เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 การเดินทาง

            “สมาธิ!”

            หลินเฟิงพึมพำขณะกะพริบตาครั้งหนึ่ง

            ความหมายของท่านอาจารย์คือเรื่องที่สอดคล้องกับเจตนาเดิมการมีพรสวรรค์ที่สูงส่งก็เหมือนกับผู้ที่มีจิตสังหาร หากมีจิตสังหารในหัวใจอย่างแท้จริงพรสวรรค์จึงจะทรงพลัง

            นอกจากนี้ผู้ที่มีเมตตา มีจิตใจที่เมตตากรุณาคนประเภทนี้จะมีพรสวรรค์ที่สูงเช่นกัน

            “เจตนาเดิมของข้านั้น จริงๆ ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ข้าเป็นอยู่” หลินเฟิงถอนหายใจการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้มันมีกดดันจนเกินไป การรักษาเจตนาเดิมเอาไว้มันเป็นเรื่องยากคนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถทำตามเจตนาเดิมของตัวเองได้

            อย่างเช่นจากหลินเฟิงที่ไม่ค่อยสันทัดในการสังหาร แต่หลังจากต้วนเทียนหลางทำลายนิกายหยุนไห่และตระกูลไป๋ได้นาบตราทาสลงบนใบหน้าหานหมาน ด้วยความเกลียดชังภายในใจแล้วหลินเฟิงจะนิ่งนอนใจได้อย่างไรแม้เขาจะรู้ดีว่ามันขัดกับเจตนาเดิม แต่เขาจำเป็นต้องทำเพราะเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง

            นอกจากนี้มนุษย์ทั้งปวงย่อมมิอาจหนีจากอารมณ์ทั้งเจ็ด และความปรารถนาทั้งหกได้

            ดังนั้นคนชั่วร้ายอย่างแท้จริงมีเจตนาเดิมคือการสังหาร พวกเขาจะฝักใฝ่ในการสังหารทำให้พวกเขามีความสามารถสูงและทรงพลังอย่างมาก เพราะพวกเขาได้ทำในสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนาเดิม

            “ท่านอาจารย์ ได้โปรดสอนข้า” หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพแล้วโค้งคำนับเล็กน้อยขณะที่ท่านอาจารย์กำลังบรรเลงพิณอยู่ 

            “สมาธิ!” ท่านอาจารย์กล่าวอย่างไม่แยแสขณะบรรเลงพิณ “การกระทำและเจตนาเดิมของเจ้ามันไม่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องมีสมาธิทำให้จิตที่มีกิเลสแปรเปลี่ยนเป็นจิตใจอันสงบ ละทิ้งโลกที่ยุ่งเหยิง ชำระสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในใจแล้วสิ่งเหล่านี้จะไม่กลายเป็นอุปสรรคของเจ้า”

            “สมาธิ ชำระล้างสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในใจ”

            ขณะที่หลินเฟิงพึมพำ น้ำเสียงใจเย็นยังคงลอยเข้าหูอย่างต่อเนื่องหลินเฟิงตระหนักดีแล้วจึงค่อยๆ นั่งลงที่พื้นท่ามกลางสวนดอกท้ออย่างเชื่องช้าจากนั้นดวงตาของเขาก็ค่อยๆ ปิดลง

            ท่านอาจารย์ยังคงก้มหน้าบรรเลงพิณต่อไป การเคลื่อนไหวของเขาพลิ้วไปตามบทเพลงทว่าศีรษะกลับไม่เคยเงยขึ้นมาเลย

            เมิ่งฉิงเหลือบมองหลินเฟิงที่นั่งอยู่บนพื้น นางหันไปและเดินไปข้างหลังหลินเฟิงแล้วชมดอกท้อที่ลอยว่อนไปตามสายลม แม้ตอนที่อาศัยอยู่ในหุบเขาเฮยเฟิงนางก็ไม่เคยเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน

            เสียงเพลงที่บรรเลงนี้เหมาะแก่การนั่งสมาธิ มันทั้งสงบและเรียบง่ายจนทำให้ผู้คนลืมสิ้นทุกอย่างและละทิ้งทางโลกที่ยุ่งเหยิง

            เหตุการณ์มากมายผุดขึ้นในความคิดของหลินเฟิง นับตั้งแต่มาทวีปเก้าสวรรค์ครั้งแรกตอนที่ถูกไล่ออกจากตระกูลแล้วไปจากเมืองหยางโจว ตอนที่กลับไปยังนิกายหยุนไห่อีกครั้งจากนั้นต้วนเทียนหลางได้นำกองทหารม้าโลหิตมาทำลายนิกาย จนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างล้วนปรากฏในสมองของหลินเฟิงชัดเจน

            อย่างไรก็ตามภายในสมองของหลินเฟิงกลับไม่มีความเกลียดชังและความเจ็บปวด ราวกับเป็นตัวตนที่สามที่มองอยู่เงียบๆภายในใจของเขาที่ล้อมรอบไปด้วยเสียงพิณ มันช่างสงบเงียบไร้ที่สิ้นสุด 

            บทเพลงนี้เหมาะแก่การทำสมาธิ แม้แต่จิตวิญญาณของหลินเฟิงก็ยังไม่ต่อต้านจึงทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งและกระปรี้กระเปร่า ถึงหลินเฟิงจะไม่สันทัดเรื่องเพลงนักแต่มันก็ช่วยชำระจิตใจของเขาได้

            ท่ามกลางเสียงพิณอ่อนหวานที่บรรเลงไปชั่วขณะหนึ่ง หลินเฟิงก็สงบเงียบมากขึ้นจิตใจของเขาได้ผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา

            ดอกท้อยังคงบินว่อนไปทั่วฟ้า โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วดวงตาของหลินเฟิงก็ค่อยๆ เปิด เมื่อเขาลืมตาขึ้นกลับเห็นท่านอาจารย์ยังคงบรรเลงพิณเสียงพิณนั้นทำให้จิตใจสงบลงได้อย่างน่าประหลาด

            ส่วนเมิ่งฉิงยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้น

            หลินเฟิงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แต่ในเวลานี้แววตาของเขาดูแข็งทื่อ ความประหลาดใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า

            “ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ... ขั้นที่ 5?”

            หลินเฟิงตรวจสอบพลังของตัวเอง ไม่ผิดแน่ นี่คือขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะทะลวงขอบเขตโดยที่ไม่รู้ตัวเลย

            “นี่หรือคือผลลัพธ์ของการทำสมาธิช่างน่ากลัวยิ่งนัก”

            หลินเฟิงตกตะลึงทั้งที่ใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มขอบเขตแห่งจิตวิญญาณนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะบรรลุได้แต่หลินเฟิงทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 โดยใช้เวลาไม่นานนักในตอนนี้เขากลับมาทะลวงได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง

            “ขอบคุณขอรับ ท่านอาจารย์”

            หลินเฟิงโค้งคำนับให้ท่านอาจารย์อีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเขาสามารถทะลวงขอบเขตได้เพราะเสียงบรรเลงพิณของอาจารย์

            ในขณะนั้นมือทั้งสองข้างของท่านอาจารย์ก็หยุดบรรเลงเพลงลงในที่สุด แล้วเงยหน้ามองหลินเฟิงอย่างอ่อนโยน

            “ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าเพราะหยวนชี่ภายในร่างกายของเจ้า เจ้าถึงทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ได้อย่างรวดเร็วด้วยเพลงพิณของข้าที่บรรเลงจึงช่วยให้เจ้าทะลวงขอบเขตได้เร็วมากขึ้น”

            อาจารย์กล่าวยิ้มๆ ด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของเขานั้นมิอาจคาดคะเนได้อย่างไรก็ตามอาจารย์ท่านนี้ไม่เย่อหยิ่งเหมือนอาจารย์สองท่านนั้นที่หลินเฟิงเคยเจอเลยแม้นิดเดียว

            “ถ้าไม่มีเสียงพิณของท่านอาจารย์ คงเป็นเรื่องยากที่จะทะลวงขอบเขตได้เร็วเช่นนี้ถ้าไม่มีการชี้แนะจากท่าน ข้าคงไม่ได้มาที่นี่ ท่านอาจารย์ท่านไม่จำเป็นต้องรู้สึกละอายใจกับคำขอบคุณหรอกขอรับ ข้าขอบคุณท่านด้วยใจจริง”

            หลินเฟิงยิ้มและกล่าวอย่างจริงใจ

            อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย แล้วยิ้มขณะกล่าวว่า “งั้นข้าจะรับคำขอบคุณจากเจ้า”

            หลินเฟิงเผยรอยยิ้มสดใสและกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ครั้งก่อนท่านบอกว่า ถ้าข้าต้องการคำแนะนำก็สามารถมาหาท่านได้ ตอนนี้ท่านอาจารย์ได้โปรดสอนดีดพิณแก่ข้าด้วยเถอะขอรับ”

            อาจารย์เหลือบมองหลินเฟิงก่อนถามว่า “เจ้าไม่กลัวผลกระทบจากการบ่มเพาะของเจ้าหรือ?”

            “การฝึกสภาพจิตใจก็คือส่วนหนึ่งของการฝึกฝน” หลินเฟิงกล่าวขณะยิ้มทำให้อาจารย์ตกตะลึงและพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

            “ในเมื่อเจ้าต้องการจะเรียนพิณ ข้าจะพยายามสอนเจ้าสุดความสามารถ”

            อาจารย์มองหลินเฟิงและกล่าวว่า “ในภายภาคหน้าเมื่อเจ้ามีเวลาว่างก็มาหาข้าได้ที่นี่ วันนี้เจ้าควรฟังข้าบรรเลงพิณก่อน เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะฟังเสียก่อนเมื่อมีคุณสมบัติแล้วค่อยมาพูดเรื่องการฝึกพิณอีกครั้ง”

            “ขอรับ” หลินเฟิงกล่าวโดยไม่มีความคิดเห็นอื่นอีกการฟังเพลงพิณนั้นสามารถช่วยในการฝึกฝนได้ จึงไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ

            ท่านอาจารย์นั่งลงบนเก้าอี้หินอีกครั้งและบรรเลงพิณต่อส่วนหลินเฟิงและเมิ่งฉิงยังคงอยู่ท่ามกลางสวนดอกท้อ อีกทั้งยังทำสมาธิไปด้วยขณะที่ฟังเพลง

            …

            หลินเฟิงอยู่ในห้อง และในเวลานี้ได้มีร่างเงาไม่กี่คนยืนอยู่ที่นี่

            หลินเฟิง หลิ่วเฟย หานหมานและพั่วจวิน

            หลินเฟิงมองไปที่หานหมานและพั่วจวิน และกล่าวถามว่า  “พวกเจ้าคิดดีแล้วหรือ?”

            “อื้ม พี่หลิน ข้าคิดดีแล้ว” หานหมานพยักหน้าใบหน้าของเขาในตอนนี้สวมหน้ากากสีเงินเพื่อซ่อนตราทาสไว้

            ผู้คนที่ถูกนาบตราคำว่าทาส มันจะคงอยู่ไปตลอดชีวิตของพวกเขานอกเสียจากการฝึกฝนถึงระดับขอบเขตสูงสุด มันจะสามารถสร้างกระดูกและเลือดแปรเปลี่ยนเป็นเนื้อหนัง เมื่อนั้นจะสามารถลบคำว่าทาสออกไปได้ ดังนั้นหานหมานและพั่วจวินจำเป็นต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้โดยเร็วที่สุด

             ไม่มีใครที่อยากถูกนาบตราทาสแน่ เพราะมันจะสร้างรอยแผลเป็นติดตัวไปตลอดชีวิตจนไม่อาจให้ผู้คนเห็นมันได้

            “พี่หลิน ข้าก็คิดดีแล้วเช่นกัน”

            พั่วจวินก็พยักหน้าด้วยเช่นกัน อายุของเขาและหานหมานมากกว่าหลินเฟิงไม่มากแต่พวกเขากลับเต็มใจเรียกหลินเฟิงว่า ‘พี่หลิน’ แน่นอนว่าหลินเฟิงก็ไม่ได้รู้สึกแปลกนัก สำหรับหลินเฟิงแล้วแม้อายุจะห่างกันถึงสองปีก็ไม่นับว่าเป็นอะไร

            “ก็ได้ งั้นข้าจะไม่ขัดขวางพวกเจ้า” หลินเฟิงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมและกล่าวกับหลิ่วเฟยว่า “เฟยเฟย ต้องรบกวนเจ้าแล้วเจ้าช่วยเขียนจดหมายแนะนำให้พวกเขาที”

            “อืม” หลิ่วเฟยพยักหน้าแล้วลงมือเขียนจดหมาย

            “หานหมาน พั่วจวิน พวกเจ้าใช้อาวุธอะไร?” หลินเฟิงกล่าวถามอีกครั้ง

            “ข้าไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ เพราะผืนดินคืออาวุธของข้า” หานหมานกล่าวพลางส่ายหน้า

            ทางด้านพั่วจวินครุ่นคิดสักครู่ก่อนตอบว่า “ข้าใช้หอก”

            “เยี่ยม” หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วยื่นมือออกไป ทันใดนั้นมีแสงสว่างวูบวาบเกิดขึ้นแล้วปรากฏหอกสีดำขึ้นบนมือของหลินเฟิง

            “หืม?” พั่วจวินและหานหมานต่างตกตะลึง จู่ๆ ก็มีหอกอยู่ในมือของหลินเฟิง?

            “ไม่ต้องแปลกใจไป ข้ามีแหวนหินที่สามารถเก็บสิ่งของได้”         

            หลินเฟิงไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้ต่อทั้งสองคน หานหมานไม่ได้คิดอะไรแต่ภายในใจพั่วจวินกลับรู้สึกซาบซึ้ง เนื่องจากหลินเฟิงไม่เพียงช่วยชีวิตเขาเท่านั้นแต่ยังวางใจในตัวเขาด้วย ทำให้เขารู้สึกตื้นตันใจมาก

            “พั่วจวิน ข้ามอบหอกเล่มนี้ให้แก่เจ้า”

            หลินเฟิงส่งหอกที่อยู่ในมือให้กับพั่วจวิน ทันทีที่พั่วจวินรับมันไว้เขาพลันรู้สึกได้ถึงกระดูกและชีพจร และยังรู้สึกถึงกลิ่นอายอันแหลมคมที่โอบล้อมหอกเล่มนี้เอาไว้อย่างชัดเจน

            หอกเล่มนี้ราวกับว่ามันมีชีวิต!

            “นี่เป็นอาวุธจิตวิญญาณ ดูแลรักษาให้ดีๆในระหว่างการต่อสู้ก็จงระมัดระวังด้วย”

            หลินเฟิงกล่าวกำชับหานหมานกับพั่วจวินที่ต้องการเดินทางไปที่เขตชายแดน

            “อาวุธจิตวิญญาณ!”

            ม่านตาของพั่วจวินพลันหดตัวลง เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับอาวุธจิตวิญญาณมาก่อน

            อาวุธจิตวิญญาณมีกระแสจิตที่แหลมคม มีหยวนชี่และพลังโจมตีที่มากกว่าปกติหอกเล่มนี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่าและเป็นของที่หาได้ยาก แต่หลินเฟิงกลับมอบมันให้กับเขา

            พั่วจวินรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในมือตัวเองมันช่างหนักหนาเหลือเกิน

            ขณะนั้นเองหลิ่วเฟยก็เดินเข้ามาหา แล้วมอบจดหมายแนะนำให้กับหานหมาน “เมื่อไปถึงเมืองต้วนเริ่นแล้ว จงมอบมันให้กับท่านพ่อของข้า แล้วเขาจะเข้าใจเอง”

            “อืม” หานหมานพยักหน้าแล้วมองไปที่หลินเฟิง จากนั้นจึงกล่าวว่า“พี่หลิน พวกข้าต้องไปแล้ว”

            “ระวังตัวด้วย” หลินเฟิงพยักหน้าให้หานหมานที่กำลังหันหลังแล้วก้าวเดินออกไปราวกับไม่มีความอาลัยอาวรณ์เลยสักนิดแต่ใครจะรู้ว่าใบหน้าของชายร่างใหญ่ผู้นี้กำลังขึ้นสีแดงเรื่อ

            พั่วจวินโค้งคำนับหลินเฟิงครั้งหนึ่ง และเดินตามหานหมานไป

            หลินเฟิงไม่ได้ไปส่งพวกเขา เขาเพียงมองส่งจนแผ่นหลังของทั้งสองลับตาไปและภาวนาอยู่ในใจให้ทั้งสองคนนั้นปลอดภัย!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน