ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย
***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]
"ทุกคนกลับเข้าบ้านเดียวนี้ หยุดบ้ากันได้แล้ว! "
"ถ้ายังก่อความวุ่นวายไม่เลิก จะถือว่าเป็นการกระทำที่ต่อต้านกฏหมายนะครับ! "
ข้ากับชายที่ชื่อว่าแอร์บาส์รกำลังกรีดเสียงดังก้องท่ามกลางกระแสชนที่บ้าคลั่ง
สายตาของข้ามองเห็น มีเพียงแค่เหล่าคนที่วิ่งหนีเพราะไม่อยากสู้ กับคนบ้าที่เข้าไปทำร้ายคนอื่น
“ปลิวไปซะไอตัวบัดซบ! ”
“เหวอ!? ”
วิธีแยกตัวพวกศัตรูนั้นง่ายมาก
แอร์บาส์รบอกให้ข้ารู้แล้วว่ากลุ่มผู้ศรัทธาจะมีเข็มกลัดติดอยู่ตรงหน้าอก
เข็มกลัดนั้นมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าสองชิ้นที่กลับหัวมาซ้อนกันเป็นทรงขนมเปียกปูน และมีวงกลมติดด้านบนเหมือนเป็นตัวแทนแขนขาและหัว
สัญลักษณ์แทนอวัยวะเหล่านั้นจะมีสีดำและมีสีขาวเพียงแค่ช่วงลำตัว ซึ่งตีความได้ถึงเทพไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขาตามความเชื่อของพวกกลุ่มผู้ศรัทธา
สรุปคือใครที่มีสัญลักษณ์นี้ ก็เท่ากับว่าเป็นศัตรูของพวกข้า
“ขอบคุณค่ะ! ”
“ถ้ามีเวลาพูดขอบคุณก็จงไปจากที่นี่เสีย! อีกเดียวที่ลานกว้างแห่งนี้จะกลายเป็นนรกแล้ว! ”
“ค่ะ! ”
สตรีและบุรุษเผ่ายักษาน้อยผู้น่าสงสารที่ถูกข้าช่วยชีวิตเริ่มลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งหนีไปจากที่นี่
แต่ทว่า…
“แย่แล้วบานา! กลุ่มของพวกผู้ศรัทธากำลังต้อนมาจากทิศตะวันตก ทางใต้เองก็มีพวกเผ่ามนุษย์มด ที่ตะวันออกมีโกเลม ส่วนทิศเหนือมีเผ่ายักษ์ … พวกเขาหนีออกไปกันเองไม่ไหวแน่! ”
ใช่แล้ว พวกกลุ่มคนที่พวกข้าช่วยเอาไว้นั้น ไม่อาจหนีไปจากที่นี่ได้
กลุ่มคนที่อยากหนีและไม่อยากต่อสู้นั้น หากดูด้วยสายตาแล้วคงมีมากกว่าสามหมื่นคน
แต่กลุ่มที่ก่อความวุ่นวายซึ่งกำลังบีบเข้ามาจากทุกทิศเพื่อไปลุยตรงโดมคริสตัล ณ จุดศูนย์กลางของเมืองนั้น มีเป็นจำนวนมาก มากจนยาวเลยไปไกลกว่าระยะสายตาที่พวกเราจะมองเห็นได้
“เดียวข้าจัดการเปิดทางให้เอง คิดว่าทิศไหนปลอดภัยที่สุด”
“ทิศตะวันออกที่เป็นเขตอาศัยของเผ่าภูติครับ ผมดูแล้วพวกเผ่าภูติแสงไม่ได้โจมตีใส่ใครเลยนอกจากปกป้องตัวเองกัน พวกเขาคงไว้ใจได้”
“ดี งั้นไปทางนั้นกัน พวกเจ้า! ถ้าไม่อยากตายก็ตามข้ามาซะ! ”
ความจริงข้าอยากบุกต่อไปที่ใจกลางของเมือง แต่เวลานี้การช่วยเหลือผู้คนนั้นสำคัญกว่า
กลุ่มคนที่อยากหนีไปจากความวุ่นวายนั้น เรียกได้ว่ามีครบทุกเผ่า… ไม่สิ ยังขาดเผ่าตัวเขี้ยวกับเผ่าปักษาอยู่
แต่ไม่แปลก เพราะว่าเผ่าปักษานั้นตายจนหมดเหลือแค่เปอร์ไซด์ ส่วนเผ่าตัวเขี้ยวของเจ้าสเลบนั้น ข้าเห็นพวกมันดำดินหนีไปรวมตัวกันที่ทิศใต้แล้ว
แต่เนื่องจากพวกมันมุดดินแล้วกลบดินกลับ พวกเราเลยใช้เส้นทางนั้นหนีตามพวกมันไปไม่ได้
เป็นเผ่าที่ใจแคบชะมัด
“ท่านขุนนางบานา พวกเราจะช่วยท่านด้วยครับ! ”
“ขอบคุณมาก! ”
ระหว่างที่ช่วยชีวิตผู้คนแบบไม่เลือกเผ่าพันธุ์นั้น ข้าก็ได้พบเข้ากับลูกน้องของตัวเองเข้าโดยบังเอิญ
พวกเขาทุกคนต่างกำลังดูสับสนว่าควรไปเข้าร่วมกับกลุ่มที่กำลังบุกโจมตีโดมคริสตัลของขุนนางอเมริคานาดีหรือไม่
แต่พอพบข้า พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะช่วยเหลือข้าไปพร้อมกับการหลบหนีออกจากความวุ่นวายแห่งนี้กัน
“หน่วยยักษาแห่งปฐพี จงตามข้าพเจ้ามา! ”
ขบวนแถวกลุ่มคนที่อยากจะเผ่นหนีได้กลายเป็นขบวนทัพรูปลิ่ม โดยมีข้ากับลูกน้องของข้าเป็นคนยืนอยู่แถวหน้าและขนาบข้างกองทัพเอาไว้
ส่วนด้านหลังนั้นได้ปล่อยให้แอร์บาส์รเป็นคนดูแลไป
"พวกเราจะช่วยด้วย กิว! "
“ใช่ ๆ ออง”
"เลือดร้อนไม่เลว ระวังถูกพวกข้าเหยียบละเจ้าพวกตัวจิ๋ว! "
ช่วงแถวถัดไปด้านหลัง จะเป็นคนจากเผ่ายักษาน้อย กับเผ่าตัวจิ๋วที่มีใจอยากจะต่อสู้
ส่วนที่รวมกระจุกช่วงศูนย์กลางนั้น จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่อยากต่อสู้หรือสู้ไม่เป็น
พวกเรานำสิ่งที่เก็บได้จากรอบตัวมาเป็นอาวุธ
เก้าอี้ เสาไฟฟ้า รั้วเหล็ก หรือแม้แต่อาวุธคำรามจากศพของเหล่านักรบที่ตายลง
ส่วนข้านั้น ได้เลือกเอาเสาไฟฟ้าที่ยาวสิบเมตรมาใช้เป็นอาวุธ
จัดการหักมันด้วยพละกำลังแขน แล้วนำลูกกรงเหล็กมาดัดงอพันตรงปลายเพื่อให้คล้ายกับตรีศูล
"ใครขวางข้าตาย! "
ว่าแล้วข้าก็เริ่มบุกทะลวงไปทิศตะวันออก
"พบศัตรูตรงหน้า! อสูร… มีอสูรดินเป็นจำนวนมากเลยครับ! "
"จงอย่าได้กลัวไป คิดว่าตอนนี้เจ้ามากับใคร? ข้า ยักษาแห่งปฐพีบานาจะตีฝ่าวงล้อมให้พวกเจ้าเอง! "
บานาวิ่งตรงเข้าสู่กองทัพโกเลมของลิลลี่ด้วยตรีศูลทำมือประดุจกระทิงคลั่ง
เสียงคำรามศึกดังกังวาลอย่างห้าวหาญ พร้อมกับอาวุธสังหารที่ถูกยื่นตรงออกไป
ส่วนฝ่ายโกเลมนั้น พวกมันได้รับคำสั่งมาสองอย่าง
นั่นคือ 'จงสังหารคนที่ขวางทาง' และ'บุกทำลายคริสตัลของเผ่าอื่น'
บานาที่แสดงตัวเป็นศัตรูจึงเริ่มตกเป็นเป้าหมายของมัน
"ย๊าก! "
ปลายตรีศูลยาวหกเมตรของบานาได้ถูกทิ่มแทงลงไปตรงหน้าอกของโกเลมดินที่อยู่แถวหน้าสุด
เป้าหมายคือแกนของโกเลมตรงแถวผิวอวบ ๆ ของพวกมัน
ผิวดินที่เป็นเลือดเนื้อของโกเลมเริ่มแตกระแหง แท่งโลหะได้แทงทะลุ หากมองดูแล้วคงคิดว่าโกเลมตัวนั้นได้สิ้นชีพแทบจะในทันที
แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่อย่างที่เขาคิด
"ไม่โดนแกนหรือ!? "
โกเลมแฮมสเตอร์ตัวนั้นยังคงขยับได้อยู่
โกเลมแฮมสเตอร์พวกนี้ไม่ได้เหมือนกับโกเลมรุ่นก่อน
พวกมันสามารถเรียนรู้ได้จากความตายของเพื่อนมัน
พวกมันทราบแล้วว่ามีเพื่อนของมันตายจากการถูกเล็งทำลายไปที่แกนกลาง
ดังนั้นพวกมันจึงย้ายตำแหน่งแกนกลางด้วยความตั้งใจของมันเอง
"หน่อย--- ดึงไม่ออก!? "
ซ้ำร้ายยังดูเหมือนว่าอาวุธของบานาจะไปติดอยู่ในร่างของมันแล้ว
" [เริ่มกระบวนการหลอม-แฮม] "
อาวุธของบานาที่สร้างจากเสาไฟฟ้าเริ่มถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างกายของโกเลมแฮมสเตอร์
ปากแผลสีนำตาลเริ่มกลายเป็นสีเทาโลหะผสม
รูกว้างตรงหน้าอกเริ่มสมานเข้าด้วยกันด้วยวัสดุที่เป็นอาวุธของบานาเอง
"ชิ! "
บานารีบใช้ศอกหักครึ่งอาวุธของตัวเองจนกลายเป็นพลองเหล็กยาวสองเมตร
"โจมตี! "
บานารีบดึงตัวเองกลับมาจากแนวหน้า
กระสุนสังหารกับพลังสายฟ้าและวายุของภูติได้ถูกยิงออกไปจากจากแนวหลัง
การโจมตีนัั้นถาโถมใส่พวกโกเลมที่ขวางเส้นทางในถนนทิศตะวันออกอย่างรุนแรง
[แฮม?]
พวกโกเลมในแนวหน้าต่างถูกกระสุนซัดกระหน่ำใส่อย่างรุนแรงจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
มีทั้งตัวที่โชคร้ายถูกยิงทำลายแกนไป และตัวที่โชคดีซึ่งยังไม่ถูกทำลาย
"ดีละ ยิงกระหน่ำใส่แบบนั้นแล้วเคลื่อนทัพตีฝ่าออกไป! "
บานาชูไม้พลองขึ้นสูงพร้อมกับกำกับการยิงของลูกน้องตัวเอง
ถ้ารักษาการโจมตีนี้ได้อย่างต่อเนื่อง เขาก็น่าจะฝ่าออกจากลานกว้างที่บ้าคลั่งนี้ได้
แต่พวกเขาคิดผิด
"พวกอสูรดินมันเปลี่ยนร่างอีกแล้ว! "
เมื่อรับรู้ว่ากระสุนปืนตรงหน้าสามารถทำร้ายพวกมันได้ พวกมันจึงวิเคราะห์แล้วดัดแปลงตัวเองเพื่อรับมือมัน
โกเลมแฮมสเตอร์ได้กลายเป็นโกเลมรูปร่างงูขนาดสองเมตรที่เพรียวบางและรวดเร็ว
พวกมันเลื้อยไปตามพื้น มุ่งตรงไปทางพวกบานาที่อยู่ห่างออกไปเพียงหกเมตรตรงหน้า
“ยิงไม่โดนเลยครับ พวกมันไวมาก! ”
“แถมเป้ายังเล็กด้วย! ”
“เตรียมรับมือต่อสู้ระยะประชิด! ”
บานากรีดเสียงดังพร้อมกับเหวี่ยงไม้พลองออกไป
แต่ไม้พลองนั้นได้ถูกโกเลมอสรพิษจับเอาไว้ ก่อนจะหลอมมันกลืนลงไปในร่าง
“หน่อย! ”
บานาปล่อยมือออกจากอาวุธแล้วเริ่มใช้หมัดเปล่าชกใส่ไปที่ใบหน้าของมัน
อสรพิษโกเลมเปิดปากออกกว้าง แล้วฝังเขี้ยวลงไปในหมัดของบานา
เลือดสีดำได้ไหลทะลักออกมาจากกำปั้นของเขาเป็นทางยาว
แต่บานาไม่สนความเจ็บปวดนั้น ไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับมือของเขา
เขายังคงออกแรงเหวี่ยงกำปั้นออกไปเต็มแรงโดยไม่สนใจว่ามือของเขาจะพังทลายลง
หมัดที่รุนแรงอย่างซื่อตรงของบานาได้ป่นศรีษะของโกเลมตรงหน้าจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ถึงโกเลมตัวนี้จะมีส่วนผสมของโลหะผสม แต่ก็ไม่อาจแข็งแรงพอรับหมัดของบานาได้
“ย๊าก! ”
บานารู้ว่าโกเลมตรงหน้าของเขายังไม่ตายโดยสัญชาตญาณนักสู้
เลือดในกายของเขาเดือดพล่านไปพร้อมกับพละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นเพราะฮอร์โมนของเขา
มือทั้งสองของบานาได้พุ่งเข้าไปรวบหางของมัน แล้วเริ่มจับเหวี่ยงไปรอบตัวราวกับแส้ขนาดใหญ่
“จงปลิวไปซะ! ”
บานาโยนมันขึ้นท้องฟ้าออกไปไกล ปลิวไปจนถึงอีกฟากของลานกว้างแห่งนี้
“แกคือรายถัดไป! ”
บานาบุกต่อไปโดยไม่หยุดพัก
เขาวิ่งกระโจนตัวเองเข้าไปในดงของโกเลมตรงหน้า
ถึงผิวกายสีแดงเลือดหมูที่แข็งแกร่งของเขาจะถูกโกเลมอสรพิษกัดจนเลือดท่วมไปทั้งร่าง แต่เขามิได้หวั่นเกรงแม้แต่นิดเดียว
แผลแค่นี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา
เขาทั้งกระทืบ ออกหมัด และใช้มือทั้งสองจับพวกมันโยนขึ้นท้องฟ้าส่งไปที่แต่ละทิศมุมของลานกว้างแห่งนี้
หากว่าไม่สามารถทำลายมันได้ งั้นขอจัดการส่งพวกมันไปให้พ้นเส้นทางเสีย
นั่นคือสิ่งที่เขาคิด
และมันได้ผล
เส้นทางตรงหน้าบานาเริ่มเปิดออกเป็นช่องกว้างราวห้าเมตรแล้ว
ช่องว่างเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้เหล่าลูกน้องของบานาเริ่มฮึกเฮิม
เสียงโฮ่ร้องอย่างมีชัยของเผ่ายักษาทำให้เผ่าอื่นที่คอยสนับสนุนจากแนวหลังเริ่มมีใจต่อสู้เพิ่มขึ้น
ถึงอาวุธในมือจะเป็นปืนส่วนน้อย และใช้ไม้กวาดหรือเก้าอี้กับพลังของภูติที่ไร้ลูกแก้วคริสตัลภูติเป็นอาวุธเสียส่วนมาก แต่กำลังใจของพวกเขากลับเทียบเท่าหน่วยทหารผ่านศึกที่โชกโชน
ร่างอันใหญ่โตกว่าสามเมตร เส้นผมสีส้มดุจเปลวเพลิง และผิวกายสีเลือดหมูที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของบานา มันทำให้พวกเขารู้สึกราวกับกำลังถูกปกป้องโดยขุนเขาที่ไม่อาจพังทลายลงมาได้
“ยังจะเปลี่ยนร่างอีกหรือ!? ”
แต่พวกโกเลมของเผ่าภูติยังไม่ยอมแพ้
พวกมันได้เรียนรู้แล้วว่ารูปร่างอสรพิษมิอาจต่อกรกับศัตรูตรงหน้าได้ดีพอ
รูปร่างแฮมสเตอร์เองก็เป็นเป้ายิงที่ใหญ่เกินไป
แต่พวกมันต้องการร่างที่ใหญ่โตพอจะต่อกรณ์กับเผ่ายักษาตรงหน้าได้ และว่องไวพอที่จะหลบการโจมตีระยะไกลเหล่านั้นได้
ดังนั้นคำตอบของมันจึงลงไปที่การเปลี่ยนเป็นร่างนี้
โกเลมเก้าตัวเลื้อยเข้ามารวมร่างกันเป็นหนึ่งเดียว
แกนทั้งเก้าได้เริ่มประสานงานกันเพื่อควบคุมร่างใหม่ของมัน
ร่างของโกเลมอสรพิษที่มีเก้าหัวนั้นช่างคล้ายกับไฮดร้าในตำนานของเผ่ามนุษย์
ร่างกายของมันใหญ่โตและยาวถึงสิบแปดเมตร
หัวทั้งเก้าของมันมีขากรรไกรที่กว้างพอจะกลืนกินบานาได้ทั้งตัว
เขี้ยวของมันยาวกว่าหนึ่งเมตร และยังมีผิวเป็นโลหะมันเงาสะท้อนแสงเป็นสีดำส่องประกายอันแข็งแกร่ง
การเรียงตัวของผิวเกล็ดโลหะที่งดงามนั้น สามารถป้องกันได้แม้แต่ลูกปืนของเผ่ามนุษย์
ถ้าจะทำลายมันคงต้องการกระสุนขนาดใหญ่กว่าที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบัน
โลหะเหล่านั้นเกิดจากการดูดกลืนสิ่งก่อสร้างโดยรอบลานกว้างแห่งนี้เข้าไปเป็นเลือดเนื้อของมันเอง
นี่คือความน่ากลัวของโกเลมภูติที่เอสเทอพัฒนาขึ้นมา
ความสามารถในการเรียนรู้ที่เธอพยายามเลียนแบบมาจากระบบ AI ของยะมะโตะ
ถ้าเธอรู้ว่าในอนาคตมันจะกลับมาย้อนศรทำลายพวกเธอเอง เธอคงไม่พัฒนามันให้ออกมาเป็นแบบนี้แน่นอน
“ให้ตายสิ…”
การปรากฏตัวของโกเลมไฮดร้านั้น ได้ลดกำลังใจของฝ่ายบานาจนแทบสิ้น
พวกบานานั้นแทบจะไม่มีอาวุธ ชุดเกราะนักรบเองก็ไม่มี เรียกได้ว่าเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านธรรมดายังได้
แล้วนี่ต้องมาเผชิญกับอสูรกายน่ากลัวที่มีจำนวนร่วมหลายหมื่นตัวตรงหน้า
“...ตามข้ามา! ”
ดังนั้นบานาจึงเลือกที่จะหันหลังหนี
ถึงเขาจะสมองกล้าม แต่ไม่ใช่คนโง่ที่จะวิ่งเข้าหาความตาย
“จะไปไหนหรือกิว? ”
“ไปตรงนั้น! ”
ทิศที่บานาวิ่งไปคือทิศใต้ที่อยู่ใกล้กับพวกเขามากที่สุด
“พวกเราจะลากมันไปหากองทัพของพวกตัวเขี้ยวกัน! ”
จากสายตาของบานา เขามองว่าตอนนี้กองทัพที่มีอาวุธครบมือและเตรียมความพร้อมจะออกรบมากที่สุด ไม่ใช่เผ่ามนุษย์ ไม่ใช่เผ่ายักษา ไม่ใช่เผ่าภูติ แต่เป็นเผ่าอาร์โธร์โพดา
เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงคิดแบบนั้น แต่เขารู้สึกเช่นนั้น
เพียงทว่าสนามรบมักไม่เป็นตามแผนการที่คนเรามักคิดหรืออยากให้เป็นกัน
สนามรบคือสิ่งที่อะไรก็เกิดขึ้นได้
“ท่านบานา ข้างบน! ”
“พระอาทิตย์!? อะไร--- เหวอ! ”
ในตอนที่บานาแหงนมองท้องฟ้า โลกทั้งใบของเขาก็พลิกคว่ำ
เขาลื่นหกล้มอย่างน่าอับอาย
แต่ไม่ใช่เขาคนเดียว
คนทั้งกองทัพของเขาต่างลื่นหกล้มอย่างน่าอนาจไปตาม ๆ กัน
“ทำไมถึงมีแอ่งน้ำแข็งตรงนี้ได้! ”
นั่นเป็นเพราะว่าพริบตาที่พวกเขากำลังหันหลังวิ่งหนี ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็กลายเป็นแอ่งน้ำแข็งแผ่นบางไปแล้ว
พื้นหินได้กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งผืนบาง บนท้องฟ้ามีพระอาทิตย์กำลังร่วงหล่นใส่พวกเขา
สิ่งผิดธรรมชาติเหล่านี้ คงไม่ใช่ฝีมือใครอื่นนอกจาก---
“ฝีมืออาคมของพวกเผ่าตัวจิ๋วอย่างงั้นหรือ!? ”
“ฉลาดไม่เบา แต่ตายซะเถอะดิก”
“ถ้าตัดสินใจไม่ขวางพวกโกเลม คงไม่ต้องตายแล้วพวย”
“นิน นิน นิน~”
ท่ามกลางดวงอาทิตย์สีแดงที่ตกใส่พื้นดินบริเวณนั้น มีเงาของเผ่าภูติบินอยู่บนท้องฟ้าอยู่สิบเอ็ดคน
คนหนึ่งนั้นเปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน ผมสีเงินยาว ผิวขาวผ่อง ปีกสองคู่ที่งอกจากกลางหลัง มีดวงตากลมโตงดงาม ผู้นำของเผ่าภูติ ประธานาธิบดีลิลลี่
ส่วนอีกสิบคนนั้นสวมชุดนินจาสีดำทั้งตัวจนไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นใคร
แต่ฟังจากวิธีการพูดจาแล้ว คงไม่พ้นเป็นมหาวารี [จัสเซียร์] กับเปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก] หน่วยลับพิเศษของลิลลี่
น้ำแข็งที่พื้นดินคงเป็นฝีมือของมหาวารี [จัสเซียร์] ส่วนพระอาทิตย์ที่กำลังร่วงใส่พวกบานาคงเป็นฝีมือของเปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก]
ไม่ว่าจะมองยังไง ต่างก็คิดได้แค่ว่ากำลังถูกรุกฆาต
แต่กลุ่มของบานานั้นไม่ได้ประกอบขึ้นจากเผ่าของเขาเพียงเผ่าเดียว
“บาเรียภูติวายุเต็มกำลัง กิว! ”
“บาเรียภูติสายฟ้าเต็มกำลัง ออง! ”
สองสตรีระดับผู้นำทัพของเผ่าภูติเองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
ประกายสายฟ้า [โรส] สตรีผมสีทองฟูฟ่อง นัยตาสีทอง ภูติผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สายฟ้า
วายุกระหน่ำ [ดิไลออน] สตรีผมสีขาวทรงแอร์โฟร์ นัยตาสีขาว ภูติผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้พลังวายุ
สาเหตุที่เธอมาอยู่ที่นี่นั้นไม่แปลก เพราะคนระดับสูงจากทุกเผ่าต่างถูกเรียกมารวมตัวกันที่ศาลในวันนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
แต่พวกเธอเองก็เหมือนกับบานา คือไม่ได้คิดว่าจะเกิดสงคราม เลยไม่ได้พกเอาอาวุธหรือสวมเกราะภูติมาด้วย
ดังนั้นพลังบาเรียภูติจากเพียงสองคนนี้จึงไม่อาจรับมือดวงอาทิตย์ของภูติแห่งไฟที่ถูกเสริมพลังด้วยลูกแก้วคริสตัลภูติได้
“พวกเราจะช่วยด้วย อิง~”
“ช่วยกัน ช่วยกัน มูว~”
เหล่าภูติที่ไม่อยากก่อสงครามในกลุ่มบานาต่างเริ่มใช้พลังของตนเอง
ถึงจะหวาดกลัว แต่พอมีคนเริ่มลงมือปกป้อง พวกเขาก็พร้อมที่จะสามัคคีใช้พลังอย่างไม่ลังเล
ปีกของภูตินับพันคนเริ่มเรื่องแสงสว่างจนเกิดเป็นบาเรียภูติที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นตรงหน้าพวกเขา
พระอาทิตย์กับบาเรียภูติได้ปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อนจะแตกสลายสมบูรณ์หายไปกับอากาศทั้งสองฝ่าย
และเกิดเป็นความเงียบสงบในเวลาต่อมา
“ทำไมถึงเข้ามาขวางกันยัน? พวกเราไม่ได้เล็งไปที่พวกเธอเสียหน่อยยัน? ”
ประธานาธิบดีลิลลี่ที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้ถามด้วยน้ำเสียงอันเหยียดหยาม
แววตาของเธอนั้นไร้ซึ่งแสงสว่าง ราวกับว่าปลงตกทุกอย่างและอยากทำลายทุกสิ่งให้สิ้นไปจากโลกใบนี้
“พวกเราต่างหากที่อยากถามกิว! ทำไมถึงโจมตีใส่พวกเขากันละกิว? พวกเรากำลังหาทางหนีออกไปจากที่นี่อยู่นะกิว! ”
“ใช่! อีกอย่างนะพวกโกเลมมันบ้าไปแล้วออง! สั่งอะไรมันไม่รับฟังเลยออง! ตอนนี้พวกเราต้องรีบหนีแล้วไปตามหาเอสเทอเพื่อหาทาง---”
“ฉันเองแหละที่สั่งการให้มันอาละวาดยัน”
“!? ”
คำพูดของผู้นำพวกเธอนั้น ทำให้เผ่าภูติต่างกลืนน้ำลายพร้อมกัน
“ทำไม…”
“เพื่อจบสงครามนี้ ถ้าพวกเธอยังสำนึกในฐานะของเผ่าภูติ ก็จงอย่าขวางแล้วมาร่วมมือถล่มคริสตัลซะ วันนี้จะเป็นวันจบสงคราม เป็นวันปิดเกมส์บ้า ๆ นี้ ฉันได้ตัดสินใจแล้วยัน”
ลิลลี่ไม่ยอมพูดความจริงออกไปทั้งหมด
ว่าทุกสิ่งที่เธอทำลงไปนั้น มันเกิดจากความเศร้าของหัวใจที่แตกสลายมา
เนื่องจากเผ่าภูติจับความรู้สึกที่แปลกประหลาดนั้นได้จากน้ำเสียง จึงทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยว่าควรจะเชื่อคำสั่งของผู้นำคนนี้ต่อไปอีกหรือไม่
เพราะว่าคำสั่งของลิลลี่นั้นได้ทำร้ายพวกเดียวกันไปแล้ว
ดังนั้นดิไลออนกับโรสจึงไม่ลังเลที่จะตอบกลับไปว่า
“เรื่องสิกิว! ลิลลี่ เธอหมดอำนาจและความน่าเชื่อถือแล้ว พวกเรา ตอนนี้คิดแต่หาทางหนีไปจากที่นี่กันก่อนเถอะกิว! ”
“ใช่ ๆ ออง! เจ้ายักษาผมส้ม รีบทำตามแผนต่อเลย เดียวพวกฉันจะรับมือกับยัยและพวกประหลาดบนท้องฟ้าเองออง! ”