แสงสีทองในรูม่านตาของจางหลินค่อยๆเลือนหาย ตอนนี้เขาเข้าใจรูปแบบของทักษะยุทธ์《กลืนกินไร้กฎเกณฑ์》ได้อย่างถ่องแท้แล้ว
สำหรับเขา ทักษะยุทธ์《กลืนกินไร้กฎเกณฑ์》เปรียบเสมือนทักษะยุทธ์นอกรีตที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง เขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าเหตุใดเนื้อหาในตำราถึงได้ถูกฉีกออกไป
เพราะมันเป็นทักษะยุทธ์ที่อันตราย! และมันจะทำลายตัวของผู้ใช้หากใช้ทักษะยุทธ์นี้มากเกินไป! และจะไม่มีใครกล้าฝึกฝนหากไม่มีจิตวิญญาณพฤกษาที่มีคุณสมบัติในการรักษา!
แต่คล้ายว่าทักษะนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจางหลินโดยเฉพาะ...
เมื่อก้มลงมองเขากลับพบว่าอักขระที่หน้าตำราสีทองได้เลือนหายไป มันได้กลับคืนสู่สภาพของทักษะยุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบอีกครั้ง
ปรากฏว่าคุณสมบัติการฟื้นฟูของจิตวิญญาณพฤกษาคงอยู่แค่ชั่วครู่เท่านั้น
จางหลินเหลือบมองไปด้านล่างและเห็นว่าคนอื่นๆไม่ได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์เมื่อครู่นี้
เขาวางตำราทักษะยุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์กลับชั้นวาง และเขาก็แสร้งเดินลงไปยังชั้นที่สอง ก่อนจะหยิบตำราหนึ่งในนั้นขึ้นมาเพื่อที่จะใช้เป็นทักษะยุทธ์สำรอง
จางหลินตัดสินใจแล้วว่าทักษะยุทธ์กลืนกินไร้กฎเกณฑ์จะใช้ในยามที่จำเป็นเท่านั้น เพราะในความเข้าใจของทุกคน มันคือทักษะที่ไม่สมบูรณ์
ฉะนั้นหากคนในสำนักรู้ว่าเขาสามารถใช้ทักษะยุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาอาจจะถูกสอบปากคำและเค้นถามอย่างแน่นอน
จางหลินหยิบตำราเล่มนั้นขึ้นมาและลงไปข้างล่าง พลางแสดงตำราให้แก่ทั้งสามได้เห็น “ข้าเลือกเล่มนี้”
ผู้เฒ่าเหอ หนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียนมองไปที่ตำราเล่มสีเขียวอ่อนอย่างแปลกใจ
หน้าปกตำราเล่มนั้นถูกเขียนไว้ว่า《ฝนกระบี่หมื่นดารา》
“ฝนกระบี่หมื่นดารา?” มุมปากของหนี่เหิงเหยียนอดไม่ได้ที่จะกระตุกเล็กน้อย
《ฝนกระบี่หมื่นดารา》ถือได้ว่าเป็นทักษะยุทธ์ขั้นเริ่มต้นสำหรับผู้ฝึกปราณ ที่มีความยากในการฝึกฝนอยู่ที่ระดับปานกลางเท่านั้น
ทั้งๆที่จางหลินเดินไปทั่วทุกชั้นของหอทักษะยุทธ์ แทนที่เขาจะเลือกฝึกทักษะยุทธ์ระดับสูงจากชั้นบนสุด แต่เขากลับเลือกทักษะยุทธ์ขั้นพื้นฐานมาฝึกเสียอย่างนั้น
นั่นไม่เท่ากับว่าทิ้งโอกาสนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ?
หนี่เหิงเหยียนรีบกล่าวขึ้น “เฟยหยาง หากเจ้าเลือกทักษะยุทธ์ที่เหมาะสมกับจิตวิญญาณยุทธ์ของเจ้าไม่ได้ ข้าจะช่วยเจ้าเลือกเอง”
จางหลินคิดไว้แล้วว่าหนี่เหิงเหยียนต้องไม่เห็นด้วย เขาเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ต้องคิดมาก ตราบใดที่ข้ามีป้ายของผู้เฒ่าเฉาอยู่ ข้าสามารถเข้าออกที่นี่ได้อย่างอิสระ และข้าสามารถกลับมาเมื่อใดก็ได้หากทักษะยุทธ์นี้ไม่เหมาะสมกับข้า…”
เขาหันไปหาเหอชิงชิวและถามย้ำ “ข้าเข้าใจถูกหรือไม่?”
ผู้เฒ่าเหอเหงื่อแตกพลั่ก เขาทำได้เพียงพยักหน้าและหัวเราะแห้งๆ “ชะ-ใช่... ใช่เลย”
หนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากนั้นคนทั้งสามก็ออกจากหอทักษะยุทธ์ไป โดยทิ้งให้ผู้เฒ่าเหอนั่งลงที่เก้าอี้โยกด้วยความสงสัย ”ศิษย์ป้ายขาว... ซ้ำแล้วยังมีจิตวิญญาณยุทธ์ขยะ... จะเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้เฒ่าเฉาจะมอบป้ายให้แก่คนพรรค์นี้?”
ขณะที่ผู้เฒ่าเหอกำลังเหม่อลอย จู่ๆกลับมีเสียงหนึ่งลอยมาตามลม เผยให้เห็นร่างของผู้เฒ่าเฉาปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า “เหอชิงชิว เจ้ากำลังสงสัยในการตัดสินใจของข้าหรือไม่?”
การปรากฏตัวของผู้เฒ่าเฉาทำให้ผู้เฒ่าเหอสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เขารีบลุกขึ้นและประสานมือโค้งคำนับในทันที “เหอชิงชิวคารวะผู้เฒ่าเฉา”
ผู้เฒ่าเฉาจ้องมองและอดไม่ได้ที่จะกลอกตา “เจ้ากำลังนินทาอะไรข้าอยู่หรือ?”
“เอ่อ…” ใบหน้าของเหอชิงชิวเริ่มเคอะเขิน “ข้าแค่ไม่อยากจะเชื่อว่าชายที่เป็นเพียงศิษย์ป้ายขาวและมีจิตวิญญาณยุทธ์ขยะจะเป็นคนที่ท่านเลือก”
ผู้เฒ่าเฉาหัวเราะอีกครั้ง “เจ้ากำลังคิดมากเกินไป บางครั้งเจ้าก็ต้องมองผ่านสิ่งเหล่านี้บ้างเพื่อให้มองเห็นแก่นแท้ของมนุษย์... การจะตัดสินใครสักคนเพียงเพราะจิตวิญญาณยุทธ์เป็นเรื่องที่ประมาทอย่างยิ่ง”
เหอชิงชิวทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ “ขอบคุณผู้เฒ่าเฉาที่แนะนำ”
ผู้เฒ่าเฉาพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะมองไปยังตำราเก่าแก่ที่ไม่สมบูรณ์พลางยิ้มออกมา “ไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าหนูนั่นจะรู้ถึงการมีอยู่ของทักษะยุทธ์ไร้ระดับที่ข้าได้รับมาจากซากปรักหักพังนั้นด้วย... ดูเหมือนว่าข้าจะเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”
.
.
.
เมื่อออกมาจากหอทักษะยุทธ์ หนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงก็ขอตัวกลับไปยังเขตของตน
แม้ว่าจางหลินจะมีสถานะเป็นผู้ติดตามของหนี่ซวงก็จริง แต่ในตอนนี้เขาได้กลายเป็นศิษย์สำนักอย่างเป็นทางการแล้ว ฉะนั้นสถานะผู้ติดตามคงไม่ต่างจากเครื่องประดับเท่านั้น
แต่จางหลินก็ไม่ได้คิดจะทอดทิ้งหน้าที่นี้ของตน ก่อนจะประสานมือและบอกแก่หนี่ซวงว่า “คุณหนูน้อย หากต้องการใช้ข้าช่วยอะไรก็ส่งคนมาที่ตำหนักของข้า แล้วข้าจะรีบไปหาทันที”
หนี่ซวงอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างอ่อนหวาน “เฟยหยาง ในเมื่อเจ้ามีเส้นทางเป็นของตนเองแล้ว ข้าเองก็ไม่อยากจะทำให้เจ้าลำบาก... เอาเป็นว่าเจ้ารีบๆไต่เต้าขึ้นมาเป็นศิษย์ป้ายเงินให้เร็วที่สุดก็พอ”
จางหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ก่อนจากไปหนี่เหิงเหยียนก็เข้ามากอดคอจางหลินพลางถอนหายใจ “เฟยหยาง การที่เจ้าตั้งตนเป็นศัตรูกับโจวเหยาเซียนตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สำนักอาจจะไม่ใช่เรื่องดีนัก ข้าเชื่อว่าโจวเหยาเซียนจะไม่หยุดรังควานเจ้าอย่างแน่นอน—”
จู่ๆ เขาก็หยิบบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อมอบให้แก่จางหลินอย่างลับๆ “นี่คือยันต์อาคมหลบหนี ให้วางยันต์แผ่นที่หนึ่งไว้ในที่ที่ปลอดภัย และนำยันต์แผ่นที่สองติดตัวไป เมื่อใดที่เจ้าพบเจอกับภยันตรายให้เผายันต์แผ่นที่สอง และตัวของเจ้าจะถูกพากลับมายังตำแหน่งของยันต์แผ่นที่หนึ่ง... หรือหากเจ้าต้องการยันต์อาคมที่มากกว่านี้ เจ้าสามารถไปหาที่หออาคมเพื่อแลกเปลี่ยนมันกับหินสีม่วงได้”
จางหลินรับยันต์อาคมจากหนี่เหิงเหยียน พลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ
เขาเพิ่งจะมาเรียนรู้ว่าหนึ่งในอาชีพที่หายากที่สุดในแคว้นฉู่คือปรมาจารย์จารึก ที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการสลัก ‘อักขระต้นกำเนิด’ ที่มีผู้บรรลุเส้นทางนี้แค่เพียงหยิบมือเท่านั้น
หากจะเทียบมาตราส่วนแล้ว ปรมาจารย์จารึกถือได้ว่ามีไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของแคว้นฉู่ด้วยซ้ำ
ยันต์อาคมเองก็ถูกสร้างขึ้นมาจากปรมาจารย์จารึก ซึ่งนับว่ามีจำนวนที่น้อยมากหากเปรียบเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ยันต์อาคมและสิ่งประดิษฐ์อาคมจึงมีราคาที่สูงเป็นพิเศษ
หลังจากที่แยกย้ายกัน จางหลินก็ตัดสินใจเดินตรงไปยังตำหนักของเขาที่ถูกจัดเตรียมไว้โดยตำหนักกลางศิษย์ชั้นใน
และแน่นอนว่าข่าวที่จางหลินได้เข้าสู่หอทักษะยุทธ์ก็ไปถึงหูของโจวเหยาเซียนแล้ว นั่นทำให้โจวเหยาเซียนตระหนักได้ในทันทีว่า จางหลินในตอนนี้เปรียบเสมือนศิษย์สำนักอย่างเป็นทางการ
และมันก็ไม่รอช้าที่จะเคลื่อนไหวด้วยวิธีการของมันในทันที...