ระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น

    เล่มที่ 4 บทที่ 111 เนตรอสูรเปลี่ยนสีได้?

            สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่เสียงผู้คนดังกระหึ่ม บรรยากาศพุ่งถึงขีดสุด

            หลังจากอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามปรากฏตัวมันก็สะกดทุกสายตา ทำให้ผู้คนยิ่งคาดหวังกับการประลองบนเวทีมากขึ้น

            ขณะที่ทุกคนจดจ่ออยู่กับอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามเซี่ยวซิงอวี่ก็สังเกตเห็นอีกสิ่งหนึ่ง

            ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยเวยอันหรือเซี่ยเหลียนหรือแม้แต่เซี่ยจงที่นั่งอยู่บนที่นั่งคณะกรรมการ

            สีตาของทั้งสามคนนี้จะเปลี่ยนไปตามความเข้มของแสงแดด!

            “ลิ่วจิน ดวงตาของตระกูลเซี่ย...”

            “นั่นเรียกว่าเนตรอสูรเป็นลักษณะทางพันธุกรรมของตระกูลเซี่ย”

            เซี่ยวซิงอวี่ถามต่อ“เนตรอสูรกับดวงตาของคนธรรมดาอย่างเราต่างกันตรงไหน?”

            “ไม่ได้ต่างกันมากแค่สีต่างกันเท่านั้นเอง”

            หลังจากฟังคำตอบของมู่หรงซินซินเซี่ยวซิงอวี่ก็ยืนยันเรื่องหนึ่ง

            ผู้คนบนโลกนี้รู้แค่เรื่องเนตรอสูรแต่ไม่รู้ความลึกลับของดวงตาพิเศษนี้

            เซี่ยวซิงอวี่เปิดใช้งานเนตรปีศาจเขาสามารถมองเห็นข้อมูลของเนตรอสูรได้ทั้งหมดแม้แต่ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน

            “เนตรอสูรนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนสีไปตามความเข้มของแสงแดดอย่างที่เห็น”

            “มันยังสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของศัตรูและคาดการณ์ท่าโจมตีและมุมโจมตีของศัตรูได้ล่วงหน้า”

            “พูดให้ถูกก็คือ นี่คือดวงตาของสัตว์อสูร!”

            เซี่ยวซิงอวี่รู้สึกตกตะลึงอย่างมากนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นดวงตาของสัตว์อสูรบนร่างกายมนุษย์!

            ร่างกายมนุษย์ ดวงตาของสัตว์อสูรการผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์ แล้วนี่คือมนุษย์หรือสัตว์อสูรกันแน่?

            เซี่ยวซิงอวี่คิดอย่างรอบคอบแถมยังเป็นคนชอบคิดมาก ภาพของซ่างกวนหลานที่แปลงร่างเป็นมังกรดำจึงผุดขึ้นมาในหัว

            ซ่างกวนหลานซ่อนดวงตามังกรเอาไว้สมัยนั้นเผ่าพันธุ์มังกรสายเลือดบริสุทธิ์ก็เป็นหนึ่งในแขนงของเผ่ามหาอสูร

            เซี่ยจงเป็นขุนนางที่ซ่างกวนหลานไว้วางใจที่สุดและมียีนเนตรอสูรที่พิเศษ

            สอง “คน”สำคัญนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับ “สัตว์อสูร”

            เซี่ยวซิงอวี่ขมวดคิ้วเป็นปม คิดอะไรมากมายแต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

            “ดูเหมือนว่าไม่เพียงแต่ซ่างกวนหลานตระกูลเซี่ยนี้ก็ต้องมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสงครามสังหารมังกรในอดีตแน่!”

            “แต่ด้วยความสามารถของฉันในตอนนี้การเข้าไปพัวพันกับคนใหญ่คนโตเหล่านี้คงไม่ดีนัก”

            “พัฒนาตัวเองอย่างเงียบๆนั่นแหละคือหนทางที่ดีที่สุด!”

            ตอนที่เซี่ยวซิงอวี่แข่งขันบนเวทีวิธีการต่อสู้ของเขานั้นเหนือจินตนาการ และเลือกใช้กลยุทธ์ที่กล้าหาญอย่างยิ่ง

            แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยเซี่ยวซิงอวี่กลับระมัดระวังยิ่งกว่าใคร

            เมื่อความสามารถของตัวเองยังไม่ถึงก็ไม่ควรไปอยากรู้ความลับของคนใหญ่คนโต

            เซี่ยวซิงอวี่รู้ดีว่าความอยากรู้มักนำภัยมาให้

            “เริ่มการแข่งขัน!”

            กรรมการเป่านกหวีด

            การประลองบนเวทีเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

            มู่หรงหยางซั่วไม่มีทางเลือกอื่นข้อดีของกริฟฟินอัสนีสามารถคงอยู่ได้เพียงสามนาทีแรกเขาจึงต้องพยายามโจมตีแบบไม่ยั้ง

            ภายใต้การกระตุ้นของพลังวิญญาณกริฟฟินอัสนีทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พยับปีก แล้วพุ่งลงมาเหมือนสายฟ้าฟาด!

            พิธีกรตะโกนว่า“มู่หรงหยางซั่วเริ่มโจมตีแล้ว!กริฟฟินอัสนีเปิดตัวด้วยท่าไม้ตายประจำตัว [หอกอัสนีเวหา]!”

            หอกสายฟ้าพุ่งทะลุฟ้าราวกับรุ้งกินน้ำฉีกอากาศที่แข็งตัว และส่องสว่างผืนแผ่นดิน

            ใบหน้าของเซี่ยเวยอันไม่แสดงอารมณ์ใดๆเพียงแค่ส่งสัญญาณให้แก่อสูรเปลวเพลิงทมิฬสีคราม

            พิธีกรตะลึงอีกครั้ง

            “เกิดปรากฏการณ์น่าทึ่งบนสนาม!”

            “เซี่ยเวยอันไม่ได้ใช้พลังวิญญาณเลยเขาตั้งใจจะ...”

            “ให้อสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามรับการโจมตีนี้โดยตรง!”

            ซ่า...ซ่า...

            หอกสายฟ้าแทงเข้าที่หลังของอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามแต่กระแสไฟฟ้าอ่อนลงไปถึงสองในสามในพริบตา

            กริฟฟินอัสนีเผยร่างเดิมออกมาแสงไฟฟ้าบนตัวมันหรี่ลงมาก

            ตูม!

            หลังจากการระเบิด ควันหนาทึบก็จางหายไป

            ผู้ชมเบิกตากว้าง จ้องมองไปที่กลางเวทีทุกคนต่างแสดงสีหน้าตกใจโดยไม่มีข้อยกเว้น

            พิธีกรอ้าปากค้าง ตะโกนเสียงดัง

            “เหลือเชื่อ!อสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามรับท่าไม้ตายประจำตัวของกริฟฟินอัสนีโดยตรงแถมยังไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย!”

            บนเวทีอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามยืนหยัดอยู่ได้หัวทั้งสามเผยรอยยิ้มที่โหดร้ายและตื่นเต้นพร้อมกัน

            กริฟฟินอัสนีบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งสีหน้าตกตะลึง ไม่คิดเลยว่าท่าไม้ตายที่ภูมิใจนักหนาจะทำอะไรไม่ได้เลย

            มู่หรงหยางซั่วกำหมัดแน่น สีหน้าดูไม่ดี

            “สัตว์อสูรของหมอนี่มันคือสัตว์ประหลาดชัดๆ”

            พรสวรรค์ของอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามเรียกว่า[ยีนปีศาจสวรรค์]

            พรสวรรค์นี้เป็นลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของสัตว์อสูรที่มีสายเลือดปีศาจสวรรค์ทั้งหมด

            ผู้ชมที่สังเกตดีๆจะเห็นว่าที่เท้าของอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามมีวงแหวนแสงจางๆ

            วงแหวนแสงนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบเมตร

            ในอาณาเขตนี้เมื่อศัตรูโจมตีอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีคราม พลังโจมตีจะลดลง 70%และความเร็วในการเคลื่อนที่ก็จะลดลง 70% เช่นกัน!

            บวกกับอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามที่มีกระดูกแข็งแรงมาแต่กำเนิดขนหนา และค่าพลังป้องกันสูง

            เมื่อรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันการที่มันสามารถรับการโจมตีของกริฟฟินอัสนีได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ก็นับว่าเหลือเชื่อจริงๆ!

            “โอ้โห!สัตว์อสูรที่มีสายเลือดปีศาจสวรรค์นี่มันทนทานอะไรขนาดนี้!”

            “มีผลลดความเสียหาย 70% แถมพลังป้องกันยังสูงขนาดนี้ คู่ต่อสู้ระดับเดียวกัน ใครจะทำร้ายมันได้!”

            “รอบนี้ตัดสินแล้วเกรงว่าคุณชายมู่หรงคงต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไปทั้งน้ำตา”

            เพียงแค่การโจมตีเดียวตาชั่งแห่งชัยชนะก็เอียงไปอย่างเห็นได้ชัด

            มู่หรงหยางซั่วเองก็รู้สึกอึดอัดเหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นที่หน้าผาก

            ลองคิดดูสิว่าเมื่อสัตว์อสูรของคุณโจมตีเต็มที่ แต่สัตว์อสูรของศัตรูไม่จำเป็นต้องหลบแถมยังไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

            ความรู้สึกที่พ่ายแพ้เช่นนี้จะทำให้ความมั่นใจทั้งหมดหายไปในพริบตาทำให้คุณหายใจไม่ออก!

            ตอนนี้มู่หรงหยางซั่วกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากหรืออาจจะเรียกว่าหมดหวังเลยก็ได้

            ใต้เวทีเซี่ยวซิงอวี่กำลังฟังเรื่องที่มู่หรงซินซินเล่า

            “ตอนฉันอายุสิบสองพลังวิญญาณของฉันตื่นขึ้น”

            “พลังวิญญาณของเซี่ยเหลียนก็ตื่นขึ้นเช่นกัน”

            “ตอนนั้นเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่เพราะพ่อของเราเป็นเพื่อนเก่ากันในราชการ”

            มู่หรงจิ้นเป็นพลเรือเอกของหลงกั๋วส่วนเซี่ยจงเป็นที่ปรึกษาทางทหารอันดับหนึ่งของหลงกั๋ว

            ด้วยฐานะเช่นนี้ทั้งสองคนจึงถือว่าเป็นเพื่อนร่วมรบเก่ากัน

            มู่หรงซินซินเล่าต่อ

            “ปีนั้นหลงกั๋วของเราชนะสงครามจับลูกสัตว์อสูรที่มีสายเลือดคุณภาพสูงได้จำนวนมาก”

            “จักรพรรดินีมีรับสั่งให้พวกเราเด็กๆที่พลังวิญญาณตื่นขึ้นเลือกลูกสัตว์อสูรที่ชอบเพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูร”

            “ฉันกับเซี่ยเหลียนชอบลูกสัตว์อสูรตัวเดียวกัน”

            เซี่ยวซิงอวี่แทรกขึ้น“ค้างคาวกระดูกปีกอสูร?”

            “ถูกต้อง”

            มู่หรงซินซินพยักหน้า

            “ตอนนั้นค้างคาวกระดูกปีกอสูรเพิ่งอายุได้หนึ่งเดือนตัวเล็กน่ารักเหมือนนกกระจิบตัวหนึ่ง”

            “เมื่อฉันกับเซี่ยเหลียนชอบตัวเดียวกันก็ต้องแข่งขันกันอย่างยุติธรรม”

            “ค้างคาวกระดูกปีกอสูรเลือกใครคนนั้นก็จะเป็นเจ้าของ”

            เซี่ยวซิงอวี่ขัดจังหวะด้วยรอยยิ้ม“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าค้างคาวกระดูกปีกอสูรเลือกเธอส่วนเซี่ยเหลียนก็เลยจดจำเรื่องนี้และแค้นเธอใช่ไหม?”

            “ตอนนั้นจักรพรรดินีและบรรดาผู้ใหญ่ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย”

            “เธอรู้สึกว่าตัวเองเสียหน้าเพราะเรื่องนี้เลยจดจำเอาไว้ จากนั้นพวกเราก็ไม่ค่อยได้เจอกันอีกเลย”

            เซี่ยวซิงอวี่ฟังเรื่องราวเสร็จแล้วก็หันไปมองพื้นที่เตรียมการอีกฝั่งของเวทีอีกครั้ง

            เซี่ยเหลียนกำลังยืนอยู่ใต้เวทีมองไปยังเซี่ยเวยอันที่อยู่บนเวที

            แม้จะอยู่ไกลกันเซี่ยวซิงอวี่ไม่ได้ยินเสียงของเซี่ยเหลียน แต่ก็พอจะอ่านจากรูปปากได้

            “พี่อย่าออมมือนะ ต่อหน้ามู่หรงซินซินทำลายสัตว์อสูรของพี่ชายเธอให้สิ้นซากไปเลย!”

            สีหน้าของเซี่ยวซิงอวี่มืดมนดวงตาฉายแววเย็นเยียบ

            “ไม่แปลกใจเลยที่คนในครอบครัวนี้มีเนตรอสูร(ตาต่างสี) จิตใจของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์อสูรที่ดุร้าย!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น ที่คุณอ่าน