[จบ] ไลฟ์สดดูดวง โดย หมอดูเซียนสาว

    บทที่ 45 แกล้งหลอกให้ตกใจกลัว

            บทที่ 45 แกล้งหลอกให้ตกใจกลัว

     

            สายตาของซางเฟยหว่านมองเลยผ่านร่างของชายชราไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ฉันไม่ได้คิดจะทำลายวิญญาณพวกเขา ฉันแค่รู้สึกว่า เราน่าจะมีวิธีที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น การทำพิธีส่งดวงวิญญาณ ปล่อยให้เขาได้ไปเกิดใหม่ วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อคนเป็น ยังถือเป็นการทำบุญอีกด้วย”

     

            น่าเสียดายที่ครั้งนี้ เขากลับไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง เหมือนกับว่า เป็นเพียงผู้ช่วยตัวเล็ก ๆ ที่ยืนนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

     

            “ทำพิธีส่งวิญญาณงั้นเหรอ” อาจารย์ชิวหัวเราะลั่น “กะไว้แล้วเชียวว่าเธอมันโง่! เธอคิดว่าวิญญาณตนนี้เป็นผีธรรมดา ๆ ที่จะทำพิธีส่งวิญญาณเมื่อไหร่ก็ได้หรือไง พวกมันถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันโดยมีแรงพยาบาทมหาศาล ไม่มีทางทำพิธีส่งวิญญาณได้หรอก!”

     

            “คุณทำพิธีส่งวิญญาณไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะทำไม่ได้” ซางเฟยหว่านเย้ยหยัน ก่อนจะหันไปพูดกับหลินหรานว่า “ฉันช่วยเธอทำพิธีส่งวิญญาณให้เขาได้”

     

            “เหลวไหล!” อาจารย์ชิวต่อว่า “เธอคิดว่าการทำพิธีส่งวิญญาณมันเป็นเรื่องเล่น ๆ หรือไง ทำครั้งเดียวไม่ได้ ก็ทำอีกครั้งงั้นสิ? การทำพิธีส่งวิญญาณจำเป็นต้องให้เขาเต็มใจ ไม่อย่างนั้น จะยิ่งกระตุ้นให้แรงพยาบาทของเขาทวีความรุนแรง ถ้าแรงพยาบาทปะทุขึ้น แม้แต่ฉันที่ลงมือเองก็ยากที่จะสะกดเขาไว้ได้!”

     

            จากนั้น หลิวหู่ก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “พอได้แล้ว พอกันที ยัยสตรีมเมอร์ นี่เธอรีบ ๆ กลับไปได้แล้ว บอกแล้วไงว่าที่นี่ไม่ต้องการเธอ ยังจะมาพูดมากอะไรอีก”

     

            ซางเฟยหว่านมองไปที่หลินหรานอีกครั้ง

     

            หลินหรานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ขอโทษด้วยคุณซาง ที่ทำให้คุณเสียเวลาเปล่า แต่ค่าเสียเวลาที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ฉันจะจ่ายให้ตามเดิม”

     

            “ถ้าไม่ได้ช่วยเธอแก้ปัญหา ฉันก็ไม่รับเงินหรอก” ซางเฟยหว่านตั้งใจที่จะช่วย แต่ถ้าอีกฝ่ายยืนกรานปฏิเสธ เธอก็จะไม่ฝืนใจ 

     

            ก่อนจากไป เธอก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองชะตาชีวิตของหลินหรานอีกครั้ง และคราวนี้เธอก็เห็นความผิดปกติบางอย่าง

     

            “คุณหลิน ก่อนที่ฉันจะไป ฉันอยากจะดูดวงให้เธอสักหน่อย”

     

            “อะไรนะ?” หลินหรานถาม

     

            ซางเฟยหว่านชี้ไปที่ท้องของเธอ “เกือบ 3 เดือนแล้วใช่ไหม” 

     

            หลินหรานพยักหน้า

     

            “ถ้าอยากจะรักษาเด็กคนนี้เอาไว้ สองวันนี้เธอไม่ควรออกไปข้างนอก ไม่อย่างนั้น เด็กในท้องจะไม่ปลอดภัย และตัวเธอเองก็จะได้รับบาดเจ็บจากการแท้งครั้งนี้ ทำให้ไม่สามารถเป็นแม่คนได้อีกเลยตลอดชีวิต” ซางเฟยหว่านกล่าว

     

            เดิมทีหลินหรานรู้สึกผิดต่อซางเฟยหว่านอยู่บ้าง แต่พอได้ยินดังนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที “เธอกล้าดียังไงมาพูดจาสาปแช่งฉัน! ถึงฉันจะไม่ได้ใช้บริการเธอ แต่ฉันก็บอกแล้วว่าจะจ่ายเงินให้ตามปกติ ทำไมเธอยังใจร้ายแบบนี้!”

     

            หลิวหู่กล่าว “เธอต้องรู้จาก Weibo ของเธอแน่ ๆ ว่าสองวันนี้เธอต้องไปเดินแบบให้กับแบรนด์หรูที่เป็นพรีเซนเตอร์ ยัยนี่จงใจพูดแบบนี้เพื่อให้เธอกลัว การเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์หรูขนาดนี้ พวกเราพยายามอย่างหนักกว่าจะได้มา ถ้าไม่ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมของทางแบรนด์ ถือว่าเป็นการผิดสัญญาและจะต้องเผชิญกับค่าเสียหายจำนวนมหาศาล!” 

     

            “ฉันพูดไปหมดแล้ว จะเชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่เธอ” ซางเฟยหว่านพูดจบก็หันหลังเดินจากไป

     

            ที่เธอยอมพูดเตือน เพราะรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วหลินหรานไม่ได้เลวร้ายอะไร

     

            แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่เชื่อ เธอก็ไม่มีทางเลือก เพราะยังไงซะ เรื่องชะตาชีวิตของคนอื่นก็ต้องให้พวกเขาตัดสินใจเอง

     

            หลังจากซางเฟยหว่านจากไป อาจารย์ชิวก็เดินตามหลินหรานขึ้นไปยังห้องห้องหนึ่งบนชั้นสอง 

     

            ภายในห้องมีโต๊ะบูชาตั้งอยู่ บนโต๊ะมีหุ่นเทพทองคำขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่

     

            ของเล่นมากมายกระจัดกระจายอยู่เต็มห้อง ทั้งหมดถูกฉีกขาด ทำลาย และโยนลงบนพื้นอย่างน่าเวทนา

     

            ของเล่นเหล่านั้นล้วนเป็นของที่หลินหรานซื้อมาเซ่นกุมารทอง และักุมารทองก็ชอบมันมาก เขาเล่นกับหลินหรานทุกวัน

     

            แต่ตอนนี้ ของเล่นทั้งหมดถูกทำลาย สภาพนี้แสดงให้เห็นว่า เขาโกรธมากแค่ไหน

     

            สิ่งที่หลินหรานมองไม่เห็นก็คือ กุมารทองสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากอาจารย์ชิวโดยสัญชาตญาณ เขาจึงแยกเขี้ยวขู่คำราม หวังจะหาโอกาสพุ่งเข้าใส่

     

            ทันใดนั้น ผู้ช่วยของอาจารย์ชิวก็เดินเข้ามา

     

            เขายืนนิ่ง ๆ อยู่ข้างประตู ทำตัวต่ำต้อยจนหลิวหู่ลืมไปเลยว่ายังมีคนคนนี้อยู่

     

            ทว่า กุมารทองที่กำลังอ้าปากค้างอยู่นั้นกลับสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังงานรอบตัวในทันที เขารีบวิ่งกลับไปหลบยังใต้โต๊ะบูชาอย่างหวาดกลัว ร้องเรียก “แม่จ๋า แม่ช่วยด้วย...” 

     

            ทว่า หลินหรานที่เคยโอ๋เคยตามใจเขาเหมือนเด็กคนหนึ่ง กลับมองสภาพห้องที่รกไม่เป็นท่า ก่อนจะเดินออกไปด้วยสีหน้าสงสารจับใจ 

     

            “ปีศาจร้าย! แกจงรับความตายไปซะ!” อาจารย์ชิวมองเห็นกุมารทอง จึงตะโกนลั่น ปล่อยกระบอกน้ำเต้าออกไป

     

            ปากกระบอกน้ำเต้าเปิดออก กระแสลมร้อนแรงราวกับไฟโหมกระหน่ำพุ่งเข้าหากุมารทองในทันที ก่อนจะดูดกลืนมันเข้าไปในกระบอกน้ำเต้า

     

            อาจารย์ชิวใช้จุกไม้ปิดปากกระบอกน้ำเต้า ก่อนจะติดยันต์ลงไปเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง

     

            เมื่อออกมาแล้ว เขาก็ถือกระบอกน้ำเต้าแกว่งไปมาต่อหน้าหลินหรานและหลิวหู่ด้วยท่าทางพึงพอใจ “ฉันจัดการมันเรียบร้อยแล้ว”

     

            หลิวหู่กล่าวขอบคุณหลายครั้ง พร้อมทั้งโอนค่าครูให้อาจารย์ชิวต่อหน้า 

     

            อาจารย์ชิวจากไปอย่างพึงพอใจ ส่วนหลิวหู่ก็เดินตามหลังไปส่งด้วยท่าทางมีความสุข

     

            ชั่วขณะหนึ่ง ห้องก็ว่างเปล่า เหมือนกับหัวใจของหลินหรานที่รู้สึกอ้างว้างในพริบตา...

