มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 115 เมตตาธรรมเปลี่ยนใจคน

    บทที่115เมตตาธรรมเปลี่ยนใจคน

     

            หนึ่งความเสียใจแลเสียงที่ตัดพ้อต่อโชคชะตาคล้ายปกคลุมไปยังค่ำคืนอันแสนวุ่นวายพรรคภูษาทมิฬสองขุมกำลังออกควานหาผู้เป็นนายที่สูญหายไม่หยุดหย่อน ส่วนกองกำลังของแต่ละฝ่ายที่ประจำการอยู่ที่พรรคก็จ้องแต่จะลอบเล่นงานกันไม่ขาดสายแต่ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านี้ก็มิอาจฉุดดึงความสนใจของฮุ่ยจวินที่มีต่อตัวตนของบุรุษหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีตรงหน้าได้หนึ่งความเสียใจของบุรุษหนุ่มและจิตใจอันบริสุทธิ์ที่มันมีนี้ได้ทำให้แผนของฮุ่ยจวินซึ่งวางไว้ถูกแปรเปลี่ยนใหม่ตอนนี้ฮุ่ยจวินได้มีตัวละครลับเพิ่มขึ้นมาในแผนแล้ว ซึ่งหากใช้แผนใหม่นี้จะนับเป็นแผนที่ลงตัวมากที่สุดกว่าทุกแผนที่มันคิดมา

             

            คิดดังนี้หนึ่งฝ่ามือจึงวางลงที่บ่าของบุรุษหนุ่มพร้อมกับคำที่เอ่ยออกมา

            “สวรรค์เป็นเช่นไรมีผู้ใดเคยเห็นบ้างตนเป็นที่พึ่งแห่งตนทุกคนจึงเคยได้เห็น"

             

            บุรุษหนุ่มได้ยินถึงกับสะดุ้งโหยง

            “ท่านเป็นใคร"

             

            ฮุ่ยจวินทอดสายตามองฟากฟ้าในยามราตรี

            “ข้าก็เป็นผู้ที่สวรรค์มิต้องการเช่นเจ้า"

             

            บุรุษหนุ่มขมวดคิ้วมองคนแปลกหน้าผู้นี้ส่วนฮุ่ยจวินยังคงกล่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง

            “แต่ข้าก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้"

             

            คำกล่าวของฮุ่ยจวินส่งให้บุรุษหนุ่มนิ่งเงียบไปเสมอมามันก็ไม่เคยยอมแพ้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้มันหมดกำลังใจที่จะสู้ เพราะแม้แต่บิดามารดาที่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตมันก็ยังมิอาจที่จะดูแลปกป้องเอาไว้ได้ แล้วมันจะมีกำลังใจสู้ต่อได้อย่างไร บุรุษหนุ่มเงียบไปมิเอ่ยออกแต่สิ่งที่ฮุ่ยจวินติดตามดูมันตั้งแต่ต้นก็ทำให้ทราบว่าแววตานี้มีความหมายอันเจ็บซ้ำแลสิ้นหวังอันใดฮุ่ยจวินจึงกล่าวว่า

            “ถนนสายหลักยังมีเส้นทางที่แยกออกมากมายได้ไฉนหนทางให้เลือกเดินจะไร้สิ้นเพียงสิ่งที่เห็นตรงหน้านี้"

             

            บุรุษหนุ่มจึงเปิดปาก

            “แต่ความสามารถข้าทำได้เพียงก้าวเดินในทางที่เห็นตรงหน้าข้าไม่มีกำลังแลความสามารถพอที่จะมองเห็นหนทางแยกได้"

             

            ฮุ่ยจวินตบลงบนบ่าของมันเบาๆ อีกครา

            “ตอนนี้มิใช่ว่าเจ้าบังเอิญเจอทางแยกแล้วหรือ"

             

            บุรุษหนุ่มมิได้โง่เขลา วาจานี้ของฮุ่ยจวินทำให้มันได้ฉุกใจคิดมันจึงมองไปที่ฮุ่ยจวินพร้อมนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

            “หรือจะบอกว่าท่านเป็นทางแยก"

             

