รถรางสายสีแดงจอดนิ่งอยู่ที่ชานชาลา มันเต็มไปด้วยลวดลายกราฟฟิตี้ที่ดูแปลกตา ลวดลายสีเขียวแดงปนกันยุ่งเหยิงสะดุดตา และตรงกลางมีอักษร NSAI ถูกพ่นไว้อย่างชัดเจนเหมือนตราสัญลักษณ์ที่ทิ้งไว้โดยเจตนา
“NSAI…คืออะไรเหรอครับ?” อาคิระเอ่ยเบา ๆ พลางจ้องมองตัวอักษรด้วยความสงสัย
“อย่าเพิ่งไปใส่ใจ” อีลิน่าตอบโดยไม่มองหน้าเขา “สิ่งที่เราควรห่วงคือคนที่อยู่ในรถไฟมากกว่า”
อาคิระมองไปรอบ ๆ เห็นผู้โดยสารนั่งเงียบ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตร สายตาหลายคู่แอบจับจ้องพวกเขาอย่างระมัดระวัง แม้จะไม่มีใครพูดอะไร แต่ความหวาดระแวงก็หนักหน่วงจนสัมผัสได้
“ไม่เห็นต้องทำหน้าเครียดกันขนาดนั้นเลย…” ดราโก้พึมพำเบา ๆ ขณะที่หย่อนตัวลงนั่งข้างอาคิระ “ในรถนี่ก็สะอาดจะตาย”
ในขณะที่ภายนอกรถเต็มไปด้วยกราฟฟิตี้และร่องรอยของความเสื่อมโทรม แต่ภายในกลับตกแต่งอย่างสะอาดสะอ้าน ผนังด้านในเป็นภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ มีเสียงเพลงเบา ๆ คล้ายเสียงนกในป่า
ยูเอะมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น ก่อนจะจับแขนอาคิระแน่น “ดูสิคะ! เหมือนเราอยู่ในป่าเลย…” เสียงของเธอแฝงไปด้วยความประหลาดใจ
“แต่มันคือการปกปิดความจริง” มิเรลกล่าวเสียงเรียบ สายตาเธอจับจ้องไปนอกหน้าต่าง ผ่านกระจกที่เผยให้เห็นซากอาคารพังทลาย “สิ่งที่เรากำลังจะเจอข้างหน้า ไม่ได้สงบสุขเหมือนภาพในนี้หรอก”
อาคิระพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แม้เสียงเพลงในรถจะช่วยให้ใจสงบ แต่ความเงียบงันของผู้โดยสารกลับทำให้เขารู้สึกอึดอัดยิ่งกว่า
เมื่อรถรางออกตัว ภาพที่เห็นนอกหน้าต่างค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเสื่อมโทรมของเขตไซเบอร์พังค์ อาคารพัง ๆ และร่องรอยการต่อสู้ปะปนกับควันสีดำที่ลอยขึ้นมาจากพื้น
เสียงเพลงในรถยังคงดังแผ่วเบา แต่แทนที่จะทำให้ใจสงบ กลับทำให้ทีมรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในความไม่แน่นอนที่รออยู่เบื้องหน้า
“ระวังตัวไว้ เรากำลังเข้าสู่ดินแดนของคาออส” อีลิน่าเตือนเสียงเบา “และที่สำคัญ…อย่าประมาท”
เสียงล้อรถรางที่หยุดลงอย่างฉับพลันที่สถานีสุดท้ายเหมือนเป็นสัญญาณ ทีมเตรียมตัวออกเดินทางเข้าสู่เขตที่แท้จริงของคาออส สถานที่ที่ไม่มีแม้แต่ผู้คนหลงเหลืออยู่
เมื่อรถรางจอดสนิทที่สถานีสุดท้าย ทีมก้าวลงมายังพื้นที่รกร้างไร้ผู้คน กลิ่นสนิมและเขม่าควันไฟยังคงลอยปกคลุม อีลิน่าหยุดก้าวตรงรอยแตกร้าวบนพื้น และชี้ไปยังเศษซากเหล็กที่กระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ
“หลังจากหมอกคาออสแพร่กระจาย คนส่วนใหญ่ถูกอพยพออกไป แต่บางคน…ก็หนีไม่ทัน” น้ำเสียงของเธอเย็นชา แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด
ทีมเดินลึกเข้าไปในเขตคาออส ความเงียบแสนอึดอัดค่อย ๆ ถูกทำลายด้วยภาพอันน่าสลดใจ ศพของผู้คนในชุดสไตล์ไซเบอร์พังค์นอนกระจัดกระจายอยู่ตามซอกหลืบ บางคนมีรอยแผลไฟไหม้ บางคนร่างกายแห้งเหี่ยวราวกับขาดน้ำและอาหาร
ยูเอะยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาเล็ก ๆ ของเธอ “พวกเขา…” เสียงของเธอขาดหายไป
“พวกเขาถูกคาออสครอบงำ และพวกเราช่วยไม่ทัน…” อีลิน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปวดร้าว
ยูเอะย่อตัวลงข้างศพหนึ่งในนั้น มือบาง ๆ กุมกันแน่น “ขอฉันสวดส่งวิญญาณพวกเขาเถอะค่ะ…”
อาคิระมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า แม้เขาจะรู้ว่าการใช้พลังของยูเอะมากเกินไปจะส่งผลต่อการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง แต่เขาเลือกที่จะไม่ห้าม
เสียงสวดเบา ๆ ของยูเอะดังขึ้น มันแผ่วเบาแต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ทีมยังคงเดินหน้าต่อไป พบศพอีกนับไม่ถ้วน และทุกครั้ง ยูเอะก็หยุดสวดส่งให้พวกเขา
มิเรลถอนหายใจแผ่วเบา “ยูเอะ ใจเธอดีเกินไป แต่เราต้องเดินต่อไปนะ”
“ค่ะ…” ยูเอะตอบเสียงแผ่ว แต่แววตาของเธอยังคงแสดงถึงความเมตตา
อาคิระมองใบหน้าเหนื่อยล้าของยูเอะและคิดในใจ เธอต้องพักบ้าง… ถ้าจิตใจเธอไม่สงบ มันอาจส่งผลต่อการต่อสู้ในระยะยาว
“แต่ความกังวลยังไม่ทันหาย ความอันตรายก็เข้ามาแทรก…”
เสียงเหล็กเสียดสีดังขึ้นจากซากอาคารเก่า ทีมทุกคนหยุดก้าวพร้อมตั้งท่าระวัง อีลิน่าขยับโล่ขึ้นพร้อมออกคำสั่งเสียงเย็น “มาแล้ว…”
จากเงามืดของตึกพัง ฝูงหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่ดูเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ๆ โผล่ออกมา มันเคลื่อนไหวอย่างกระตุก แต่แววตาเป็นแสงสีแดงเข้มเหมือนดวงไฟที่พร้อมลุกโชน มันพุ่งเข้ามาหาทีมด้วยความเร็วที่ผิดธรรมชาติ
“ตั้งรูปแบบที่เตรียมไว้!” อาคิระตะโกน
ทีมขยับเข้าตำแหน่ง อีลิน่าก้าวขึ้นแนวหน้า ใช้โล่ขนาดใหญ่ป้องกันการโจมตีจากศัตรู อาคิระและดราโก้เสริมแนวหน้า โดยอาคิระใช้ดาบขาวและดาบดำจัดการหุ่นยนต์ที่เข้าประชิด ส่วนดราโก้ปล่อยหมัดที่หนักหน่วงโจมตีพวกมันจนกระเด็นออกไป
มิเรลอยู่แนวหลัง ปล่อยเวทย์ไฟที่ลุกโชติช่วงทำลายหุ่นยนต์ทีละกลุ่ม ยูเอะอยู่ตรงกลาง คอยใช้เวทย์สนับสนุน บัฟความเร็วและพลังโจมตีให้ทุกคน พร้อมฮีลเมื่อจำเป็น
หุ่นยนต์ในช่วงแรกดูเหมือนไม่มีทักษะการต่อสู้ พวกมันเพียงเคลื่อนไหวด้วยแรงขับเคลื่อนของคาออส ทีมสามารถจัดการพวกมันได้โดยไม่ยากนัก
“นี่ง่ายเกินไปหน่อยหรือเปล่า?” ดราโก้ถามพลางฟาดหมัดใส่หุ่นตัวหนึ่งจนแตกกระจาย
“อย่าประมาท” อีลิน่ากล่าวขณะตั้งโล่รับแรงกระแทกจากหุ่นอีกตัว
เหมือนคำเตือนของเธอจะเป็นจริง เสียงเครื่องจักรทำงานดังขึ้นเรื่อย ๆ ฝูงหุ่นยนต์เริ่มปรากฏจำนวนมากขึ้นจากทุกทิศทาง พวกมันเหมือนมดที่พากันออกจากรัง และคราวนี้ยังมีหุ่นขนาดใหญ่กว่า และดูเหมือนจะมีพลังทำลายสูงกว่าเข้ามาสมทบ
“เราต้องปรับแผนใหม่!” อาคิระตะโกน
ทีมรีบเปลี่ยนรูปแบบ อีลิน่า อาคิระ และดราโก้สร้างแนวล้อมรอบยูเอะและมิเรล ยูเอะพยายามคงสมาธิเพื่อฮีลและบัฟทีม แต่จำนวนศัตรูที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เธอเริ่มเหนื่อยล้า
มิเรลใช้เวทย์ไฟโจมตีโดยรอบ เปลวเพลิงของเธอเผาทำลายหุ่นยนต์ได้จำนวนมาก แต่พลังเวทย์ของเธอก็ลดลงอย่างรวดเร็ว “ฉันเริ่มหมดแรงแล้ว…” เธอพึมพำพร้อมหอบหายใจ
“ดราโก้ ขวา!” อาคิระตะโกนพร้อมปล่อยดาบขาวฟันหุ่นยนต์ตัวใหญ่ที่พุ่งเข้ามา
ดราโก้หันไปปล่อยหมัดเต็มแรงใส่ศัตรู “ที่นี่มันเหมือนกับรังของพวกมัน!”
อากาศรอบตัวเริ่มร้อนขึ้นจากเปลวเพลิง และทีมเริ่มขยับตัวลำบากในพื้นที่จำกัด แม้เวทย์ลมและน้ำแข็งของมิเรลจะช่วยบรรเทา แต่พลังของเธอก็ใกล้หมดเต็มที
อาคิระมองเห็นความลำบากของทีมและตัดสินใจทันที “อีลิน่า เป็นหัวหอกแหวกเข้าไปที่เป้าหมาย มิเรล ยูเอะ หยุดใช้เวทย์ประคองตัวเองไว้ เราจะเปิดทางให้!”
ทีมพยายามปรับแผนตามคำสั่ง อีลิน่าตั้งโล่พุ่งทะลวงฝ่าฝูงหุ่นยนต์เข้าไป ขณะที่อาคิระและดราโก้ปิดท้าย คอยจัดการศัตรูที่พุ่งเข้ามาใกล้
“เร็วเข้า! ถ้าเราช้ากว่านี้ เราอาจไม่รอด!” อีลิน่าตะโกนพร้อมโล่กระแทกศัตรูตัวหน้าให้กระเด็น
แต่จำนวนหุ่นยนต์ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทีมเหมือนถูกฝูงมดรุมกัดจนหมดทางรอด สถานการณ์เริ่มดูเหมือนจะไม่มีทางออก…
ในขณะที่สถานการณ์ดูเหมือนจะหมดหวัง เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทางด้านหน้า แรงระเบิดทำให้ฝูงหุ่นยนต์คาออสกระเด็นออกไปทุกทิศทาง เศษซากโลหะปลิวกระจาย ท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้ง
“อะไรน่ะ!?” ดราโก้อุทานพลางตั้งการ์ด เตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามา
เสียงระเบิดยังดังต่อเนื่องเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุด ท่ามกลางเปลวไฟและควันที่ม้วนตัว พวกเขาก็เห็นสิ่งที่คาดไม่ถึง หุ่นขายน้ำผลไม้สีสันสดใสพร้อมสัญลักษณ์แปลก ๆ บนตัว มันพุ่งออกมาจากฝุ่นควันพร้อมยิงกระป๋องน้ำอัดลมที่ระเบิดเป็นลูกไฟขนาดเล็กเข้าใส่ฝูงหุ่นยนต์คาออสที่เหลืออยู่
“เฮ้ ไม่ต้องกลัวนะ! พี่ป๋องมาช่วยแล้ว!” เสียงร่าเริงดังขึ้นพร้อมกับท่าทางที่ดูมั่นใจ
ทีมยืนอึ้งกันถ้วนหน้า ขณะที่หุ่นขายน้ำผลไม้ยังคงยิงกระป๋องระเบิดทำลายหุ่นยนต์ศัตรูที่เหลือเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ทันใดนั้น หุ่นยนต์ตัวเล็กอีกสี่ตัวก็โผล่ออกมาจากด้านหลังพี่ป๋อง แต่ละตัวมีรูปลักษณ์และบทบาทเฉพาะที่ทำให้ทีมยิ่งตกตะลึง
หุ่นดูดฝุ่นขนาดเล็กถือแปรงในมือ มันพุ่งเข้าหาฝูงหุ่นยนต์ศัตรูอย่างแม่นยำ พร้อมใช้แปรงป้ายสีลงบนเซนเซอร์ของศัตรูจนพวกมันมองไม่เห็นอะไร
หุ่นส่งของที่มีรูปร่างคล้ายสุนัขหุ่นยนต์ กระโจนไปยังฝูงหุ่นยนต์ศัตรูและเริ่มเต้นหมุนวน ทำให้ศัตรูเสียจังหวะและหันไปชนกันเอง
หุ่นเก็บขยะสีเทาเปิดเพลงจังหวะสนุกสนานล่อศัตรู มันวิ่งวนไปรอบ ๆ พร้อมปล่อยเสียงเพลงที่ดังจนศัตรูเริ่มเสียสมาธิและไล่ตามมันอย่างไร้ทิศทาง
และสุดท้าย หุ่นนักรบล้ำสมัยสะอาดสะอ้านถือดาบพลังงานในมือ มันโจมตีด้วยความรวดเร็วและเฉียบคม ดาบพลังงานของมันสว่างวาบพร้อมกับกระสุนพลังงานที่ปล่อยออกมาทำลายศัตรูในพริบตา
ภาพหุ่นยนต์ทั้งห้าตัวทำงานประสานกันอย่างคล่องแคล่ว ฝูงหุ่นยนต์คาออสที่เหมือนมดรุมกัดเมื่อครู่ กำลังโดนกำจัดเป็นวงกว้างเหมือนถูกฉีดด้วยสเปรย์ฆ่าแมลง หุ่นยนต์ศัตรูล้มลงเป็นกลุ่มใหญ่ ทีมที่มองเหตุการณ์ตรงหน้าทำได้เพียงยืนอ้าปากค้าง
พี่ป๋องเดินเข้ามาท่ามกลางซากโลหะที่ไหม้เกรียม “และนั่นคือ น้องแป๋ง น้องปั๋ง น้องวัลลี และน้องอีฟ ศิลปินทั้งสี่ของเรา เชิญรับชมได้เลย!” เขากล่าวพร้อมกวาดมือไปทางกลุ่มหุ่นยนต์ตัวเล็กที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง
เสียงระเบิดจากน้องอีฟยังดังอยู่เป็นระยะจนกลบคำพูดของพี่ป๋องไป แต่เมื่อเสียงเงียบลง ทีมจึงได้ยินเต็ม ๆ พี่ป๋องยิ้มกว้างแล้วกล่าวต่อ “โอซิริสส่งพวกเรามาช่วยพวกคุณนะ! เธอรู้ว่าหุ่นคาออสกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ คิดว่าน่าจะเป็นทีมช่วยเหลือจากการ์เดี้ยนแน่ ๆ ตามพวกเรามาได้เลย!”
ทีมที่ยังคงตะลึงกับสิ่งที่เห็นเริ่มรวบรวมสติกลับมา อาคิระพยักหน้าขอบคุณ “พวกคุณมาถูกจังหวะจริง ๆ”
“ใช่แล้ว! ถ้าช้าอีกนิด พวกเราคงแย่แน่” ดราโก้พูดพร้อมหัวเราะอย่างโล่งใจ
“รีบตามพวกเขาไปก่อนที่ฝูงใหม่จะมาอีก” อีลิน่ากล่าวพลางเริ่มออกเดิน
ดราโก้หันกลับไปมองเศษซากหุ่นยนต์ที่เคยสร้างความวุ่นวาย แม้เขาจะเคยสบประมาทว่า “ก็แค่ของอ่อนแอ” ก่อนจะเดินจากไป เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงติดจะเหน็บแนม “เอาเถอะ…ต่อไปฉันจะถนอมพวกของใช้ในบ้านก็แล้วกันนะ…”
ทีมทั้งหมดเคลื่อนตัวตามพี่ป๋องและหุ่นยนต์ตัวน้อยทั้งสี่ ทิ้งไว้เพียงซากโลหะของศัตรูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอุปสรรคมหาศาล