กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่หก พลังสายฟ้า

    ตอนที่หก  พลังสายฟ้า

    สเกอจิฟาย

    ชำระล้าง

    แสงสีขาวกระจายไปรอบตัวของผมและในห้อง แต่รัศมีทำการประมาณสิบ..สิบห้าเมตรเห็นจะได้จากตัวผมเป็นศูนย์กลาง

    ด้วยความที่ร้อนวิชา

    ผมเลยติดนิสัยทำความสะอาดห้องน้ำด้วยคาถา ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อผมสามารถทำโดยไม่ใช้แหวน

    แทนที่จะมีฟองออกมา

    แต่ท่าทางคาถา”ชำระล้าง”

    ทำให้ปัสสาวะนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ฝุ่นผงหรือเชื้อราก็เช่นกัน

    ผมสงสัยเลยเอาฝุ่นมากองไว้ที่พื้นห้องและใช้คาถามันก็สลายหายไปทันที

     

    แต่พอใช้กับพื้นดินที่มีฝุ่นอยู่เต็มเพราะคิดว่าน่าจะใช้คาถาขุดดินหรือสลายร่างคนหรือทำลายสิ่งปลุกสร้างได้

    พบว่ากลับไม่เกิดผลอะไร

    มันหมายความว่าอะไรกันแน่?

    ดินที่อยู่บนตัวผมสลายไปได้ แต่ดินที่อย่าบนพื้นดินกับอยู่ดีมีสุข

    ใครเป็นคนกำหนดกฎเวทมนตร์เหล่านี้ไว้?

    หรือที่จริงแล้วโลกนี้มีกฎเกณฑ์ยุบยับราวกับจักรวาลนาสุ?

    บ้าเอ๊ย นึกว่าจะใช้คาถาเดียวได้จนจบเรื่องแบบนารุโตะหรือแฮร์รี่ พอตเตอร์เสียอีก

    สเกอจิฟายคือคาถาที่ผมพูดขึ้นมาเองและมีเจตนาเช่นนั้น

    ผมกะจะใช้คาถาเดียวนี้จัดการแวมไพร์ที่นับเป็นซากศพ จัดการปีศาจแมลงที่นับว่าเป็นสิ่งรบกวน กำจัดหมอกสีดำยึกยือที่นับว่าเป็นฝุ่นผงสิ่งสกปรกฯลฯ

    แต่กลับทำไม่ได้ตามตรรกะที่ผมคิด

    ขีดจำกัดของเวทมนตร์นั้นอยู่ตรงไหนกันแน่?

    มันเป็นกฎเกณฑ์ของเวทมนตร์หรือมันเป็นเพียงแค่ข้อจำกัดของจิตใจของผม?

    มันมีมุกอยู่หลายครั้งที่ว่า ขีดจำกัดของเวทมนตร์คือขีดจำกัดของสภาพจิตใจ

    ที่ไม่สามารถใช้เวทย์บางอย่างได้เพราะจิตใจยอมรับสิ่งนั้นไม่ได้

     

    แบบเดียวกับเวทย์ที่แท้ทรูของจักรวาลนาสุ ที่ต้องมีสามัญสำนึกที่ต่างไปจากคนปรกติถึงจะใช้ได้

    ว่าไปแล้วเราก็เห็นคนที่ใช้เวทย์นั้นมีคนเสียสติอยู่เยอะนี่นะ หรือมันเกี่ยวกับสามัญสำนึกของคนใช้เวทย์จริงๆ?

     

    คนที่ยึดหลักตรรกะเหตุผลอย่างเราใช้ศาสตร์ที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกลำบากกว่าคนอื่น

     

    หรือจะหันเข้าหาการเล่นแร่แปรธาตุที่มีข้อจำกัดและกฎที่แน่นอนดี

    หากเวทมนตร์ใช้พลังวิญญาณ

    เล่นแร่แปรธาตุก็ต้องจ่ายด้วยเงินโดยตรง

    แต่นี่ยุคสมัยนี้แล้ว

    ผมจะจ่ายด้วยบิลค่าไฟฟ้าโดยดัดแปลงว่ามันคือ “ตัวตนของเทพซูส”นั่นล่ะ

    ..

    เมื่อไม่มีพลังโกงผมก็ต้องหาพลังโกงด้วยตนเอง หาก”พลัง”คือสิ่งที่จำเป็นผมก็ต้องหาจากสิ่งรอบข้าง

    เราอยู่ในยุคที่”พลัง”มีการผลิตขึ้นมาในทุกรูปแบบและผมจำได้ว่ามันมีบางคาถาที่ใช้พลังไฟฟ้าได้หรือมีการปลุกชีพศพด้วยฟ้าผ่า ดังนั้นไม่น่ามีเหตุผลอะไรที่ผมจะเพิ่มพลังตนเองโดยไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่นที่มีอยู่รอบตัวผมไม่ได้

     

    ในตอนที่ใส่แหวนนั้นจะเปลืองพลังอย่างมาก เกิดภาระต่อร่างกาย นั่นคือค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายหากต้องการมีความสามารถเหนือมนุษย์ปรกติ

    แต่ปัญหานั้นแก้ได้”ง่ายๆ” โดยดูดพลังจากคนอื่น

    หรือใช้แหล่งพลังงานสำรอง

     

    เครื่องปั่นไฟ ของผมทำงานด้วยการต่อวงจรกระแสไฟฟ้าของเลโอนาร์ด

    กระแสไฟฟ้าสีน้ำเงินพุ่งไปมานั้น ค่อยๆถูกดูดกลืนเข้าแหวนอย่างเรียบง่าย

    “แรงต่อต้าน” ที่เคยมีตอนใช้เวทมนตร์แบบไม่มีแหวนนั้นหายไป

    มันไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึกที่คิดไปเอง ที่แหวนพยายามจะล้างสมองผมโดยการสร้างความมั่นใจตนเองปลอมๆ

    จากการตั้งวีดีโอดูในภายหลังและคำนวณแล้ว แหวนสร้างความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์และการดูดพลังเพิ่มขึ้นจริงๆ โดยความมั่นใจมีผลกระทบแค่เพียงเล็กน้อย

    ช่วงวินาทีที่แหวนดูดพลังไฟฟ้ามาเพิ่มเข้าสู่ร่างกายเป็นพลังเวทย์ให้กับผมนั้น ผมรู้สึกราวกับว่าจะทำอะไรก็ได้

    จากการคำนวณ ดูดกลืนพลังโดยไม่ใช่แหวนจะได้พลังมาใช้มากกว่าเนื่องจากไม่ต้องเสียพลังจำนวนมากไปกับการใช้แหวน

    แต่หากไม่กังวลเรื่องการหมดเปลืองค่าไฟฟ้าแล้ว ใช้แหวนจะทุ่นเวลาในการสะสมพลังเวทย์ในร่างกายของผมด้วยพลังไฟฟ้ามากกว่า

    ในตอนที่ผมเกือบใช้ไฟฟ้าจนต้องหยุดก่อนเครื่องปั่นจะทำงานหนักเกินไป ในสายตาของผมราวกับมีสายฟ้าสีน้ำเงินวิ่งอยู่ไปมา

    ผมกะจะตะโกนว่า “ซาแชม” แบบการตะโกนแปลงร่างของซูเปอร์ฮีโร่ ที่จะมอบ สติปัญญยาของ อธีน่า พลังของเฮอร์คิวลีส ฯลฯ แบบฮีโร่ในคอมิค แต่นึกได้ว่าในโลกนี้มีเทพเจ้าอยู่จริงและพวกเขาอาจจะไม่ชอบหน้าผมก็ได้ผมเลยพยายามจะเบรกตนเองเอาไว้

    ผมไม่ใช่คนที่เลือกโดยเทพเจ้า ซูสหรือเชื้อสายของเทพเจ้าอย่างพวกกึ่งเทพในเรื่อง

    แทนที่จะเหนื่อยอ่อนจากการใช้แหวน แต่หลังจากที่ดูดพลังสายฟ้ามาแล้ว ร่างกายของผมกลับพลุ่งพล่านไปมา มีความอยากเคลื่อนไหวจนผมต้องพยายามตั้งสมาธิให้กลับพักผ่อน

    พักผ่อนก็เป็นหน้าที่สำคัญเช่นกัน แบบเดียวกับที่เลโอนาร์ดเขียนตารางเวลาของตนไว้ที่หัวเตียง

     

    ไฟฟ้าส่องแสงสีฟ้าออกจากมือของเขาอย่างนุ่มนวล

    กระแสของไฟฟ้าไหลไปตามที่ผมต้องการ

    เริ่มจากนิดๆหน่อยๆล่ะนะ

    ผมจี้นิ้วที่มีกระแสไฟฟ้าไปที่เครื่องปรับอากาศและปรับอุณภูมิได้จตามที่ผมต้องการ

    วูม

    ทั้งบ้านไฟดับจนมืดไปอีกสักพักหนึ่ง มีแสงจากนิ้วมือของผมที่มีกระแสไฟฟ้าเท่านั้น

    “ท่าทางเราต้องฝึกควบคุมพลังอีกสักพักสินะ”

    แต่ผมไม่เศร้าใจไป การที่ไฟตกแสดงว่าหากผมบุกเข้าไปในศูนย์วิจัยต่างๆ ผมสามารถดูดพลังไฟฟ้าที่ศูนย์วิจัยนั้นใช้ในการรักษาความปลอดภัยได้เลย

    ความผิดพลาดเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งหากเราเปลี่ยนมุมมอง