สนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่เสียงผู้คนดังกระหึ่ม บรรยากาศพุ่งถึงขีดสุด
หลังจากอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามปรากฏตัวมันก็สะกดทุกสายตา ทำให้ผู้คนยิ่งคาดหวังกับการประลองบนเวทีมากขึ้น
ขณะที่ทุกคนจดจ่ออยู่กับอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามเซี่ยวซิงอวี่ก็สังเกตเห็นอีกสิ่งหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยเวยอันหรือเซี่ยเหลียนหรือแม้แต่เซี่ยจงที่นั่งอยู่บนที่นั่งคณะกรรมการ
สีตาของทั้งสามคนนี้จะเปลี่ยนไปตามความเข้มของแสงแดด!
“ลิ่วจิน ดวงตาของตระกูลเซี่ย...”
“นั่นเรียกว่าเนตรอสูรเป็นลักษณะทางพันธุกรรมของตระกูลเซี่ย”
เซี่ยวซิงอวี่ถามต่อ“เนตรอสูรกับดวงตาของคนธรรมดาอย่างเราต่างกันตรงไหน?”
“ไม่ได้ต่างกันมากแค่สีต่างกันเท่านั้นเอง”
หลังจากฟังคำตอบของมู่หรงซินซินเซี่ยวซิงอวี่ก็ยืนยันเรื่องหนึ่ง
ผู้คนบนโลกนี้รู้แค่เรื่องเนตรอสูรแต่ไม่รู้ความลึกลับของดวงตาพิเศษนี้
เซี่ยวซิงอวี่เปิดใช้งานเนตรปีศาจเขาสามารถมองเห็นข้อมูลของเนตรอสูรได้ทั้งหมดแม้แต่ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน
“เนตรอสูรนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนสีไปตามความเข้มของแสงแดดอย่างที่เห็น”
“มันยังสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของศัตรูและคาดการณ์ท่าโจมตีและมุมโจมตีของศัตรูได้ล่วงหน้า”
“พูดให้ถูกก็คือ นี่คือดวงตาของสัตว์อสูร!”
เซี่ยวซิงอวี่รู้สึกตกตะลึงอย่างมากนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นดวงตาของสัตว์อสูรบนร่างกายมนุษย์!
ร่างกายมนุษย์ ดวงตาของสัตว์อสูรการผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์ แล้วนี่คือมนุษย์หรือสัตว์อสูรกันแน่?
เซี่ยวซิงอวี่คิดอย่างรอบคอบแถมยังเป็นคนชอบคิดมาก ภาพของซ่างกวนหลานที่แปลงร่างเป็นมังกรดำจึงผุดขึ้นมาในหัว
ซ่างกวนหลานซ่อนดวงตามังกรเอาไว้สมัยนั้นเผ่าพันธุ์มังกรสายเลือดบริสุทธิ์ก็เป็นหนึ่งในแขนงของเผ่ามหาอสูร
เซี่ยจงเป็นขุนนางที่ซ่างกวนหลานไว้วางใจที่สุดและมียีนเนตรอสูรที่พิเศษ
สอง “คน”สำคัญนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับ “สัตว์อสูร”
เซี่ยวซิงอวี่ขมวดคิ้วเป็นปม คิดอะไรมากมายแต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ดูเหมือนว่าไม่เพียงแต่ซ่างกวนหลานตระกูลเซี่ยนี้ก็ต้องมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสงครามสังหารมังกรในอดีตแน่!”
“แต่ด้วยความสามารถของฉันในตอนนี้การเข้าไปพัวพันกับคนใหญ่คนโตเหล่านี้คงไม่ดีนัก”
“พัฒนาตัวเองอย่างเงียบๆนั่นแหละคือหนทางที่ดีที่สุด!”
ตอนที่เซี่ยวซิงอวี่แข่งขันบนเวทีวิธีการต่อสู้ของเขานั้นเหนือจินตนาการ และเลือกใช้กลยุทธ์ที่กล้าหาญอย่างยิ่ง
แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยเซี่ยวซิงอวี่กลับระมัดระวังยิ่งกว่าใคร
เมื่อความสามารถของตัวเองยังไม่ถึงก็ไม่ควรไปอยากรู้ความลับของคนใหญ่คนโต
เซี่ยวซิงอวี่รู้ดีว่าความอยากรู้มักนำภัยมาให้
“เริ่มการแข่งขัน!”
กรรมการเป่านกหวีด
การประลองบนเวทีเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
มู่หรงหยางซั่วไม่มีทางเลือกอื่นข้อดีของกริฟฟินอัสนีสามารถคงอยู่ได้เพียงสามนาทีแรกเขาจึงต้องพยายามโจมตีแบบไม่ยั้ง
ภายใต้การกระตุ้นของพลังวิญญาณกริฟฟินอัสนีทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พยับปีก แล้วพุ่งลงมาเหมือนสายฟ้าฟาด!
พิธีกรตะโกนว่า“มู่หรงหยางซั่วเริ่มโจมตีแล้ว!กริฟฟินอัสนีเปิดตัวด้วยท่าไม้ตายประจำตัว [หอกอัสนีเวหา]!”
หอกสายฟ้าพุ่งทะลุฟ้าราวกับรุ้งกินน้ำฉีกอากาศที่แข็งตัว และส่องสว่างผืนแผ่นดิน
ใบหน้าของเซี่ยเวยอันไม่แสดงอารมณ์ใดๆเพียงแค่ส่งสัญญาณให้แก่อสูรเปลวเพลิงทมิฬสีคราม
พิธีกรตะลึงอีกครั้ง
“เกิดปรากฏการณ์น่าทึ่งบนสนาม!”
“เซี่ยเวยอันไม่ได้ใช้พลังวิญญาณเลยเขาตั้งใจจะ...”
“ให้อสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามรับการโจมตีนี้โดยตรง!”
ซ่า...ซ่า...
หอกสายฟ้าแทงเข้าที่หลังของอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามแต่กระแสไฟฟ้าอ่อนลงไปถึงสองในสามในพริบตา
กริฟฟินอัสนีเผยร่างเดิมออกมาแสงไฟฟ้าบนตัวมันหรี่ลงมาก
ตูม!
หลังจากการระเบิด ควันหนาทึบก็จางหายไป
ผู้ชมเบิกตากว้าง จ้องมองไปที่กลางเวทีทุกคนต่างแสดงสีหน้าตกใจโดยไม่มีข้อยกเว้น
พิธีกรอ้าปากค้าง ตะโกนเสียงดัง
“เหลือเชื่อ!อสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามรับท่าไม้ตายประจำตัวของกริฟฟินอัสนีโดยตรงแถมยังไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย!”
บนเวทีอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามยืนหยัดอยู่ได้หัวทั้งสามเผยรอยยิ้มที่โหดร้ายและตื่นเต้นพร้อมกัน
กริฟฟินอัสนีบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งสีหน้าตกตะลึง ไม่คิดเลยว่าท่าไม้ตายที่ภูมิใจนักหนาจะทำอะไรไม่ได้เลย
มู่หรงหยางซั่วกำหมัดแน่น สีหน้าดูไม่ดี
“สัตว์อสูรของหมอนี่มันคือสัตว์ประหลาดชัดๆ”
พรสวรรค์ของอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามเรียกว่า[ยีนปีศาจสวรรค์]
พรสวรรค์นี้เป็นลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของสัตว์อสูรที่มีสายเลือดปีศาจสวรรค์ทั้งหมด
ผู้ชมที่สังเกตดีๆจะเห็นว่าที่เท้าของอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามมีวงแหวนแสงจางๆ
วงแหวนแสงนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบเมตร
ในอาณาเขตนี้เมื่อศัตรูโจมตีอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีคราม พลังโจมตีจะลดลง 70%และความเร็วในการเคลื่อนที่ก็จะลดลง 70% เช่นกัน!
บวกกับอสูรเปลวเพลิงทมิฬสีครามที่มีกระดูกแข็งแรงมาแต่กำเนิดขนหนา และค่าพลังป้องกันสูง
เมื่อรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันการที่มันสามารถรับการโจมตีของกริฟฟินอัสนีได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ก็นับว่าเหลือเชื่อจริงๆ!
“โอ้โห!สัตว์อสูรที่มีสายเลือดปีศาจสวรรค์นี่มันทนทานอะไรขนาดนี้!”
“มีผลลดความเสียหาย 70% แถมพลังป้องกันยังสูงขนาดนี้ คู่ต่อสู้ระดับเดียวกัน ใครจะทำร้ายมันได้!”
“รอบนี้ตัดสินแล้วเกรงว่าคุณชายมู่หรงคงต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไปทั้งน้ำตา”
เพียงแค่การโจมตีเดียวตาชั่งแห่งชัยชนะก็เอียงไปอย่างเห็นได้ชัด
มู่หรงหยางซั่วเองก็รู้สึกอึดอัดเหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นที่หน้าผาก
ลองคิดดูสิว่าเมื่อสัตว์อสูรของคุณโจมตีเต็มที่ แต่สัตว์อสูรของศัตรูไม่จำเป็นต้องหลบแถมยังไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
ความรู้สึกที่พ่ายแพ้เช่นนี้จะทำให้ความมั่นใจทั้งหมดหายไปในพริบตาทำให้คุณหายใจไม่ออก!
ตอนนี้มู่หรงหยางซั่วกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากหรืออาจจะเรียกว่าหมดหวังเลยก็ได้
ใต้เวทีเซี่ยวซิงอวี่กำลังฟังเรื่องที่มู่หรงซินซินเล่า
“ตอนฉันอายุสิบสองพลังวิญญาณของฉันตื่นขึ้น”
“พลังวิญญาณของเซี่ยเหลียนก็ตื่นขึ้นเช่นกัน”
“ตอนนั้นเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่เพราะพ่อของเราเป็นเพื่อนเก่ากันในราชการ”
มู่หรงจิ้นเป็นพลเรือเอกของหลงกั๋วส่วนเซี่ยจงเป็นที่ปรึกษาทางทหารอันดับหนึ่งของหลงกั๋ว
ด้วยฐานะเช่นนี้ทั้งสองคนจึงถือว่าเป็นเพื่อนร่วมรบเก่ากัน
มู่หรงซินซินเล่าต่อ
“ปีนั้นหลงกั๋วของเราชนะสงครามจับลูกสัตว์อสูรที่มีสายเลือดคุณภาพสูงได้จำนวนมาก”
“จักรพรรดินีมีรับสั่งให้พวกเราเด็กๆที่พลังวิญญาณตื่นขึ้นเลือกลูกสัตว์อสูรที่ชอบเพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูร”
“ฉันกับเซี่ยเหลียนชอบลูกสัตว์อสูรตัวเดียวกัน”
เซี่ยวซิงอวี่แทรกขึ้น“ค้างคาวกระดูกปีกอสูร?”
“ถูกต้อง”
มู่หรงซินซินพยักหน้า
“ตอนนั้นค้างคาวกระดูกปีกอสูรเพิ่งอายุได้หนึ่งเดือนตัวเล็กน่ารักเหมือนนกกระจิบตัวหนึ่ง”
“เมื่อฉันกับเซี่ยเหลียนชอบตัวเดียวกันก็ต้องแข่งขันกันอย่างยุติธรรม”
“ค้างคาวกระดูกปีกอสูรเลือกใครคนนั้นก็จะเป็นเจ้าของ”
เซี่ยวซิงอวี่ขัดจังหวะด้วยรอยยิ้ม“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าค้างคาวกระดูกปีกอสูรเลือกเธอส่วนเซี่ยเหลียนก็เลยจดจำเรื่องนี้และแค้นเธอใช่ไหม?”
“ตอนนั้นจักรพรรดินีและบรรดาผู้ใหญ่ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย”
“เธอรู้สึกว่าตัวเองเสียหน้าเพราะเรื่องนี้เลยจดจำเอาไว้ จากนั้นพวกเราก็ไม่ค่อยได้เจอกันอีกเลย”
เซี่ยวซิงอวี่ฟังเรื่องราวเสร็จแล้วก็หันไปมองพื้นที่เตรียมการอีกฝั่งของเวทีอีกครั้ง
เซี่ยเหลียนกำลังยืนอยู่ใต้เวทีมองไปยังเซี่ยเวยอันที่อยู่บนเวที
แม้จะอยู่ไกลกันเซี่ยวซิงอวี่ไม่ได้ยินเสียงของเซี่ยเหลียน แต่ก็พอจะอ่านจากรูปปากได้
“พี่อย่าออมมือนะ ต่อหน้ามู่หรงซินซินทำลายสัตว์อสูรของพี่ชายเธอให้สิ้นซากไปเลย!”
สีหน้าของเซี่ยวซิงอวี่มืดมนดวงตาฉายแววเย็นเยียบ
“ไม่แปลกใจเลยที่คนในครอบครัวนี้มีเนตรอสูร(ตาต่างสี) จิตใจของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์อสูรที่ดุร้าย!”