เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 70 เป็น 2 หรือ 3?

    ลวี่เยาจ้องไป๋จื่อชีด้วยรอยยิ้มเช่นนั้น แสงไฟพลิ้วไหวอยู่บนใบหน้าของนาง ชวนให้คนรู้สึกหวาดกลัว นางยิ้มจนกระทั่งไป๋จื่อชีขนลุก หลบสายตาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ นางบิดตัวไปมาและตอบกลับ “ไป๋จื่อชีบอกว่า ชอบข้า ให้ข้าไปเที่ยวเป็นเพื่อน”  


    คำกล่าวนี้มีพละกำลังทำร้ายคนได้มากกว่ารอยยิ้มของนางเสียอีก ไป๋จื่อชีรู้สึกปวดเอวแล้ว เอ๋? แปลกมาก เพราะเหตุใดเขาจึงปวดเอว? ไป๋จื่อชีไม่เข้าใจ  


    ชวีหนานอีรู้สึกว่าการมาครั้งนี้เสียเวลาเปล่า สมองของลวี่เยาไม่สามารถแยกแยะ เขาไม่คิดจะถามเพิ่ม วางแผนกลับจวนไปนอนต่อ 


    ไม่คิด ลวี่เยากลับกล่าวเสริม “แต่ข้าไม่ยอมนะ”


    เท้าของชวีหนานอีที่เพิ่งก้าวหดกลับมา ดีจริง ยังมีต่ออีก ไม่เลว ๆ


    ไป๋จื่อชีเลิกเปลือกตาขึ้น แววตาแฝงการเตือนขณะเหล่มองลวี่เยา 


    ลวี่เยายิ้มเห็นฟัน กล่าวในใจ ‘ข้าในตอนนี้เป็นคนเซ่อ สายตาที่เจ้าส่งมาข้าไม่เข้าใจหรอก’ 


    ชวีหนานอีเห็นลวี่เยาไม่กล่าวต่อก็ไล่ถาม “แล้วเป็นเช่นไรต่อ?”  


    ลวี่เยาแสร้งทำท่าคิด ตอบว่า “หลังจากนั้นหรือ เขาก็มัดข้า ข้าบอกไม่เอา เขาก็จะเอา ข้าจะเรียกคน เขาก็บอก เขาชอบข้า จะให้เงินข้า”


    คำว่า “เจ้า” ของไป๋จื่อชีกระแทกฟันไปมาหลายครั้ง โดยที่ฟันไม่แตกลอยกระเด็นออกมา  


    ชวีหนานอีเมื่อได้ยินเรื่องเงินก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าทันที ถาม “เขาเคยรับปากจะให้เจ้ากี่ตำลึงเงิน?” 


    ลวี่เยายื่นนิ้วมือออกมา 2 นิ้ว


    ชวีหนานอีหมดสนุกเล็กน้อย “สองตำลึง?”


    ลวี่เยาส่ายหน้า ยังคงชู 2 นิ้ว


    ชวีหนานอีกล่าวอย่างเบื่อหน่าย “ยี่สิบตำลึง?”


    ลวี่เยาส่ายหน้า “ไม่ใช่”


    ชวีหนานอีพบว่าการหยอกเย้าช่างสนุกดี ดังนั้นหัวเราะกล่าว “คงไม่ใช่สองร้อยตำลึงกระมัง?” 


    ลวี่เยายังคงส่ายหัว สีหน้าบ่งบอกว่าเจ้ามันโง่จนเกินเยียวยา


    ชวีหนานอีหมดอารมณ์ทายต่อ สะบัดแขนเสื้อ “เจ้ากล่าวเถิด เป็น 2 เหวิน?” คาดว่านังโง่นี่คนอื่นให้ 2 เหวินก็หนีไปกับเขาแล้ว


    ลวี่เยากลับหัวเราะเสียงดังกล่าว “ใต้เท้านี่โง่จริง! ไป๋จื่อชีตกลงให้ข้าสามพันตำลึงต่างหาก ข้าถึงยอมออกมาเที่ยวกับเขา”


    ชวีหนานอีหัวเราะอย่างสบาย ๆ “สามพันตำลึง?” ทันใดนั้นเสียงก็หยุดลง มองลวี่เยา และหันไปมองไป๋จื่อชี หลังจากนั้นหันกลับไปทางลวี่เยาอย่างรวดเร็ว กล่าวยืนยัน “สามพันตำลึง?!”


    ลวี่เยาหดนิ้วทั้งสองกลับ พยักหน้ากล่าวอย่างดีใจ “ใช่แล้ว ๆ สามพันตำลึง”


    หน้าของไป๋จื่อชียิ่งขาวขึ้นดั่งเครื่องลายคราม 


    ชวีหนานอีมองท่าทางเหมือนตายแล้วของไป๋จื่อชี ในใจแอบรู้สึกสะใจ อยากจะแหงนหน้าหัวเราะให้ลั่น


    สามพันตำลึง? สามพันตำลึง! ฮ่า ๆ ๆ ๆ...หืม? ลวี่เยาชูสองนิ้วชัด ๆ นี่นา เหอะ สาวใช้นี่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียจริง


    ชวีหนานอีไม่รู้ว่าสมองของลวี่เยามีปัญหา หรือเป็นไป๋จื่อชีที่ล่อลวงให้ราคาคนสูงเกินตามอำเภอใจ ถึงกระนั้นนี่ก็ไม่เสียเวลาดูเรื่องสนุกของตนแล้ว ชวีหนานอีเริ่มมีอารมณ์ อยากตัดสินเรื่องในครอบครัวที่ยากจะตัดสินสำหรับชิงกวน ใช่แล้ว เขายอมรับว่าตนเองมิใช่ชิงกวน  


    ชวีหนานอีรู้สึกเกียจคร้านเล็กน้อย หลังจากมองไปรอบ ๆ สะบัดเสื้อคลุมแล้วขึ้นไปนั่งประจำที่สารถี กล่าวกับไป๋จื่อชี “ในเมื่อไป๋เม่าฉายรับปากลวี่เยาแล้ว การคืนคำกลืนน้ำลายนั้นไม่ง่าย คนดีเคารพคำสัญญาไม่อาจมั่วซั่ว” พูดไปเขาก็อดหัวเราะไม่ได้ บ๊ะ คืนนี้สบายใจดีเหลือเกิน 


    ไป๋จื่อชีเหล่มองลวี่เยาอย่างเย็นชา กล่าว “คุณหนูใหญ่ถังใช้เงินเหวินหนึ่งกำซื้อสาวใช้มา ข้าไป๋จื่อชีน่ะหรือจะรับปากจ่ายสามพันตำลึงเงินล่อลวงนางมา?”


    ชวีนานอีพยักหน้าเห็นด้วย มองทางลวี่เยา เป็นการบอกให้นางกล่าวเอง


    ลวี่เยากล่าวพึมพำอยู่นานถึงได้ตอบออกมาประโยคหนึ่งอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “สามพันตำลึงเยอะกว่าหนึ่งกำเหวินหรือ?” นางยื่นนิ้วออกมา เริ่มไล่นับ “ไม่ใช่สิ ‘สามพันตำลึง’ คือ 3 อัน ‘หนึ่งกำเหวิน’ คือ 4 อัน” เงยหน้ามองทางชวีหนานอี ถามอย่างจริงจัง “ใต้เท้า ท่านคิดเลขเป็นหรือไม่?” 


    ชวีหนานอีกลั้นหัวเราะ พยักหน้า “เป็นสิ”


    ลวี่เยาโห่ร้องดีใจ ดึงแก้มซ้ายที่บวมจนเจ็บ นางกะพริบตาที่เล็กข้างใหญ่ข้าง ถาม “แล้วท่านว่า อันไหนเยอะ?”


    ชวีหนานอีครุ่นคิด รู้สึกฮึกเหิม อยากพูดคุยคำถามเรื่องมากกับน้อยนี้กับลวี่เยาให้ดี  


    ไป๋จื่อชีเห็นชวีหนานอีคับข้องใจ อารมณ์ก็สดใสขึ้น เขาไม่รีบไปแล้ว คืนนี้พวกเรามากล่าวประเด็นเรื่องมากกับน้อยนี้ไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน! 


    ท่ามกลางบรรยากาศที่เคอะเขิน ลวี่เยายื่นมือไปหาไป๋จื่อชี “เอาเงินมา!”


    ไป๋จื่อชีหัวเราะพรืดกล่าว “เจ้าบอกให้ก็ให้? คิดว่าข้าเหมือนกับเจ้า? สมองปะปนมั่วซั่วงั้นหรือ?” ลวี่เยานี้มองไปว่าโง่ ๆ เซ่อ ๆ คิดไม่ถึงว่าเป็นคนมีแผนการ กลับฉวยโอกาสเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ กรรโชกเงินของเขา! กลัวว่านางมีชีวิตเอาไป ไม่มีชีวิตได้ใช้!  


    ลวี่เยาหัวเราะกล่าว “เจ้าบอกมัดข้าก็มัดข้า บอกชอบข้าก็ชอบข้า บอกตีข้าก็ตีข้า ข้าบอกจะเอาเงินทำไมให้เงินข้าไม่ได้?” ปากฉีกยิ้ม “เจ้าไม่ดี ข้าไม่อยากชอบเจ้าแล้ว! ข้า... ข้า...” หันหน้ามองไปทางชวีหนานอี ยกมือชี้ “ข้าอยากชอบท่านใต้เท้า!” 


    ชวีหนานอีหวาดกลัวอย่างที่สุด! ลวี่เยาเหตุใดจ้องเขาอีกแล้ว?! ทว่าวินาทีถัดไปเขาก็หัวเราะเมื่อลวี่เยากล่าว “ข้าจะให้เงินเขาครึ่งหนึ่ง!” พูดจบ ยังพยักหน้าแรง ๆ “ใช่! ให้เขาครึ่งหนึ่ง!” 


    ทันใดนั้นไป๋จื่อชีรู้สึกถึงความโชคร้ายในทรัพย์สินที่จะรั่วไหลออกไปข้างนอก ชวีหนานอีก็คือแมงดูดเลือด หมาป่ากินเนื้ออย่างแท้จริง ทุกครั้งหากเขาไม่เฉือนเนื้อตนเองออกมาชิ้นหนึ่งก็จะไม่สามารถประนีประนอม 


    ลวี่เยานี่โง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่? นางโง่จริงก็ดี แกล้งโง่ก็ช่าง กลับยังรู้จักดึงธงทำหนังเสือหลอกคน ลากชวีหนานอีมาเกี่ยวข้อง เกรงว่าจะไม่เป็นผลดี


    ชวีหนานอีชายผู้นี้ไม่ใจดีอย่างที่คาดจริง ๆ พอเปิดปากก็ถาม “ลวี่เยา เจ้ารู้หรือไม่ว่าครึ่งหนึ่งคือเท่าไหร่?”


    ลวี่เยากลั้นขำ แสร้งทำท่าสับสนงุนงง กล่าวคลุมเครือว่า “ครึ่งหนึ่ง? ครึ่งหนึ่งกะ...ก็...ก็คือเท่าว่าเท่าไหร่ก็เท่าไหร่”


    ชวีหนานอีครานี้สุขใจจริง ๆ แล้ว เขาลูบมือกล่าว “ดี ๆ เช่นนี้ดีมาก”


    ใบหน้าของไป๋จื่อชีโตขึ้นนิดหน่อย เขารู้สึกว่าเช่นนี้ไม่ดีแล้ว 


    ชวีหนานอีลุกขึ้นยืน ตบไหล่ลวี่เยา กล่าวอย่างสนิทสนม “เจ้าวางใจเถอะ ข้าเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์เสมอมา บอกครึ่งหนึ่งก็ครึ่งหนึ่ง ไม่เอาเหวินของเจ้าเกินมาหรอก”  


    ลวี่เยากล่าวชื่นชม “ใต้เท้าช่างเก่งกาจ แยกออกด้วยว่าอะไรคือครึ่งหนึ่ง”


    ชวีหนานอีหัวเราะไม่ออกเล็กน้อย มุมปากกระตุกสองที หันศีรษะมองไปทางไป๋จื่อชี กล่าวอย่างจริงจังหนักแน่น “ไป๋เม่าฉาย บุรุษผู้ยืนค้ำฟ้า หลอกลวงคน...สตรีที่เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? นางแม้ไม่ฉลาดหลักแหลม แต่ดูจิตใจที่ตัดขาดเจ้าไม่ได้ รอคอยอยู่ค่ำเช้านั่นสิ ในเมื่อเจ้ารับปากให้นางสามพันตำลึงเงิน ก็อย่ากลืนน้ำลาย”


    ไป๋จื่อชีเลิกคิ้วมองชวีหนานอี “ใต้เท้า นางกล่าวสามพันตำลึงเงินก็เป็นสามพันตำลึงเงิน หากข้ากล่าวสามตำลึง ใต้เท้าจะเชื่อหรือไม่?”


    ชวีหนานอีส่ายหัวอย่างไร้ยางอายที่สุด “ไม่เชื่อ ในที่นี่เจ้ากับข้า ไม่มีความน่าเชื่อถือ”


    มุมปากของไป๋จื่อชีกระตุก หลังจากฆ่าทรมานชวีหนานอีอยู่ในใจเป็นร้อย ๆ รอบ ถึงสงบอารมณ์ที่โกรธแค้นลงได้ กล่าวนิ่ง ๆ ว่า  “ใต้เท้าหากจะตัดสินแน่ชัดยัดเยียดข้อหาจื่อชี ให้จื่อชีรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ก็คงต้องพูดคุยปรึกษากันให้เข้าใจ”  


    ชวีหนานอีกล่าวเอาใจว่า “หืม เจ้ากำลังกลุ้มใจ?”  


    ไป๋จื่อชีหัวเราะกล่าว “แค่อยากให้กระจ่างแจ้งเข้าใจ” 


    ลวี่เยากล่าวแทรก “ไป๋จื่อชี เจ้าหัวเราะดูดีมาก เหมือนดอกไม้ดอกหนึ่งเลย”


    รอยยิ้มของไป๋จื่อชีแตกร้าวอยู่บนใบหน้าอีกครั้ง เขาไม่อยากจะยิ้มอีกแล้ว  




    เสน่หาชั่วกัลป์ เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้า ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebook แล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***