นางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่อยู่ในร่างงามของเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นได้ยื่นมือเข้าไปช่วยฝ่ายยามานะในการทำศึกสงครามกับฝ่ายโฮโซคาว่า เพื่อหวังจะใช้กองกำลังฝ่ายยามานะเป็นเครื่องมือในการที่จะทำลายล้างบ้านเมืองนี้ด้วยเปลวไฟแห่งศึกสงครามที่กำลังลุกโชนอยู่ในขณะนี้
นางเทวีอสูรฯ ต้องการที่จะทำให้เจ้าหญิงฮิเมรากิกับเจ้าชายฮิโกโบชินั้นได้รู้ว่า ทั้งบ้านเมืองนี้จะต้องถูกเผาทำลายจนพินาศสิ้น และผู้คนในประเทศนับหมื่นนับแสนกว่าชีวิตจะต้องมาตายในศึกสงครามนี้ก็เพราะการมีอยู่ของเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่พวกเขาทั้งสองนั้นทั้งรักและปกป้องมากที่สุด เพราะอยากจะรู้ว่า ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าหญิงฮิเมรากิกับเจ้าชายฮิโกโบชิจะยังรักและปกป้องอยู่อีกหรือไม่
นางเทวีอสูรฯ นั้นต้องการที่จะทำให้เจ้าหญิงฮิเมรากิกับเจ้าชายฮิโกโบชิได้ลิ้มรสชาติของความเจ็บปวดทรมาน จากการที่พวกเขาทั้งสองนั้นจะต้องลงมือจัดการกับผู้หญิงคนๆ หนึ่งที่พวกเขานั้นรักและผูกพันธ์มากที่สุด
เหล่ากองทัพอสูรโยไคที่นำโดยนางเทวีอสูรฯ อิซานามิ ซึ่งอยู่ในร่างงามของเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นก็ได้เข้ามาเป็นกำลังเสริมให้กับกองกำลังฝ่ายยามานะ นางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในร่างเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นได้ทำการอัญเชิญเหล่าวิญญาณอสูรแห่งโกเรียวออกมา แล้วทำการสิงสู่เข้าไปในร่างของเหล่าบรรดาทหารทั้งฝ่ายยามานะและฝ่ายโออุจิทั้งหมด จนกระทั่งพวกมันได้กลายมาเป็นซามูไรปีศาจผู้กระหายเลือด ซึ่งมีดวงตาสีแดงฉานที่เรือนแสงออกมาทั้งสองข้าง
โซเซ็น ผู้นำฝ่ายยามานะ กับมาซาฮิโระ ผู้นำฝ่ายโออุจินั้นได้นำกองทัพซามูไรปีศาจและกองทัพอสูรโยไคทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังพระราชวังหลวงในเมืองเกียวโต แต่ฝ่ายโฮโซคาว่านั้นรู้ทัน จึงรีบทำการย้ายองค์จักรพรรดิ และเหล่าผู้คนในวังทั้งหมดไปพำนักที่บ้านคฤหาสน์ของมาโนะ โซจาเป็นการชั่วคราว ถึงแม้ว่าจะยึดได้เพียงแค่พระราชวังที่ว่างเปล่า แต่อย่างน้อย ฝ่ายยามานะกับฝ่ายโออุจิก็ได้พื้นที่พระราชวังไปเป็นฐานทัพ และป้อมปราการสำหรับการทำศึกสงครามกับฝ่ายโฮโซคาว่า
เศรษฐีโซจากับเจ้าหญิงทามาสุ ผู้เป็นภรรยาของเขานั้นเคยส่งเครื่องบรรณาการไปให้กับโฮโซคาว่า คัทสึโมโตะมาหลายต่อหลายครั้ง จึงทำให้ทั้งสองสามีภรรยานั้นได้รู้จักและสนิทสนมกับคัทสึโมโตะในเวลาต่อมา
ทางด้านนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในร่างเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นก็ได้ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าโชกุนโยชิมาสะที่พำนักอยู่ในปราสาทคิงคาคุจิ
“เจ้าเป็นใคร เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” โชกุนโยชิมาสะเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ตกใจ แต่เจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นนิ่งเงียบ ก่อนที่เธอนั้นจะใช้พลังปีศาจในการสะกดจิต และทำการควบคุมจิตใจให้โชกุนโยชิมาสะเกิดความหลงไหลในตัวเธอ เพื่อหวังที่จะหลอกใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เปลวไฟแห่งศึกสงครามในครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป
และนั่นก็เป็นไปตามแผนที่เธอนั้นวางเอาไว้ เมื่อโชกุนโยชิมาสะเกิดความลุ่มหลงในความโฉมงามของเจ้าหญิงโอริฮิเมะจนถอนตัวไม่ขึ้น ถึงขั้นเอาแต่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับนางแบบสองต่อสองอย่างออกหน้าออกตา จนปล่อยปะละเลยต่อการบริหารบ้านเมือง
ในท่ามกลางเปลวไฟแห่งศึกสงครามที่ยังคงลุกโชนไปทั่วบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ โชกุนโยชิมาสะก็ยังเอาแต่หลงไหลในพิธีชงชาที่เจ้าหญิงโอริฮิเมะจัดเตรียมไว้ให้ อีกทั้งยังเอาแต่หลงไหลและชื่นชมในศิลปะการร่ายรำ ขับร้อง เล่นดนตรี และการจัดดอกไม้อิเคบานะของเธออย่างไม่รู้ร้อน จนปล่อยให้เหล่าไดเมียวที่ปกครองอยู่ตามแคว้นต่างๆ เริ่มกุมอำนาจและตั้งตนเป็นอิสระ จนกระทั่งบานปลายไปถึงขั้นที่พวกไดเมียวนั้นต้องทำศึกสงครามกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในบ้านเมือง
เจ้าหญิงโอริฮิเมะได้ใช้โอกาสตรงนี้ในการยุยงให้โชกุนโยชิมาสะออกนโยบายลดทอนอำนาจของเหล่าไดเมียวเจ้าปกครองแคว้นและขูดรีดภาษีประชาชน จนทำให้ผู้คนในประเทศได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส และนั่นก็นำไปสู่การจัดตั้งกองกำลังอิกกิขึ้นเพื่อขับไล่โยชิมาสะออกจากตำแหน่งโชกุน
และในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการจัดตั้งกลุ่มกองกำลังอิกโกขึ้นโดยเหล่าบรรดาพระนักรบที่ล้วนได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ด้วยอาวุธ และมือเปล่าอย่างหนัก อีกทั้งยังได้รับการฝึกฝนในด้านการใช้พลังมนตราแห่งธารณีโพธิญาณในการต่อสู้กับเหล่าอสูรโยไคอีกด้วย ซึ่งนำโดยนักบวชเร็นเนียวแห่งวัดฮงกันจิ เพื่อคอยช่วยเหลือชาวบ้านจากการถูกคุกคามโดยเหล่าอสูรโยไคที่ออกอาละวาดไปตามเมืองต่างๆ และถูกปล้นสะดมโดยเหล่ากลุ่มโจรและทหารหนีทัพ
นอกจากนั้นแล้ว กองกำลังอิกโกนั้นยังมีเป้าหมายสำคัญคือการโค่นล้มอำนาจของโชกุนโยชิมาสะด้วย นักบวชเร็นเนียว เมื่อได้รู้ว่ากองกำลังอิกกินั้นมีเป้าหมายเดียวกัน นักบวชเร็นเนียวจึงได้ชักนำกลุ่มกองกำลังอิกกิให้มาเข้าร่วมกับกลุ่มกองกำลังอิกโกของตนด้วย และทำการผนวกรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นกลุ่มกองกำลังอิกโก-อิกกิ และในขณะเดียวกัน ทางด้านโชกุนโยชิมาสะนั้นก็ไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเขานั้นก็กำลังถูกเจ้าหญิงโอริฮิเมะดูดพลังชีวิตไปทีละน้อย
หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของเจ้าหญิงคังชิน ผู้เป็นพระเชษฐภคินี เจ้าหญิงฮิเมรากิก็รีบเอ่ยถามออกมาด้วยความลุกลี้ลุกลนว่า
“จริงสิ แล้วท่านพ่อกับท่านแม่ และก็ท่านพี่สองหล่ะ ตอนนี้พวกคนอื่นๆ ในวังเขาได้ย้ายมาพำนักอยู่ที่บ้านคฤหาสน์หลังนี้แล้วใช่ไหม” เจ้าหญิงคังชินพยักหน้าเพียงเล็กน้อยเป็นการยืนยันในคำตอบ
“แล้วตอนนี้พวกท่านเป็นยังไงบ้าง” เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยถามออกมาด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องทรงกังวลพระทัยไปหรอกนะเพคะ ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ และก็สามีของข้ากำลังดูแลปรนนิบัติท่านองค์จักรพรรดิอยู่ ส่วนพวกเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ก็ยังคงอยู่ในการดูแลของเหล่าคนใช้ในวัง และก็คนใช้ในบ้าน...”
“ตอนนี้มีพวกทหารในวังกำลังเดินเฝ้าตระเวนไปมาทั่วทั้งบ้านเลยหล่ะ แล้วก็มีกองทหารส่วนหนึ่งจากฝ่ายโฮโซคาว่ากับฝ่ายอาคามัทสึเข้ามาตั้งค่ายทหารที่ตรงบริเวณพื้นที่รอบๆ บ้าน เพื่อคอยเดินเฝ้าตระเวนรักษาความปลอดภัยให้แก่พระองค์ และก็เหล่าเชื้อพระวงศ์ท่านอื่นๆ ในพื้นที่ตรงนั้นด้วย สบายใจได้เลยนะเพคะ”
เจ้าหญิงฮิเมรากิเริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น ภายในบ้านคฤหาสน์ของเศรษฐีโซจาในตอนนี้ เต็มไปด้วยเหล่าทหารในวังที่กำลังเดินเฝ้าตระเวนไปมาตามจุดต่างๆ ภายในบ้านคฤหาสน์หลังนี้
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกองทหารส่วนหนึ่งจากฝ่ายโฮโซคาว่ากับฝ่ายอาคามัทสึได้เข้ามาตั้งค่ายทหาร และคอยเดินเฝ้าตระเวนไปมาตามจุดต่างๆ ในพื้นที่บริเวณรอบบ้านคฤหาสน์หลังนี้ด้วย ซึ่งสร้างความสบายใจให้แก่องค์จักรพรรดิ และเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่มาพำนักอาศัยอยู่ที่บ้านคฤหาสน์แห่งนี้เป็นอย่างมาก
แต่อย่างไรก็ตาม นี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมานอนพักฟื้น เพราะเจ้าหญิงฮิเมรากินั้นจะต้องไปช่วยเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่กำลังถูกคำสาปของเทวีอสูรฯ อยู่ในตอนนี้ อีกทั้งยังต้องช่วยราชวงศ์ในการที่จะกอบกู้พระราชวังหลวงเกียวโตกลับคืนมา เธอจึงพยายามฝืนตัวเอง และตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากที่นอนด้วยสีหน้าที่นิ่วด้วยความเจ็บปวด แต่เจ้าหญิงคังชินกับบุตรสาวของเศรษฐีโซจารีบเข้ามาห้ามไว้