น้ำตา
เห็นสีหน้าของเย่กู่เฉินจริงจัง ดวงตาของไป๋มู่เสวี่ยก็สั่นไหวมากยิ่งขึ้น ในขณะที่หัวใจเต้นแรง การพูดได้สำหรับเธอแล้วคือความปรารนามาโดยตลอด ตั้งแต่เล็กจนโต
หากว่าสิ่งที่เย่กู่เฉินบอกเป็นความจริง แม้ว่าจะเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง เธอก็พอใจแล้ว เธอลังเลสักพักก่อนตัดสินใจเขียน ‘งั้นนายช่วยฉันได้ไหม แค่ชั่วโมงเดียวก็พอแล้ว’
‘แน่นอน ถ้างั้นฉันขออนุญาตนะ’ เย่กู่เฉินเขียนบอก ก่อนที่จะลุกขึ้น เดินเข้าหาไป๋มู่เสวี่ย ใช้นิ้วจิ้มไปที่คอขาวผ่องของเธอเบาๆ ก่อนส่งพลังปราณนิรันดร์ไปรักษาคอของเธอ โดยจำกัดผลให้มันอยู่เพียงแค่ชั่วโมงเดียว
จากนั้นเขารีบดึงมือออก รีบทำให้ตัวเองหน้าซีด ก้าวถอยหลัง ก่อนที่จะล้มลงนั่งกับพื้น
เย่กู่เฉินลอบชมตัวเองในใจ หากว่าเขาไปแสดงหนัง คงได้รางวัลออสการ์อย่างแน่นอน
ไป๋มู่เสวี่ยที่นั่งอยู่ตกใจที่อยู่ๆ เย่กู่เฉินก็ล้มลงนั่งกับพื้น หลังจากที่เดินเข้ามาจิ้มที่คอของเธอ แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เธออดไม่ได้ที่จะผิดหวัง
ดูเหมือนว่าเย่กู่เฉินจะเป็นคนโกหก เธอจึงเขียนบางอย่าง และโชว์หน้ากระดาษให้เขาดู ‘นายเป็นอะไรคนโกหก’
“ฉัน...ฉันโกหกเธอที่ไหน เธอลองพูดดูสิ” เย่กู่เฉินแกล้งพูดเสียงสั่น ขณะที่ทำให้สีหน้าของตัวเองซีดขาวยิ่งกว่าเดิม
ด้วยการเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับปราณนิรันดร์ การทำให้หน้าตัวเองซีด ล้วนเป็นเรื่องง่าย ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีก
ไป๋มู่เสวี่ยเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเขาซีดมาก เสียงเองก็สั่น เธอจึงลองพูดดู
“ฉันจะไปพูดได้ยังไง?”
เสียงที่ไพเราะน่าฟังดังออกมาจากปากของไป๋มู่เสวี่ย ทำให้เธอตกตะลึงไป เธอจับที่คอของตัวเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ร่างกายสวยงามสมบูรณ์แบบ เริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา ไหลรินผ่านแก้มที่ขาวเนียน เธอใช้สองมือจับแก้มไว้ พูดออกมาเสียงสั่นๆ “ฉัน....ฉันพูดได้! ฉันพูดได้จริงๆ!”
ไป๋มู่เสวี่ยรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังฝัน เธอร้องไห้พลางหยิกตัวเองแรงๆ แต่ความเจ็บปวดที่รู้สึก ทำให้เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริง
เธอรีบหันไปมองเย่กู่เฉิน เห็นว่าเขายังคงนั่งหน้าซีดอยู่ หัวใจของเธอก็สั่นสะท้าน เธอคาดเดาได้ไม่ยากว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้
ต้องเป็นเพราะเขาใช้วิชาหนึ่งนิ้วรักษาที่เขาพูดถึงกับเธอ เพื่อรักษาเธอ ทำให้เธอพูดได้อย่างแน่นอน
‘เขาไม่ใช่คนโกหก!’ ไป๋มู่เสวี่ยรู้สึกผิดในใจ ที่คิดว่าเขาเป็นคนโกหกก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้โกหกเธอเลย สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง
ในวินาทีนี้ ดูเหมือนว่าภาพของเย่กู่เฉินจะประทับลงไปในใจของเธอยากลึกล้ำ คาดว่าต่อจากนี้คงไม่อาจที่จะลบออกได้ตลอดชีวิต
ไม่แปลกที่จะเป็นแบบนี้ เขาคือคนแรกที่ทำให้ความปรารถนาอันยาวนานของเธอเป็นความจริง ทำให้เธอพูดได้
แม้เขาจะบอกว่าแค่ชั่วโมงเดียว แต่มันก็มากเกินพอสำหรับเธอแล้ว แต่เธอก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะทำได้
แม้แต่หมอฝีมือดีจากทั่วทุกมุมโลกก็ยังทำไม่ได้ ได้แต่ส่ายหน้าไปมา บอกว่าไม่สามารถรักษาได้ บอกว่าเธอเป็นใบ้มาแต่กำเนิด ไม่สามารถพูดได้ตลอดชีวิต
แม้ไม่อยากจะเชื่อ เธอก็ต้องเชื่อ เพราะมันเป็นความจริง!
ไป๋มู่เสวี่ยรีบเช็ดน้ำตา จากนั้นลุกขึ้นรีบยื่นมือไปหาเย่กู่เฉิน “นายเป็นอะไรไหม”
เย่กู่เฉินรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรมาก ฉันใช้พลังมากไปหน่อยในการรักษาเธอ พักสักหน่อยคงจะดีขึ้น”
จากนั้นเขาก็จับมือเธอแล้วลุกขึ้นโดยการที่เธอช่วยดึง
หลังยืนขึ้น เขาก็ปล่อยมือเธอ ค่อยๆ เดินไปนั่งที่เก้าอี้
ไป๋มู่เสวี่ยนั่งตาม พร้อมกับพูด “ขอบคุณนายมาก ถ้าไม่ได้นาย ฉันคงจะไม่สามารถพูดได้ตลอดชีวิต”
จากการที่เธอพูดคล่องขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพูดได้เป็นครั้งแรกแบบนี้ มันมีเหตุผลอยู่ ซึ่งเหตุผลที่ว่าก็คือเธอมักจะฝึกพูดกับตัวเองแบบไร้เสียงอยู่เสมอ
โดยเธอหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะพูดได้ และวันนี้ก็มาถึงจริงๆ โดยชายหนุ่มตรงหน้าที่เพิ่งจะรู้จักกันวันนี้
“เธอหมายความว่ายังไง พูดไม่ได้ตลอดชีวิต” เย่กู่เฉินแสร้งถาม ทั้งๆ ที่รู้ความจริงอยู่แล้ว “ไม่ใช่ว่าเธเจ็บคอเหรอ?”
“ขอโทษ ฉันโกหกนาย ความจริงฉันพูดไม่ได้” ไป๋มู่เสวี่ยขอโทษด้วยความรู้สึกผิด
“แบบนี้เอง เธอคงลำบากมากสินะ” เย่กู่เฉินถอนหายใจ ตีสีหน้ามองเธอด้วยความสงสาร
ไป๋มู่เสวี่ยรีบส่ายหน้า ขณะที่ภายในใจมีความประทับใจที่ดีต่อเย่กู่เฉินมากล้น ในสายตาของเธอ ผู้ชายคนนี้ ช่างเป็นคนดีจริงๆ
เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องให้เธอตอบแทนอะไรเลย ทั้งๆ ที่เขาช่วยเธอจนมีสภาพดูไม่จืด เขากระทั่งสงสาร เห็นอกเห็นใจเธอด้วยซ้ำ
“ฉันขอตัวก่อนนะ ฉันจะไปหาอะไรกินหน่อย” เย่กู่เฉินพลันพูด พลางจะลุกขึ้นและออกไปจากห้อง
อย่างไรก็ตาม ไป๋มู่เสวี่ยหยุดเขาไว้ “นายไม่ต้องไป ฉันมีอาหาร”
เธอรีบลุกขึ้น ไปหยิบถุงกระดาษถุงหนึ่งที่วางอยู่มุมห้องมาให้เย่กู่เฉิน
เขามองดูอย่างสงสัย “นี่คือ?”
“ข้าวกล่อง ฉันทำเอง ไม่รู้ว่าจะถูกปากนายรึเปล่า” ไป๋มู่เสวี่ยตอบ
เย่กู่เฉินกระพริบตาปริบๆ รู้สึกคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้ ถึงกับจะได้กินฝีมือของไป๋มู่เสวี่ย “ขอบคุณ”
“นายกินเถอะ ฉันขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะ” เธอบอกเขา ก่อนที่จะออกจากห้องพิเศษไป
เย่กู่เฉินเริ่มนำข้าวกล่องทำมือที่ไป๋มู่เสวี่ยทำออกจากถุงกระดาษและเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาพบว่าอาหารที่เธอทำนั้นอร่อยมากจริงๆ เขาอดคิดไม่ได้ว่าสมแล้วที่เป็นตัวประกอบพิเศษ เหนือกว่าทุกตัวละครอย่างสิ้นเชิง
หลังออกมาจากห้องพิเศษ ไป๋มู่เสวี่ยไม่ได้ไปห้องน้ำอย่างที่เธอพูด เธอเดินมาหามุมที่เงียบสงบ ก่อนที่จะเอาโทรศัพท์ออกมาโทรวีดีโอคอลหาแม่ของเธอ
ด้วยระยะเวลาที่สามารถพูดได้อย่างจำกัด อย่างน้อยเธอก็อยากที่จะบอกให้แม่ของเธอรู้เรื่องนี้ อยากพูดขอบคุณมาโดยตลอด ที่คอยดูแลเอาใจใส่เธอเสมอ ไม่เคยรังเกียจที่เธอพูดไม่ได้เลย
สายถูกเชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว ผู้หญิงในชุดทำงาน ซึ่งมีใบหน้าสวยงาม ดูเหมือนว่าจะมีอายุอยู่ในช่วงสามสิบต้นๆ
ใบหน้าสวยงามของผู้หญิงคนนี้ สามารถพูดได้เลยว่า ไป๋มู่เสวี่ยถอดแบบมาจากเธอ
“เสวี่ยเอ๋อร์แปลกนะที่ลูกจะวีดีโอคอลมาหาแม่” แม่ของไป๋มู่เสวี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม เธอมีชื่อว่าจ้าวหยา ไม่พูดไม่ได้ว่าเธอรู้สึกประหลาดใจจริงๆ ปกติแล้ว ลูกสาวของเธอมักจะส่งข้อความหาเธอเสมอ วีดีโอคอลแบบนี้ ไม่เคยมีเลยสักครั้ง
“แม่...” ไป๋มู่เสวี่ยพูด ขณะที่พยายามกลั้นน้ำตาไว้
“อะไร?!” จ้าวหยาตกใจจนโทรศัพท์ร่วงลงพื้น จากนั้นเธอรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเธอเวลานี้ล้วนเต็มไปด้วยความตกใจ ความตื่นตระหนก
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รีบถามอย่างรวดเร็ว “มะ...เมื่อครู่ลูกพูด?”
ไป๋มู่เสวี่ยพยักหน้า “แม่ขอบคุณที่ดูแลหนูอย่างดีมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าหนูจะพูดไม่ได้ก็ตาม ตลอดมา...ตลอดมา หนูอยากจะพูดขอบคุณมาโดยตลอด...”
ได้ฟังคำพูดของลูกสาว น้ำตาของจ้าวหยาก็ไหลออกมา ไม่รู้ว่าเธอฝันถึงวันนี้มากี่ครั้ง วันที่ลูกสาวของเธอพูดได้แบบนี้
เดิมทีเธอถอดใจไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาถึงจริงๆ สำหรับเธอแล้ว นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิตอย่างแน่นอน
จบบทที่ 11