เล่มที่2 บทที่ 44 ร้ายกาจมิใช่น้อย
พริบตาที่ก้าวข้ามเส้นเขตแดนสีแดงไปเจียงอวิ๋นราวกับเข้าสู่อีกโลกหนึ่งก็ไม่ปานไม่เพียงแต่ทิวทัศน์เบื้องหน้ามืดลงเท่านั้น ทว่ายังมีสายลมมืดมนพัดโชยมาจากที่ใดก็ไม่รู้แฝงไว้ด้วยกลิ่นคาวเลือด อบอวลไปทั่วทุกสารทิศทั้งยังมีเสียงแปลกประหลาดคล้ายเสียงสะอื้นด้วย
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันมิได้ทำให้เจียงอวิ๋นหวาดกลัวแต่อย่างใด ตัวเขาในเวลานี้แม้จะมีสีหน้าเฉยชาดูไร้อารมณ์ ทว่าดวงตาของเขากลับเป็นประกายวูบวาบย่อตัวลงเล็กน้อย กลิ่นอายทั่วร่างหายสิ้น คล้ายกับสัตว์ร้ายที่ออมกำลังรอออกล่า
ตลอดสามวันที่ผ่านมาแม้เจียงอวิ๋นจะออกตามหาร่องรอยของลู่เซี่ยวอวี๋อย่างต่อเนื่องทว่าเขาก็เก็บสมุนไพรและผลไม้ได้หลากหลายชนิด ทั้งยังล่าสัตว์ร้ายได้หนึ่งตัวในที่สุดก็ฟื้นฟูกำลังของตนจนสมบูรณ์
ส่วนอาการบาดเจ็บภายในของเขาก็หายดีไปมากกว่าครึ่งแล้วไม่มีผู้ใดรู้ว่า กายเนื้อของเขานอกจากจะแข็งแรงทนทานเกินบรรยายยังมีความสามารถในการฟื้นฟูที่รวดเร็วจนน่าตกใจด้วย แน่นอนนี่เป็นผลจากการอาบน้ำยาสมุนไพรตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา
เจียงอวิ๋นที่คงท่าทางและสภาวะนี้ไว้เงาร่างเขาก็ประหนึ่งว่าแปรเปลี่ยนเป็นสายหมอก มุ่งหน้าเข้าไปในป่ากักสิงสาลึกมากยิ่งขึ้น
จำนวนสัตว์ร้ายในที่แห่งนี้เมื่อเทียบกับในระยะร้อยลี้ของส่วนนอกแล้วดูจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดทว่าระดับของสัตว์ร้ายที่เจียงอวิ๋นพบเจอก็ล้วนสูงกว่าขั้นเจ็ดทั้งหมด
แน่นอนสถานการณ์เช่นนี้ได้พิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเขาก่อนหน้านี้ ในป่ากักสิงสาได้กักสัตว์ร้ายที่ระดับสูงกว่าขั้นเจ็ดขึ้นไปเอาไว้ในพื้นที่นอกร้อยลี้ทั้งหมดจริงๆ
กับสัตว์ร้ายเหล่านี้เจียงอวิ๋นย่อมไม่เกรงกลัว อย่าว่าแต่ขั้นเจ็ดเลย สมัยอยู่ในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลกระทั่งสัตว์ร้ายขั้นเก้าเขาก็เคยสังหารมาแล้วและหากมิใช่เพราะต้องตามหาลู่เซี่ยวอวี๋ละก็บางทีเขาอาจจะลงมือสังหารสัตว์ร้ายไปหลายตัวแล้วเพราะสัตว์ร้ายที่ระดับสูงเกินขั้นเจ็ดขึ้นไป ทั้งร่างของพวกมันล้วนเป็นสมบัติ
โดยเฉพาะเมื่อสัตว์ร้ายมีระดับถึงขั้นเจ็ดแล้วภายในร่างพวกมันจะมีโซ่วตัน (ตันเถียนของสัตว์ร้าย) ก่อตัวขึ้นด้วยซึ่งโซ่วตันก็เป็นวัตถุดิบจำเป็นสำหรับหลอมโอสถบางชนิด
ตอนนี้เขายังไม่มีกะจิตกะใจจะมาล่าโซ่วตันของสัตว์ร้ายยังคงค้นหาร่องรอยของลู่เซี่ยวอวี๋อย่างไม่ลดละดังนั้นเขาจึงพยายามเลี่ยงสัตว์ร้ายให้ได้มากที่สุด
เจียงอวิ๋นข้ามเขตแดนสีแดงมานานถึงหนึ่งวันโดยไม่รู้ตัวด้านหน้าเขามีหนองน้ำขนาดไม่เล็กปรากฏขึ้น
เจียงอวิ๋นกวาดสายตามองดูหนองน้ำอย่างผ่านๆเหมือนก่อนหน้านี้ ทว่าในตอนนั้นเอง ร่างกายเขาพลันชะงักอย่างรุนแรง เพราะใต้ซากใบไม้เน่าเปื่อยที่ปกคลุมอยู่บนหนองน้ำเขามองเห็นอะไรบางอย่าง!
สิ่งที่เห็นบดขยี้ความหวังเสี้ยวสุดท้ายในใจเขาจนแตกเป็นเสี่ยงๆทำให้เขาตัวสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุมได้
มันคือถุงหอมถุงหนึ่ง!
แม้จะฉีกขาดหลุดลุ่ยทั้งยังมีคราบเลือดเปรอะเปื้อน แต่เมื่อเห็นถุงหอมถุงนี้แล้ว เจียงอวิ๋นก็มองออกทันทีว่านั่นคือถุงหอมของลู่เซี่ยวอวี๋ที่แม้แต่เขาเองก็ยังเคยพกมันติดตัวเลยด้วยซ้ำ
“เซี่ยวอวี๋!”
เจียงอวิ๋นยื่นมือออกไปคว้าถุงหอมมากำแน่นสองตาปิดสนิท แน่นิ่งไม่ไหวติงประหนึ่งว่ากลายเป็นมนุษย์หิน
เจียงอวิ๋นเฉยชาต่อความตายมากแต่นั่นก็เฉพาะตัวเขาเองเท่านั้นมิได้หมายความว่าเขาจะเฉยชาต่อความตายของผู้อื่นเหมือนกัน ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงด้วยซ้ำเขาให้ความสำคัญต่อชีวิตของคนใกล้ชิดรอบตัวเขายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
ในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้มากที่สุดก็คือความตายเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเมื่อวันนี้ออกจากหมู่บ้านไปพรุ่งนี้จะยังรอดชีวิตกลับมาได้หรือไม่
ในช่วงสิบหกปีที่ผ่านมาเจียงอวิ๋นได้เห็นความตายของคนในหมู่บ้านเจียงด้วยตาตัวเองมาหลายคนแล้วซึ่งมันก็ทำให้เขาเจ็บปวดหัวใจทุกครั้งไป
ยิ่งได้เห็นมากก็ยิ่งทำให้เขาไม่อาจรับได้นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อจะเป็นโอสถจารย์
เขาคิดจะใช้ความสามารถอันน้อยนิดของตนไปช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของคนในหมู่บ้านเจียงลงให้มากที่สุด
ตอนนี้ในป่ากักสิงสาแห่งนี้ ที่เขายังคงดึงดันจะตามหาตัวลู่เซี่ยวอวี๋ให้เจออย่างไม่ลดละสาเหตุเป็นเพราะเขาเองก็ไม่อาจทำใจยอมรับความตายของลู่เซี่ยวอวี๋ได้เช่นกัน
ทว่าถุงหอมตรงหน้านี้กับเศษผ้าสีเทาที่กระจายอยู่รอบๆล้วนสามารถบ่งบอกได้ว่า ลู่เซี่ยวอวี๋ได้เสียชีวิตไปแล้วถูกฆ่าตายด้วยฝีมือของสัตว์ร้าย กลายเป็นอาหารของสัตว์ร้ายไป!
บนหนองน้ำตรงหน้าเจียงอวิ๋นพลันมีฟองอากาศขนาดเท่ากำปั้นปรากฏขึ้นหลายฟองและใต้ซากใบไม้เน่ามากมายนับไม่ถ้วนนั้น ได้มีดวงตาสีแดงเลือดคู่หนึ่งโผล่ออกมาอย่างเงียบงันจับจ้องมาที่เจียงอวิ๋นซึ่งยืนนิ่งไม่ขยับ
ครู่ต่อมาใบไม้มากมายนับไม่ถ้วนนั่นพลันพุ่งขึ้นฟ้าราวกับเกิดพายุขึ้นจากใต้หนองน้ำก็ไม่ปาน ในพายุลูกนี้มีเงาร่างยาวราวหนึ่งฉื่อซ่อนอยู่มันอ้าปากขนาดใหญ่ขึ้นอย่างกระหายเลือด ตรงเข้ามาขย้ำใส่เจียงอวิ๋นอย่างดุร้าย
“เปรี้ยง!”
เจียงอวิ๋นที่ยืนนิ่งเหมือนก้อนหินลงมืออย่างรวดเร็วบีบลำคอของเงาร่างนั้นไว้ได้ทันที ทั้งยังค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาในดวงตาที่เป็นสีแดงเลือดเช่นกันคู่นั้นพลันเปล่งประกายอำมหิตออกมา รอยแผลเป็นหลายร้อยแผลทั่วร่างเขาสั่นไหวอย่างรวดเร็วกลิ่นอายคาวเลือดอันมหาศาลถาโถมออกมาจากตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง
สัตว์ร้ายที่มีรูปร่างเหมือนจระเข้ตัวหนึ่งถูกเจียงอวิ๋นจับไว้ในมือเจียงอวิ๋นรู้ว่า มันคือกิ้งก่าโคลน สัตว์ร้ายขั้นเจ็ดชอบอาศัยอยู่ในหนองน้ำเช่นนี้เอง
แม้ไม่รู้ว่าลู่เซี่ยวอวี๋ถูกสัตว์ร้ายอะไรฆ่าตายกันแน่ทว่าในเมื่อถุงหอมของนางอยู่ในหนองน้ำนี้เช่นนั้นกิ้งก่าโคลนตัวนี้ย่อมต้องเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน
“ตาย!”
เมื่อเจียงอวิ๋นพ่นคำนี้ออกมาฝ่ามือที่บีบคอของกิ้งก่าโคลนไว้พลันออกแรงอย่างดุดัน เกิดเสียง “กร๊อบ”ดังกังวานอย่างชัดเจน กิ้งก่าโคลนขั้นเจ็ดตัวนี้ถูกเจียงอวิ๋นหักคอตายคามือทันที
จากนั้นก็เกิดเสียงกระแทกดังขึ้นอีกครั้งเจียงอวิ๋นใช้มืออีกข้างแทงเข้าไปในท้องของกิ้งก่าโคลนโดยตรง
ฝ่ามือเขาเหมือนกับใบมีดอันคมกริบแหวกท้องของกิ้งก่าโคลนได้อย่างง่ายดาย อวัยวะภายในหลากหลายสีสันไหลทะลักออกมาในนั้นมีลูกแก้วขนาดเท่าลำไยลูกหนึ่ง โซ่วตันนั่นเอง
เจียงอวิ๋นไม่ได้มองทางโซ่วตันเลยแม้แต่น้อยเพียงสังเกตเครื่องในที่ไหลออกมาอย่างละเอียด จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปควานอย่างไร้ซึ่งความรังเกียจจนเมื่อผ่านไปครู่หนึ่งจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย“กิ้งก่าโคลนตัวนี้ไม่ได้กินอาหารมาอย่างน้อยสามวันแล้ว ไม่ใช่มัน!”
“ตุบ!”
เจียงอวิ๋นโยนศพมันทิ้งไปจากนั้นก็นั่งขัดสมาธิลงทันที พลันยื่นมือไปจับแขนของตนไว้ก่อนออกแรงกรีดในรอยแผลห้ารอยมีเลือดไหลรินออกมา
เจียงอวิ๋นไม่สนใจบาดแผลบนตัวกลับเก็บกลิ่นอายทั่วร่างเข้าไป หลับตาทั้งสองข้าง พึมพำว่า “เซี่ยวอวี๋ ขอโทษ! ข้ามาสายเกินไป ทว่าเจ้าวางใจได้ ข้าจักล้างแค้นให้กับเจ้าเริ่มจากสัตว์ร้ายพวกนี้ก่อนเลยแล้วกัน!”
กลิ่นของเลือดเจียงอวิ๋นได้เริ่มแผ่ซ่านไปรอบทิศทางเริ่มมีสัตว์ร้ายค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นจากทุกสารทิศทว่าเมื่อพวกมันมองเห็นเจียงอวิ๋นที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น กลับไม่ได้รีบพุ่งเข้ามาทันทีเพียงนั่งเฝ้าอยู่กับที่ จับจ้องสังเกตการณ์เงียบๆ
สัตว์ร้ายที่มีระดับสูงถึงขั้นเจ็ดเป็นต้นไปแม้สติปัญญาจะยังไม่สามารถเทียบเคียงกับมนุษย์ได้แต่ก็พอมีความคิดพื้นฐานอยู่บ้างแล้วพวกมันย่อมดูออกว่าสถานการณ์ตรงหน้าดูไม่ค่อยปกติเท่าใดนัก จึงไม่ได้รีบโถมเข้าไป
สัตว์ร้ายไม่ขยับเจียงอวิ๋นย่อมไม่ขยับด้วยเช่นกัน เขารู้จักสัตว์ร้ายพวกนี้ดีเหลือเกินเขารู้ว่าหากตนข่มกลั้นไม่ไหวแล้วลงมือตอนนี้เลยละก็อย่างมากสุดเขาจะสามารถสังหารสัตว์ร้ายได้เพียงสองสามตัวเท่านั้น จากนั้นตัวอื่นๆก็จะหันหลังหนีจากไปทันทีอย่างไม่ลังเล
ดังนั้นเขาจึงรอ รอคอยให้สัตว์ร้ายพวกนี้หมดความอดทนรอให้พวกมันเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีเขาก่อน
ในที่สุดเมื่อรอบข้างมีสัตว์ร้ายมารวมตัวกันเกือบสามสิบตัวแล้ว ทันใดนั้นเสียงร้องที่คล้ายเสียงผีสางกรีดร้องพลันดังขึ้นเบาๆ สัตว์ร้ายทั้งหมดเริ่มเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงทันทีเปิดฉากพุ่งเข้าโจมตีใส่เจียงอวิ๋นอย่างดุร้าย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เจียงอวิ๋นสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
เขามิได้กลัวสัตว์ร้ายมากมายขนาดนี้โจมตีใส่พร้อมกันเขาสนใจเสียงประหลาดเมื่อครู่นี้มากกว่า นั่นเป็นเสียงออกคำสั่งอย่างเห็นได้ชัดทำให้สัตว์ร้ายทั้งหมดเปิดฉากโจมตีพร้อมกัน
หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับฝูงสัตว์ร้ายชนิดเดียวกันก็ถือเป็นเรื่องปกติเหมือนอย่างที่ในฝูงหมาป่ามีราชันหมาป่า ในฝูงสัตว์ร้ายแต่ละชนิดเองก็มีจ่าฝูงอยู่ตัวหนึ่งเช่นกัน
เมื่อจ่าฝูงออกคำสั่งสัตว์ร้ายย่อมทำตาม
ทว่าสัตว์ร้ายเกือบสามสิบตัวรอบๆนี้ กลับเป็นสัตว์ร้ายที่แตกต่างกันอย่างน้อยยี่สิบชนิดทั้งยังมีขั้นแปดและขั้นเก้าอยู่หลายตัวด้วยแต่พวกมันกลับฟังคำสั่งจากเสียงประหลาดนั่น เช่นนั้นสิ่งที่ออกคำสั่งคืออะไร?
มนุษย์หรือสัตว์ร้าย? หรือจะเป็นผู้ใช้สัตว์?
เหตุการณ์เช่นนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเจียงอวิ๋นอย่างสมบูรณ์เขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน
ในห้วงความคิดของเจียงอวิ๋นพลันปรากฏคำพูดที่ซาจิ่งซานกล่าวกับเขาไว้ก่อนหน้านี้“สัตว์ร้ายในป่ากักสิงสาเองก็ร้ายกาจมิใช่น้อย!”
แต่เขาไม่มีเวลาไปใคร่ครวญแล้วเพราะสัตว์ร้ายขั้นเจ็ดที่อยู่ใกล้ที่สุดได้พุ่งมาถึงตรงหน้าเขาแล้ว