Age of war

    ตอนที่ 117 สงครามหน้าลานคริสตัล (1)

    ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย

    ***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]

    "ทุกคนกลับเข้าบ้านเดียวนี้ หยุดบ้ากันได้แล้ว! "

    "ถ้ายังก่อความวุ่นวายไม่เลิก จะถือว่าเป็นการกระทำที่ต่อต้านกฏหมายนะครับ! "

    ข้ากับชายที่ชื่อว่าแอร์บาส์รกำลังกรีดเสียงดังก้องท่ามกลางกระแสชนที่บ้าคลั่ง

    สายตาของข้ามองเห็น มีเพียงแค่เหล่าคนที่วิ่งหนีเพราะไม่อยากสู้ กับคนบ้าที่เข้าไปทำร้ายคนอื่น

    “ปลิวไปซะไอตัวบัดซบ! ”

    “เหวอ!? ”

    วิธีแยกตัวพวกศัตรูนั้นง่ายมาก

    แอร์บาส์รบอกให้ข้ารู้แล้วว่ากลุ่มผู้ศรัทธาจะมีเข็มกลัดติดอยู่ตรงหน้าอก

    เข็มกลัดนั้นมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าสองชิ้นที่กลับหัวมาซ้อนกันเป็นทรงขนมเปียกปูน และมีวงกลมติดด้านบนเหมือนเป็นตัวแทนแขนขาและหัว

    สัญลักษณ์แทนอวัยวะเหล่านั้นจะมีสีดำและมีสีขาวเพียงแค่ช่วงลำตัว ซึ่งตีความได้ถึงเทพไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขาตามความเชื่อของพวกกลุ่มผู้ศรัทธา

    สรุปคือใครที่มีสัญลักษณ์นี้ ก็เท่ากับว่าเป็นศัตรูของพวกข้า

    “ขอบคุณค่ะ! ”

    “ถ้ามีเวลาพูดขอบคุณก็จงไปจากที่นี่เสีย! อีกเดียวที่ลานกว้างแห่งนี้จะกลายเป็นนรกแล้ว! ”

    “ค่ะ! ”

    สตรีและบุรุษเผ่ายักษาน้อยผู้น่าสงสารที่ถูกข้าช่วยชีวิตเริ่มลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งหนีไปจากที่นี่

    แต่ทว่า…

    “แย่แล้วบานา! กลุ่มของพวกผู้ศรัทธากำลังต้อนมาจากทิศตะวันตก ทางใต้เองก็มีพวกเผ่ามนุษย์มด ที่ตะวันออกมีโกเลม ส่วนทิศเหนือมีเผ่ายักษ์ … พวกเขาหนีออกไปกันเองไม่ไหวแน่! ”

    ใช่แล้ว พวกกลุ่มคนที่พวกข้าช่วยเอาไว้นั้น ไม่อาจหนีไปจากที่นี่ได้

    กลุ่มคนที่อยากหนีและไม่อยากต่อสู้นั้น หากดูด้วยสายตาแล้วคงมีมากกว่าสามหมื่นคน

    แต่กลุ่มที่ก่อความวุ่นวายซึ่งกำลังบีบเข้ามาจากทุกทิศเพื่อไปลุยตรงโดมคริสตัล ณ จุดศูนย์กลางของเมืองนั้น มีเป็นจำนวนมาก มากจนยาวเลยไปไกลกว่าระยะสายตาที่พวกเราจะมองเห็นได้

    “เดียวข้าจัดการเปิดทางให้เอง คิดว่าทิศไหนปลอดภัยที่สุด”

    “ทิศตะวันออกที่เป็นเขตอาศัยของเผ่าภูติครับ ผมดูแล้วพวกเผ่าภูติแสงไม่ได้โจมตีใส่ใครเลยนอกจากปกป้องตัวเองกัน พวกเขาคงไว้ใจได้”

    “ดี งั้นไปทางนั้นกัน พวกเจ้า! ถ้าไม่อยากตายก็ตามข้ามาซะ! ”

    ความจริงข้าอยากบุกต่อไปที่ใจกลางของเมือง แต่เวลานี้การช่วยเหลือผู้คนนั้นสำคัญกว่า

    กลุ่มคนที่อยากหนีไปจากความวุ่นวายนั้น เรียกได้ว่ามีครบทุกเผ่า… ไม่สิ ยังขาดเผ่าตัวเขี้ยวกับเผ่าปักษาอยู่

    แต่ไม่แปลก เพราะว่าเผ่าปักษานั้นตายจนหมดเหลือแค่เปอร์ไซด์ ส่วนเผ่าตัวเขี้ยวของเจ้าสเลบนั้น ข้าเห็นพวกมันดำดินหนีไปรวมตัวกันที่ทิศใต้แล้ว

    แต่เนื่องจากพวกมันมุดดินแล้วกลบดินกลับ พวกเราเลยใช้เส้นทางนั้นหนีตามพวกมันไปไม่ได้

    เป็นเผ่าที่ใจแคบชะมัด

    “ท่านขุนนางบานา พวกเราจะช่วยท่านด้วยครับ! ”

    “ขอบคุณมาก! ”

    ระหว่างที่ช่วยชีวิตผู้คนแบบไม่เลือกเผ่าพันธุ์นั้น ข้าก็ได้พบเข้ากับลูกน้องของตัวเองเข้าโดยบังเอิญ

    พวกเขาทุกคนต่างกำลังดูสับสนว่าควรไปเข้าร่วมกับกลุ่มที่กำลังบุกโจมตีโดมคริสตัลของขุนนางอเมริคานาดีหรือไม่

    แต่พอพบข้า พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะช่วยเหลือข้าไปพร้อมกับการหลบหนีออกจากความวุ่นวายแห่งนี้กัน

    “หน่วยยักษาแห่งปฐพี จงตามข้าพเจ้ามา! ”

    ขบวนแถวกลุ่มคนที่อยากจะเผ่นหนีได้กลายเป็นขบวนทัพรูปลิ่ม โดยมีข้ากับลูกน้องของข้าเป็นคนยืนอยู่แถวหน้าและขนาบข้างกองทัพเอาไว้

    ส่วนด้านหลังนั้นได้ปล่อยให้แอร์บาส์รเป็นคนดูแลไป

    "พวกเราจะช่วยด้วย กิว! "

    “ใช่ ๆ ออง”

    "เลือดร้อนไม่เลว ระวังถูกพวกข้าเหยียบละเจ้าพวกตัวจิ๋ว! "

    ช่วงแถวถัดไปด้านหลัง จะเป็นคนจากเผ่ายักษาน้อย กับเผ่าตัวจิ๋วที่มีใจอยากจะต่อสู้

    ส่วนที่รวมกระจุกช่วงศูนย์กลางนั้น จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่อยากต่อสู้หรือสู้ไม่เป็น

    พวกเรานำสิ่งที่เก็บได้จากรอบตัวมาเป็นอาวุธ

    เก้าอี้ เสาไฟฟ้า รั้วเหล็ก หรือแม้แต่อาวุธคำรามจากศพของเหล่านักรบที่ตายลง

    ส่วนข้านั้น ได้เลือกเอาเสาไฟฟ้าที่ยาวสิบเมตรมาใช้เป็นอาวุธ

    จัดการหักมันด้วยพละกำลังแขน แล้วนำลูกกรงเหล็กมาดัดงอพันตรงปลายเพื่อให้คล้ายกับตรีศูล

    "ใครขวางข้าตาย! "

    ว่าแล้วข้าก็เริ่มบุกทะลวงไปทิศตะวันออก

    "พบศัตรูตรงหน้า! อสูร… มีอสูรดินเป็นจำนวนมากเลยครับ! "

    "จงอย่าได้กลัวไป คิดว่าตอนนี้เจ้ามากับใคร? ข้า ยักษาแห่งปฐพีบานาจะตีฝ่าวงล้อมให้พวกเจ้าเอง! "



    บานาวิ่งตรงเข้าสู่กองทัพโกเลมของลิลลี่ด้วยตรีศูลทำมือประดุจกระทิงคลั่ง

    เสียงคำรามศึกดังกังวาลอย่างห้าวหาญ พร้อมกับอาวุธสังหารที่ถูกยื่นตรงออกไป

    ส่วนฝ่ายโกเลมนั้น พวกมันได้รับคำสั่งมาสองอย่าง

    นั่นคือ 'จงสังหารคนที่ขวางทาง' และ'บุกทำลายคริสตัลของเผ่าอื่น'

    บานาที่แสดงตัวเป็นศัตรูจึงเริ่มตกเป็นเป้าหมายของมัน

    "ย๊าก! "

    ปลายตรีศูลยาวหกเมตรของบานาได้ถูกทิ่มแทงลงไปตรงหน้าอกของโกเลมดินที่อยู่แถวหน้าสุด

    เป้าหมายคือแกนของโกเลมตรงแถวผิวอวบ ๆ ของพวกมัน

    ผิวดินที่เป็นเลือดเนื้อของโกเลมเริ่มแตกระแหง แท่งโลหะได้แทงทะลุ หากมองดูแล้วคงคิดว่าโกเลมตัวนั้นได้สิ้นชีพแทบจะในทันที

    แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่อย่างที่เขาคิด

    "ไม่โดนแกนหรือ!? "

    โกเลมแฮมสเตอร์ตัวนั้นยังคงขยับได้อยู่

    โกเลมแฮมสเตอร์พวกนี้ไม่ได้เหมือนกับโกเลมรุ่นก่อน

    พวกมันสามารถเรียนรู้ได้จากความตายของเพื่อนมัน

    พวกมันทราบแล้วว่ามีเพื่อนของมันตายจากการถูกเล็งทำลายไปที่แกนกลาง

    ดังนั้นพวกมันจึงย้ายตำแหน่งแกนกลางด้วยความตั้งใจของมันเอง

    "หน่อย--- ดึงไม่ออก!? "

    ซ้ำร้ายยังดูเหมือนว่าอาวุธของบานาจะไปติดอยู่ในร่างของมันแล้ว

    " [เริ่มกระบวนการหลอม-แฮม] "

    อาวุธของบานาที่สร้างจากเสาไฟฟ้าเริ่มถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างกายของโกเลมแฮมสเตอร์

    ปากแผลสีนำตาลเริ่มกลายเป็นสีเทาโลหะผสม

    รูกว้างตรงหน้าอกเริ่มสมานเข้าด้วยกันด้วยวัสดุที่เป็นอาวุธของบานาเอง

    "ชิ! "

    บานารีบใช้ศอกหักครึ่งอาวุธของตัวเองจนกลายเป็นพลองเหล็กยาวสองเมตร

    "โจมตี! "

    บานารีบดึงตัวเองกลับมาจากแนวหน้า

    กระสุนสังหารกับพลังสายฟ้าและวายุของภูติได้ถูกยิงออกไปจากจากแนวหลัง

    การโจมตีนัั้นถาโถมใส่พวกโกเลมที่ขวางเส้นทางในถนนทิศตะวันออกอย่างรุนแรง

    [แฮม?]

    พวกโกเลมในแนวหน้าต่างถูกกระสุนซัดกระหน่ำใส่อย่างรุนแรงจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    มีทั้งตัวที่โชคร้ายถูกยิงทำลายแกนไป และตัวที่โชคดีซึ่งยังไม่ถูกทำลาย

    "ดีละ ยิงกระหน่ำใส่แบบนั้นแล้วเคลื่อนทัพตีฝ่าออกไป! "

    บานาชูไม้พลองขึ้นสูงพร้อมกับกำกับการยิงของลูกน้องตัวเอง

    ถ้ารักษาการโจมตีนี้ได้อย่างต่อเนื่อง เขาก็น่าจะฝ่าออกจากลานกว้างที่บ้าคลั่งนี้ได้

    แต่พวกเขาคิดผิด

    "พวกอสูรดินมันเปลี่ยนร่างอีกแล้ว! "

    เมื่อรับรู้ว่ากระสุนปืนตรงหน้าสามารถทำร้ายพวกมันได้ พวกมันจึงวิเคราะห์แล้วดัดแปลงตัวเองเพื่อรับมือมัน

    โกเลมแฮมสเตอร์ได้กลายเป็นโกเลมรูปร่างงูขนาดสองเมตรที่เพรียวบางและรวดเร็ว

    พวกมันเลื้อยไปตามพื้น มุ่งตรงไปทางพวกบานาที่อยู่ห่างออกไปเพียงหกเมตรตรงหน้า

    “ยิงไม่โดนเลยครับ พวกมันไวมาก! ”

    “แถมเป้ายังเล็กด้วย! ”

    “เตรียมรับมือต่อสู้ระยะประชิด! ”

    บานากรีดเสียงดังพร้อมกับเหวี่ยงไม้พลองออกไป

    แต่ไม้พลองนั้นได้ถูกโกเลมอสรพิษจับเอาไว้ ก่อนจะหลอมมันกลืนลงไปในร่าง

    “หน่อย! ”

    บานาปล่อยมือออกจากอาวุธแล้วเริ่มใช้หมัดเปล่าชกใส่ไปที่ใบหน้าของมัน

    อสรพิษโกเลมเปิดปากออกกว้าง แล้วฝังเขี้ยวลงไปในหมัดของบานา

    เลือดสีดำได้ไหลทะลักออกมาจากกำปั้นของเขาเป็นทางยาว

    แต่บานาไม่สนความเจ็บปวดนั้น ไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับมือของเขา

    เขายังคงออกแรงเหวี่ยงกำปั้นออกไปเต็มแรงโดยไม่สนใจว่ามือของเขาจะพังทลายลง

    หมัดที่รุนแรงอย่างซื่อตรงของบานาได้ป่นศรีษะของโกเลมตรงหน้าจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    ถึงโกเลมตัวนี้จะมีส่วนผสมของโลหะผสม แต่ก็ไม่อาจแข็งแรงพอรับหมัดของบานาได้

    “ย๊าก! ”

    บานารู้ว่าโกเลมตรงหน้าของเขายังไม่ตายโดยสัญชาตญาณนักสู้

    เลือดในกายของเขาเดือดพล่านไปพร้อมกับพละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นเพราะฮอร์โมนของเขา

    มือทั้งสองของบานาได้พุ่งเข้าไปรวบหางของมัน แล้วเริ่มจับเหวี่ยงไปรอบตัวราวกับแส้ขนาดใหญ่

    “จงปลิวไปซะ! ”

    บานาโยนมันขึ้นท้องฟ้าออกไปไกล ปลิวไปจนถึงอีกฟากของลานกว้างแห่งนี้

    “แกคือรายถัดไป! ”

    บานาบุกต่อไปโดยไม่หยุดพัก

    เขาวิ่งกระโจนตัวเองเข้าไปในดงของโกเลมตรงหน้า

    ถึงผิวกายสีแดงเลือดหมูที่แข็งแกร่งของเขาจะถูกโกเลมอสรพิษกัดจนเลือดท่วมไปทั้งร่าง แต่เขามิได้หวั่นเกรงแม้แต่นิดเดียว

    แผลแค่นี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา

    เขาทั้งกระทืบ ออกหมัด และใช้มือทั้งสองจับพวกมันโยนขึ้นท้องฟ้าส่งไปที่แต่ละทิศมุมของลานกว้างแห่งนี้

    หากว่าไม่สามารถทำลายมันได้ งั้นขอจัดการส่งพวกมันไปให้พ้นเส้นทางเสีย

    นั่นคือสิ่งที่เขาคิด

    และมันได้ผล

    เส้นทางตรงหน้าบานาเริ่มเปิดออกเป็นช่องกว้างราวห้าเมตรแล้ว

    ช่องว่างเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้เหล่าลูกน้องของบานาเริ่มฮึกเฮิม

    เสียงโฮ่ร้องอย่างมีชัยของเผ่ายักษาทำให้เผ่าอื่นที่คอยสนับสนุนจากแนวหลังเริ่มมีใจต่อสู้เพิ่มขึ้น

    ถึงอาวุธในมือจะเป็นปืนส่วนน้อย และใช้ไม้กวาดหรือเก้าอี้กับพลังของภูติที่ไร้ลูกแก้วคริสตัลภูติเป็นอาวุธเสียส่วนมาก แต่กำลังใจของพวกเขากลับเทียบเท่าหน่วยทหารผ่านศึกที่โชกโชน

    ร่างอันใหญ่โตกว่าสามเมตร เส้นผมสีส้มดุจเปลวเพลิง และผิวกายสีเลือดหมูที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของบานา มันทำให้พวกเขารู้สึกราวกับกำลังถูกปกป้องโดยขุนเขาที่ไม่อาจพังทลายลงมาได้

    “ยังจะเปลี่ยนร่างอีกหรือ!? ”

    แต่พวกโกเลมของเผ่าภูติยังไม่ยอมแพ้

    พวกมันได้เรียนรู้แล้วว่ารูปร่างอสรพิษมิอาจต่อกรกับศัตรูตรงหน้าได้ดีพอ

    รูปร่างแฮมสเตอร์เองก็เป็นเป้ายิงที่ใหญ่เกินไป

    แต่พวกมันต้องการร่างที่ใหญ่โตพอจะต่อกรณ์กับเผ่ายักษาตรงหน้าได้ และว่องไวพอที่จะหลบการโจมตีระยะไกลเหล่านั้นได้

    ดังนั้นคำตอบของมันจึงลงไปที่การเปลี่ยนเป็นร่างนี้

    โกเลมเก้าตัวเลื้อยเข้ามารวมร่างกันเป็นหนึ่งเดียว

    แกนทั้งเก้าได้เริ่มประสานงานกันเพื่อควบคุมร่างใหม่ของมัน

    ร่างของโกเลมอสรพิษที่มีเก้าหัวนั้นช่างคล้ายกับไฮดร้าในตำนานของเผ่ามนุษย์

    ร่างกายของมันใหญ่โตและยาวถึงสิบแปดเมตร

    หัวทั้งเก้าของมันมีขากรรไกรที่กว้างพอจะกลืนกินบานาได้ทั้งตัว

    เขี้ยวของมันยาวกว่าหนึ่งเมตร และยังมีผิวเป็นโลหะมันเงาสะท้อนแสงเป็นสีดำส่องประกายอันแข็งแกร่ง

    การเรียงตัวของผิวเกล็ดโลหะที่งดงามนั้น สามารถป้องกันได้แม้แต่ลูกปืนของเผ่ามนุษย์

    ถ้าจะทำลายมันคงต้องการกระสุนขนาดใหญ่กว่าที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบัน

    โลหะเหล่านั้นเกิดจากการดูดกลืนสิ่งก่อสร้างโดยรอบลานกว้างแห่งนี้เข้าไปเป็นเลือดเนื้อของมันเอง

    นี่คือความน่ากลัวของโกเลมภูติที่เอสเทอพัฒนาขึ้นมา

    ความสามารถในการเรียนรู้ที่เธอพยายามเลียนแบบมาจากระบบ AI ของยะมะโตะ

    ถ้าเธอรู้ว่าในอนาคตมันจะกลับมาย้อนศรทำลายพวกเธอเอง เธอคงไม่พัฒนามันให้ออกมาเป็นแบบนี้แน่นอน

    “ให้ตายสิ…”

    การปรากฏตัวของโกเลมไฮดร้านั้น ได้ลดกำลังใจของฝ่ายบานาจนแทบสิ้น

    พวกบานานั้นแทบจะไม่มีอาวุธ ชุดเกราะนักรบเองก็ไม่มี เรียกได้ว่าเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านธรรมดายังได้

    แล้วนี่ต้องมาเผชิญกับอสูรกายน่ากลัวที่มีจำนวนร่วมหลายหมื่นตัวตรงหน้า

    “...ตามข้ามา! ”

    ดังนั้นบานาจึงเลือกที่จะหันหลังหนี

    ถึงเขาจะสมองกล้าม แต่ไม่ใช่คนโง่ที่จะวิ่งเข้าหาความตาย

    “จะไปไหนหรือกิว? ”

    “ไปตรงนั้น! ”

    ทิศที่บานาวิ่งไปคือทิศใต้ที่อยู่ใกล้กับพวกเขามากที่สุด

    “พวกเราจะลากมันไปหากองทัพของพวกตัวเขี้ยวกัน! ”

    จากสายตาของบานา เขามองว่าตอนนี้กองทัพที่มีอาวุธครบมือและเตรียมความพร้อมจะออกรบมากที่สุด ไม่ใช่เผ่ามนุษย์ ไม่ใช่เผ่ายักษา ไม่ใช่เผ่าภูติ แต่เป็นเผ่าอาร์โธร์โพดา

    เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงคิดแบบนั้น แต่เขารู้สึกเช่นนั้น

    เพียงทว่าสนามรบมักไม่เป็นตามแผนการที่คนเรามักคิดหรืออยากให้เป็นกัน

    สนามรบคือสิ่งที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

    “ท่านบานา ข้างบน! ”

    “พระอาทิตย์!? อะไร--- เหวอ! ”

    ในตอนที่บานาแหงนมองท้องฟ้า โลกทั้งใบของเขาก็พลิกคว่ำ

    เขาลื่นหกล้มอย่างน่าอับอาย

    แต่ไม่ใช่เขาคนเดียว

    คนทั้งกองทัพของเขาต่างลื่นหกล้มอย่างน่าอนาจไปตาม ๆ กัน

    “ทำไมถึงมีแอ่งน้ำแข็งตรงนี้ได้! ”

    นั่นเป็นเพราะว่าพริบตาที่พวกเขากำลังหันหลังวิ่งหนี ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็กลายเป็นแอ่งน้ำแข็งแผ่นบางไปแล้ว

    พื้นหินได้กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งผืนบาง บนท้องฟ้ามีพระอาทิตย์กำลังร่วงหล่นใส่พวกเขา

    สิ่งผิดธรรมชาติเหล่านี้ คงไม่ใช่ฝีมือใครอื่นนอกจาก---

    “ฝีมืออาคมของพวกเผ่าตัวจิ๋วอย่างงั้นหรือ!? ”

    “ฉลาดไม่เบา แต่ตายซะเถอะดิก”

    “ถ้าตัดสินใจไม่ขวางพวกโกเลม คงไม่ต้องตายแล้วพวย”

    “นิน นิน นิน~”

    ท่ามกลางดวงอาทิตย์สีแดงที่ตกใส่พื้นดินบริเวณนั้น มีเงาของเผ่าภูติบินอยู่บนท้องฟ้าอยู่สิบเอ็ดคน

    คนหนึ่งนั้นเปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน ผมสีเงินยาว ผิวขาวผ่อง ปีกสองคู่ที่งอกจากกลางหลัง มีดวงตากลมโตงดงาม ผู้นำของเผ่าภูติ ประธานาธิบดีลิลลี่

    ส่วนอีกสิบคนนั้นสวมชุดนินจาสีดำทั้งตัวจนไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นใคร

    แต่ฟังจากวิธีการพูดจาแล้ว คงไม่พ้นเป็นมหาวารี [จัสเซียร์] กับเปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก] หน่วยลับพิเศษของลิลลี่

    น้ำแข็งที่พื้นดินคงเป็นฝีมือของมหาวารี [จัสเซียร์] ส่วนพระอาทิตย์ที่กำลังร่วงใส่พวกบานาคงเป็นฝีมือของเปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก]

    ไม่ว่าจะมองยังไง ต่างก็คิดได้แค่ว่ากำลังถูกรุกฆาต

    แต่กลุ่มของบานานั้นไม่ได้ประกอบขึ้นจากเผ่าของเขาเพียงเผ่าเดียว

    “บาเรียภูติวายุเต็มกำลัง กิว! ”

    “บาเรียภูติสายฟ้าเต็มกำลัง ออง! ”

    สองสตรีระดับผู้นำทัพของเผ่าภูติเองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

    ประกายสายฟ้า [โรส] สตรีผมสีทองฟูฟ่อง นัยตาสีทอง ภูติผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สายฟ้า

    วายุกระหน่ำ [ดิไลออน] สตรีผมสีขาวทรงแอร์โฟร์ นัยตาสีขาว ภูติผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้พลังวายุ

    สาเหตุที่เธอมาอยู่ที่นี่นั้นไม่แปลก เพราะคนระดับสูงจากทุกเผ่าต่างถูกเรียกมารวมตัวกันที่ศาลในวันนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

    แต่พวกเธอเองก็เหมือนกับบานา คือไม่ได้คิดว่าจะเกิดสงคราม เลยไม่ได้พกเอาอาวุธหรือสวมเกราะภูติมาด้วย

    ดังนั้นพลังบาเรียภูติจากเพียงสองคนนี้จึงไม่อาจรับมือดวงอาทิตย์ของภูติแห่งไฟที่ถูกเสริมพลังด้วยลูกแก้วคริสตัลภูติได้

    “พวกเราจะช่วยด้วย อิง~”

    “ช่วยกัน ช่วยกัน มูว~”

    เหล่าภูติที่ไม่อยากก่อสงครามในกลุ่มบานาต่างเริ่มใช้พลังของตนเอง

    ถึงจะหวาดกลัว แต่พอมีคนเริ่มลงมือปกป้อง พวกเขาก็พร้อมที่จะสามัคคีใช้พลังอย่างไม่ลังเล

    ปีกของภูตินับพันคนเริ่มเรื่องแสงสว่างจนเกิดเป็นบาเรียภูติที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นตรงหน้าพวกเขา

    พระอาทิตย์กับบาเรียภูติได้ปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อนจะแตกสลายสมบูรณ์หายไปกับอากาศทั้งสองฝ่าย

    และเกิดเป็นความเงียบสงบในเวลาต่อมา

    “ทำไมถึงเข้ามาขวางกันยัน? พวกเราไม่ได้เล็งไปที่พวกเธอเสียหน่อยยัน? ”

    ประธานาธิบดีลิลลี่ที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้ถามด้วยน้ำเสียงอันเหยียดหยาม

    แววตาของเธอนั้นไร้ซึ่งแสงสว่าง ราวกับว่าปลงตกทุกอย่างและอยากทำลายทุกสิ่งให้สิ้นไปจากโลกใบนี้

    “พวกเราต่างหากที่อยากถามกิว! ทำไมถึงโจมตีใส่พวกเขากันละกิว? พวกเรากำลังหาทางหนีออกไปจากที่นี่อยู่นะกิว! ”

    “ใช่! อีกอย่างนะพวกโกเลมมันบ้าไปแล้วออง! สั่งอะไรมันไม่รับฟังเลยออง! ตอนนี้พวกเราต้องรีบหนีแล้วไปตามหาเอสเทอเพื่อหาทาง---”

    “ฉันเองแหละที่สั่งการให้มันอาละวาดยัน”

    “!? ”

    คำพูดของผู้นำพวกเธอนั้น ทำให้เผ่าภูติต่างกลืนน้ำลายพร้อมกัน

    “ทำไม…”

    “เพื่อจบสงครามนี้ ถ้าพวกเธอยังสำนึกในฐานะของเผ่าภูติ ก็จงอย่าขวางแล้วมาร่วมมือถล่มคริสตัลซะ วันนี้จะเป็นวันจบสงคราม เป็นวันปิดเกมส์บ้า ๆ นี้ ฉันได้ตัดสินใจแล้วยัน”

    ลิลลี่ไม่ยอมพูดความจริงออกไปทั้งหมด

    ว่าทุกสิ่งที่เธอทำลงไปนั้น มันเกิดจากความเศร้าของหัวใจที่แตกสลายมา

    เนื่องจากเผ่าภูติจับความรู้สึกที่แปลกประหลาดนั้นได้จากน้ำเสียง จึงทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่าควรจะเชื่อคำสั่งของผู้นำคนนี้ต่อไปอีกหรือไม่

    เพราะว่าคำสั่งของลิลลี่นั้นได้ทำร้ายพวกเดียวกันไปแล้ว

    ดังนั้นดิไลออนกับโรสจึงไม่ลังเลที่จะตอบกลับไปว่า

    “เรื่องสิกิว! ลิลลี่ เธอหมดอำนาจและความน่าเชื่อถือแล้ว พวกเรา ตอนนี้คิดแต่หาทางหนีไปจากที่นี่กันก่อนเถอะกิว! ”

    “ใช่ ๆ ออง! เจ้ายักษาผมส้ม รีบทำตามแผนต่อเลย เดียวพวกฉันจะรับมือกับยัยและพวกประหลาดบนท้องฟ้าเองออง! ”

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน