ตอนที่ 102 การขีดเขียนชะตา
“ถึงฤดูของกุ้งสะท้อนแสงวางไข่แล้วนี่นา คราวนี้พวกกัปตันใหญ่ ๆ จะมารวมตัวกันอีกมั้ยวะ” โจรสลัดหนวดเคราเฟิ้มคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างเมามาย
“ข้าได้ยินว่าพวกกลุ่มโจรสลัดทหารคลั่งเลือดค้นพบเกาะมหาสมบัติแห่งใหม่ พวกกลุ่มใหญ่ ๆ น่าจะแห่กันไปหมด” โจรสลัดร่างกายกำยำอีกคนหนึ่งตอบ
“งั้นรอบนี้ก็ไม่มีพวกโหด ๆ ไปมากสินะ แกล่ะจะไปลองเสี่ยงโชคหน่อยมั้ย” โจรสลัดเคราเฟิ้มหัวเราะลั่น พลางหันไปมองคู่หูของตนที่เมามายไม่ได้สติอยู่ด้านข้าง
“ไม่น่าไหวว่ะ อย่างน้อย ๆ ก็พวกห้าว ๆ ที่กล้างัดกับพวกนักผจญภัยแล้วก็นักสลักคงมากันเยอะแยะ” ชายชราหัวล้านฟันเหลืองเงยหน้าขึ้นมาส่ายหน้าไปมา
“เว้ย! ไม่กล้าผจญภัยไม่กล้าเสี่ยงไม่กล้าสู้ไม่กล้าฆ่า จะมาเป็นโจรสลัดทำไมวะ!” โจรสลัดร่างกำยำหัวเราะลั่น ตบหัวของชายชราหัวโล้น
“เขาเรียกว่าประมาณตนโว้ย ข้าไม่โง่ไปหาเรื่องตายหรอก!” ชายชราหัวล้านตอบ
พวกเขายังคงร่ำสุรากันอย่างเฮฮา สมวิสัยของโจรสลัดที่นาน ๆ ทีจึงมีโอกาสได้กลับเข้าฝั่ง
นิทานที่นั่งฟังอยู่ไม่ไกลมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขานั่งฟังที่ร้านนี้มาเป็นชั่วโมงแล้ว เป้าหมายของเขาคือการหาข้อมูลดี ๆ เพื่อให้พอมีเป้าหมายสำหรับการเดินทางมาครั้งนี้
แม้เขาจะมาที่เมืองท่าข้างสมุทรแห่งนี้เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มสำหรับการเรียนรู้คำแต่เขาก็ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรมากมายเป็นพิเศษนัก เขาคิดเพียงแค่ว่าหากได้เปลี่ยนบรรยากาศ พบเจออะไรใหม่ ๆ เขาอาจเจออะไรที่จุดประกายให้ตนเองขึ้นมาได้บ้าง
การเรียนรู้คำเป็นศาสตร์ที่ไม่มีหลักการตายตัว แม้กาลเวลาจะผันผ่านมานานแค่ไหน จะมียอดบุคคลกี่ท่านมากมายที่ไต่ระดับขึ้นไปได้สูงยิ่งในการขีดเขียนชะตาแต่คนเหล่านั้นก็ไม่อาจอธิบายหรือสรุปหลักการในการเรียนรู้คำอย่างถูกต้องสมบูรณ์ได้
หลัก ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าการเรียนรู้คำนั้นขึ้นอยู่กับบุคคล เพราะคำแห่งพลังอันเกิดมาจากตัวตนนั้นไม่มีวันเหมือนกันโดยสมบูรณ์ อาจมีคำที่ดูเหมือนจะซ้ำกันเช่น ไฟ หากเมื่อพัฒนาขึ้นไปสูงขึ้นความแตกต่างจะยิ่งชัดเจน
อีกเหตุผลหนึ่งคือการที่คนแต่ละคนจะเรียนรู้คำได้นั้นเกิดจากการที่คนผู้นั้นเข้าใจตนเองมากยิ่งขึ้น เข้าใจว่าเหตุใดตนถึงเกี่ยวข้องกับคำแห่งพลังคำนั้น หากพูดให้แม่นยำยิ่งกว่า คือเหตุใดตนจึงให้กำเนิดคำแห่งพลังคำนี้
'ให้กำเนิด' คือคำที่ถูกใช้อธิบายคำแห่งพลังได้เหมาะสมที่สุด เพราะคำแห่งพลังไม่ได้เกิดมาจากสิ่งลี้ลับหรือผู้แข็งแกร่งใด หากเกิดจากจิตใจของสิ่งมีชีวิต ตัวตนของสิ่งมีชีวิตนั้นคือสิ่งที่ให้กำเนิดสัญญะที่แทนตัวตน และสัญญะนั้นก็คือคำแห่งพลัง คำแห่งพลังที่แปรเปลี่ยนไปตามตัวตนของผู้ให้กำเนิดอย่างแท้จริง
การค้นพบคำสามารถทำได้ในทุกช่วงของชีวิต หากที่รับทราบโดยทั่วกันคือยิ่งเข้าใกล้การโตเต็มวัยเท่าใดก็ยิ่งค้นพบคำแห่งพลังได้ง่ายมากขึ้น เพราะเป็นการผ่านประสบการณ์หลากหลายและห้วงอารมณ์มากมายในระหว่างช่วงวัย หากประสบการณ์ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะยิ่งแก่ตัวลงก็ยิ่งหาคำแห่งพลังยากขึ้น หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเราแก่ตัวขึ้น เราจะถูกหล่อหลอมโดยสังคมโดยรอบจนหลงลืมตัวตนของตัวเองได้โดยง่าย
เมื่อค้นพบคำแห่งพลังแล้ว คำแห่งพลังนั้นจะปรากฏในรูปร่างของดวงดาราสีดำในห้วงจิตของสิ่งมีชีวิต สามารถมีได้มากที่สุด 5ดวง ในสภาวะนี้ เจ้าของร่างสามารถใช้งานพลังของมันได้เพียงน้อยนิด สภาวะนี้เรียกว่า แรกเกิด สื่อถึงเด็กน้อยแรกเกิดที่รู้จักตนเองเพียงผิวเผิน
เมื่อถึงวัยที่เติบโตเต็มที่ มหานทีรากวิญญาณจะเติบโตสมบูรณ์พร้อม มหานทีรากวิญญาณคือขุมกำเนิดพลังแห่งจิตใจของสิ่งมีชีวิต คล้ายกับเตาไฟที่จุดพลังให้ชีวิตสามารถก้าวต่อไป นักวิจัยหลายคนคาดกันว่ามหานทีรากวิญญาณคือต้นกำเนิดคำแห่งพลัง หากไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด แต่ที่หลายคนเห็นตรงกันคือน้ำในมหานทีรากวิญญาณส่งผลอย่างมากต่อการค้นพบคำแห่งพลัง
เมื่อผู้ก้าวเดินไปในการขีดเขียนชะตาควบคุมน้ำในมหานทีรากวิญญาณให้หลอมละลายดวงดาราแห่งคำ ดวงดาราเหล่านั้นจะแตกกระจายออก ปรากฏให้เห็นถึงคำแห่งพลังที่ถูกกักเก็บไว้ภายใน คำแห่งพลังเหล่านั้นจะถูกนำไปสลักไว้ ณ ฟากฟ้าในดวงจิตทั้ง 4ทิศและศูนย์กลาง การกระทำนี้ถูกเรียกว่าพิธีสลักคำ
พิธีสลักคำสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวและเหมาะสมที่สุดในวัยเติบโตเต็มวัย สำหรับมนุษย์คือช่วงอายุ 30ปลายถึง 40 เมื่อทำไปครั้งหนึ่งแล้วไม่สำคัญว่าจะมีดวงดาราแห่งคำกี่ดวง น้ำในมหานทีทั้งหมดจะถูกใช้ออกแทบทั้งหมด ไม่สามารถฝืนบังคับกักเก็บได้
เมื่อน้ำในมหานทีแห้งขอดแล้ว มีเพียงสมบัติหายากไม่มากนักเท่านั้นที่สามารถเติมมันได้ หากต้องการทำพิธีสลักคำอีกครั้งน้ำจำนวนน้อยนิดนั่นจะเพียงพอหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ นี่คือเหตุผลที่การทำพิธีสลักคำสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวเว้นเสียแต่จะได้รับการสนับสนุนสมบัติปริมาณมหาศาล
การทำพิธีสลักคำจึงถูกรู้โดยทั่วกันว่าต้องทำในเวลาที่พร้อมที่สุด เวลาที่มั่นใจว่าตนไม่อาจค้นพบคำแห่งพลังได้อีกแล้ว หรือเวลาที่มหานทีรากวิญญาณใกล้หมดพลังลง แม้คนทั่วไปหลายคนอาจเลือกทำพิธีสลักคำก่อนเพราะต้องการใช้คำแห่งพลังในการดำรงชีวิต หากโดยพื้นฐานแล้วคือต้องทำยามที่ตนไม่อาจค้นหาคำแห่งพลังเพิ่มได้อีก
การที่นิทานถูกมองว่าเป็นพวกทิ้งพรสวรรค์ของตนเป็นเพราะเหตุนี้เอง เขาทำพิธีสลักคำด้วยวัยเพียง 19ปี แถมยังค้นพบได้ถึง 3คำในวัยเพียงแค่นี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยหากเขาจะค้นพบครบทั้ง 5คำเมื่ออายุถึง 40 หากทุกอย่างกลับสูญสิ้นไปแล้วเมื่อเขาเลือกทำพิธีสลักคำ การที่น้ำในมหานทีรากวิญญาณแห้งขอดเร็วเช่นนี้ทำให้การค้นพบคำต่อ ๆ ไปในอนาคตนั้นยากขึ้นมาก เขากลายเป็นของที่พังแล้ว อัจฉริยะที่ไม่อาจก้าวหน้าได้อีก
แม้ในช่วงนี้นิทานจะถูกเรียกขานกันว่าเป็นยอดอัจฉริยะ หากผ่านไปอีกร้อยปีนิทานอาจติดอยู่ที่ระดับอริยะขั้นต้นเพราะจำนวนคำแห่งพลัง กลับกัน ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับหนึ่ง ค้นพบคำแห่งพลัง 2 หรือ 3 คำเมื่ออายุ 40 ได้รับการสนับสนุนสมบัติมากมายเพราะชาติกำเนิดจนโชคดีค้นพบคำแห่งพลังเพิ่ม ทำพิธีสลักคำครั้งต่อ ๆ ไปสำเร็จ อาจสามารถขึ้นไปได้ถึงระดับอริยะขั้นกลาง ข้อจำกัดด้านจำนวนคำแห่งพลังคือตัวกำหนดและรองลงมาจึงเป็นความเร็วในการค้นพบคำ
แต่ถึงกระนั้น ผู้เรียนรู้ที่มีคำแห่งพลัง 3คำอาจขึ้นเป็นอริยะสำเร็จ หากผู้เรียนรู้ที่มีคำแห่งพลัง 4 คำอาจชะงักอยู่ที่ระดับผู้เรียนรู้ไปตลอดกาล ยิ่งค้นพบคำแห่งพลังไวเท่าใด ศักยภาพก็ยิ่งสูงตาม เหมาะแก่การฟูมฟัก สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงเป็นการที่ยังไม่ทำพิธีสลักคำก่อนวัยอันควร
การคัดเลือกผู้เรียนรู้จึงเป็นอะไรที่ยากลำบาก ขุมกำลังใหญ่ ๆ จึงให้ความสนใจที่นักสลักเสียมากกว่า ปัจจัยที่ต้องคำนึงมีมากเกินไป
ยกเว้นก็เพียงแต่ผู้เรียนรู้ 5 คำอันเป็นตำนาน ดังนั้นศักยภาพที่สูงส่งนอกจากความเร็วในการค้นพบคำแล้วยังรวมถึงจำนวนคำแห่งพลังที่ค้นพบได้ก่อนการทำพิธีสลักคำครั้งแรก รวมถึงว่าจะขึ้นเป็นนักสลักสำเร็จหรือไม่
ศาสตร์แห่งการขีดเขียนชะตาจึงเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาที่สุด ยอดอัจฉริยะอาจชะงักค้างไม่อาจขึ้นเป็นนักสลักนับร้อยปี ผู้ที่เติบโตช้า ๆ กลับสามารถค้นพบคำแห่งพลังเพิ่มในบั้นปลายชีวิต ทำพิธีสลักคำสำเร็จอีกครั้ง แซงหน้ายอดอัจฉริยะก็มักมีให้เห็น
คำกล่าวที่ว่า ชะตาไม่อาจคาดเดา ได้แต่ขีดเขียนด้วยตนเอง ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้เอง
นี่ก็คือสาเหตุที่หลายคนทอดถอนใจด้วยความเสียดาย แม้ว่าการเรียนรู้คำในระดับอริยะจะยากลำบากจนสำเร็จได้หรือไม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะทราบ แต่ที่พวกเขามั่นใจคืออนาคตที่สว่างไสวราวดวงอาทิตย์ของนิทานยามนี้เหลือเพียงแสงดาราแล้ว เขาจะค้นพบคำแห่งพลังเพิ่มอีกหรือไม่ จะขึ้นเป็นนักสลักสำเร็จหรือไม่ จะทำพิธีสลักคำครั้งต่อไปได้หรือไม่ อนาคตที่เคยง่ายดายยามนี้กลับเต็มไปด้วยอุปสรรคเพียงเพราะเขาเร่งรีบทำพิธีสลักคำ
เมื่อคำแห่งพลังถูกสลัก ณ ฟากฟ้าในห้วงจิตแล้ว สภาวะนี้จะถูกเรียกว่าผู้เรียนรู้ สื่อถึงการที่เริ่มเข้าใจตัวตนของตัวเองมากยิ่งขึ้น สามารถใช้ความสามารถของคำแห่งพลังได้มากและหลากหลายขึ้น นี่คือสภาวะที่คนส่วนใหญ่ในมหาทวีปไปถึง การทำพิธีสลักคำนั้นไม่แบ่งแยกยศถาบรรดาศักดิ์ รวยหรือจน สูงหรือต่ำ ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ คนมากมายจึงอยู่ในสภาวะนี้ได้อย่างง่ายดาย ต่างกันไปเพียงจำนวนคำแห่งพลังที่มี ผู้ที่ไม่ได้คาดหวังสิ่งใดในชีวิตเลยชั่วชีวิตอาจมีเพียงหนึ่งคำ ซึ่งเป็นส่วนมากของมหาทวีป
ขั้นต่อไปคือนักสลัก ผู้ที่เริ่มก้าวเดินไปบนการขีดเขียนชะตาอย่างแท้จริง หากต้องการกลายเป็นนักสลัก สิ่งที่ต้องทำคือการเรียนรู้คำ และการเรียนรู้คำคืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด่านแรกสำหรับผู้ที่ต้องการขีดเขียนชะตาของตนเอง
การเรียนรู้คำนั้นมีความหมายตรงไปตรงมาอย่างชัดเจน หมายถึงจงเรียนรู้และเข้าใจคำแห่งพลังของตนให้มากยิ่งขึ้น เมื่อมากถึงระดับหนึ่ง คำแห่งพลังคำนั้นก็จะถูกโยกย้ายจากห้วงจิตมาสลักอยู่บนร่างกายอย่างแท้จริง เสริมพลังและความสามารถขึ้นไปอีกระดับอย่างเหนือชั้น ดังคำว่านักสลักที่หมายถึงถูกสลักไว้บนร่าง
แล้วเหตุใดเพียงการเรียนรู้คำถึงเป็นเรื่องยาก? เพราะมันไม่ใช่ศาสตร์ตายตัวหรือมีกฎเกณฑ์ใด ๆ อย่างตรงตัว บางคนออกเดินทางทั่วมหาทวีปหากกลับไม่เคยเข้าใจในตนเองเลย หากบางคนกลับนอนหลับสบายอยู่ที่บ้าน แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็ค้นพบว่าตนนั้นเข้าใจคำของตนอย่างถ่องแท้แล้ว
บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งเพื่อเรียนรู้คำแห่งพลังของตน หากบางคนเพียงนั่งเหม่อมองท้องฟ้ายามตกดินก็เรียนรู้คำแห่งพลังของตนได้
สำหรับนิทานแล้ว เขาค้นพบคำแห่งพลังของตนได้เร็วมาก การที่เขาถูกมองว่าอัจฉริยะเป็นเพราะเหตุนี้ ในเมื่อเขาค้นพบคำแห่งพลังของตนได้ตั้งแต่อายุเพียง 8ปีนั่นหมายความว่าเขามีความเข้าใจในตนเองสูงมาก เป็นสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินไปในการขีดเขียนชะตา
และจากความเข้าใจของเขาเอง เขานั้นเห็นด้วยกับแนวคิดหลักในการเรียนรู้คำ
ยิ่งพบเจอสิ่งใหม่ ๆ ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเข้าใจตนเอง!
แม้อาจจะไม่ใช่กับทุกคน แต่นิทานคิดว่าตนนั้นเป็นพวกชอบเก็บตัว ชอบอยู่คนเดียว การออกไปทำอะไรที่แตกต่างอาจทำให้ตนเข้าใจตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกไปข้างนอกบ้างก็ดี หรือเมื่อออกไปแล้วพบว่าไม่ชอบแน่แท้แล้วจึงเลือกเก็บตัวเหมือนเดิม ไม่ว่าจะอย่างไหนอย่างน้อยเขาก็ได้ทดลองดู
และทั้งหมดนี่คือเหตุผลที่เขาเลือกมาที่เมืองท่าแห่งนี้!
อีกเหตุผลเล็ก ๆ เหตุผลหนึ่งที่อาจจะไม่สำคัญเท่าไหร่นัก คือเขาไม่เคยเห็นทะเลเลย เขาอยากลองมาเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง
อีกเหตุผลเล็ก ๆ เล็กมาก ๆ คือ คีตาชอบว่ายน้ำ เขาจึงอยากพามันมาเที่ยวทะเลดูบ้าง
เขาจึงไม่มีจุดหมายแน่ชัด คิดเพียงว่ามาก่อนค่อยว่ากัน
และตอนนี้จากการนั่งฟังมาเป็นชั่วโมง เขาก็พบจุดมุ่งหมายที่น่าสนใจแล้ว
กุ้งสะท้อนแสง ในสารานุกรมบอกว่ากุ้งชนิดนี้เมื่อนำมากินเป็นอาหารแล้วมีผลทำให้จิตใจสงบลง คิดได้สะดวกและลื่นไหลขึ้น หลายคนเชื่อว่าสภาวะนี้เหมาะแก่การเรียนรู้คำ นิทานคิดถึงข้อมูลของกุ้งสะท้อนแสงที่เขาเคยอ่านเจอมาในหนังสือ
เขาหันไปมองคีตาที่นอนกินไส้กรอกจานที่ 5พร้อมกับแผ่พลังอาณาเขตของตนไปรอบตัว เขาเชิดปากยิ้มขึ้นน้อย ๆ
"คีตา อยากกินกุ้งมั้ย?"