            ฮุ่ยจวินที่ได้ประเมินอาการป่วยของมารดาบุรุษหนุ่มผู้นี้ด้วยสายตามาพักหนึ่งก็พอจะทำให้มันรู้ว่าสตรีนางนั้นเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรและมีอาการถึงขั้นไหนดังนั้นมันจึงเอ่ยลักษณะดังกล่าวรวมถึงสิ่งที่สตรีนางนั้นเป็นและจะต้องเป็นในอีกไม่ช้าออกมาอย่างไม่ขาดตกสร้างความนิ่งอึ้งตะลึงค้างแก่บุรุษหนุ่มผู้นั้นไม่น้อย

            “หรือท่านเป็นแพทย์"

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ

            “มิผิด"

             

            บุรุษหนุ่มรีบทิ้งตัวคุกเข่าต่อหน้าฮุ่ยจวินโดยไม่คิดมากความ

            “ท่านหมอได้โปรดรักษามารดาให้แก่ข้าได้หรือไม่แม้ตัวข้าไม่มีทรัพย์สินใด แต่จะขอตอบแทนท่านด้วยการเป็นบริวารรับใช้จนตัวตาย…ได้โปรด”

             

            ฮุ่ยจวินกลับส่ายศีรษะ ส่งให้บุรุษหนุ่มรู้สึกถึงความหวังที่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆราวกับกระจกที่ร่วงหล่น บุรุษหนุ่มกล่าวเสียงสั่นเครือ

            “หรือท่านก็เป็นแพทย์ที่ต้องการเงินทองเฉกเช่นแพทย์คนอื่นๆ"

             

            ฮุ่ยจวินมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าก็พลอยได้ย้อนนึกถึงเมื่อตอนที่ตนพาฮุ่ยไป๋ไปขอความช่วยเหลือจากเทพดาเร้นกายครานั้นเทพดาเร้นกายก็มีท่าทีปฏิเสธราวกับไร้น้ำใจอย่างยิ่งยวด มันจึงเข้าใจถึงความเจ็บปวดที่ถูกปฏิเสธเป็นอย่างดีมาทราบภายหลังค่อยรู้ว่าแท้จริงบุรุษชราต้องการตกทอดวิชาแพทย์ให้แก่ตน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นมันก็ต้องการนำมาใช้ในครั้งนี้

             

            ตามที่มันได้สังเกตุดูบุรุษหนุ่มมาช่วงหนึ่งจึงได้เห็นถึงวิธีการตรวจจุดชีพจรของมันที่แม่นยำตรงจุดและดูไม่ธรรมดา กอปรกับการที่มันสามารถหาสมุนไพรมาปรุงยาขึ้นเองจนประคับประคองอาการของมารดาให้อยู่มานานถึงขั้นนี้ได้นั่นแสดงว่ามันต้องมีพื้นฐานวิชาแพทย์อยู่บ้าง

            “คนที่จะรักษามารดาคือเจ้าต่างหาก มิใช่ข้า"

             

            บุรุษหนุ่มขมวดคิ้ว

            “ข้าไม่เข้าใจ"

             

            “เจ้าพอมีพื้นฐานวิชาแพทย์อยู่บ้าง ฉะนั้นจึงไม่ยากที่จะชี้แนะจนเจ้าสามารถที่จะรักษามารดาเจ้าด้วยตนเอง"

             

            บุรุษหนุ่มเบิกตาขึ้น

            “ท่านจะถ่ายทอดวิชาแพทย์แก่ข้า?"

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ

            “วิชาแพทย์คือวิชาที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือคนจึงมิใช่สิ่งที่ต้องเก็บงำไว้แต่เพียงผู้เดียว"

             

            บุรุษหนุ่มไม่รู้ว่าวิชาแพทย์ของบุรุษในชุดแพรเงินตรงหน้าจะเหนือกว่าตำราแพทย์ที่มันได้ศึกษามาหรือไม่แต่เมื่อหนทางตันข้างหน้าได้ปรากฏทางแยกออกมา หากไม่ลองก้าวขาเดินไปดูก็นับเป็นคนโง่ที่ไม่สู้กับชะตาชีวิตแล้วคิดดังนั้นบุรุษหนุ่มก็โขกศีรษะลงพื้นอย่างรุนแรง

            “เมื่อท่านคิดถ่ายทอดวิชาแพทย์แก่ข้าเช่นนั้นข้าฟางหวินผู้นี้ก็ขอเรียกท่านว่าอาจารย์นับแต่นี้ไป"

             

            ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ

            “ไม่ต้องถึงขั้นนั้น"

             

            บุรุษหนุ่มฟางหวินก็ส่ายศีรษะ

            “ท่านเมตตาถ่ายทอดวิชาแพทย์แก่ข้า หากมิให้ข้าเรียกอาจารย์ก็ดูจะเป็นการเนรคุณคนแล้ว"

             

            เห็นความจริงใจที่ใสซื่อปรากฏในแววตาของฟางหวินฮุ่ยจวินก็ไม่อยากขัด

            “ก็ตามใจเจ้า"

             

            ฟางหวินบังเกิดความยินดี จึงโขกศีรษะจนครบสามคราตามธรรมเนียมกราบไหว้อาจารย์ทั่วไปแล้วมันค่อยเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวถาม

            “ว่าแต่อาจารย์ ท่านมีนามว่าอะไร"

             

            ฮุ่ยจวินจึงกล่าวตอบดั่งเช่นที่เคยตอบกับทุกผู้

            “แพทย์ไร้นาม”

             

            ด้วยฟางหวินได้ศึกษาวิชาจากตำราแพทย์มาบ้างมันจึงมีพื้นฐานที่ค่อนข้างใช้ได้ กอปรกับฟางหวินผู้นี้ก็นับว่ามีสติปัญญาที่สูงส่งสิ่งที่ฮุ่ยจวินถ่ายทอดทำให้มันจดจำแลคิดตามได้อย่างไม่ยากลำบาก ใช้เวลาเพียงไม่นานฟางหวินก็สามารถที่จะหาทางรักษามารดาได้แล้วอาการของมารดาก็ดีวันดีคืน เช่นเดียวกับวิชาแพทย์ของฟางหวินเองก็เริ่มที่จะดีขึ้นมาเรื่อยๆ

             

            ฟางหวินยิ่งได้ศึกษาวิชาแพทย์และประสบการณ์ด้านการรักษาของฮุ่ยจวินมากมายมันยิ่งได้เห็นว่าวิชาแพทย์ของฮุ่ยจวินเหนือล้ำกว่าวิชาแพทย์ในตำราที่มันศึกษาเป็นไหนๆเช่นนั้นในตอนนี้มันจึงยิ่งเลื่อมใสศรัทธาในตัวของฮุ่ยจวินเป็นอย่างมาก แม้ฮุ่ยจวินจะมีอายุมากกว่ามันไม่กี่ปีแต่มันก็นับถือแลเถิดทูนฮุ่ยจวินยิ่งกว่าผู้อาวุโสคนหนึ่ง

             

            “อาจารย์วิชาแพทย์ของท่านช่างลึกล้ำและยอดเยี่ยมยิ่ง"

             

            “นี่มิใช่วิชาแพทย์ของข้า แต่เป็นวิชาของท่านเทพดาเร้นกายต่างหาก"

             

            “ท่านเป็นถึงศิษย์ของท่านแพทย์อันดับหนึ่งเชียวหรือนี่ก็เท่ากับข้าได้เป็นศิษย์ของศิษย์ท่านแพทย์เทพดาผู้นั้นแล้ว"

             

            ฮุ่ยจวินไม่คิดกล่าวขัดคอมัน ชายหนุ่มเพียงกล่าวขึ้นอย่างเตือนสติว่า

            “จงจำไว้ วิชาแพทย์มีไว้เพื่อช่วยเหลือคนจงอย่าได้เป็นแพทย์ที่หวังรักษาเงินทองมากมากกว่าคนเฉกเช่นแพทย์หลายผู้ที่เจ้าพบเห็น"

             

            ฟางหวินประสานมือ

            “ข้าจะยึดมั่นในคำสอนรวมถึงปณิธานการเป็นแพทย์ของอาจารย์มิให้ตกหล่นและจากนี้ไปข้าจะใช้วิชาแพทย์สร้างชื่อให้แก่แพทย์ไร้นามและเทพดาเร้นกายให้ขจรขจายทั่วแคว้นซานแห่งนี้"

             

            ฟางหวินนับแต่เป็นวิชาแพทย์ขั้นสูงมันก็สามารถรักษามารดาจนดีวันดีคืนแทบหายเป็นปกติมิหนำซ้ำมันยังช่วยรักษาคนในพรรคภูษาทมิฬไล่ตั้งแต่คนรับใช้ไปจนถึงเหล่าผู้อาวุโสโดยไม่เลือกชั้นวรรณะไม่เลือกยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่เลือกแม้กระทั่งเงินทองที่กองอยู่ตรงหน้า สร้างความซาบซึ้งในจิตใจแก่เหล่าคนในพรรคแห่งนี้มากนักท่ามกลางการแย่งชิง ท่ามกลางความขัดแย้ง และท่ามกลางการต่อสู้อย่างลับๆ จนเกิดการบาดเจ็บกันอย่างถ้วนทั่วกลับมีสิ่งเดียวภายในพรรคที่ช่วยจรรโลงจิตใจแลรักษาอาการบาดเจ็บให้แก่พวกมัน

             

            บุคคลที่พวกมันไม่เคยยอมรับ บุคคลที่พวกมันเคยรังแกและดูถูกเหยียดหยามบุคคลนอกสายตาที่พวกมันมิเคยให้ค่า ทว่าวันนี้มันกลับเริ่มปลดปล่อยคุณค่าที่ผู้คนมิอาจจะมองข้ามได้

             

            ที่จริงแล้วฟางหวินมันก็คือบุตรชายคนหนึ่งของอดีตประมุขพรรคทุกผู้กลับลืมไปได้อย่างไร

             

            การเอาชนะแลบังคับคนด้วยกำลัง เราก็เพียงจะได้ความกลัวจากคนแต่หากใช้คุณธรรมแลจิตใจอันสูงสูงเอาชนะคน เราก็จะได้ใจจากคนมิใช่เกิดจากความกลัว การที่ฟางหวินมีจิตใจที่ประเสริฐต่อคนในพรรคมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งจะครองใจคนมากเท่านั้น และหากมันสามารถขึ้นครองอำนาจสูงสุดของพรรคได้ ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งแอบแฝงในภายหลังการใช้ทั้งพลังและจิตใจเอาชนะ นี่ก็คือหนึ่งในแผนที่ฮุ่ยจวินวางไว้ในการยึดครองกองกำลังพรรคภูษาทมิฬนี้

             

            ตอนนี้หัวหน้าของสองกองกำลังที่คัดง้างกันอยู่ล้วนบาดเจ็บสาหัสพลังฝีมือถูกทำลาย สติฟั่นเฟือนมิต่างจากบิดา เหล่าหางของพวกมันจึงเริ่มเคว้งคว้างมิอาจหาทิศทางสิ่งที่คอยช่วยเหลือแลเยียวยาพวกมันในตอนนี้กลับเป็นบุรุษหนุ่มก้นครัวผู้ด้อยค่า ส่งให้มีหลายผู้เริ่มที่จะเอนเอียงเข้าหาตัวตนนอกสายตาอย่างฟางหวินแล้ว

             

            เมื่อมีเอนเอียงก็ย่อมมีผู้ไม่ชอบใจ ท่านตาของเฉียวชิงซานที่เริ่มมองเห็นปัญหานี้ก็คิดหาทางกำจัดฟางหวินเฉกเช่นเดียวกับทางฝ่ายของผู้อาวุโสที่ติดตามเฉียวหลิ่วซานเองก็เหมือนกัน กองกำลังคนนับสิบของสองฝ่ายจึงต่างมุ่งมาโดยมิได้นัดหมายซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นไปตามแผนที่ฮุ่ยจวินได้วางไว้

             

            เหล่าคนสองกลุ่มมุ่งมาสองทิศทาง ขณะที่จะมุ่งถึงที่พักของสองมารดาบุตรที่เคยไร้ค่าในสายตาพวกมันก็พลันปรากฏกองกำลังหนึ่งขึ้นมาคั่นกลางเป็นเหล่าผู้อาวุโสและเหล่าคนในพรรคที่สำนึกในบุญคุณของฟางหวินนั่นเอง

             

            “ผู้อาวุโสเจียง มิใช่ท่านต้องดูแลนายน้อยชิงซานหรอกหรือเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่"

             

            “นี่มิใช่ธุระของเจ้า หลีกไป!"

             

            “ข้าคงมิอาจหลีก"

             

            “เจ้าคิดขวางทางข้า!”

             

            “ข้าเคยติดตามท่าน แต่ครั้งนี้คงยอมติดตามไม่ได้”

             

            “เจ้า!”

             

            เช่นเดียวกับอีกฟากฝั่ง ผู้อาวุโสที่ติดตามเฉียวหลิ่วซานก็ถูกขัดขวางด้วยกลุ่มคนที่ก่อนหน้าอยู่ในฝ่ายเดียวกัน

            “เจ้าจะทรยศ!”

             

            “นี่คือการตอบแทนบุญคุณต่างหาก มิใช่การทรยศจนถึงตอนนี้พวกข้าเริ่มตาสว่างแล้วว่าใครสมควรที่จะได้รับความภักดี"

             

            “พวกเจ้า!”

             

            สองกองกำลังที่หวังมาสังหารฟางหวินได้ถูกหนึ่งกองกำลังที่มาช่วยฟางหวินหยุดยั้งการต่อสู้จึงเกิดขึ้นในม่านราตรีที่มืดมิด เสียงเอะวะโวยวายส่งให้ผู้คนมากมายเริ่มมารวมตัวแต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ติดตามของเฉียวชิงซานหรือฝ่ายผู้ติดตามของเฉียวหลิ่วซานเอง พวกมันได้เดินหน้ามาไกลแล้วจึงมิอาจหยุดยั้งฝ่ายคนของพวกมันยังนับว่าเหนือกว่าฝ่ายผู้ที่มาหยุดยั้งไม่น้อย จึงสามารถรุกคืบไปถึงตัวของฟางหวินในที่สุดซึ่งฮุ่ยจวินก็ได้รออยู่ก่อนแล้ว!

             

            กระบี่หนึ่งเล่มที่ทะลวงหาฟางหวินพร้อมกับทวนอีกหนึ่งคู่นี่เพียงพอปลิดชีพให้หนึ่งบุรุษหนุ่มและหนึ่งสตรีในห้องอันแคบเล็กตกตายได้ ทว่าในนั้นกลับว่างเปล่าไร้คนฟางหวินและมารดาได้ไหวตัวตามคำบอกของฮุ่ยจวินตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว

             

            สองมารดาบุตรปรากฏขึ้นอีกทีก็อยู่ที่เบื้องหลังของบุรุษชราผู้หนึ่งที่เคยเมตตามันให้หยิบยืมตำรามากมายมาอ่านนั่นเอง

             

            ฟางหวินก้าวเดินออกมาจากด้านหลังของบุรุษชราก่อนมองไปที่ผู้มาสังหารตนทั้งสองกลุ่ม

            “พวกท่านต้องการชีวิตข้าขนาดนั้นเชียวหรือตัวข้าไปทำอันใดให้"

             

            สองกองกำลังเงียบไป ก่อนที่จะมีเสียงชราเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

            “ตัวตนที่สมควรจะอยู่ในเงาก็ควรอยู่ในเงาในเมื่อเจ้ากล้าโผล่หัวออกมาในที่แจ้งจึงสมควรที่จะถูกส่งคืนสู่เงามืดอีกหน"

             

            ฟางหวินส่ายศีรษะแล้วตอบบุรุษชรานั่นว่า

            “ตัวข้านั้นอยู่ในที่แจ้งมาโดยตลอด เพียงแต่นัยน์ตาของท่านถูกปกคลุมไปด้วยความมืดจึงมองไม่เห็น"

             

            “เหลวไหล ตัวตนอันต่ำต้อยเช่นเจ้าถือดีอย่างไรมาต่อปากต่อคำข้า!”

             

            “ตัวตนข้าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจว่าเหนือกว่าพวกท่าน…จิตใจอย่างไรล่ะ"

             

            “ตัวบัดซบเจ้าเป็นใคร ข้าจะสังหารเจ้าเดี๋ยวนี้!”

             

            หากเป็นก่อนหน้าคงไม่มีใครสนใจฟางหวิน ทว่าในตอนนี้กลับมีคนมากมายที่ออกหน้าคิดปกป้องฟางหวิน

             

            เหล่าผู้อาวุโสของสองขั้วอำนาจเห็นเช่นนั้นยิ่งบังเกิดโทสะแต่หากนับถึงเรื่องพลังฝีมือนอกจากพวกมันสองคน คนในพรรคผู้อื่นก็ล้วนมิใช่คู่ต่อสู้ทั้งสิ้น

            “คิดว่าพวกเจ้าจะปกป้องมันได้หรือ ในเมื่อพวกเจ้าเอาใจออกห่างข้าก็จะสงเคราะห์ให้พวกเจ้าได้ตายไปพร้อมกับมัน”

             

            “ดูซิว่าหากมันตายแล้วยังจะมีใครกล้าแข็งข้อออกหน้าแทนตัวตนอันต่ำต้อยเช่นมันอยู่อีกหรือไม่!”

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน