ตอนที่ 66 บ้านหลังใหม่
ฟู่เยี่ยนยังไม่รู้ถึงสถานการณ์ล่าสุดของไป๋โม่เฉินและวันนี้จางเหว่ยก็ได้มาที่บ้านของเธออีกครั้งเพื่อบอกว่าแผนกสูติของโรงพยาบาลได้เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วตอนนี้แค่รอให้หวังซูเหม่ยเดินทางไปที่นั่นเท่านั้นซึ่งจางเหว่ยจะต้องมารับเหล้าในสุดสัปดาห์นี้พอดีดังนั้นเขาจึงตั้งใจที่จะพาหวังซู่เหมยนั่งรถไปพร้อมกับเขาด้วยเลย
ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่เธอก็รู้สึกขอบคุณจางเหว่ยมากสำหรับความรอบคอบของเขาดังนั้นเธอจึงให้ยันต์แคล้วคลาดระดับสูงกับจางเหว่ยไปซึ่งมันสามารถปกป้องเขาจากอันตรายได้ถึงห้าครั้ง
ส่วนจางเหว่ยก็ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขากำลังเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจะขยายธุรกิจยันต์ของฟู่เยี่ยนในเมืองหลวงอย่างไรดีแต่ทว่าวินาทีต่อมา จางเหว่ยก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง
“อะไรนะ ? เราจะไม่ขายยันต์แคล้วคลาดแล้วอย่างนั้นเหรอ? ทำไมกันล่ะ ? ” จางเหว่ยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ขายยันต์แคล้วคลาดต่อเพราะมันเป็นวิธีที่หาเงินได้ง่ายมาก !
“เรายังขายมันเหมือนเดิม แต่แค่จะไม่ขายมันให้กับลูกค้าใหม่เท่านั้นเองเพราะหากทำแบบนั้น มันอาจเป็นการดึงดูดความสนใจมากเกินไปซึ่งพวกเราเองก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองอะไรมากขนาดนั้นเลยไม่ใช่เหรอ ? ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกลอกตาไปมา
“และที่สำคัญ ของที่หายากมักมีราคาเสมอ ยิ่งมีคนต้องการมันมากเท่าไหร่ราคาของมันก็จะแพงตามไปด้วยไม่ใช่หรือไง ? อีกอย่างพี่คิดว่าจะไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้เลยอย่างนั้นเหรอ? ตอนนี้พ่อของพี่ยังมีตำแหน่งใหญ่โตอีกด้วยอย่าทำให้พ่อของพี่ต้องมาเดือดร้อนเพียงเพราะเงินแค่เล็กน้อยแบบนี้เลย……”จางเหว่ยเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนพูดมาถึงตรงนี้เขาก็พอที่จะเข้าใจแล้ว
“เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้วถ้าอย่างนั้นเราเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับต่อไปดีกว่ามิเช่นนั้นหากพวกเราตกเป็นเป้าของคณะกรรมการตรวจสอบ แบบนั้นคงจะลำบากมากแน่ ๆ ! ”จางเหว่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตามคำแนะนำของฟู่เยี่ยนและทิ้งความคิดก่อนหน้านี้ของเขาไป
“ส่วนเรื่องเหล้าก็เช่นกัน ตอนนี้เราไม่ควรขยายตลาดให้ใหญ่จนเกินไปเพราะหากทางหมู่บ้านรู้เรื่องนี้ คงจะเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากดังนั้นต้องควบคุมปริมาณการขายเหล้าด้วยนะ”
“เฮ้อ เป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกัน ? ” จางเหว่ยมีท่าทีที่ดูหดหู่ลงไปเล็กน้อย
“อย่าเพิ่งท้อแท้ไปเลย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพี่จะต้องประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อย่างแน่นอน ! ”ฟู่เยี่ยนตบไปที่ไหล่ของจางเหว่ยเบา ๆพร้อมกับพูดปลอบใจเขาราวกับตนเองเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ทำเอาจางเหว่ยที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกสลดลงไปมากกว่าเดิมนี่เขาดูอ่อนไหวกว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เสียอีกอย่างนั้นหรือ !
เมื่อได้ยินว่าจางเหว่ยกำลังจะไปที่เมืองหลวงพร้อมกับรถขนเหล้าในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเธอจึงต้องการที่จะขอให้เขาสอบถามถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของบ้านในเมืองหลวงของครอบครัวเธอ
แต่หลังจากที่ครุ่นคิดเกี่ยวเรื่องนี้อย่างละเอียดแล้วเธอก็สรุปได้ว่าคงจะเป็นเรื่องยากมากหากเธอได้มันกลับมาในตอนนี้ดังนั้นเธอจึงได้ล้มเลิกความคิดดังกล่าวลงไป
ตอนนี้ใกล้จะถึงวันที่ครอบครัวของฟู่ต้าจวงจะกลับไปแล้วซึ่งพวกเขาจะกลับในอีก 3วันข้างหน้านั่นเอง
เมื่อรู้ว่าวันหยุดของพ่อใกล้จะหมดลงแล้วฟู่เจี๋ยฟ่างก็รู้สึกว่าเขายังไม่อยากกลับ เขายังอยากเล่นกับพี่ ๆ ทุกคนต่อเพราะเขาเป็นลูกคนเดียวของบ้าน ดังนั้นจึงไม่มีเพื่อนเหมือนกับอยู่ที่นี่
เสี่ยวเจี๋ยฟ่างที่รู้ว่าตัวเองต้องกลับก็มีสีหน้าที่เศร้าสร้อยลงไปเป็นอย่างมากแต่ฟู่ต้าหย่งได้ทำของเล่นที่ทำจากไม้ให้กับเขาจึงทำให้เขากลับมามีความสุขอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้นฟู่ต้าอันก็ได้มาทานมื้อเช้าที่บ้านของฟู่ต้าหย่งโดยเขาได้จัดการเรื่องซื้อบ้านเรียบร้อยแล้ว
“บ้านหลังนั้นเป็นของคนที่ทำงานในสำนักงานหมู่บ้านซึ่งตอนนี้เขาจะขายมันเพื่อกลับไปดูแลญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเกิดและผมก็ได้ไปดูบ้านมาแล้วด้วย มันตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับถนนบ้านของโม่ลี่ทั้งยังมีเนื้อที่พอกันกับบ้านตระกูลหลี่อีกด้วย ส่วนเรื่องราคา ทั้งหมดนี้ผมจ่ายไปเพียง1,000 หยวนเท่านั้น”
“ที่นั่นยังมีลานหน้าบ้านที่กว้างใช้ได้เลยทีเดียว พี่ใหญ่เอาไว้พรุ่งนี้ตอนที่พี่ใหญ่ไปส่งพี่รองที่สถานีรถไฟ พี่ช่วยแวะไปดูหน่อยสิ !จะได้ให้เสี่ยวฮั่วไปช่วยดูให้ผมด้วย”
“บอกตามตรงว่าผมยังคงเป็นกังวลเรื่องนี้อยู่หากพรุ่งนี้พี่ใหญ่ช่วยไปดูที่นั่น ผมจะให้เงินค่าเสียเวลากับพี่ใหญ่ด้วยนะ”ตอนนี้ฟู่ต้าอันมีเงิน เขาจึงพูดออกไปตามตรง
“ฉันเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์บ้านหรอกนะ ? ” ฟู่ต้าหย่งเองก็เป็นกังวลเกี่ยวกับขั้นตอนพวกนั้นเช่นกัน
ในตอนนี้บ้านพร้อมที่ดินแปลงนี้ยังไม่ได้มีการประกาศขายดังนั้นบ้านหลังนี้ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลอยู่
“เขายังพอจะมีเส้นสายในหมู่บ้านอยู่บ้างซึ่งเขาได้บอกกับผมว่าหลังจากที่เราตกลงกันแล้วเขาจะไปที่สำนักงานจัดการที่ดินของหมู่บ้าน เพื่อโอนกรรมสิทธิ์บ้านเป็นชื่อของผมว่าแต่เสี่ยวฮั่วเรื่องที่อาฝากให้เธอเอาทองคำแท่งไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินเป็นยังไงบ้าง ? ”
จางเหว่ยรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้แล้ววันก่อนฟู่เยี่ยนได้บอกกับเขาไปว่าเธอต้องการนำทองคำแท่งไปแลกเงินซึ่งจางเหว่ยเองที่คุ้นเคยกับตลาดมืดเป็นอย่างดีได้รับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้กับเธอ
และจางเหว่ยก็นำเงินที่ได้จากการแลกทองคำแท่งมาให้ฟู่เยี่ยนตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วซึ่งทองคำแท่ง 1แท่งนั้นสามารถแลกเป็นเงินได้ถึง 2,620 หยวน
ฟู่ต้าอันที่เห็นเช่นนั้นก็ได้รับเงินมาอย่างมีความสุขตอนนี้เขามีเงินพอที่จะซื้อบ้านได้โดยไม่ต้องหยิบยืมเงินใครแล้ว
ส่วนฟู่ต้าจวงเองก็ได้แลกด้วยเช่นกันซึ่งเขาได้เอาเงินทั้งหมดให้กับฉือหมิ่นเก็บเอาไว้เพื่อที่เธอจะได้นำมันไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเธอโดยปกติฟู่ต้าจวงมักจะส่งเงินให้กับครอบครัวสหายของเขาอยู่เสมอดังนั้นเงินเดือนในแต่ละเดือนของเขาจึงแทบจะไม่เหลือเลย
ทางด้านฟู่เยี่ยนเธอรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติได้อย่างชัดเจนบางทีบ้านหลังนั้นอาจจะมีวิญญาณร้ายอยู่ก็เป็นได้จึงทำให้เจ้าของบ้านยอมขายมันในราคาถูกขนาดนี้
แน่นอน เช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่ฟู่เยี่ยนเข้าไปในลานบ้าน เธอก็ได้รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติจริง ๆแม้ว่าขนาดและตำแหน่งของบ้านจะดีก็จริงแต่ทันทีที่เธอเดินเข้ามากลับรู้สึกถึงความอึดอัดและหดหู่เป็นอย่างมาก
ฟู่เยี่ยนจึงได้ลองเดินออกไปจากลานบ้านและวนดูรอบๆ กำแพง ซึ่งเธอก็พบบางอย่างที่มันดูแปลกไปจริง ๆ
ที่ดินผืนนี้ถูกสร้างค่ายกลบางอย่างทับเอาไว้ซึ่งหากอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเลยก็เป็นได้
ฟู่เยี่ยนได้กลับเข้าไปในลานบ้านอีกครั้งซึ่งครั้งนี้เธอได้พบว่าสิ่งที่ผิดปกตินั้นอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง หืม ? สิ่งนั้นถูกฝังอยู่ใต้ต้นไม้ทั้งยังฝังไว้ลึกมากอีกด้วย
จากนั้น เธอก็ได้เดินเข้าไปในตัวบ้านฟู่เยี่ยนก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเจ้าของบ้านหลังนี้ไปทำอะไรให้ใครต้องขุ่นเคืองใจเข้าหรือเปล่า ? ทำไมบ้านหลังนี้ถึงได้เป็นแบบนี้กันล่ะ?
นอกจากนี้ตรงกลางของห้องโถงก็ยังมีกระจกแปดเหลี่ยมที่มีสัญลักษณ์หยินหยางแขวนอยู่ซึ่งกระจกนี้สามารถป้องกันไม่ให้วิญญาณชั่วร้ายเข้ามาที่นี่ได้และยังเป็นการเสริมฮวงจุ้ยอีกด้วย แต่การที่มันถูกแขวนเอาไว้ที่นี่ กลับให้ผลตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงซึ่งการทำแบบนี้เป็นพฤติกรรมที่แปลกมาก
ฟู่เยี่ยนรู้สึกคุ้ยเคยกับออร่านี้มาก ๆซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลี่โม่ลี่ในก่อนหน้านี้มากดูเหมือนว่าคนที่ทำจะเป็นคนเดียวกัน
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบ้านหลังนี้ถึงมีราคาถูก !ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังเจ้าของบ้านอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ดวงตาของเขามีออร่าสีเขียวและสีดำจางๆ ปรากฏขึ้นมา ทั้งยังมีพลังหยินปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายของเขาอีกด้วยที่ผ่านมาหากไม่มีแสงสีทองแห่งศีลธรรมบนร่างกายของเขาที่เลือนรางจนแทบจะมองไม่เห็นแล้วนั้นป่านนี้เขาอาจตายไปแล้วก็ได้
ฟู่ต้าอันเฝ้าดูหลานสาวของเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วซึ่งเธอก็ยังคงเดินวนไปรอบ ๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาจึงทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลขึ้นเล็กน้อย
มีอะไรผิดปกติกับที่นี่หรือเปล่า ?
ตอนนี้เขาอยากจะถามคำถามนี้กับหลานสาวมาก ๆแต่ก็ยากที่จะถามต่อหน้าเจ้าของบ้านแบบนี้ได้
“คุณลุง คุณลุงเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้เหรอคะ ? ” ฟู่เยี่ยนมองไปที่ชายคนนั้นซึ่งเธอต้องการที่จะช่วยเขาจากหายนะครั้งนี้เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่มีแสงสีทองแห่งศีลธรรมนั้นย่อมไม่ใช่คนเลวเหมือนกับบรรพบุรุษของเธอนั่นเอง ซึ่งพวกเขานั้นเป็นคนที่มีศีลธรรมเช่นกัน
“ใช่แล้ว นี่คือพี่จี้ เขาเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้”ฟู่ต้าอันแนะนำชายคนนั้นให้ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งรู้จัก
“ลุงจี้ ตอนนี้สุขภาพของลุงไม่ค่อยดีทั้งยังนอนไม่ค่อยหลับมานานแล้วใช่ไหมคะ ? และที่สำคัญลุงจี้ยังพบเจอกับเรื่องร้ายๆ อยู่บ่อย ๆ ด้วยใช่หรือเปล่า ? ”
“สาวน้อย เธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ? ! ”
เจ้าของบ้านชื่อจี้หงเซิงเมื่อได้ยินคำพูดของฟู่เยี่ยน เขาก็ตกตะลึงทันทีเขาเป็นนักบัญชีในสำนักงานหมู่บ้านซึ่งเหตุผลที่เขาตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ก็คือในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเขามีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักทั้งยังนอนไม่หลับจนส่งผลให้งานของเขาเกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้งอีกด้วย
เดิมทีเขาเองก็ไม่ได้คิดที่จะขายบ้านหลังนี้แต่อย่างใดจนกระทั่งเมื่อเดือนก่อน เขาได้พาลูก ๆ ของเขากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเขาโดนจะพักที่นั่นหนึ่งคืน จึงทำให้ตัวเขาเองได้มีโอกาสนอนหลับอย่างเต็มอิ่มซึ่งมันรู้สึกดีมาก ๆ
แต่หลังจากที่เขากลับมาเขาก็กลับมานอนไม่หลับอีกครั้ง และเรื่องนี้ยังเกิดขึ้นกับภรรยาของเขาอีกด้วย
เมื่อเขานำเรื่องนี้ไปปรึกษาคนอื่นลูกพี่ลูกน้องของเขาจึงได้แนะนำอาจารย์ท่านหนึ่งให้เขาได้รู้จักซึ่งอาจารย์ท่านนั้นก็ได้บอกให้เขาแปะยันต์เอาไว้ทั่วบ้านรวมไปถึงกระจกปากว้าชิ้นนั้นที่ถูกแขวนเอาไว้ด้วย
และในคืนนั้นเองเขาก็ได้นอนหลับอย่างสบายแต่ทว่าเมื่อเขาตื่นขึ้นมาในเช้าของวันรุ่งขึ้น จิตใจของเขากลับดูแย่ลงไปกว่าเดิม
ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าบ้านของเขาไม่ได้น่าอยู่เลยดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายมันและตั้งใจเอาไว้ว่าจะกลับไปสร้างบ้านอยู่ที่บ้านเกิดของเขาแทนโชคดีที่บ้านเกิดของเขาคือหมู่บ้านกวงอันซึ่งเป็นหมู่บ้านถัดไปนี้เองการเดินมางมาทำงานของเขาจึงไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะหากปั่นจักรยานก็จะใช้เวลาในการเดินทางเพียง 30 นาทีเท่านั้น
ด้วยความที่กลัวว่าจะขายบ้านไม่ได้ดังนั้นเขาจึงได้ตั้งราคาที่ต่ำเอาไว้ก่อนเพราะเขาอยากจะขายมันให้ได้โดยเร็วที่สุด