วิทยานิพนธ์ตรงหน้านี้ไม่สามารถเทียบได้กับเศษเสี้ยวความรู้ของวิทยาศาสตร์ชีววิทยาเบื้องต้นได้เลยสักนิดเดียว
แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผิดหวังได้อย่างไร?
จางเจิ้นไม่รู้ว่าตัวเองควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเขาไม่คิดเลยว่าศักยภาพของศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์จะตํ่าขนาดนี้โดยเฉพาะคนที่มีชื่อเสียงอย่างศาสตราจารย์ฝู ที่ถูกเพื่อนของเขาแนะนําซะดิบดี
เฮ้อ…
จางเจิ้นถอนหายใจยาวอีกครั้งและเริ่มที่จะบรรเลงนิ้วลงไป
ทางด้านของต้วนหยางก็ดูราวกับจะช็อกไปเขารู้สึกอึ้งในสิ่งที่ได้ยินเป็นอย่างมาก
ลบทิ้งแล้วเขียนซะใหม่ยังจะดีกว่า!
วิจารณ์แรงเกินไปหน่อยมั้ง?
แต่พอเขาสังเกตเห็นอีกฝ่ายเริ่มแก้ไขงานเขียน เขาก็ต้องตกตะลึงไป
ความเร็วมือนี่มันอะไรกัน?
ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องแล็บชายหนุ่มแซ่จางได้บรรเลงนิ้วของเขาอย่างพลิ้วไหวราวกับว่าสามารถแปรเปลี่ยนได้ตามปรารถนาอย่างไรอย่างนั้น
นทีแห่งความละเอียดอ่อน!
ปัจจุบันจางเจิ้นได้เข้าถึงสิ่งนี้มากขึ้นกว่าเดิมทําให้เขาสามารถเข้าใจเทคนิคการเคลื่อนไหวโดยไม่ทําให้สูญเสียแรงไปอย่างเปล่าประโยชน์ได้
ทําให้นอกจากการเคลื่อนไหวของเขาจะลื่นไหลมากขึ้นแล้วมันยังรวดเร็วขึ้นและคล่องแคล่วขึ้นอีกด้วย
เหตุนี้เองภาพที่เขากําลังทําการแก้ไขงานเขียนด้วยความเร็วมือที่ว่องไวจึงทําให้ชายหนุ่มแซ่ต้วนตกตะลึงอย่างที่เห็น
บอกได้เลยว่าตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ต้วนหยางก็ไม่เคยพบเห็นใครที่มีความเร็วมือมากมายเช่นเพื่อนของเขาเลย
เป็นไปได้อย่างไร!
เพื่อนของเขาน่าทึ่งมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
โดยที่ไม่รู้ตัวเขาก็ได้ยินเสียงพูดของอีกฝ่ายซะแล้ว
“ฉันคงจะพูดเกินไปหน่อยที่ว่าต้องลบทิ้งแล้วเขียนซะใหม่ เพราะนี่เป็นวิทยานิพนธ์ของเขาการไปยุ่งเกี่ยวกับมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรสักเท่าไหร่ดังนั้นการที่จะช่วยเขาแก้ไขมัน แค่สอดแทรกแนวคิดและอธิบายหลักอ้างอิงลงไปก็พอแล้วที่เหลือเขาจะทําอะไรมันก็เรื่องของเขา’’
จางเจิ้นหยุดมือลงและพยักหน้าวิทยานิพนธ์ยังไงก็ยังคงเป็นงานเขียนดังนั้นการไปแก้ไขงานเขียนของผู้อื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรแต่การจะแนะนําหรือสอดแทรกแนวคิดลงไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดแม้แต่น้อยจึงทําให้เขาเลือกที่จะทําอย่างนี้แทน
ต้วนหยางที่ได้ยินก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดีเขาจึงเดินไปดูงานเขียนที่ถูกสอดแทรกแนวคิด ก่อนจะตกตะลึงอีกครั้ง
แนวคิดนี้ไม่ได้มาอย่างไรเหตุผลแต่มาพร้อมกับคําอธิบายถึงหลักอ้างอิงโดยรวม ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงภาพรวมได้ดีกระทั่งระบุความสําคัญต่างๆลงไปด้วย
“เจิ้นนี่นายเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?’’ ท้ายที่สุด เขาอดหันไปถามเพื่อนของเขาอย่างเหลือเชื่อไม่ได้
จะมีสักกี่คนกันเชียวที่สามารถมองออกถึงช่องโหว่ของวิทยานิพนธ์คนอื่นได้ในการมองเพียงครั้งเดียว?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพื่อนของเขาเป็นอัจฉริยะ!
ต่อหน้าคําถามนี้จางเจิ้นเพียงหัวเราะเบาๆ
“ฉันเก่งแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่พวกเรารู้จักกันแล้ว!’’
“...’’ต้วนหยางชะงักหมดคําพูดไปโดยปริยาย เขารู้สึกคุ้นหูกับคําพูดนี้เป็นอย่างมาก
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่…
ชายหนุ่มแซ่จางและชายหนุ่มแซ่ต้วนได้ทานอาหารเสร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้พวกเขาจึงเริ่มหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับธุรกิจของพวกเขา
“เจิ้นตอนนี้เรายังไม่มีเงินทุนที่มากพอสําหรับการตั้งบริษัท หรือจัดหาสถานที่ดีๆเลย’’ต้วนหยางพูด เขาดูจริงจังกับเรื่องนี้มาก
จางเจิ้นพยักหน้าเขาเข้าใจถึงเรื่องนี้ดี ว่าหากปราศจากเงินทุนแล้วการจะเดินหน้าต่อย่อมไม่สามารถทําได้
อย่างไรก็ตามเขาได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้แล้วมันจึงไม่ได้เป็นปัญหาให้เขากังวลแม้แต่น้อย
เขาจึงค่อยๆอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“เรื่องนี้เราแค่ต้องหาผู้ร่วมอุดมการณ์ที่ดีแล้วเงินทุนจะตามมาเอง ซึ่งแน่นอนแล้วว่าฉันมีคนหนึ่งทีน่าจะสามารถช่วยเรื่องนี้ได้’’
“ใครอย่างนั้นเหรอ?’’ต้วนหยางกลอกตาอย่างสงสัย ใครกันที่สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้?
จางเจิ้นไม่ตอบแต่กลับนําบางสิ่งบางอย่างออกมาแทน
ทันทีที่เห็นนามบัตรตรงหน้าต้วนหยางก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นกว่าเดิม
“บริษัทอุตสาหกรรมหลัวซวน?CEO ต้าชาง? หรือว่านายจะรู้จักกับเขา?’’
บริษัทอุตสาหกรรมหลัวซวนในซูโจวถือได้ว่าเป็นยักใหญ่แห่งวงการไม่น้อยจึงไม่แปลกที่คนทั่วไปจะสามารถรู้จักได้
แต่สําหรับCEO ต้าชาง แล้ว บอกได้เลยว่าการจะรู้จักชื่อนี้ได้ จะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษดังนั้นต้วนหยางจึงสับสนเป็นอย่างมากว่าเพื่อนของเขาอาจจะรู้จักกับคนใหญ่คนโตคนนี้
“ใช่ไม่กี่วันก่อนนี้ฉันได้ช่วยเหลือเขาในเรื่องหนึ่งเอาไว้ ดังนั้นเขาจึงให้นามบัตรกับฉันมาและบอกอีกด้วยว่าสามารถขอความช่วยเหลือได้เลย โดยไม่ต้องเกรงใจ’’ จางเจิ้นพยักหน้าแววตาเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจเขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าเพื่อนของเขาจะรู้จักอาชางด้วย
หรือว่าจริงๆแล้วอาชางคนนี้จะมีชื่อเสียงไม่น้อย?
“ช่วยเหลือ?นายนี่โชคดีมากเลยนะเพื่อน!’’ ทางด้านต้วนหยางที่ได้ยินก็ดูจะผงะไปเพื่อนของเขานี่จะโชคดีบ่อยเกินไปแล้ว
“ทําไม?อาชางคนนี้โด่งดังมากเลยอย่างนั้นเหรอ?’’ ท้ายที่สุด จางเจิ้นก็อดถามออกไปไม่ได้เขาไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับบริษัทอุตสาหกรรมซะเท่าไหร่
เหตุนี้เองเขาจึงสงสัยเป็นอย่างมากว่าอาชางและบริษัทอุตสาหกรรมหลัวซวนมีความสําคัญมากน้อยแค่ไหน
ถึงจะประหลาดใจอยู่บ้างแต่ต้วนหยางก็ไม่ได้รอช้า เขาอธิบายเกี่ยวกับสองอย่างนี้ออกไป
ไม่นานจางเจิ้นก็เข้าใจได้ว่าอาชางและบริษัทอุตสาหกรรมหลัวซวนนั้นเปรียบเสมือนรากฐานของซูโจวหากปราศจากพวกเขาแล้ว เศรษฐกิจภายในเมืองก็อาจจะตกตํ่าลง
แน่นอนว่าสําหรับเรื่องนี้แล้วจางเจิ้นเพียงแค่ประหลาดใจเล็กน้อย เพราะในความคิดของเขาคนอย่างอาชางที่สามารถซื้อภาพวาดในราคาหลายแสนหยวนได้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว
วินาทีต่อมา
จางเจิ้นจึงตัดสินใจโทรหาอีกฝ่ายในที่สุด
และทันทีที่มีคนรับสาย…
เสียงของชายวัยกลางคนก็ได้ถูกส่งออกมาอย่างตื่นเต้น
“พ่อหนุ่มจางในที่สุดเธอก็โทรมา!’’
ต้าชางที่อยู่ปลายทางรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เขากําลังคิดอยู่เลยว่าเขาจะมีโอกาสได้พูดคุยกับชายหนุ่มคนนี้อีกเมื่อไหร่
บอกได้ว่าหลังที่ต้าชางได้รับภาพวาดสี่ฤดูผันแปรและนําไปเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่เพื่อนของเขาแล้วเขาก็ได้รับคําชื่นชมมากมาย กระทั่งต้องคอยตอบคําถามถึงที่มาของมันอีกด้วย
สําคัญเลยคือเพื่อนของเขาที่ได้รู้ว่าภาพวาดระดับนั้นไม่ใช่ภาพที่ถูกวาดขึ้นโดยอาจารย์หลูอีกฝ่ายก็พลันอยากที่จะทําความรู้จักกับชายหนุ่มผู้ที่วาดมัน
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกครั้งในเมื่อไหร่
อย่างไรก็ตามวันนี้ในที่สุดโอกาสก็มาเยือนเขาโดยไม่ได้ทันตั้งตัวเขาจึงรู้สึกมีความสุขและดีใจเป็นอย่างมาก
ท้ายที่สุดเขาก็ได้เอ่ยออกไป
“ไม่ว่าเธอจะขอให้อาชางคนนี้ช่วยอะไรอาสามารถรับรองได้เลยว่าเธอจะต้องไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน!’’
คําไหนคํานั้น!
คนแซ่ต้าเช่นเขาไม่เคยบิดพลิ้วแม้สักครั้ง!