”


    “ นั่นอาจเป็นคำสั่งจากธิดามังกร ที่ให้มีการทดสอบแข่งขัน”


    “ ธิดามังกรยิ่งใหญ่นักรึ?” ผู้กล่าวกลับเป็นซวงเอ๋อร์


    “ นางนับเป็นคนที่มีสิทธิ์มีเสียงผู้หนึ่ง กระทั่งสี่แดนผู้พิทักษ์ยังมิกล้าขัดคำ”


    ซวงเอ๋อร์พยักหน้า นางย่อมรู้จักสี่แดนผู้พิทักษ์ จากความทรงจำที่ตกทอดมา หากการที่นางไม่รู้จักธิดามังกร จึงเป็นไปได้ว่า ธิดามังกรผู้นี้ มีตัวตนขึ้นมาหลังจากห้าพันปี


    “ ธิดามังกร นางน่ากลัวถึงเพียงนั้น ไฉนพวกมันจึงกล้าขัดคำสั่งนาง” ซวงเอ๋อร์กล่าวถามต่อ


    “ มิได้ขัดคำสั่ง หากเป็นพวกมัน ใช้วิธีการ ที่เอื้อต่อคนของตัวเอง”


    “ ไฉนจึงต้องทำเช่นนั้น? การเป็นตัวแทนที่ว่า มันดีนักหรือ?” 


    “ ย่อมแน่นอน ได้ไปเยือนถึงวังมังกร ที่ราวกับตำนาน ผู้ใดบ้างจะไม่สนใจ”


    “ ท่านเองก็ด้วย?”


    หานเฟิงส่ายหน้า “ ข้าจึงมีเหตุผลข้ออื่น”

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน