***นก [ไฮเจน]
“อึ๊ก…”
กองทัพของชั้นกำลังร่วงหล่นลงมา
อีกแล้ว… ทำไมชั้นที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสุดยอดนักล่าของเผ่า ได้รับความไว้วางใจให้เป็นจ่าฝูง ถึงได้ต้องนำพาลูกน้องมาตายแบบนี้เสียทุกครั้งด้วย?
“บินกระจายตัวออก อย่าให้มันสาดอาวุธใส่พวกเราได้! ให้ใช้รูปหนึ่งฝูงบินต่อสิบสองคน! กระจายออกเป็นสิบหน่วยย่อย ให้หนึ่งหน่วยย่อยโจมตีไปที่ป้อมปราการเพื่อยื้อเอาไว้ ส่วนที่เหลือให้เล็งไปที่กลุ่มอาวุธหนักนอกฐาน! อย่าบินเป็นเส้นตรง และพยายามกระจายตัวให้มากที่สุด ทุกหน่วย บุก! ”
เสียงสั่งการที่ดังก้องไปทั่วฟ้าของเจ้าโซเดียมได้ดังขึ้นไปทั่ว
หน่วยของพวกเขากระจายตัวตามคำสั่งอย่างรวดเร็วและงดงาม
หากสังเกตุให้ดีก็จะพบได้ว่าความเสียหายของฝูงเขามีเล็กน้อยมาก หากเอามาเทียบกับฝูงของชั้นเอง
“ทำไม? ทำไมคนสวะอย่างมันถึงได้เก่งกว่าชั้น? ”
การบินนำของโซเดียมช่างงดงาม
เส้นสีแดงที่บินทอดตัวนำฝูงจนเด่นชัดนั้น ได้บินกระจายตัวออกเป็นกลุ่มย่อยจำนวนมาก
แต่ละกลุ่มบินทิ้งระยะห่างจากอยู่ช่วงหนึ่ง และบินอ้อมซิกแซ็กอย่างไร้ทิศทาง
แต่เป็นการไร้ทิศทางที่งดงาม
เส้นแสงจากโลหะสีดำที่ยิงโปรยปรายไปทางกลุ่มฝูงบินของโซเดียมนั้น ต่างพลาดเป้าหมายเป็นเสียส่วนใหญ่
เส้นสีแดงที่เกิดจากร่างของโซเดียมบินตัดผ่านท้องฟ้านั้น ราวกับกำลังเย้ยหยั่นดูถูกพวกศัตรูว่า “แน่จริงยิงให้โดนสิ”
ทั้งที่ตัวมันไม่เก่งในการใช้ธนูล่าเหยื่อ อีกทั้งยังไม่สามารถบินได้สูงเสียดฟ้าเหมือนคนอื่น เป็นแค่พวกนกชั้นต่ำ แต่กลับสามารถสั่งการได้อย่างน่าทึ่งเช่นนั้น?
แล้วทำไมคนที่แต่ก่อนบินไม่เก่งกลับค่อย ๆ พัฒนาฝีมือจนบินได้เร็วกว่าคนอื่นถึงสามเท่า และเริ่มบินขึ้นสูงจนทัดเทียมชั้นกับคนอื่นได้?
ทำไมเจ้ากระจอกเช่นนั้นถึงได้สามารถขึ้นมาดูเจิดจ้าเช่นนั้นได้?
ทั้งที่เมื่อก่อนมันเป็นแค่ไอกระจอกแท้ ๆ
ชั้น… ไม่อยากยอมรับ
ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองแพ้ให้กับคนที่ตัวเองเคยมองต่ำกว่า
ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองด้อยความสามารถกว่ามัน
“ไม่ยอมรับหรอก… หน่วยไฮเจน ยิงตอบโต้วศัตรูเลย! ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน พวกเรามีมากกว่าหลายเท่าตัว มันคงไม่สามารถโจมตีแบบนั้นไปได้นานนักหรอก! ”
“ครับท่านจ่าฝูง”
ชั้นกรีดเสียงออกคำสั่งไป
ใช่แล้ว การตัดสินใจของชั้นไม่ผิดหรอก
แทนที่จะมามัวบินกระจายกำลังแล้วฝืนหลบหลีกเข้าระยะประชิด สู้ยิงปูพรมสวนกลับไปตรง ๆ เลยจะดีกว่า
มันก็แค่อาวุธยิงไกลเหมือน ๆ กันเท่านั้นแหละ
“ยิง! ”
เนื่องจากเป็นนอกพื้นที่ป้อมปราการ พวกเราเลยใช้ลูกธนูสายฟ้ากับระเบิดได้อย่างไม่เกรงใจใคร
ลูกธนูนับแสนถูกโปรยปรายลงใส่พวกมันอีกครั้ง และคงไม่มีใครรอดชีวิตจากดงธนูระเบิดและสายฟ้าได้แน่นอน
แต่ทว่า...
“เหวอ!? ”
สิ่งที่ควรพุ่งปักลงบนพื้นดินกลับเกิดระเบิดอยู่กลางอากาศเสียก่อน
พวกศัตรูใช้อาวุธอันร้ายกาจของมันยิงขึ้นท้องฟ้าเพื่อสกัดลูกธนูของพวกเรา
ถึงจำนวนของฝั่งเราจะมากกว่า แต่กลุ่มของศัตรูที่น้อยกว่ามากนั้น ทำให้มีพื้นที่จำเป็นต้องปกป้องน้อยลงตาม
หน่วยบัญชาการขนาดเล็กของศัตรูจึงยิงสกัดเพียงแค่เฉพาะพื้นที่ต้องปกป้องเท่านั้นก็พอ และทำการเมินลูกธนูที่ยิงปูพรมนอกพื้นที่ไปเสีย
“แต่อย่าคิดว่าจะยิงสกัดได้หมดนะ! ”
ถึงจะเป็นความฉลาดที่เหนือความคาดหมายจากพวกสัตว์บกหน้าโง่ แต่ก็ไม่อาจสกัดลูกธนูจำนวนมากได้
ลูกธนูที่เล็ดลอดจากการถูกยิงสกัดนั้น ได้พุ่งแหวกอากาศเข้าไปสู่ร่างของพวกเหยื่อ
อีกเพียงแค่สิบเมตร ร่างของพวกมันก็จะพรุ่นเป็นหอยเม่น---
“เหวอ นั่นมันคืออะไร!? ”
ในตอนที่คิดว่าพวกมันไร้ซึ่งการป้องกันแล้ว ก็ได้บังเกิดม่านควันพวยพุ่งขึ้นมาปกคลุมเหนือหัวพวกมัน
พวกมันปาบอลทรงกลมขึ้นไปบนฟ้า ก่อนที่จะระเบิดออกเป็นควันสีเทาที่หนาทึบ
เข้าควันที่หน้าทึบนั้นทำหน้าที่ต่างโล่ และรับลูกธนูเหล่านั้นเอาไว้
เกิดระเบิดเพลิงขนาดย่อมที่เหนือหัวพวกเหยื่อ ก่อนที่ควันสีเทาจะจางหายไปพร้อมกับการโจมตีของพวกเรา
กับเหยื่อที่ไร้ซึ่งบาดแผลแม้แต่มิลเดียว
“...ขี้โกง”
พวกเราแพ้แล้ว
แพ้หมดรูป แพ้ซึ่งทั้งกายและใจ
ชั้นทิ้งคันธนูในมือลงไปที่พื้นดินเบื้องล่าง
ไม่มีวิธีต่อกรกับศัตรูเช่นนั้นได้อีก
ไม่มีวิธีไหนเหลืออีกแล้ว…
“ไฮเจนอันตราย! ”
“เหวอ!? ”
เพราะว่าถูกใครบางคนพุ่งเข้าใส่อย่างรุนแรง ชั้นเลยกรีดเสียงร้องออกไป
กระสุนโลหะมรณะจำนวนมากได้ถูกยิงตรงมาทางชั้น แต่ก่อนที่ตัวเองจะถูกเอาชีวิต กลับมีใครบางคนเข้ามาพุ่งใส่ชั้นจนรอดมาได้
และมันคนนั้นก็คือเจ้าโซเดียม
“แก! ”
“หยุด ไม่ต้องเถียง! แกคือจ่าฝูง ถ้าจ่าฝูงตาย กำลังใจจะลดฮวบทันที! อีกอย่าง ถ้าไม่คิดจะสู้ ก็ช่วยหนีไปที่ปลอดภัยซะ! ”
“บังอาจมาสั่ง--”
*ผัวะ!? *
เจ้าโซเดียมตบหน้าชั้นเต็มแรงด้วยปีกของมัน
“นี่มันใช่เวลาจะมาเถียงกันเองเรอะ! ต่อให้นี่เป็นสงครามของเผ่าอื่น แต่พวกเราก็มีเกียรติในฐานะนักล่า! ไม่เจ็บใจเรอะที่แพ้อาวุธพวกนั้นมาตลอดนะ! ไม่เจ็บใจเรอะที่ต้องก้มหัวให้อาวุธพวกนั้น!? ถ้าจะตาย เราของตายเยี่ยงนักล่าที่ทรงเกียรติดีกว่ามานั่งวิ่งหางจุกตูดยังจะดีเสียกว่า! ไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นคนที่มีนิสัยแบบนั้นหรอกหรือ!? ”
“นี่แก…”
เจ้าโซเดียมมันมีดวงตาที่แน่วแน่ขนาดนี้เลยหรือ?
หัวใจของชั้นเริ่มสู้สึกสั่นไหวขึ้นมา
เฮ้ย เดี่ยวดิ ไอเจ้าฮอร์โมนเพศหญิงจะมาทำงานอะไรตอนนี้กันฟะ!?
คนที่ชั้นรักคือเปอร์ไซด์! ไม่ใช่ผู้ชายเหมือนกันแบบนี้!
ถึงจะตัดไอนั่นทิ้งไปเพราะแผนบ้าบอนั้น แต่หัวใจชั้นยังเป็นผู้ชายอยู่ หลังจากงานนี้ก็คิดว่าจะฆ่าตัวตายเพื่อเกิดใหม่เอาร่างผู้ชายกลับมาอยู่เลยนะเฟ้ย!
“ชิ! ”
ในช่วงที่ชั้นกำลังสับสนอยู่นั้น เจ้าโซเดียมก็หักตัวหลบบินลงต่ำพร้อมกับกอดร่างของชั้นไปด้วย
มันบินเร็วกว่าปกติเป็นสามเท่าของคนอื่น… ไม่สิ สี่เท่าเลยมากกว่า
ร่างกายที่แนบชิดกันทำให้ชั้นสามารถได้ยินเสียงเต้นของหัวใจอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
ไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน ทำให้ชั้นรู้สึกสงบใจและปลอดภัย
และทั้งที่ต้องใช้ปีกข้างหนึ่งโอบรัดชั้น มันก็ยังสามารถใช้ปีกอีกข้างควบคุมการบินแล้วร่อนทะยานเลียบผิวดินได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ก่อนที่จะวางตัวชั้นลงบนพื้นอย่างปลอดภัย
“ถ้าหากพร้อมเมื่อไหร ก็ตามมาซะ”
มันหันมาพูดเช่นนั้น ก่อนจะกางปีกบินออกไปสู้อีกครั้ง
“…”
และทิ้งให้ชั้นที่กำลังสับสนงงงวยยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าคนเดียวเช่นนี้ไป
***อัศวินสีแดง [โซเดียม]
“หวังว่ามันจะลุกขึ้นมาได้อีกครั้งนะ…”
เราหันไปมองไฮเจนที่ยืนนิ่งตรงพื้น ก่อนจะเริ่มออกไปบินนำฝูงรบอีกครั้งหนึ่ง
“...เริ่มจับทางได้แล้ว”
หลังจากบินขับเคี่ยวกับการโจมตีของศัตรูมาได้สักพัก ในที่สุดก็สามารถจับจุดอ่นออาวุธของพวกมันได้แล้ว
อย่างแรกคือมันไม่สามารถยิงต่อเนื่องได้นานนัก
พอยิงถึงจุดหนึ่ง มันจะต้องสลับแถวกับส่วนหลังเพื่อพักตัวอาวุธที่ส่งควันร้อนลอยโชยขึ้นมา
อย่างที่สองคือมันต้องการลูกโลหะในการยิงเหมือนกับธนูที่ต้องการลูกศร
หากลูกกระสุนโลหะของพวกมันหมดลง อาวุธนั้นก็จะเป็นได้แค่ท่อนไม้ธรรมดา
และจากที่ประเมินด้วยสายตาแล้ว พวกมันไม่น่าจะมีจำนวนมากพอแจกพวกเราทุกคนที่มีถึงเก้าแสนนายได้
“ทุกหน่วย บินล่อเป็นวงกลม อีกเดียวการโจมตีก็จะหยุดลงแล้ว! ”
ไม่จำเป็นต้องดันทุรังบินเข้าใกล้อีกต่อไป
ที่ต้องทำนั้น มีเพียงแค่บินทิ้งระยะล่อพวกมันจนกว่าการโจมตีจะจบลงเท่านั้นก็พอ
เบื้องหลังอาวุธปริศนาของเผ่ายักษาที่ป้อมปราการแห่งนี้นั้น มันมีจุดเริ่มต้นเมื่อสองวันก่อน
อาวุธจำนวนหนึ่งของเผ่าภูติที่ได้ทำการวิจัยและปรับปรุงกับขุนนางแห่งการช่าง [เชอรี่] ทำให้ถือกำเนิดอาวุธที่พัฒนาโดยชาวยักษา และสร้างโดยชาวภูติ
ด้วยพลังในการควบคุมมวลสารและแปรธาตุของชาวภูติ รวมกับความสามารถในการขุดแร่ของยักษาที่ว่องไวจากแรงงานอสูรร้าย จึงทำให้สามารถสร้างอาวุธขึ้นมาได้อย่างไร้ปัญหา
แล้วอาวุธชุดแรกก็ถูกส่งตรงมายังป้อมปราการหน้าด่านที่ขุนนางลำดับที่ห้า ปราการแห่งไกอา [โคนัท] ปกครองอยู่
ขุนนางโคนัทคือชายร่างใหญ่สูงสามเมตร ผิวสีเขียว ไว้ผมสีส้มยาว และมีดวงตาสีเทาเป็นเอกลัษณ์เด่น
เขาไม่ใช่นักรบที่เก่งกาจเท่าไหรนัก แต่เป็นนักวางแผนมากที่เก่งพอตัว จึงอาจกล่าวได้ว่าเป้นนักรบที่เก่งพอประมาณทั้งด้านบู้และบุ๋น
ขุนนางโดนัทได้รับมาทั้งเครื่องสื่อสารระยะไกล ชุดเกราะ และปืนกลที่เหมาะสมกับขนาดรูปร่างของเผ่ายักษา
ชุดเกราะสีขาวที่เป็นตัวต้นแบบเทคโนโลยีระดับนาโน มีความสามารถในการป้องกันสูง น้ำหนักเบา และสามารถพรางตัวได้ตามสภาพแวดล้อมด้วยหลักการหักเหของแสง
บาเรียภูติกับระเบิดเมฆโลหะที่ใช้ในการป้องกันการโจมตีเองก็ถูกส่งมาเพื่อทดลองประสิทธิภาพเช่นกัน
รวมไปถึงปืนกลขนาดใหญ่ที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่าเผลอสร้างให้เหมือนกันมินิกันของเผ่ามนุษย์
แต่ทว่าอาวุธอันแปลกตาเหล่านี้ กลับมีจำนวนน้อยเพียงหยิบมือ คือพอใช้งานได้แค่หนึ่งร้อยคนเท่านั้น
ในขณะที่ตามข้อมูล ว่ากันว่าพวกมนุษย์ได้ทาสสงครามจำนวนมาก และยังมีอาวุธอันร้ายกาจกว่านี้ครอบครอง
ขุนนางโดนัทอยากได้อาวุธมากกว่านี้เพื่อใช้ป้องกันฐาน แต่นี่คือขีดสุดความสามารถของพวกภูติที่จะผลิตออกมาได้ภายในช่วงเวลาอันกำจัดนี้
แล้วเมื่อวาน พอได้เห็นกองกำลังเผ่ามนุษย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มเคลื่อนไหว เขาก็รีบวางแผนรับมือในทัน
แน่นอนว่าภายในหัวเขาได้คิดไปถึงความพ่ายแพ้เอาไว้แล้ว เพราะเขาไม่คิดว่ากองทัพกับอาวุธแค่นี้จะใช้ป้องกันฐานทัพอันล้าสมัยแห่งนี้ได้
แต่ก็ของัดกลยุทธ์เท่าที่ทำได้ออกมาใช้ เพื่อให้สามารถดิ้นรนได้มากที่สุด
จงใจส่งหน่วยสื่อสารบินออกไปให้ศัตรูเห็น เพื่อหลอกให้ตายใจว่าอาวุธฝั่งนี้ยังเป็นของโบราณ
กระจายกองทัพเรือให้มากที่สุด เพื่อรับมือกับอาวุธร้ายที่รุนแรงของศัตรู
แต่ถึงจะคาดการและวางกำลังมาดีแล้ว มันก็ยังไม่พอที่จะรับมือศัตรูอยู่ดี
อย่างแรกคือกองเรือที่ถึงแม้ว่าจะกระจายตัวออกไปแล้ว แต่ก็ยังโดนจมทั้งหมดภายในไม่กี่นาที
อย่างที่สองคือกองกำลังทาสเผ่าปักษาที่มีมากกว่าการคาดการเอาไว้
ใครจะคิดละว่าเผ่ามนุษย์จะเล่นยกมาใช้ทั้งหมดถึงเก้าแสนนาย
แต่เมื่อโคนัทตั้งสติและพิจารณาการโจมตีของศัตรู จึงทำให้ทราบได้ทันทีว่าพวกมันต้องการอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในป้อมนั้น
เพราะการโจมตีระดับที่จมกองเรือทั้งหมดได้ในไม่กี่นัด หากใช้มันยิงถล่มพวกเขาตรงป้อม มันก็คงจะจบลงในทันที
แต่ศัตรูกลับไม่ทำเช่นนั้น แล้วเน้นส่งหน่วยโจมตีมาแทน
ต้องการแรงงานทาส? ต้องการให้เหลือสภาพป้อมเพื่อศึกษาเทคโนโลยีของพวกเขา? ทั้งหมดนี้ไม่น่าใช่ เพราะว่าอีกฝ่ายมีทั้งทาสและอาวุธที่เหนือล้ำกว่าพวกเขาไปไกลแล้ว
โคนัทเค้นสมองถึงขีดสุด จนได้คำตอบที่น่าพอใจอย่างหนึ่งขึ้นมา
นั่นคือ [น้ำมัน] ที่อยู่ใต้ฐานของพวกเขา
ทรัพยากรณ์ธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปนี้ คือสิ่งล้ำค่าที่พวกมนุษย์กำลังเล็งเอาไว้
โคนัทที่คิดได้เช่นนั้นจึงวางแผนที่จะระเบิดป้อมทิ้งไปพร้อมกับศัตรู
ความเสียหายนี้น่าจะช่วยซื้อเวลาให้ทางกำลังหลักทำแผนการ [นั้น] ได้สำเร็จ
“ทุกหน่วย หยุดยิง”
เสียงรัวปืนได้หยุดลงตามคำสั่งของโคนัท
กระสุนใกล้จะหมดลง และดูท่าศัตรูจะเริ่มรู้สึกตัวถึงเรื่องนี้แล้ว
นี่คือสงครามที่แพ้ตั้งแต่เริ่ม โคนัททราบเช่นนั้นดี
ดังนั้นจึงพยายามต่อสู้เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด และเขาก็คิดว่าได้ข้อมูลมามากเพียงพอแล้วละ
“นี่คือปราการแห่งไกอา [โคนัท] พูด ถึงทุกหน่วยที่ฐาน เตรียมใช้แผนระเบิดตัวเองได้ และอย่าลืมทำลายร่องรอยอาวุธทุกอย่างที่ได้มาจากพวกตัวจิ๋วด้วยนะ ส่วนหน่วยรบอสูรปีก พวกเจ้าจงถอนทัพออกไปพร้อมกับอสูรตัวอื่น ๆ ซะ”
ทรัพยากรณ์ที่ไม่สามารถครอบครองได้อีกต่อไป สู้ทำลายทิ้งไปเสียเลยยังจะดีเสียกว่าตกอยู่ในมือของศัตรู
นั่นคือสิ่งที่โคนัทคิด
“ต่อไปก็สิ่งนั้นสินะ”
โคนัทจ้องมองไปที่อาวุธอันร้ายกาจซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของแม่น้ำ
สิ่งนั้นคือป้อมปืนยะมะโตะจำนวนหกกระบอกที่ติดตั้งอยู่บนรถไฟขบวนยาว
ก่อนที่จะถอนกำลังออกจากป้อมปราการ เขาอยากจะทำลายสิ่งนั้นให้สิ้นซากไปเสียก่อน
“หน่วยพิเศษหนึ่งร้อยนาย ตามข้าพเจ้ามา พวกเราจะไปทำลาย--”
*เปรี๊ยง! *
แต่ก่อนที่ขุนนางโคนัทจะได้ทันออกคำสั่งสุดท้าย ชีวิตของเขาก็ฉับพลันสิ้นลงด้วยเสียงอันดังก้อง
ลูกปืนขนาด 0.50 Cal ได้วิ่งทะลุศรีษะของโคนัทและสิ้นชีวิตลงภายในนัดเดียว
[Barrett M82] ปืนลอบสังหารระยะไกลที่ใช้ลูกกระสุนขนาด 0.50 Cal ได้ดังก้องขึ้นไปทั่วสนามรบ
และผู้ที่ยิงกระสุนสังหารนัดนี้ออกมานั้น ก็ไม่ใช่ใครอื่น
เธอผู้นั้นก็คือ [เอรีส] หนึ่งในระดับฮีโรยูนิตของเผ่ามนุษย์นั่นเอง