ตอนที่ 126 ปรมาจารย์จารึกขั้นสี่
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
รักครั้งแรก
คำคำนี้มักมีอิทธิพลต่อผู้คนเสมอ ต่อให้พวกเขาเหล่านั้นจะเจอรักแท้ในคนต่อไป แต่รักแรกจะเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืมเลือน
อินดิสหรือรัชทายาทอินดิสคือรักแรกของอีวา
ในตอนนั้นเธอเป็นเพียงแค่หญิงชาวบ้านสามัญ มิหนำซ้ำยังมีหน้าตาธรรมดา
ด้วยเสน่ห์แห่งบุรุษของอินดิส จึงทำให้อีวาตกหลุมรักเขาได้อย่างง่ายดาย
แต่น่าเสียดายที่รักครั้งนั้นเป็นเพียงแค่รักข้างเดียว ที่อินดิสไม่มีวันได้รับรู้ เพราะอีวาไม่ได้เผยความในใจออกมา
นับตั้งแต่ที่เฟิร์สได้สลับร่างกับอีวา อินดีสคือผู้ชายที่เธอนำมาเปรียบเทียบกับเขามากที่สุด
ทั้งเฟิร์สและอีวา ในตอนแรกพวกเขาดูเหมือนไม่มีใครที่จะเข้ากันได้เลย แต่เมื่ออยู่ร่วมกันมาหลายเดือน อีกทั้งยังมีความสามารถของโลกลวง จึงทำให้ทั้งสองเกิดความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น
วันเวลาที่ล่วงผ่านไปทำให้เฟิร์สนั้นคุ้นชินกับการมีอยู่ของอีวา
มันเหมือนเธอกับเขานั้นแทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ยิ่งได้สลับร่างกันแล้วก็ทำให้เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น
ทว่าความใกล้ชิดนี้กลับเหมือนเส้นผมที่บังภูเขา แม้จะอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่ได้สังเกตเห็นมัน
จนกระทั่งในตอนนี้เฟิร์สได้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ที่เขาไม่รู้จักข้างในจิตใจ
“หยุดคิดเรื่องบ้าๆ ได้แล้ว ฉันควรให้ความสนใจกับบันไดเหล่านี้”
เมื่อตั้งสติขึ้นได้ เฟิร์สก็ทำการบ่มเพาะต่อไปอย่างมุ่งมั่น
การบ่มเพาะนั้นช่วยทำให้เขาลืมเรื่องที่รบกวนจิตใจนี้ไปได้
ซึ่งดูเหมือนว่าความแน่แน่วของเฟิร์สจะทำให้ผลลัพธ์ของการบ่มเพาะนั้นมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม
สามหมื่นขั้น!
สี่หมื่นขั้น!
ห้าหมื่นขั้น!
ภายในวันเดียวเฟิร์สก็สามารถขึ้นบันไดไปถึงขั้นที่ห้าหมื่น
หลังจากจบวันเขาได้บันทึกเรื่องการเดินทางเข้าร่วมพิธีราชาภิเษกของรัชทายาทอินดิสไว้ในโลกลวง
อีวาฟื้นตื่นขึ้นมาหลังจากที่เฟิร์สหลับไปได้ไม่นาน
สิ่งที่เธอทำเป็นอย่างแรกคือการตรวจสอบเรื่องราวที่เฟิร์สบันทึกในโลกลวง
‘เดินทางไปเมืองหลวงอีกสามวัน พิธีสถาปนารัชทายาทอินดิสเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ ...’
“อินดิสกำลังจะขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างนั้นหรอ!”
จู่ๆ ใบหน้าของหญิงสาวก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อได้ยินชื่อของอินดิสอีกครั้ง หัวใจของเธอก็รู้สึกฟูฟ่องราวกับกำลังวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งดอกไม้
ความรู้สึกที่เคยพับเก็บไว้ถูกนำออกมาอีกครั้ง
มันคือความรู้สึกที่เธอได้แอบรักใครคนนั้น
“ฉันกำลังจะได้เจออินดีสอีกครั้ง”
ภาพของชายหนุ่มที่หล่อเหลา บุคลิกท่าทางเต็มไปด้วยความสุภาพ แถมยังใจดีกับเธอเป็นอย่างมาก โผล่ขึ้นมาในหัว
แม้ว่าหลังจากที่เขาได้กลายเป็นรัชทายาทและไม่ได้กลับมาอีกเลย เธอก็ไม่ได้คิดจะโกรธเคือง แถมยังมีความเข้าใจมากกว่า
ยิ่งได้ยินเรื่องราวที่ว่าการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ในครั้งนี้จะต้องทำการสืบทอดเจตจำนงของกษัตริย์ฮาดา เธอก็พอจะคาดเดาได้ว่าเขาต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อภารกิจนี้
จากมุมมองของอีวาในตอนนี้ ยิ่งอยู่ในที่สูงก็ยิ่งทำให้เธอมองเห็นเขาได้ชัดขึ้น
อีวาอดกลั้นความดีใจไม่ได้ แต่ทว่าด้วยสถานะของเธอในตอนนี้การจะแสดงกิริยาที่เหมือนเมื่อก็จึงไม่เหมาะสม
แต่ยังมีสถานที่หนึ่งและคนคนหนึ่งที่เธอสามารถแสดงอะไรออกไปได้โดยที่ไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์
นั่นก็คือโลกลวง
อีวาระบายความยินดีส่งผ่านข้อความมากมายให้กับเฟิร์ส
เธอดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้พบกับรักแรกอีกครั้ง ไม่เท่านั้นยังเย้ยหยันเฟิร์สอย่างอารมณ์ดีไปอีกด้วย
“เพราะนายมันเย็นชาเกินไป ถึงได้ไร้เสน่ห์แบบนี้ หัดปรับปรุงตัวซะบ้างจะได้มีคู่กับเค้าซะที”
ความรู้สึกมากมายถูกส่งผ่านเข้าไปในโลกลวง สิ่งนี้ยิ่งแสดงถึงความสนิทสนมของทั้งสอง
เมื่อระบายทุกอย่างจนหมดแล้ว อีวาก็ไม่ได้ลืมหน้าที่ที่เธอต้องทำ
นั่นก็คือในตอนนี้ตนเองและเฟิร์สต้องก้าวเข้าสู่ขั้นที่สี่ให้ได้
อีวาเสียเวลาไปกับความดีใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นเธอก็เริ่มบ่มเพาะต่อไป
“อ่า ... ความรู้แจ้งที่มากมายนี้มันคืออะไรกัน ดูเหมือนว่าการที่ฉันทะลวงขั้นที่สามได้สำเร็จจะทำให้ความเข้าใจในศาสตร์อักขระของฉันถูกยกระดับมากขึ้น นั่นจึงทำให้การทำความเข้าใจบันไดแต่ละขั้นง่ายกว่าเดิมเป็นอย่างมาก”
อีวารู้สึกทึ้งความสติปัญญาที่ยกระดับขึ้นนี้
เธอใช้เวลาในโลกลวงเพื่อทำความเข้าใจบันไดสีขาวแต่ละขั้นสั้นลง มิหนำซ้ำความเร็วในการก้าวขึ้นไปยังเพิ่มมากขึ้น
ฉับ ... ฉับ ... ฉับ ...
การทำความเข้าใจบันไดสีขาวยิ่งสูงก็ยิ่งมีความยากที่มากยิ่งขึ้น แต่ทว่าอีวาในตอนนี้กลับเหมือนเธอกำลังเดินอยู่ในสวนหลังบ้าน ดูสบายๆ ยิ่ง
เวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่เธอก็สามารถก้าวได้ถึงขั้นที่หกหมื่นและเดินต่อไปเรื่อยๆ
เจ็ดหมื่น
แปดหมื่น
จนกระทั่งถึงขั้นที่เก้าหมื่น
เธอก็ยังเดินอย่างไม่หยุดยั้ง
เวลานั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยามค่ำของอีกวันหนึ่งก็มาถึงแล้ว
เฟิร์สที่เข้ามาสลับร่างเขาก็ได้พบกับข้อความที่ทำให้หัวใจของเขาบีบรัดอย่างไม่รู้ตัว
เขาจึงระบายมันออกมาด้วยการแสร้งโกรธ
“เธออยากไปพบรักแรกของเธอก็เชิญ ขอให้เธอมีความสุขก็แล้วกัน!”
เฟิร์สจงใจฝากข้อความนี้ไว้ และตัดสินใจว่าจะไม่ฝากข้อความใดอีก
เด็กหนุ่มลบความขุ่นเคืองใจนี้ด้วยการบ่มเพาะ
บันไดขั้นที่หนึ่งแสนเขาเดินผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว
หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น
หนึ่งแสนสองหมื่น
หนึ่งแสนสามหมื่น
ไม่รู้เพราะอารมณ์ที่ขุ่นเคืองทำให้เขาสามารถบ่มเพาะได้เร็วกว่าเดิมหรือไม่
แต่ไม่ว่าเฟิร์สจะจมจ่อมอยู่กับการบ่มเพาะยังไง เขาก็ไม่สามารถลืมเรื่องที่อีวาฝากข้อความไว้ให้ได้เลย
จนกระทั่ง ...
ในขั้นบันไดที่หนึ่งแสนเจ็ดหมื่น จู่ๆ อำนาจอักขระภายในร่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง
อำนาจอักขระที่เคยเป็นสีม่วง บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าคราม
คลื่นพลังอำนาจนี้ส่งผลกระทบต่อห้องมิติบันไดสีขาวอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำยังแผ่กระจายออกไปด้านนอกราวกับสายลมที่สามารถทะลวงผ่านไปได้ทุกที่
ฮวงงงงงงงงงงงง
ขั้นความรู้แจ้งถูกยกระดับขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เฟิร์สสามารถสัมผัสได้ถึงอำนาจที่เหนือกว่าเดิมได้อย่างชัดเจน และสิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้น เขากระทั่งสามารถสัมผัสได้ถึงกฎเกณฑ์ของโลกได้อย่างลางๆ
“นี่มันคือกฎเกณฑ์ของโลกอย่างนั้นหรือ?”
กฎเกณฑ์ของโลกคล้ายกับค่ายกลขนาดใหญ่ที่ครอบโลกใบนี้เอาไว้
เฟิร์สไม่เพียงรับรู้กฎเกณฑ์ของโลกเท่านั้น แต่เขากระทั่งสามารถนำพลังของมันมาใช้งานได้บางส่วน นั่นคือการใช้กฎเกณฑ์สร้างอักขระ
พลังอักขระที่ถูกสร้างด้วยกฎเกณฑ์อานุภาพของมันจึงจะเหนือจินตนาการ
โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้อักขระจะผนึกรูปแบบอักขระไว้ที่การทำมุทรา เมื่อใช้มือทำมุทราแล้วค่ายกลอักขระซับซ้อนที่ต้องใช้เวลาสร้างขึ้นมานานก็จะถูกสร้างขึ้นมาในพริบตา
ผู้ที่เข้าสู่ขั้นสีครามจึงสามารถใช่ค่ายกลในการต่อสู้ได้ เพียงแค่สร้างมุทราขึ้นมาเท่านั้น
นี่จึงเป็นการลบจุดอ่อนของผู้ใช้อักขระที่ใช้เวลานานในการสร้างค่ายกล
การรู้แจ้งในกฎเกณฑ์ของโลกนี้ทำให้มหาปัญญาของเขาถูกเปิดกว้างมากขึ้น
นี่คือการบ่มเพาะอักขระที่เข้าถึงขอบเขตขั้นสีคราม หรือปรมาจารย์จารึกขั้นที่สี่นั่นเอง!
วินาทีที่คลื่นพลังอักขระขั้นที่สี่แผ่กระจายออกมา ดวงตาของจอมปราชญ์ก็พลันเบิกกว้างขึ้น
ห้วงจิตของเขารีบตรงดิ่งไปที่ห้องบันไดสีขาวในทันที
“หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นขั้น ... เธอทะลวงขั้นได้สำเร็จอีกแล้วหรอ พึ่งทะลวงขั้นที่สามผ่านไปได้ไม่กี่วัน วันนี้ก็ทะลวงผ่านขั้นที่สี่ได้อีกแล้ว พลังสายเลือดของเธอจะน่ากลัวเกินไปแล้ว” จอมปราชญ์อดที่จะเอ่ยอย่างตกตะลึงไม่ได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาหลุดอาการไม่สำรวมออกมาเช่นนี้
ขณะเดียวกันนั้นเองเหล่านายท่านทั้งหลายก็รับรู้ถึงพลังขั้นที่สี่ที่แผ่กระจายออกมานี้เช่นกัน
“นะ ... นี่มัน!”
“จะบ้าเกินไปแล้ว แค่เวลาไม่กี่วันเธอก็สำเร็จขอบเขตขั้นที่สี่ในตำนานได้แล้วอย่างนั้นหรอ?”
คำพูดนี้ไม่ใช่ของนูฟูอินที่มีนิสัยขี้เล่น แต่เป็นไซเรนหรือนายท่านที่สามซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ปิดวาจาเป็นคนเอ่ยมันออกมา
ปรมาจารย์จารึกขั้นที่สี่คือตัวตนที่เทียบเท่าจักรพรรดิ
แม้อีวาจะมีพลังสายเลือดบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตราชวงศ์ แต่ในด้านของปรมาจารย์จารึกเธอได้ก้าวสู่ขอบเขตเดียวกับจอมปราชญ์เรียบร้อยแล้ว!