บทที่ 19 บททดสอบจากลุงเฉิง
แสงแดดแผดเผาในยามบ่าย เป็่เวลาที่เสิ่นหนานซิงรู้สึกหงุดหงิดใจที่สุด เธอคิดถึงยุคสมัยที่มีอ่างน้ำแข็งหรือเครื่องปรับอากาศชะมัด ตอนนี้ทำได้เพียงหาที่ร่ม ๆ หลบแดดเท่านั้น
เมื่อมาถึงสถานีอนามัย เสิ่นหนานซิงก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่นี่อยู่ใกล้กับูเาหลังหมู่บ้านและมีต้นไม้ครึ้ม จึงยังพอมีความร่มรื่นอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ยังดีกว่าบ้านของเธอ
ดูท่าว่าเธอต้องหาเวลาเข้าตัวอำเภอสักหน่อย เพื่อนำสมุนไพรในมือไปเปลี่ยนเป็เงิน จะได้มีข้ออ้างให้พ่อกับแม่ย้ายบ้านเสียที แม้ว่าพ่อกับแม่จะวางแผนเื่นี้ไว้นานแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ตอนนี้ เงินที่ได้มาโดยไม่คาดฝันของเธอนี่แหละคือข้ออ้างที่ดีที่สุด
แต่ก่อนหน้านั้น เธอต้องหาโอกาสขึ้นเขา เพื่อทำให้สมุนไพรในมือมีที่มาที่ไปที่ชัดเจน
เสิ่นหนานซิงเดินคิดไปพลางก้าวเข้ามาด้านใน ตอนนี้ลุงเฉิงกำลังมีคนไข้อยู่พอดี
"ชีพจรค่อนข้างอ่อน กลับไปนอนพักผ่อนที่เตียงสักสองสามวันนะ เื่อาหารการกินก็ต้องระวังหน่อย กินของที่มีประโยชน์และบำรุงร่างกายบ้าง" ลุงเฉิงเอ่ยกำชับหลังจากแตะชีพจรเสร็จ
"หมอเฉิง เด็กไม่เป็อะไรใช่ไหมคะ? ต้องจัดยาอะไรไหม?" เสิ่นหนานซิงเหลือบตาขึ้นมอง พบว่าเป็หญิงสาวชาวบ้านอายุยังน้อย
"ไม่เป็ไรหรอก ที่เป็แบบนี้เพราะเธอเหนื่อยเกินไป ไม่ต้องจัดยาหรอก ขึ้นชื่อว่ายาก็มีพิษสามส่วน" ลุงเฉิงโบกมือปฏิเสธ สื่อว่าไม่จำเป็ต้องกินยา
"ขอบคุณ คุณหมอมากค่ะ!"
"อ้าว เสี่ยวหนานซิง? เธอทำงานอยู่ที่สถานีอนามัยเหรอ!" หญิงสาวคนนั้นลุกขึ้นยืนพลางหันมาเห็นเสิ่นหนานซิงพอดี ใบหน้าที่เคยหมองเศร้าเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็ดูตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันตา
เสิ่นหนานซิงทำหน้าเหวอไปเล็กน้อย
"ยัยหนู เธอจำพี่ไม่ได้เหรอ? พี่เป็เพื่อนบ้านแถวบ้านยายของเธอไง พี่เหรินตงไงล่ะ" พอจ้าวเหรินตงคลี่ยิ้ม ความทุกข์ตรมบนใบหน้าก็เลือนหายไปกว่าครึ่ง
เสิ่นหนานซิงถึงเพิ่งขุดคุยความทรงจำส่วนลึกออกมาได้ ไม่แปลกใจเลยที่เธอจำไม่ได้ เพราะเป็การยากมากที่จะนำภาพหญิงสาวผู้ตรอมตรมตรงหน้า ไปซ้อนทับกับภาพพี่สาวข้างบ้านผู้แสนอ่อนโยนในความทรงจำ
"หนานซิง ช่วยไปส่งหน่อยสิ" เมื่อเห็นว่ามีคนไข้คนอื่นตามหลังมาอีก ลุงเฉิงจึงเอ่ยปากให้เสิ่นหนานซิงออกไปส่ง
เสิ่นหนานซิงจึงถือโอกาสเดินออกมาส่งจ้าวเหรินตง จ้าวเหรินตงเป็คนอารมณ์ดี เธอยืนคุยสัพเพเหระกับเสิ่นหนานซิงอยู่สองสามคำ แต่เพราะกลัวว่าเด็กสาวจะโดนลุงเฉิงดุเอา จึงรีบเร่งให้เธอกลับเข้าไปข้างใน
เมื่อเสิ่นหนานซิงเดินกลับเข้ามา ลุงเฉิงก็วินิจฉัยโรคให้คนไข้คนถัดไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็เพียงอาการร้อนในธรรมดา จึงสั่งให้เสิ่นหนานซิงไปจัดดอกสายน้ำผึ้งห่อเล็ก ๆ ให้คนไข้นำกลับไปต้มดื่ม
หลังจากส่งคนไข้ที่มีเพียงสองคนในวันนี้กลับไปแล้ว เสิ่นหนานซิงก็ไม่มีงานอะไรให้ทำอีก เธอจึงหันไปจัดระเบียบสมุนไพรต่อ เมื่อนึกถึงอาการของบิดาในตอนนี้ เธอก็จงใจเลือกหยิบสมุนไพรออกมาสองสามชนิด
"ลุงเฉิงคะ อาการของพ่อหนู ถ้าใช้สมุนไพรไม่กี่ตัวนี้ต้มเป็ชาดื่มบำรุงจะดีไหมคะ?" เสิ่นหนานซิงชวนคุยแก้เก้อ แต่แท้จริงแล้วเธอตั้งใจจะแสดงพร์ให้ลุงเฉิงเห็นทีละน้อย
"ตังกุย หวงฉี อินทผลัมแดง อบเชย... ก็ใช้ได้นะ แต่พ่อของเธอเพิ่งจะได้รับาเ็มาใหม่ ๆ ยังไม่ควรดื่มหวงฉีเร็วเกินไป ตัดหวงฉีออกแล้วใส่ขิงสดลงไปแทนก็เพียงพอแล้ว ลดปริมาณตังกุยลงหน่อย ต้มดื่มแทนน้ำชาในชีวิตประจำวันได้เลย"
"หนูเข้าใจแล้วค่ะ ลุงเฉิง" เสิ่นหนานซิงพยักหน้ารับด้วยความดีใจ
เมื่อเห็นท่าทางของเสิ่นหนานซิง ลุงเฉิงก็ชะงักไปเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า "หนานซิง เธออยากเรียนแพทย์งั้นเหรอ?"
เสิ่นหนานซิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่อยู่ ๆ ลุงเฉิงก็เป็ฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้นมาก่อน แต่ในวินาทีถัดมา เธอก็ปรับสีหน้าเป็จริงจังทันที
"ลุงเฉิงคะ หนูอยากเรียนแพทย์ค่ะ ขอท่านช่วยสั่งสอนด้วย!"
ลุงเฉิงพินิจมองเสิ่นหนานซิงอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าแววตาและท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินเข้าไปในห้องแล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมายื่นให้เธอ
"หนังสือเล่มนี้ ใช้เวลากี่วันถึงจะท่องจำได้จนขึ้นใจ?" ลุงเฉิงมองเสิ่นหนานซิงพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
เสิ่นหนานซิงก้มลงมองหนังสือในมือ มันคือหนังสือคัมภีร์สามอักษร สำหรับปูพื้นฐานการแพทย์ สำหรับเธอในตอนนี้ ต่อให้ท่องถอยหลังก็ยังทำได้สบายมาก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่อยากทำตัวโดดเด่นจนเกินไป
"อีกสองวันข้างหน้า หนูจะมาท่องให้ฟังค่ะ"
เฉิงกว่างไป๋ถึงกับจุกจนพูดไม่ออกกับคำตอบของเสิ่นหนานซิง เขาคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเื่ราวจะกลายเป็แบบนี้ เจตนาแรกเริ่มของเขาคือตั้งใจจะบอกว่า ถ้าท่องจำไม่ได้ก็ไม่ต้องเรียนแล้ว
"ตกลง อีกสองวันฉันจะรอฟัง ่วันสองวันนี้เธอก็ไม่ต้องมาที่นี่แล้วล่ะ กลับไปท่องหนังสือที่บ้านเถอะ!" เฉิงกว่างไป๋รู้สึกหมดสนุกเล็กน้อย ยัยหนูคนนี้จะท่องจำได้หมดภายในสองวันงั้นเหรอ? ล้อเล่นหรือเปล่า!
"ไม่ต้องหรอกค่ะลุงเฉิง ่นี้สมุนไพรต้องคอยพลิกตาก แถมสมุนไพรก่อนหน้านี้ก็ยังต้องนำมาผ่านกระบวนการแปรรูปอีก หนูมาอยู่ช่วยงานดีกว่าค่ะ" เสิ่นหนานซิงส่ายหน้าปฏิเสธ ่นี้ลุงเฉิงเก็บสมุนไพรกลับมาเยอะมาก หากไม่รีบนำมาแปรรูป มันคงจะเน่าเสียไปเสียก่อน
เฉิงกว่างไป๋โดนเสิ่นหนานซิงพูดขัดจนจุกเป็รอบที่สอง สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะยอมแพ้ เขาโบกมือปัดพลางปล่อยเลยตามเลย ไม่อยากจะเอ่ยปากพูดอะไรอีกแล้ว
เขาเหม่อมองไปยังูเาหลังหมู่บ้าน เดิมทีคิดว่าตนเองอายุปูนนี้แล้ว หากได้พบเจอกับเด็กน้อยที่มีแววดี วิชาแพทย์ประจำตระกูลจะได้ไม่สูญหายไป คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็ฝ่ายคิดไปเองฝ่ายเดียว
ลุงเฉิงไม่ได้เห็นเสิ่นหนานซิงอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เพราะการเริ่มต้นเรียนวิชาแพทย์นั้นยากแสนยาก โดยเฉพาะวิชาแพทย์แผนโบราณ เขาไม่เชื่อหรอกว่าเด็กที่จบเพียงชั้นมัธยมต้น และเรียนมัธยมปลายไม่จบอย่างเธอ จะมีความมานะอดทนทำมันต่อไปได้
เสิ่นหนานซิงไม่ได้สังเกตเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของลุงเฉิง เธอคิดเพียงว่าเวลาสองวันนั้นยาวนานเกินไปด้วยซ้ำ เนื้อหาทั้งหมดมีแค่สองพันกว่าตัวอักษร หนังสือแค่นี้มีหรือจะท่องไม่ได้? ลองนึกย้อนไปในชาติแรกสิ เธอโดนคัมภีร์โบราณพวกนี้ทรมานมาตั้งเท่าไหร่ แถมหลังจากนั้นในทุก ๆ ชาติเธอก็ยังทบทวนมันอยู่เสมอ ผ่านมาเก้าชาติภพแล้ว คัมภีร์พวกนี้ย่อมสลักลึกเข้าไปในสายเืของเธอเรียบร้อยแล้ว
ลุงเฉิงยังคงทอดสายตามองไปยังูเาหลังหมู่บ้าน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ส่วนเสิ่นหนานซิงก็เปิดหน้าหนังสือออกอ่าน เนื้อหาที่บันทึกไว้ในเล่มนี้เหมือนกับที่เธอเคยท่องจำมาจริง ๆ ทว่าในเล่มนี้กลับมีบางประโยคที่ขาดหายไปเมื่อเทียบกับในความทรงจำของเธอ
เสิ่นหนานซิงกวาดสายตาอ่านรอบหนึ่ง พลางทบทวนในใจจนเข้าใจภาพรวมทั้งหมด ดูท่าว่าวิชาแพทย์ในยุคสมัยนี้จะยังคงมีความแตกต่างจากสิ่งที่เธอเคยร่ำเรียนมาอยู่บ้าง
ตลอดสองวันมานี้ เสิ่นหนานซิงยังคงมาทำงานตามปกติทุกวัน เธอช่วยลุงเฉิงจัดยา พลิกและคัดแยกสมุนไพร เวลาว่างก็นำหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาเปิดดูสักแวบหนึ่ง
ลุงเฉิงลอบสังเกตเธออยู่เงียบ ๆ ในใจลึก ๆ ของเขาก็ยังคงแฝงไปด้วยความหวังอยู่บ้าง ว่าหลังจากครบกำหนดแล้วเธอจะท่องออกมาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเสิ่นหนานซิงตั้งหน้าตั้งตาทำงานแข็งขันมาก สมุนไพรพวกนั้นแทบไม่ต้องให้เขาลงมือจัดการเองเลย
ตัวเขาขลุกอยู่แต่ในห้องเพื่อตรวจโรคให้คนไข้เท่านั้น ส่วนเื่จัดยาเตรียมยาก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเสิ่นหนานซิง ทำให้่นี้เขาพลอยรู้สึกสบายกว่าวันก่อน ๆ มากทีเดียว
หากว่าพร์ด้านการแพทย์ของเธอจะยอดเยี่ยมเหมือนความขยันในการทำงานก็คงจะดีไม่น้อย! ลุงเฉิงแอบคิดในใจเงียบ ๆ
ทางด้านซูอวี้จู๋เองก็รับรู้เื่นี้ด้วยเช่นกัน พอถึงวันที่นัดหมายกันไว้ เธอจึงรีบตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าั้แ่เช้าตรู่ และปลุกเสิ่นหนานซิงให้ลุกขึ้นมากินข้าวเร็วกว่าปกติ
หลังจากเสิ่นหนานซิงกินข้าวเช้าเสร็จ เธอก็ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังสถานีอนามัย ก้าวแรกที่ลุงเฉิงกำหนดไว้ให้เธอ อย่างไรเสียเธอก็ต้องเดินมันผ่านไปให้ได้ด้วยดี ในระหว่างทาง เสิ่นหนานซิงหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาเปิดอ่านทวนอีกสองรอบ พอเดินมาถึงหน้าสถานีอนามัย เธอก็จับมันยัดเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้อ
"ลุงเฉิงคะ นี่คืออะไรเหรอคะ?" เสิ่นหนานซิงมองตะกร้าเก็บยาสองใบ ที่วางอยู่แทบเท้าด้วยความไม่เข้าใจ วันนี้ไม่ใช่ว่านัดกันมาฟังเธอท่องจำหนังสือหรอกหรือ?
"่นี้สมุนไพรขึ้นเยอะ จะมัวมาเสียเวลาไม่ไปเก็บยาไม่ได้หรอก เดินไปพูดไปก็แล้วกัน แบกตะกร้าขึ้นเขา" ลุงเฉิงจัดการแบกตะกร้าเก็บยาใบใหญ่ขึ้นหลังทันที โดยเหลือใบเล็กไว้ให้เสิ่นหนานซิง ก่อนจะก้าวเท้าเดินนำออกไปข้างหน้าก่อน
ตอนนี้เองที่เสิ่นหนานซิงเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว ที่แท้ลุงเฉิงก็ไม่ได้คาดหวังในตัวเธอเลยสักนิด หากเขาเชื่อมั่นในตัวเธอจริง ๆ คงไม่แสดงท่าทีที่ดูทีเล่นทีจริงขนาดนี้ ตอนนี้ แรงฮึดและขวัญกำลังใจในส่วนลึกของเธอพลันถูกท่าทีของลุงเฉิงจุดชนวนให้ปะทุขึ้นมาทันที
'ในเมื่อคุณไม่เชื่อมือฉัน ฉันก็จะพิสูจน์ให้คุณเห็นเอง!'