จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 142 เยือนตระกูลหลิว

                “เอ๊ะ?พี่ใหญ่ไป๋ท่านจะไปบ้านตระกูลหลิวทำอะไร?” เทีนหมิงฉงนใจ แต่ก็ตอบกลับเองทันที“อ้อ ข้านึกออกแล้ว ท่านเคยบอกว่ามีสหายผู้หนึ่งที่สนิทสนมกับตระกูลหลิว... อืมไม่มีปัญหา พรุ่งนี้ข้าจะพาท่านไป”

                เทียนหมิงความคิดไม่ซับซ้อนจึงไม่ได้ครุ่นคิดมากความ แต่จิ้งหมิงเฟิงที่ด้านข้างกลับครุ่นคิดพร้อมกับมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาลึกล้ำแต่มันก็ไม่ได้เอ่ยปากอันใด เพียงสนทนากับเทียนหมิงถึงวีรกรรมที่‘เจ้าแห่งการดื่ม’เคยก่อไว้ในอดีต

                คล้ายกับจิ้งหมิงเฟิงจะดีต่อเทียนหมิงเป็นพิเศษไป๋หยุนเฟยรู้สึกว่าจะดีเกินไปอยู่บ้าง ราวกับ...ให้ความสำคัญเป็นพิเศษราวปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของตนกับเรื่องที่ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะคาดเดาหรือกังขาเพราะทุกคนล้วนมีเหตุผลของตน ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่าย

                และมันก็ไม่คิดจะบอกต่อทั้งสองคนว่าผู้ที่กำลังถูกทั้งคู่วิจารณ์อยู่นั้น เพิ่งถูกตนเองฟาดสลบไปเพียงครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้เมื่อไปถึงบ้านตระกูลหลิวหากค่อยๆอธิบายคงสามารถคลี่คลายความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นได้

                ……

                ยามค่ำภายในห้องของไป๋หยุนเฟย

              “อัพเกรดสำเร็จ”

    “ระดับไอเทม:หายากระดับกลาง”

              “ระดับการอัพเกรด: +10”

              “พลังโจมตี: 337”

              “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 155”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ+10 : เมื่อจู่โจมมีโอกาส 8% ที่จะเพิ่มพลังโจมตีขึ้นอีก 100 หน่วย”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 70 แต้ม”

                ในมือของไป๋หยุนเฟยเป็นมีดที่ได้มาจากจ้าวฉวนหลังจากพิจารณาอย่างละเอียดก็เก็บใส่แหวนช่องมิติมันไม่มีความคิดที่จะใช้อาวุธวิญญาณเล่มนี้มาก่อนที่อัพเกรดก็เพียงเพราะอยากเห็นว่าเมื่ออัพเกรดถึงระดับ +10 แล้วผลกระทบพิเศษจะเป็นเช่นใดเท่านั้นผลกระทบที่ได้ก็เพียงธรรมดาทั่วไปเท่านั้น มันจึงเก็บเอาไว้เพื่อรอใช้ใน‘การอัพเกรดชุดใหญ่’ครั้งต่อไป

                สำหรับกระจกพิทักษ์หัวใจที่ถูกเจาะเป็นสองรูระดับ +10 ก็เพียงมีผลกระทบที่ธรรมดาสามัญมันจึงเก็บเอาไว้ชั่วคราว หากถึงคราจำเป็นค่อยนำออกมาใช้

                จากนั้นก็สุ่มอัพเกรดอาวุธทั้งหลายที่เก็บอยู่ในแหวนช่องมิติกระทั่งแต้มวิญญาณใกล้หมดสิ้นไป๋หยุนเฟยจึงเอนกายลงพักผ่อนบนเตียง

                …………

                เช้าวันต่อมาภายในบ้านหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเกายี่

                ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังอบรมชายหนุ่มซึ่งยืนก้มหน้าคอพับอยู่ตรงหน้าด้วยความเดือดดาลชายหนุ่มกลับไม่แยแสดูไปคล้ายคนเมามายยังไม่สร่าง ศีรษะด้านซ้ายมันมีรอยบวมปูดขึ้น--- มันคือผู้ที่ถูกไป๋หยุนเฟยฟาดจนสลบ สิ้นสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเมื่อฟื้นขึ้นมาก็ถูกบิดาดุด่าอบรม หลิวซุน คุณชายสามแห่งบ้านตระกูลหลิวนั่นเอง

                หลิวซุนถ่างตาฟังบิดาดุด่าตำหนิแต่มือซ้ายกลับลูบคลำแหวนช่องมิติบนมือขวาขณะที่ความคิดเคลิบเคลิ้มถึงสุราที่อยู่ด้านใน

                “สารเลวเจ้าฟังคำข้าอยู่หรือไม่!” หลิวคุนประมุขตระกูลหลิวทุบกำปั้นใส่โต๊ะน้ำชาที่ข้างกายด้วยความเดือดดาลจนถ้วยชากระดอนน้ำชาและใบชาชั้นดีหกกระเด็นไหลนอง

                “ฟัง! ฟัง! บุตรฟังคำอบรมของบิดาอยู่!” หลิวซุนรีบตอบด้วยความแตกตื่น

                “พูดมาเมื่อครู่ข้าบอกว่าอะไร?!”

                “ท่านบอกว่า...บอกว่า...”

                “เฮ้อ! เจ้าลูกอกตัญญู เมื่อใดเจ้าจึงจะทำให้ข้าสบายใจได้!”หลิวคุนมองดูบุตรชายที่ทั้งร่างอบอวลไปด้วยกลิ่นสุรา ก่อนจะกล่าวอย่างผิดหวัง “พี่ใหญ่เจ้าทุกวันนี้ประสบความสำเร็จในสำนักธาตุไม้ พี่รองเจ้า แม้ไม่มีพรสวรรค์ในเชิงยุทธ์แต่ก็เป็นกำลังหลักของตระกูลช่วยดูแลจัดการเรื่องการค้า ส่วนเจ้าวันๆเอาแต่ดื่มสุรา คิดว่าดื่มราวคลุ้มคลั่งเช่นนี้จะเป็นอย่าง‘คุณชายสุรา’ เฉินเชียนถานได้หรือ ขอบอกต่อเจ้าเจ้ายังเทียบได้ไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของเขาเลย แม้เขาจะชอบดื่มแต่ก็ไม่เคยดื่มจนเมามาย ส่วนเจ้า ทุกวันต้องดื่มจนเมามายอาละวาดตระกูลหลิวไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดแล้ว”

                หลังถูกบิดาตำหนิอยู่พักใหญ่หลิวซุนก็รู้สึกละอายใจขึ้นบ้าง ตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนที่มันติดตามบิดาไปเมืองหลวงและได้พบกับเฉินเชียนถานในวัยสิบหกปีหลิวซุนก็นับถือเลื่อมใสต่อ‘คุณชายสุรา’ที่บุคลิกเปิดเผยโออ่าในขณะที่มือถือป้านสุราอยู่ตลอดเวลาและตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามันก็ดื่มสุราไม่หยุด จนได้รับฉายา‘เจ้าแห่งการดื่ม’นี้มา แต่แท้จริงแล้วมันกลายเป็นเพียงปีศาจสุราเท่านั้น

                “หากเพียงเมามายคลุ้มคลั่งไปวันๆโดยไม่ก่อเรื่องอันใดข้าคงแสร้งเป็นหลับตาไม่รับรู้ได้แต่ว่าเมื่อวานเจ้าถึงกับล่วงเกินผู้ฝึกปรือวิญญาณระดับยอดฝีมือ หากไม่ใช่อีกฝ่ายไม่ถือสาต่อให้ทำร้ายเจ้าจนพิการก็สมควรแล้ว!”

                ฟังบิดากล่าวหลิวซุนก็เบะปากไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดในใจเพียงคิดว่าตอนนั้นตนเองเมามายจนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไปบ้างแล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ที่ไม่ควรแตะต้องตอแยเล่า?ก็จะว่าไปก็นับว่าเคราะห์ร้ายยิ่งศัตรูเพียงใช้กระบวนท่าเดียวก็ฟาดมันจนสลบไปหนึ่งวันหนึ่งคืน

                ครุ่นคิดถึงตรงนี้หลิวซุนก็นึกขึ้นได้ว่าศีรษะปูดบวม จึงเร่งเร้าพลังวิญญาณเพื่อรักษาหน้าผากที่ปูดบวมก็ยุบหายเป็นปกติดังเดิม

                ยามนั้นนอกประตูมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นซูตงรีบร้อนเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ดูไปท่าทีมันกระวนกระวายไม่น้อย

                “นายท่าน คุณชายรองแห่งตระกูลเย่พาสหายผู้หนึ่งมาเพื่อขอเยี่ยมคารวะท่าน”

                “อืม?คุณชายรองตระกูลเย่... มันมาทำอะไรที่นี่? ตระกูลเย่กับตระกูลจ้าวมีปัญหากันหรือมันจะมาขอให้ตระกูลหลิวช่วยเหลือ?แต่ทว่าก็ไม่สมควรจะให้ผู้เยาว์ที่เอาแต่เที่ยวเล่นเป็นคนออกหน้า แล้วยังพาคนมาด้วย?เป็นผู้ใดกัน?” หลิวคุนฉงนใจ และเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของซูตงจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มีอะไร หรือเจ้ามีเรื่องคิดจะบอก?”

                “เรียนนายท่านผู้ที่นายน้อยตระกูลเย่พามาด้วยก็คือ ยอดฝีมืออายุเยาว์เมื่อวันก่อน...”

                “ว่ากระไร!” หลิวคุนตื่นตกใจ ก่อนจะขมวดคิ้วถามกลับไปว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นมัน?”

                “อืม ไม่ผิดแน่เพราะเมื่อครู่เขายังเอ่ยปากทักทายข้าอีกด้วย...ข้าไม่กล้าชักช้าจึงให้พ่อบ้านเชิญพวกเขาเข้ามา ส่วนข้ารีบมารายงานนายท่านก่อน”

                หลิวคุนขมวดคิ้วเคร่งเครียดพลางครุ่นคิดเงียบงัน“คาดไม่ถึงว่าจะถึงที่นี่ได้ หรือมันจะมาสืบสาวเอาความ? ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะไม่เช่นนั้นวานนี้มันคงไม่ปล่อยซุนเอ๋อง่ายดายเช่นนั้นหรือว่าเพียงเรื่องบังเอิญ? แล้วที่คุณชายตระกูลเย่เป็นฝ่ายพามาหมายความว่าอย่างไร? หรือมันเป็นผู้ที่ตระกูลเย่เชื้อเชิญมาช่วยเหลือ?”

                นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่งหลิวคุนก็เงยหน้ากล่าวว่า “เตรียมชาและของว่าง ข้าจะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติอย่างดี!”

                กล่าวจบก็หันไปหาหลิวซุนที่กำลังลอบเดินออกไปพร้อมกับตวาดว่า “หยุดตรงนั้น! กลับไปแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วออกมาขออภัยเขา หากเขาไม่ยอมยกโทษให้ข้าจะหักขาเจ้าข้างหนึ่ง!”

                “ข้า...”

                “หุบปาก! ยังไม่รีบไปอีก!”

                ……

                ครู่ต่อมาไป๋หยุนเฟยกับเทียนหมิงก็ติดตามพ่อบ้านเข้ามายังห้องโถงอันกว้างใหญ่ เพียงก้าวเท้าเข้าประตูก็พบผู้นำตระกูลหลิวที่ใบหน้ายิ้มแย้มรอต้อนรับอยู่

                “ฮ่า ฮ่าหลายชายเย่ นึกไม่ถึงว่าจะมาเยี่ยมเยียนลุงหลิวถึงที่นี่! ไม่ทราบว่าน้องเย่ถิงเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ทราบว่าบรรลุถึงด่านบรรพวิญญาณแล้วหรือไม่?”หลิวคุนกุมมือเทียนหมิงแสดงความสนิทสนมพร้อมกับทักทายอย่างอบอุ่น

                เมื่อได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เทียนหมิงเองก็งงงันวูบยามปกติเพียงคิดจะพบหน้า ยังยากจะหาโอกาสได้พบกับผู้นำตระกูลหลิวคาดไม่ถึงจริงๆว่าอีกฝ่ายจะเกรงและให้เกียรติถึงเพียงนี้

                เมื่อถูกผู้อาวุโสรุ่นเดียวกับบิดาให้การต้อนรับอย่างสนิทสนมเทียนหมิงก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายให้เกียรติยิ่ง จึงคารวะอย่างระมัดระวังพร้อมกับทักทายอย่างนอบน้อม “คารวะท่านลุงหลิว บิดาสบายดีสำหรับเรื่องบรรลุด่านบรรพวิญญาณได้เมื่อใดก็ยังมิอาจทราบบิดามักเอ่ยถึงท่านลุงหลิวบ่อยครั้ง บอกว่าท่านมีบุตรชายผู้หนึ่งซึ่งสำนักธาตุไม้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จและมีอนาคตอันยาวไกล”

                “ฮ่า ฮ่าลูกผิงเพียงวาสนาดีเท่านั้นและก็เพราะเหตุนี้ตระกูลหลิวจึงได้พึ่งพาบารมีสำนักธาตุไม้ดังจิ้งจอกอาศัยบารมีพยัคฆ์จะเทียบกับบิดาเจ้าที่สร้างความสำเร็จขึ้นมาด้วยความสามารถตนเองได้อย่างไร...”หลิวคุนกล่าวถ่อมตนเพื่อเป็นการให้เกียรติ จากนั้นจึงหันไปมองไป๋หยุนเฟยก่อนจะยิ้มพลางถามว่า “สหายของหลานท่านนี้คือ...”

                ไป๋หยุนเฟยประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า“ผู้เยาว์ไป๋หยุนเฟย คารวะท่านผู้นำตระกูลหลิว”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน