Age of war

    ตอนที่ 66 อาวุธยุคใหม่ของยักษ์

    ***นก [ไฮเจน]

    “อึ๊ก…”

    กองทัพของชั้นกำลังร่วงหล่นลงมา

    อีกแล้ว… ทำไมชั้นที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสุดยอดนักล่าของเผ่า ได้รับความไว้วางใจให้เป็นจ่าฝูง ถึงได้ต้องนำพาลูกน้องมาตายแบบนี้เสียทุกครั้งด้วย?

    “บินกระจายตัวออก อย่าให้มันสาดอาวุธใส่พวกเราได้! ให้ใช้รูปหนึ่งฝูงบินต่อสิบสองคน! กระจายออกเป็นสิบหน่วยย่อย ให้หนึ่งหน่วยย่อยโจมตีไปที่ป้อมปราการเพื่อยื้อเอาไว้ ส่วนที่เหลือให้เล็งไปที่กลุ่มอาวุธหนักนอกฐาน! อย่าบินเป็นเส้นตรง และพยายามกระจายตัวให้มากที่สุด ทุกหน่วย บุก! ”

    เสียงสั่งการที่ดังก้องไปทั่วฟ้าของเจ้าโซเดียมได้ดังขึ้นไปทั่ว

    หน่วยของพวกเขากระจายตัวตามคำสั่งอย่างรวดเร็วและงดงาม

    หากสังเกตุให้ดีก็จะพบได้ว่าความเสียหายของฝูงเขามีเล็กน้อยมาก หากเอามาเทียบกับฝูงของชั้นเอง

    “ทำไม? ทำไมคนสวะอย่างมันถึงได้เก่งกว่าชั้น? ”

    การบินนำของโซเดียมช่างงดงาม

    เส้นสีแดงที่บินทอดตัวนำฝูงจนเด่นชัดนั้น ได้บินกระจายตัวออกเป็นกลุ่มย่อยจำนวนมาก

    แต่ละกลุ่มบินทิ้งระยะห่างจากอยู่ช่วงหนึ่ง และบินอ้อมซิกแซ็กอย่างไร้ทิศทาง

    แต่เป็นการไร้ทิศทางที่งดงาม

    เส้นแสงจากโลหะสีดำที่ยิงโปรยปรายไปทางกลุ่มฝูงบินของโซเดียมนั้น ต่างพลาดเป้าหมายเป็นเสียส่วนใหญ่

    เส้นสีแดงที่เกิดจากร่างของโซเดียมบินตัดผ่านท้องฟ้านั้น ราวกับกำลังเย้ยหยั่นดูถูกพวกศัตรูว่า “แน่จริงยิงให้โดนสิ”

    ทั้งที่ตัวมันไม่เก่งในการใช้ธนูล่าเหยื่อ อีกทั้งยังไม่สามารถบินได้สูงเสียดฟ้าเหมือนคนอื่น เป็นแค่พวกนกชั้นต่ำ แต่กลับสามารถสั่งการได้อย่างน่าทึ่งเช่นนั้น?

    แล้วทำไมคนที่แต่ก่อนบินไม่เก่งกลับค่อย ๆ พัฒนาฝีมือจนบินได้เร็วกว่าคนอื่นถึงสามเท่า และเริ่มบินขึ้นสูงจนทัดเทียมชั้นกับคนอื่นได้?

    ทำไมเจ้ากระจอกเช่นนั้นถึงได้สามารถขึ้นมาดูเจิดจ้าเช่นนั้นได้?

    ทั้งที่เมื่อก่อนมันเป็นแค่ไอกระจอกแท้ ๆ

    ชั้น… ไม่อยากยอมรับ

    ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองแพ้ให้กับคนที่ตัวเองเคยมองต่ำกว่า

    ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองด้อยความสามารถกว่ามัน

    “ไม่ยอมรับหรอก… หน่วยไฮเจน ยิงตอบโต้วศัตรูเลย! ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน พวกเรามีมากกว่าหลายเท่าตัว มันคงไม่สามารถโจมตีแบบนั้นไปได้นานนักหรอก! ”

    “ครับท่านจ่าฝูง”

    ชั้นกรีดเสียงออกคำสั่งไป

    ใช่แล้ว การตัดสินใจของชั้นไม่ผิดหรอก

    แทนที่จะมามัวบินกระจายกำลังแล้วฝืนหลบหลีกเข้าระยะประชิด สู้ยิงปูพรมสวนกลับไปตรง ๆ เลยจะดีกว่า

    มันก็แค่อาวุธยิงไกลเหมือน ๆ กันเท่านั้นแหละ

    “ยิง! ”

    เนื่องจากเป็นนอกพื้นที่ป้อมปราการ พวกเราเลยใช้ลูกธนูสายฟ้ากับระเบิดได้อย่างไม่เกรงใจใคร

    ลูกธนูนับแสนถูกโปรยปรายลงใส่พวกมันอีกครั้ง และคงไม่มีใครรอดชีวิตจากดงธนูระเบิดและสายฟ้าได้แน่นอน

    แต่ทว่า...

    “เหวอ!? ”

    สิ่งที่ควรพุ่งปักลงบนพื้นดินกลับเกิดระเบิดอยู่กลางอากาศเสียก่อน

    พวกศัตรูใช้อาวุธอันร้ายกาจของมันยิงขึ้นท้องฟ้าเพื่อสกัดลูกธนูของพวกเรา

    ถึงจำนวนของฝั่งเราจะมากกว่า แต่กลุ่มของศัตรูที่น้อยกว่ามากนั้น ทำให้มีพื้นที่จำเป็นต้องปกป้องน้อยลงตาม

    หน่วยบัญชาการขนาดเล็กของศัตรูจึงยิงสกัดเพียงแค่เฉพาะพื้นที่ต้องปกป้องเท่านั้นก็พอ และทำการเมินลูกธนูที่ยิงปูพรมนอกพื้นที่ไปเสีย

    “แต่อย่าคิดว่าจะยิงสกัดได้หมดนะ! ”

    ถึงจะเป็นความฉลาดที่เหนือความคาดหมายจากพวกสัตว์บกหน้าโง่ แต่ก็ไม่อาจสกัดลูกธนูจำนวนมากได้

    ลูกธนูที่เล็ดลอดจากการถูกยิงสกัดนั้น ได้พุ่งแหวกอากาศเข้าไปสู่ร่างของพวกเหยื่อ

    อีกเพียงแค่สิบเมตร ร่างของพวกมันก็จะพรุ่นเป็นหอยเม่น---

    “เหวอ นั่นมันคืออะไร!? ”

    ในตอนที่คิดว่าพวกมันไร้ซึ่งการป้องกันแล้ว ก็ได้บังเกิดม่านควันพวยพุ่งขึ้นมาปกคลุมเหนือหัวพวกมัน

    พวกมันปาบอลทรงกลมขึ้นไปบนฟ้า ก่อนที่จะระเบิดออกเป็นควันสีเทาที่หนาทึบ

    เข้าควันที่หน้าทึบนั้นทำหน้าที่ต่างโล่ และรับลูกธนูเหล่านั้นเอาไว้

    เกิดระเบิดเพลิงขนาดย่อมที่เหนือหัวพวกเหยื่อ ก่อนที่ควันสีเทาจะจางหายไปพร้อมกับการโจมตีของพวกเรา

    กับเหยื่อที่ไร้ซึ่งบาดแผลแม้แต่มิลเดียว

    “...ขี้โกง”

    พวกเราแพ้แล้ว

    แพ้หมดรูป แพ้ซึ่งทั้งกายและใจ

    ชั้นทิ้งคันธนูในมือลงไปที่พื้นดินเบื้องล่าง

    ไม่มีวิธีต่อกรกับศัตรูเช่นนั้นได้อีก

    ไม่มีวิธีไหนเหลืออีกแล้ว…

    “ไฮเจนอันตราย! ”

    “เหวอ!? ”

    เพราะว่าถูกใครบางคนพุ่งเข้าใส่อย่างรุนแรง ชั้นเลยกรีดเสียงร้องออกไป

    กระสุนโลหะมรณะจำนวนมากได้ถูกยิงตรงมาทางชั้น แต่ก่อนที่ตัวเองจะถูกเอาชีวิต กลับมีใครบางคนเข้ามาพุ่งใส่ชั้นจนรอดมาได้

    และมันคนนั้นก็คือเจ้าโซเดียม

    “แก! ”

    “หยุด ไม่ต้องเถียง! แกคือจ่าฝูง ถ้าจ่าฝูงตาย กำลังใจจะลดฮวบทันที! อีกอย่าง ถ้าไม่คิดจะสู้ ก็ช่วยหนีไปที่ปลอดภัยซะ! ”

    “บังอาจมาสั่ง--”

    *ผัวะ!? *

    เจ้าโซเดียมตบหน้าชั้นเต็มแรงด้วยปีกของมัน

    “นี่มันใช่เวลาจะมาเถียงกันเองเรอะ! ต่อให้นี่เป็นสงครามของเผ่าอื่น แต่พวกเราก็มีเกียรติในฐานะนักล่า! ไม่เจ็บใจเรอะที่แพ้อาวุธพวกนั้นมาตลอดนะ! ไม่เจ็บใจเรอะที่ต้องก้มหัวให้อาวุธพวกนั้น!? ถ้าจะตาย เราของตายเยี่ยงนักล่าที่ทรงเกียรติดีกว่ามานั่งวิ่งหางจุกตูดยังจะดีเสียกว่า! ไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นคนที่มีนิสัยแบบนั้นหรอกหรือ!? ”

    “นี่แก…”

    เจ้าโซเดียมมันมีดวงตาที่แน่วแน่ขนาดนี้เลยหรือ?

    หัวใจของชั้นเริ่มสู้สึกสั่นไหวขึ้นมา

    เฮ้ย เดี่ยวดิ ไอเจ้าฮอร์โมนเพศหญิงจะมาทำงานอะไรตอนนี้กันฟะ!?

    คนที่ชั้นรักคือเปอร์ไซด์! ไม่ใช่ผู้ชายเหมือนกันแบบนี้!

    ถึงจะตัดไอนั่นทิ้งไปเพราะแผนบ้าบอนั้น แต่หัวใจชั้นยังเป็นผู้ชายอยู่ หลังจากงานนี้ก็คิดว่าจะฆ่าตัวตายเพื่อเกิดใหม่เอาร่างผู้ชายกลับมาอยู่เลยนะเฟ้ย!

    “ชิ! ”

    ในช่วงที่ชั้นกำลังสับสนอยู่นั้น เจ้าโซเดียมก็หักตัวหลบบินลงต่ำพร้อมกับกอดร่างของชั้นไปด้วย

    มันบินเร็วกว่าปกติเป็นสามเท่าของคนอื่น… ไม่สิ สี่เท่าเลยมากกว่า

    ร่างกายที่แนบชิดกันทำให้ชั้นสามารถได้ยินเสียงเต้นของหัวใจอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

    ไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน ทำให้ชั้นรู้สึกสงบใจและปลอดภัย

    และทั้งที่ต้องใช้ปีกข้างหนึ่งโอบรัดชั้น มันก็ยังสามารถใช้ปีกอีกข้างควบคุมการบินแล้วร่อนทะยานเลียบผิวดินได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

    ก่อนที่จะวางตัวชั้นลงบนพื้นอย่างปลอดภัย

    “ถ้าหากพร้อมเมื่อไหร ก็ตามมาซะ”

    มันหันมาพูดเช่นนั้น ก่อนจะกางปีกบินออกไปสู้อีกครั้ง

    “…”

    และทิ้งให้ชั้นที่กำลังสับสนงงงวยยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าคนเดียวเช่นนี้ไป



    ***อัศวินสีแดง [โซเดียม]

    “หวังว่ามันจะลุกขึ้นมาได้อีกครั้งนะ…”

    เราหันไปมองไฮเจนที่ยืนนิ่งตรงพื้น ก่อนจะเริ่มออกไปบินนำฝูงรบอีกครั้งหนึ่ง

    “...เริ่มจับทางได้แล้ว”

    หลังจากบินขับเคี่ยวกับการโจมตีของศัตรูมาได้สักพัก ในที่สุดก็สามารถจับจุดอ่นออาวุธของพวกมันได้แล้ว

    อย่างแรกคือมันไม่สามารถยิงต่อเนื่องได้นานนัก

    พอยิงถึงจุดหนึ่ง มันจะต้องสลับแถวกับส่วนหลังเพื่อพักตัวอาวุธที่ส่งควันร้อนลอยโชยขึ้นมา

    อย่างที่สองคือมันต้องการลูกโลหะในการยิงเหมือนกับธนูที่ต้องการลูกศร

    หากลูกกระสุนโลหะของพวกมันหมดลง อาวุธนั้นก็จะเป็นได้แค่ท่อนไม้ธรรมดา

    และจากที่ประเมินด้วยสายตาแล้ว พวกมันไม่น่าจะมีจำนวนมากพอแจกพวกเราทุกคนที่มีถึงเก้าแสนนายได้

    “ทุกหน่วย บินล่อเป็นวงกลม อีกเดียวการโจมตีก็จะหยุดลงแล้ว! ”

    ไม่จำเป็นต้องดันทุรังบินเข้าใกล้อีกต่อไป

    ที่ต้องทำนั้น มีเพียงแค่บินทิ้งระยะล่อพวกมันจนกว่าการโจมตีจะจบลงเท่านั้นก็พอ



    เบื้องหลังอาวุธปริศนาของเผ่ายักษาที่ป้อมปราการแห่งนี้นั้น มันมีจุดเริ่มต้นเมื่อสองวันก่อน

    อาวุธจำนวนหนึ่งของเผ่าภูติที่ได้ทำการวิจัยและปรับปรุงกับขุนนางแห่งการช่าง [เชอรี่] ทำให้ถือกำเนิดอาวุธที่พัฒนาโดยชาวยักษา และสร้างโดยชาวภูติ

    ด้วยพลังในการควบคุมมวลสารและแปรธาตุของชาวภูติ รวมกับความสามารถในการขุดแร่ของยักษาที่ว่องไวจากแรงงานอสูรร้าย จึงทำให้สามารถสร้างอาวุธขึ้นมาได้อย่างไร้ปัญหา

    แล้วอาวุธชุดแรกก็ถูกส่งตรงมายังป้อมปราการหน้าด่านที่ขุนนางลำดับที่ห้า ปราการแห่งไกอา [โคนัท] ปกครองอยู่

    ขุนนางโคนัทคือชายร่างใหญ่สูงสามเมตร ผิวสีเขียว ไว้ผมสีส้มยาว และมีดวงตาสีเทาเป็นเอกลัษณ์เด่น

    เขาไม่ใช่นักรบที่เก่งกาจเท่าไหรนัก แต่เป็นนักวางแผนมากที่เก่งพอตัว จึงอาจกล่าวได้ว่าเป้นนักรบที่เก่งพอประมาณทั้งด้านบู้และบุ๋น

    ขุนนางโดนัทได้รับมาทั้งเครื่องสื่อสารระยะไกล ชุดเกราะ และปืนกลที่เหมาะสมกับขนาดรูปร่างของเผ่ายักษา

    ชุดเกราะสีขาวที่เป็นตัวต้นแบบเทคโนโลยีระดับนาโน มีความสามารถในการป้องกันสูง น้ำหนักเบา และสามารถพรางตัวได้ตามสภาพแวดล้อมด้วยหลักการหักเหของแสง

    บาเรียภูติกับระเบิดเมฆโลหะที่ใช้ในการป้องกันการโจมตีเองก็ถูกส่งมาเพื่อทดลองประสิทธิภาพเช่นกัน

    รวมไปถึงปืนกลขนาดใหญ่ที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่าเผลอสร้างให้เหมือนกันมินิกันของเผ่ามนุษย์

    แต่ทว่าอาวุธอันแปลกตาเหล่านี้ กลับมีจำนวนน้อยเพียงหยิบมือ คือพอใช้งานได้แค่หนึ่งร้อยคนเท่านั้น

    ในขณะที่ตามข้อมูล ว่ากันว่าพวกมนุษย์ได้ทาสสงครามจำนวนมาก และยังมีอาวุธอันร้ายกาจกว่านี้ครอบครอง

    ขุนนางโดนัทอยากได้อาวุธมากกว่านี้เพื่อใช้ป้องกันฐาน แต่นี่คือขีดสุดความสามารถของพวกภูติที่จะผลิตออกมาได้ภายในช่วงเวลาอันกำจัดนี้

    แล้วเมื่อวาน พอได้เห็นกองกำลังเผ่ามนุษย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มเคลื่อนไหว เขาก็รีบวางแผนรับมือในทัน

    แน่นอนว่าภายในหัวเขาได้คิดไปถึงความพ่ายแพ้เอาไว้แล้ว เพราะเขาไม่คิดว่ากองทัพกับอาวุธแค่นี้จะใช้ป้องกันฐานทัพอันล้าสมัยแห่งนี้ได้

    แต่ก็ของัดกลยุทธ์เท่าที่ทำได้ออกมาใช้ เพื่อให้สามารถดิ้นรนได้มากที่สุด

    จงใจส่งหน่วยสื่อสารบินออกไปให้ศัตรูเห็น เพื่อหลอกให้ตายใจว่าอาวุธฝั่งนี้ยังเป็นของโบราณ

    กระจายกองทัพเรือให้มากที่สุด เพื่อรับมือกับอาวุธร้ายที่รุนแรงของศัตรู

    แต่ถึงจะคาดการและวางกำลังมาดีแล้ว มันก็ยังไม่พอที่จะรับมือศัตรูอยู่ดี

    อย่างแรกคือกองเรือที่ถึงแม้ว่าจะกระจายตัวออกไปแล้ว แต่ก็ยังโดนจมทั้งหมดภายในไม่กี่นาที

    อย่างที่สองคือกองกำลังทาสเผ่าปักษาที่มีมากกว่าการคาดการเอาไว้

    ใครจะคิดละว่าเผ่ามนุษย์จะเล่นยกมาใช้ทั้งหมดถึงเก้าแสนนาย

    แต่เมื่อโคนัทตั้งสติและพิจารณาการโจมตีของศัตรู จึงทำให้ทราบได้ทันทีว่าพวกมันต้องการอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในป้อมนั้น

    เพราะการโจมตีระดับที่จมกองเรือทั้งหมดได้ในไม่กี่นัด หากใช้มันยิงถล่มพวกเขาตรงป้อม มันก็คงจะจบลงในทันที

    แต่ศัตรูกลับไม่ทำเช่นนั้น แล้วเน้นส่งหน่วยโจมตีมาแทน

    ต้องการแรงงานทาส? ต้องการให้เหลือสภาพป้อมเพื่อศึกษาเทคโนโลยีของพวกเขา? ทั้งหมดนี้ไม่น่าใช่ เพราะว่าอีกฝ่ายมีทั้งทาสและอาวุธที่เหนือล้ำกว่าพวกเขาไปไกลแล้ว

    โคนัทเค้นสมองถึงขีดสุด จนได้คำตอบที่น่าพอใจอย่างหนึ่งขึ้นมา

    นั่นคือ [น้ำมัน] ที่อยู่ใต้ฐานของพวกเขา

    ทรัพยากรณ์ธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปนี้ คือสิ่งล้ำค่าที่พวกมนุษย์กำลังเล็งเอาไว้

    โคนัทที่คิดได้เช่นนั้นจึงวางแผนที่จะระเบิดป้อมทิ้งไปพร้อมกับศัตรู

    ความเสียหายนี้น่าจะช่วยซื้อเวลาให้ทางกำลังหลักทำแผนการ [นั้น] ได้สำเร็จ

    “ทุกหน่วย หยุดยิง”

    เสียงรัวปืนได้หยุดลงตามคำสั่งของโคนัท

    กระสุนใกล้จะหมดลง และดูท่าศัตรูจะเริ่มรู้สึกตัวถึงเรื่องนี้แล้ว

    นี่คือสงครามที่แพ้ตั้งแต่เริ่ม โคนัททราบเช่นนั้นดี

    ดังนั้นจึงพยายามต่อสู้เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด และเขาก็คิดว่าได้ข้อมูลมามากเพียงพอแล้วละ

    “นี่คือปราการแห่งไกอา [โคนัท] พูด ถึงทุกหน่วยที่ฐาน เตรียมใช้แผนระเบิดตัวเองได้ และอย่าลืมทำลายร่องรอยอาวุธทุกอย่างที่ได้มาจากพวกตัวจิ๋วด้วยนะ ส่วนหน่วยรบอสูรปีก พวกเจ้าจงถอนทัพออกไปพร้อมกับอสูรตัวอื่น ๆ ซะ”

    ทรัพยากรณ์ที่ไม่สามารถครอบครองได้อีกต่อไป สู้ทำลายทิ้งไปเสียเลยยังจะดีเสียกว่าตกอยู่ในมือของศัตรู

    นั่นคือสิ่งที่โคนัทคิด

    “ต่อไปก็สิ่งนั้นสินะ”

    โคนัทจ้องมองไปที่อาวุธอันร้ายกาจซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของแม่น้ำ

    สิ่งนั้นคือป้อมปืนยะมะโตะจำนวนหกกระบอกที่ติดตั้งอยู่บนรถไฟขบวนยาว

    ก่อนที่จะถอนกำลังออกจากป้อมปราการ เขาอยากจะทำลายสิ่งนั้นให้สิ้นซากไปเสียก่อน

    “หน่วยพิเศษหนึ่งร้อยนาย ตามข้าพเจ้ามา พวกเราจะไปทำลาย--”

    *เปรี๊ยง! *

    แต่ก่อนที่ขุนนางโคนัทจะได้ทันออกคำสั่งสุดท้าย ชีวิตของเขาก็ฉับพลันสิ้นลงด้วยเสียงอันดังก้อง

    ลูกปืนขนาด 0.50 Cal ได้วิ่งทะลุศรีษะของโคนัทและสิ้นชีวิตลงภายในนัดเดียว

    [Barrett M82] ปืนลอบสังหารระยะไกลที่ใช้ลูกกระสุนขนาด 0.50 Cal ได้ดังก้องขึ้นไปทั่วสนามรบ

    และผู้ที่ยิงกระสุนสังหารนัดนี้ออกมานั้น ก็ไม่ใช่ใครอื่น

    เธอผู้นั้นก็คือ [เอรีส] หนึ่งในระดับฮีโรยูนิตของเผ่ามนุษย์นั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน