เย่ซวนเดินอยู่เขตทิศตะวันออกจนมืดค่ำก็ยังไม่เจอที่ไหนรับสมัครงานเลย ทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลไม่ได้
'จะเอาเงินที่ไหนซื้อของอร่อยๆ ละทีนี้'
'เฮ้อ'
สุดท้ายเย่ซวนก็เดินมาหยุดใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่นั่งพักผ่อนของชาวเมือง เย่ซวนนั่งมองถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน ทุกที่ล้วนถูกประดับด้วยโคมไฟหลากสี
"พวกข้านั่งด้วยได้หรือไม่" อยู่ๆ ก็มีเสียงแก่ชราดังขึ้น พอเย่ซวนหันหน้าไปมองด้านข้างก็ปรากฏร่างแก่ชรา กับ เด็กตัวอ้วนๆ ยืนอยู่ พวกเขาทั้ง 2 ก็คือชายชราตาบอดและหลานชายตัวอ้วนเมื่อตอนกลางวันนั้นเอง
"ตามสบาย" เย่ซวนพยักหน้า
พวกเขาทั้งสองนั่งลงข้างๆ เย่ซวนโดยที่มีหลานชายของชายชรานั่งตรงกลาง เด็กน้อยหยิบหมั่นโถวร้อนๆ ขึ้นมากินโดยที่ไม่พูดอะไร
"ท่านมานั่งทำอะไรที่นี้" ชายชราตาบอดถามขึ้น
"แค่มานั่งพักน่ะ" เย่ซวนพูด
"สำนักที่จะได้ที่ 1 คือสำนักคุ้มภัยหลี่เฉียงจริงหรือ" เย่ซวนสงสัย
"แน่นอน ข้าเห็นแบบนั้น" ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ
เห็นแบบนั้นเย่ซวนก็พยักหน้า เขาอยากให้ถึงวันประลองไวๆ เสียจริง
"อร่อยหรือไม่" เย่ซวนหันไปถามเด็กน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ
"อร่อยขอรับ" เด็กน้อยหันมายิ้มให้กับเย่ซวนก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเคารพ ในตอนแรกเขากับท่านตากำลังจะเดินกลับโรงเตี๊ยมหลังจากที่ซื้อหมั่นโถวเสร็จ แต่อยู่ๆ ท่านตาของตนก็พาเดินมาหาเย่ซวน
"พวกท่านเป็นคนต่างเมืองหรือ ?" เย่ซวนถามด้วยความสงสัย
"ใช่แล้ว พวกข้าทั้ง 2 ออกเดินทางไปทั่วอาศัย การทำนายดวงชตาเพื่อหาเลี้ยงชีพ" ชายชราตอบพร้อมกับหันหน้ามามองทางเย่ซวน ต่อให้เขาจะตาบอดก็ตาม
'อาชีพนักทำนายหรือ จะเหมือนกับดูดวงหรือเปล่านะ' เย่ซวนคิดในใจ
"งั้นท่านทำนายให้ข้าได้หรือไม่"
"แต่ข้าไม่มีเงินหรอกนะ" เย่ซวนพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา
"ข้าไม่สามารถทำได้" ชายชราพูดออกมาพร้อมกับยิ้มให้เย่ซวน
"ทำไม่ได้" เย่ซวนขมวดคิ้ว
"ใช่"
"เพราะอะไรกัน" เย่ซวนถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" ชายชราส่ายหัว
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาไม่สามารถมองเห็นอนาคตของเย่ซวนได้ เหมือนกับว่ามีสิ่งที่น่ากลัวกำลังขัดขวางเขาอยู่ แต่สิ่งที่เขารู้คือเย่ซวนนั้นไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน เขาจึงอยากทำความรู้จักเอาไว้ ขณะที่เขากำลังจะเดินกลับโรงเตี๊ยมนั้นเขาสังเกตเห็นเย่ซวนนั่งอยู่คนเดียว แต่ที่ทำให้เขาแปลกใจคือตอนที่เขามองเย่ซวนครั้งแรก เขาไม่สามารถมองผ่านดวงชะตาของเย่ซวนได้
'ไม่รู้ว่าชายชราคนนี้ กับ ผู้เฒ่าจันทรา ใครจะเก่งกว่ากัน' เย่ซวนสงสัย แต่เขาเองตั้งแต่ไปยังหุบเขาจันทรา เขาก็ยังไม่เคยเห็นผู้เฒ่าจันทราเลยสักครั้ง
เย่ซวนพูดคุยกับชายชราอย่างออกรส สิ่งที่ทำให้เย่ซวนคุยกับชายชราได้นานขนาดนี้ก็เพราะว่าชายชรา ได้เล่าเรื่องต่างๆ ให้เย่ซวนฟัง ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต หรือ เรื่องที่ชายชราทำนายว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ชายชราเน้นย้ำทุกครั้งว่าทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน บางครั้งมันก็มีตัวแปรที่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ ชายชรามีชื่อว่า เฉียวฟง สวนเจ้าอ้วนตัวน้อยที่นั่งอยู่ตรงกลางมีชื่อว่า เฉียวกั่ว
เฉียวกั่ว แปลกใจเป็นอย่างมากที่ท่านตาของบอกชื่อของพวกเขาให้เย่ซวนได้รู้ เพราะท่านตาจะไม่ยอมบอกชื่อกับใครง่ายๆ เด็กน้อยลอบมองเย่ซวนอยู่หลายครั้ง เผื่อว่าจะเห็นสิ่งผิดปกติของเย่ซวน แต่ก็ไม่เจออะไร
เย่ซวนเห็นการกระทำของเด็กอ้วนคนนี้ก็อดที่จะขำอยู่ภายในใจไม่ได้
"ท่านตาข้าหิวแล้ว" เฉียวกั่วหันไปพูดกับเฉียวฟง เพราะเห็นว่าทั้งสองไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคุยกันเลย
"เจ้าหิวแล้วหรือ แต่ข้าเพิ่งเห็นเจ้ากินหมั่นโถ่วไปตั้ง 2 ลูกเลยนะ" เย่ซวนพูด
"ฮ่าๆ เจ้าเด็กนี่กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มหรอก" เฉียวฟงพูดพร้อมกับลูบหัวของหลานชายเบาๆ
ทำให้แก้มของเฉียวกั่ว แดงขึ้นเพราะถูกผู้ใหญ่ 2 คนพูดจาหยอกล้อตนเอง
"งั้นพวกเราไปหาอะไรกินกันเถอะ" เฉียวฟงพูด
"ท่านก็ไปด้วยกันเถอะ" ก่อนที่จะหันมาชวนเย่ซวน
"เดี๋ยววันนีี้ข้าเป็นเจ้ามือเอง"
"ดีเลย" เย่ซวนตาโตเมื่อได้ยินเฉียวฟงบอกว่าจะเป็นเจ้ามือ
ก่อนที่ทั้ง 3 จะเดินไปยังโรงเตี๊ยมที่เฉียวฟงพักอยู่ ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึง โรงเตี๊ยมที่เฉียวฟงพักอยู่นั้น มีขนาดเล็กมีห้องพักเพียง 10 กว่าห้องเท่านั้น เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็มีโต๊ะอยู่เหลืออยู่เพียงโต๊ะเดียวเท่านั้น
"โอ้ท่านนี้เอง" เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมเดินเข้ามาทักทายเฉียวฟงอย่างเป็นกันเอง
"ยังมีโต๊ะว่างหรือไม่" เฉียวฟงถามเพราะดูเหมือนว่าวันนี้จะมีคนเยอะกว่าปกติ
"พวกท่านโชคดีจริงๆ มีโต๊ะว่างเหลืออยู่โต๊ะเดียวพอดี" ก่อนที่เขาจะเดินนำพวกเฉียวฟงไปยังโต๊ะที่อยู่ด้านในสุด
"พวกท่านจะรับอะไรดี" เถ้าแก่ถามด้วยใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้ม เพราะช่วงนี้โรงเตี๊ยมของเขามีลูกค้าเข้ามาจนแทบจะรับมือไม่ไหว
"ท่านนำอาหารอะไรก็ได้มาสัก 4 ถึง 5 อย่างเถอะ" เฉียวฟงสั่ง
"ได้เลยๆ พวกท่านรอสักครู่" เถ้าแก่พูด ก่อนที่จะเดินไปสั่งเสี่ยวเอ้อ และ เขาก็เดินไปพูดคุยกับลูกค้าโต๊ะอื่นๆ
...
"ท่านพี่พวกเราจะหาเขาเจอหรือไม่" เจี้ยนหนิงหันไปถามเจี้ยนกั๋วที่เดินอยู่ข้างๆ พวกเขาทั้ง 2 เดินหา เฉียวฟงจะครบ 1 ชั่วยามแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของชายชราเลย
"พวกเราเดินหาต่ออีกสักพักเถอะ ข้าให้คนไปหาข่าวแล้ว อีกไม่นานคงจะได้ข่าวอะไรบ้าง" เจี้ยนกั๋วพูดพร้อมกับมองไปรอบๆ และ ก็เป็นอย่างที่เจี้ยนกั๋วพูดไม่นานก็มีชายที่ใส่ชุดศิษย์ของสำนักพิสุทธิ์วารี
"ศิษย์พี่ใหญ่/ศิษย์พี่หญิง" พวกเขาคารวะเจี้ยนกั๋ว เจี้ยนหนิง
"ได้เรื่องหรือไม่" เจี้ยนกั๋วพยักหน้าและถาม
"ขอรับ"
เมื่อได้ยินแบบนั้น เจี้ยนกั๋ว และ เจี้ยนหนิง ตาโตขึ้นทันที
"ว่ามา" เจี้ยนกั๋วพูด ก่อนที่ศิษย์ของสำนักพิสุทธิ์วารีจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเฉียวฟงให้ฟัง
"ท่านพี่งั้นพวกเรารีบไปยังโรงเตี๊ยมแห่งนั้นกันเถอะ" เจี้ยนหนิงพูดด้วยความรีบร้อนเพราะกลัวว่าเฉียวฟงจะหายไปเสียก่อน
"อืม พวกเรารีบไปกันเถอะ" เจี้ยนกั๋วพยักหน้า ทั้ง 2 รีบเดินไปยังโรงเตี๊ยมที่เฉียวฟงอยู่ทันที
...
"อาหารที่นี่อร่อยใช้ได้ใช่มั้ยล่ะ" เฉียวฟงถามเย่ซวน
"ใช้ได้" เย่ซวนพยักหน้า แต่ภายในใจเขาคิดถึงอาหารที่พ่อครัวของเยี่ยนฟางมากกว่า
"พี่เย่ซวน" เฉียวกั่วเรียก
"ท่านไม่ลำบากหรือ ที่ไม่ถอดผ้าคลุม" เฉียวกั่วถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าเย่ซวนนั้นยังใส่ผ้าคลุมอยู่
"เสี่ยวกั่วอย่าเสียมารยาท" เฉียวฟงทำเสียงดุ
"ขอโทษขอรับ" เฉียวกั่วทำเสียงเศร้า
"ฮ่าๆ ไม่เป็นไร" เย่ซวนหัวเราะพร้อมกับเอามือลูบศีรษะของเฉียวกั่ว ทำให้เด็กน้อยกลับมาสดใสอีกครั้ง
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันนั้นก็ได้มีลูกค้ากลุ่มใหม่เดินเข้ามา
"ขอโทษด้วยขอรับ โต๊ะภายในร้านเต็มหมดแล้ว" เถ้าแก่เดินเข้าไปพูดด้วยน้ำเสียงเคารพ เมื่อเห็นพวกเขาใส่ชุดของสำนักพิสุทธิ์วารี
เจี้ยนกั๋วไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองไปรอบๆ ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่มุมด้านหลังโรงเตี๊ยม เขาเดินไปทางเฉียวฟงโดยไม่ลังเล
"ผู้อาวุโส" เจี้ยนกั๋วและเจี้ยนหนิงคารวะเมื่อเดินมาถึง
"โอ้ พวกเจ้านี้เองมีธุระอะไรหรือ" เฉียวฟงจำเสียงของสองพี่น้องนี้ได้ เขาไม่มีความแปลกใจเท่าไหร่ที่เห็นสองพี่น้องนี้อีกครั้ง
"ต้องขอโทษด้วยที่รบกวนเวลาทานอาหารของท่าน" เจี้ยนหนิงกลัวว่าเฉียวฟงจะไม่พอใจ
"ฮ่าๆ ไม่เป็นอะไร" เฉียวฟงไม่ใช่คนขี้โมโหอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้เลยไม่ได้ใส่ใจ
"ที่พวกข้ามาหาผู้อาวุโสก็เพราะว่าท่านพ่อต้องอยากเชิญท่านไปแขก ของสำนักพิสุทธิ์วารี" เจี้ยนกั๋วพูด
"ไปเป็นแขกของสำนักเจ้า ?" เฉียวฟงแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่ามันจะไวแบบนี้
"ใช้แล้วเจ้าค่ะ" เจี้ยนหนิงพยักหน้าถึงแม้ชายชราตรงหน้าจะตาบอดก็ตาม
"ท่านสนใจไปด้วยกันหรือไม่" เฉียวฟงหันไปถามเย่ซวน
"ไม่รบกวนดีกว่า" เย่ซวนส่ายหน้า
"ต้องขอโทษด้วย ข้าไม่สะดวกที่จะไปเป็นแขกของสำนักเจ้า" เฉียวฟง หันไปพูดกับเจี้ยนหนิงและเจี้ยนกั๋ว
เมื่อทั้ง 2 ได้ยินพวกเขาก็มองเย่ซวนด้วยความสงสัย ก่อนที่จะมองหน้ากันดูเหมือนว่าเย่ซวนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเชิญเฉียวฟงในครั้งนี้
"ไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้คือ ?" เจี้ยนกั๋วถาม แต่เย่ซวนกลับไม่ได้ตอบ จนทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยพอใจ
เมื่อเห็นแบบนั้นเจี้ยนหนิงก็นึกอะไรได้ก่อนที่นางจะแนะนำตนเองก่อน
"ข้าเจี้ยนหนิง ส่วนคนนี้คือพี่ชายข้าเจี้ยนกั๋ว พวกเราเป็นศิษย์ของสำนักพิสุทธิ์วารี"
"ไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร"
เย่ซวนหันไปมองเจี้ยนหนิง ก่อนที่จะมองเจี้ยนกั๋ว ก่อนที่เย่ซวนจะบอกชื่อของตนเอง
"คุณชายเย่ซวนนี้เอง ไม่ทราบว่าท่านสนใจไปเป็นแขกของสำนักพวกเราหรือไม่" เจี้ยนหนิงพูดพร้อมทำสีหน้าคาดหวัง
เมื่อเห็นเย่ซวนไม่ได้พูดอะไร เจี้ยนหนิงก็เริ่มที่จะกังวล
"คุณชายเย่ซวนรบกวนช่วยข้าเถอะนะ" เจี้ยนหนิง อยู่ๆ ก็คุกเข่าลง
"น้องหญิง" เจี้ยนกั๋วตกใจกับการกระทำของน้องสาวตนเอง ไม่ใช่เพียงเจี้ยนกั๋วที่ตกใจ เย่ซวนเองก็เช่นกัน
"เจ้าทำอะไรรีบลุกขึ้นเร็ว" เจี้ยนกั๋วพยายามดึงแขนของน้องสาวของตนให้ลุกขึ้น
"ไม่" นางส่ายหัวไปมา เพื่อท่านแม่ของตนแล้วนางยอมทำทุกอย่าง
"เจ้าลุกขึ้นเถอะ อย่าทำแบบนี้เลย" เย่ซวนยกมือเกาหัวเพราะทำตัวไม่ถูก
"ท่านจะไปเป็นแขกของสำนักข้าใช่มั้ย" นางมองเย่ซวน
"อืม" เย่ซวนพยักหน้า ในตอนแรกที่เขาไม่อยากไปเพราะอยากไปหางานทำมากกว่า
"ดีจริง !" นางยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว
"งั้นพวกเราไปกันเลยเถอะ" เจี้ยนหนิงพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
"รีบร้อนขนาดนั้นเลยเหรอ ฮ่าๆ" เฉียวฟงหัวเรา
"ให้พวกข้าทานอาหารให้เสร็จก่อนก็ยังไม่สาย"
"ข้าต้องขอโทษผู้อาวุโสด้วย" เจี้ยนหนิงรู้ตัวว่าตนเองเสียมารยาท ก็รีบยกมือขอโทษทันที
"ไม่เป็นไรๆ" เฉียวฟงโบกมือ
"พวกเจ้าจะกลับไปก่อนก็ได้" ก่อนที่จะบอกให้พวกเจี้ยนกั๋วกับเจี้ยนหนิงกลับไปก่อน แต่ทั้ง 2 ก็ส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะกลัวว่า เฉียวฟงจะหายไปอีก
"งั้นพวกเจ้าก็มานั่งทานอาหารด้วยกันเถอะ" เมื่อเห็นทั้ง 2 ไม่ยอมจากไป เฉียวฟงเลยชวนให้ 2 พี่น้องนั่งร่วมโต๊ะด้วย
เฉียวฟง หันไปตะโกนสั่งอาหารอีก 2-3 อย่าง
ระหว่างที่ทั้งหมดนั่งทานอาหารอยู่นั้น เจี้ยนกั๋ว และ เจี้ยนหนิง ก็พยายามสังเกตเย่ซวนอยู่เป็นพักๆ แต่เย่ซวนกลับไม่ได้สนใจอะไร ปล่อยให้พวกเขาสังเกตไป
สิ่งที่ทำให้สองพี่น้องสนใจก็คือเย่ซวนนั้นเป็นใคร มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเฉียวฟง ถึงขนาดที่ถ้าเย่ซวนไม่ตกลงจะไปยังสำนักพิสุทธิ์วารี เฉียวฟงเองก็จะไม่ไปเช่นกัน และ อีกอย่างที่พวกเขาสนใจก็คือทำไมเย่ซวนต้องใส่ผ้าคลุมอยู่ตลอดเวลาขนาดทานข้าวยังไม่ยอมถอดมันออก ภายในใจของสองพี่น้องคิดไปต่างๆ นานา
...
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