     

            ทันใดนั้น เสียงเรียบเฉยก็ดังขึ้นข้างหูหลินหราน “เธอมีเวลา 7 วัน ในระหว่างนี้ เธอสามารถช่วยเขาออกมาได้ตลอดเวลา หลังจาก 7 วัน วิญญาณเขาจะแตกสลาย”

     

            หลินหรานหันกลับไป ก็เห็นแผ่นหลังของผู้ช่วยที่กำลังจากไป

     

            กว่าซางเฟยหว่านจะกลับมาถึงคฤหาสน์ของตนเอง ก็ปาเข้าไปสามทุ่มแล้ว

     

            คฤหาสน์แห่งนี้ ทุกอย่างล้วนดีไปหมด ยกเว้นเรื่องการเดินทางที่ไม่สะดวก จากตีนเขาถึงยอดเขาต้องเดินเท้าร่วมครึ่งชั่วโมง

     

            แต่โชคดีที่ซางเฟยหว่านนั้นแข็งแรง จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด

     

            แต่ถ้ามีธุระด่วนขึ้นมา คงจะเสียเวลาไม่น้อย

     

            เธอครุ่นคิดว่า หรือจะซื้อสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสักคัน เผื่อไว้ขึ้นลงเขาจะได้สะดวก

     

            ส่วนเรื่องขับรถนั้น คงต้องรอไปก่อน เพราะกว่าจะสอบใบขับขี่ได้คงวุ่นวายน่าดู

     

            เมื่อมาถึงคฤหาสน์บนยอดเขา ก็ได้ยินเสียงดนตรีครึกครื้นดังมาแต่ไกล แถมยังเห็นเงาคนเต้นระริกผ่านกระจกหน้าต่าง

     

            ถ้าเป็นไป๋จวิ้นอยู่ที่นี่ ได้ยินเสียงดนตรีประหลาดแบบนี้ คงจะกลัวจนฉี่ราดไปแล้ว

     

            แต่ซางเฟยหว่านกลับเพียงแย้มยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกดรหัสผ่านแล้วออกแรงผลักประตูเข้าไป

     

            จากนั้น เสียงเพลงในบ้านเงียบลงในทันที ราวกับถูกการปรากฏตัวของเธอทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง

     

            แต่ความเงียบสงบนั้นก็อยู่ได้เพียงนาทีเดียว เสียงเพลงก็ดังกระหึ่มขึ้นมายิ่งกว่าเดิม

     

            “เธอคือแอปเปิ้ลน้อย ๆ ของฉัน

     

            ไม่ว่าจะรักเธอยังไงก็ไม่เคยพอ

     

            ใบหน้าเล็ก ๆ สีแดงก่ำของเธอ มอบความอบอุ่นให้กับหัวใจของฉัน

     

            จุดไฟชีวิตของฉันให้ลุกโชน

     

            เธอคือแอปเปิ้ลน้อย ๆ ของฉัน

     

            เหมือนกับก้อนเมฆที่สวยที่สุดบนท้องฟ้า

     

            ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วทั้งภูเขา

     

            หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง แล้วเราจะได้เก็บเกี่ยว...”

     

            ซางเฟยหว่านเดินเข้าไปในครัวอย่างใจเย็น เธอเก็บอาหารที่ซื้อระหว่างทางเข้าตู้เย็น จากนั้นก็ชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานั่งกิน

     

            ในขณะนั้น เสียงเพลงข้างนอกได้เปลี่ยนจากเพลง ‘Little Apple’ เป็นเพลง ‘Above the Moon’ แล้ว

     

            ซางเฟยหว่านทำราวกับไม่ได้ยิน เธอยังคงกินข้าวต่อไป

     

            เสียงกระซิบกระซาบก็ดังมาจากด้านหลัง

     

            “เพลงดังขนาดนี้ ทำไมหล่อนถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย?”

     

            “หรือว่าหล่อนจะเป็นใบ้ หูหนวก เลยไม่ได้ยินเสียง?”

     

            “ตาเฒ่าหวย แกไปเป่าลมเย็น ๆ ที่คอหล่อน ส่วนตาเฒ่าเถา แกไปทำไฟกะพริบ ๆ”

     

            ทันใดนั้น ไฟในบ้านก็กะพริบติด ๆ ดับ ๆ มีชายชราคนหนึ่งเดินมาข้าง ๆ ซางเฟยหว่าน กำลังเตรียมตัวจะเป่าลมใส่เธอ

     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ไลฟ์สดดูดวง โดย หมอดูเซียนสาว ที่คุณอ่าน