ตอนที่ 9ผัวหาบเมียกระเดียด
เมื่อเห็นแสงไฟสว่างจากห้องดนตรีเสือน้อยก็เปลี่ยนรองเท้า ก่อนจะเดินเข้าไปเปิดห้องซ้อมดนตรีเตรียมการจะทักทายพ่อหลังจากกลับมาบ้าน แต่พอเปิดห้องก็ได้ยินเสียงร้องพร้อมดนตรีดังลั่นออกมา คล้ายกับอยู่คนละโลก
♪ “หอบฟางหอบฟางไปไหนทำไมถึงต้องหอบฟาง หอบกันจริง ๆ จัง ๆ หอบกันรุงรังหอบฟาง” ♪
เสือน้อยก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนั้แ่เด็กมาพ่อผันแกชอบเพลงนี้นักแหละ…ซึ่งเต็มไปด้วยรูปโปสเตอร์ที่ติดผนังมากมายด้วยเพราะแกเป็แฟนคลับตัวยงของวงอัสนี-วสันต์ จะเห็นได้จากลายเซ็นที่แกเล่นใส่กรอบเลี่ยมทองมาเป็อย่างดี
ส่วนเพลงบ้าหอบฟางที่แกกำลังร้องอยู่‘เป็เพลงเปิดหัว’ เวลาอยู่ในห้องซ้อม เรียกได้ว่าเป็เพลงฮิตติดปาก
เสือน้อยเคยถามว่าทำไมชอบเพลงนี้นักหนาคำตอบที่ได้ก็ทำให้หนุ่มน้อยเส้นเืบนศีรษะเต้นตุ้บตับและที่มาที่ไปของพ่อซึ่งชอบเพลงนี้ ก็มีเขาเป็ต้นเหตุอยู่ด้วย…
……
ปีพุทธศักราช 2536
หลังจากที่เสือน้อยคลอดออกมาได้เดือนกว่าๆ ส่วนแม่ชบาของก็อยู่ไฟจนมดลูกเข้าอู่แล้ว
ปรากฏว่าแม่ชบาเตรียมที่จะกลับไปทำงานบริษัทซึ่งหล่อนใช้วันลาคลอด จวนจะครบตามกำหนด แต่ทว่าดันเกิดเื่ขึ้นเธอดันถูกนายห้างโทรมาบอกเลิกจ้าง โดนปลดฟ้าผ่ากลางอากาศ
หลังจากที่เธอคลอดลูกได้ไม่นานทำเอาเ้าหล่อนของขึ้น และหอบสังขารไปที่บริษัทโวยวายยกใหญ่จนเ้าหน้าที่บริหารต้องออกมาคุยด้วย
รองประธานบริษัททำสีหน้ากระอักกระอ่วน“คุณชบา...เอ่อ…คือว่าตอนนี้ทางบริษัทเราได้รับพนักงานคนใหม่มาแล้วครับและเขาก็ทำงานได้ดี ตอน่ที่คุณลาคลอดอยู่ด้วย ดังนั้นนี้จึงเป็เหตุให้เราต้องเลิกจ้างคุณ...”
อันที่จริงตัวเขาเป็แค่‘หน้าม้า’ ที่ประธานบริษัทส่งมาเจรจาด้วยก็เท่านั้น
“แล้วยังไงเหตุผลคืออะไร?”เธอพูดเสียงขึ้นจมูก ภายในแววตาและจิตใจมันอัดแน่นไปด้วยความโกรธ
“คือว่าคุณหยุดงานลาคลอดนานเกินไป มันทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์” รองประธานพูดเสียงอ่อนเพราะเขาก็รู้ว่าที่พูดไปมันไม่ถูกต้อง แต่ก็จำใจด้วยเพราะสาวตรงหน้าเธอปฏิบัติตามข้อตกลงของบริษัทและกฎหมายที่ผู้หญิงมีสิทธิ์ลาคลอดได้
“คุณยุทธคะดิฉันเนี่ยทำตามข้อกำหนด ข้อตกลงยื่นใบลาคลอดตามขั้นตอนกฎหมายเรียบร้อยลาคลอดฉันก็ไม่ได้ลาเกินกำหนด พร้อมที่จะกลับมาทำงานก่อนเวลาด้วยซ้ำ” ชบากัดฟันพูดหล่อนกำลังข่มสติ
“ฉันทำตามกฎทุกอย่างทำงานให้บริษัทตลอดหลายปีมาอย่างเต็มที่ แต่พวกคุณ…เ้าหน้าที่บริหารกลับมาไล่ฉันออกด้วยเหตุผล เพราะฉันลาคลอด!คุณ...คิด...ว่า...มัน...ถูก...แล้ว...เหรอ?” เธอเน้นคำพูดอย่างหนักแน่น
จากนั้นก็คุยเจรจากันอยู่พักใหญ่สรุปก็คือ “บริษัทไม่้าคุณแล้ว!” เป็ประโยคแบบตอกฝาโลงตัวเธอสรุปใจความได้ดังนั้น
พร้อมได้รับการชดเชยเงินอีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นพอได้ยินดังนั้นโทสะที่ข่มไว้ในหัวใจก็ะเิออกมาทันที“ไล่ฉันออกโดยที่ฉันไม่ผิดก็ว่าแย่แล้ว แต่คุณชดเชยเยียวยาฉันแค่ไม่กี่เดือน คุณเห็นว่าฉันเป็ลูกมะพลับบีบง่ายนักหรือไง?”
คุณแม่วัยสาวทุบโต๊ะเสียงดังลั่นแสดงท่าทีไม่พอใจเป็อย่างมาก
หลังจากนั้นก็เถียงกันอีกครู่หนึ่งทว่าเธอก็รู้ดีว่าเถียงต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นจึงขอให้พวกคณะผู้บริหารลงชื่อในเอกสาร เพื่อยืนยันอีกครั้งว่าชดเชยได้เท่านี้
ก่อนที่ทางฝั่งนั้นจะจำใจลงชื่อเป็ลายลักษณ์อักษรเพราะว่าไม่ได้อยากต่อร้องต่อเถียงกับเธอ อยากจะให้เื่มันจบ ๆ ไป
พอได้รับเอกสารมาเธอจึงป่าวประกาศ เสียงดังฟังชัด “ฉันได้ติดต่อทนายความและเตรียมไปยื่นเื่กับกระทรวงแรงงานเป็ที่เรียบร้อย”เธอสะบัดตัวหอบเอกสารกลับบ้านด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
ทว่าก่อนจะเปิดประตูออกไปเธอหันหน้ามาพูดอีกประโยค ที่ทำเอาคณะบริหารสะดุ้งเป็แถว ๆ“อื้ม...ฉันคิดว่าตอนนี้หนังสือพิมพ์ไม่มีข่าวจะเล่นพอดีฉันคิดว่าพาดหัวไม้ของหน้าหนึ่ง ‘บริษัทใหญ่ไล่แม่ลูกอ่อนออก…เพียงเพราะลาคลอด’มันน่าสนใจดีใช่มั้ยล่ะ?”
รอยยิ้มที่มุมปากของเธอแฝงไปด้วยแผนการ
เพราะนับั้แ่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาเหยียบบริษัทเธอก็เริ่มทำตามแผนการของตนเองแล้ว ซึ่งตนวางแผนการไว้กับสามีและทนายความสิ่งที่สำคัญก็คือลายมือชื่อของผู้ที่เขี่ยตัวเธอกระเด็นออกจากตำแหน่ง
ทางคณะผู้บริหารที่อยู่ในนั้นเริ่มหน้าซีดและรู้ถึงระดับความร้ายแรงของเื่นี้…ขึ้นมาอีกนิด
เพราะว่าเอกสารไล่ออกมันก็ตกอยู่ที่มือของเธอแล้วส่วนซองเงินเดือนพร้อมกับเอกสาร ค่าชดเชยก็มีลายเซ็นกำกับไว้เช่นกัน
“จะมาเอาเปรียบอีชบาคนนี้หรือฮื้อ…รู้จักฉันน้อยไปเสียแล้ว!?” ชบาคุณแม่มือใหม่กัดฟันพูด หลังจากนั้นไม่นานก็ดำเนินการตามแผน
ซึ่งบริษัทก็ได้ขึ้น‘ข่าวหน้าหนึ่ง’ ของหนังสือพิมพ์หลายฉบับตามที่เธอได้คาดการณ์ไว้
……
“สาวอุ้มลูกร้องถูกเลิกจ้างเพราะลาคลอด” ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เนื้อหาคร่าว ๆก็เป็หญิงสาวรายนี้ หอบกระเตงลูกชายไปที่กระทรวงแรงงาน และยื่นเื่ต่อรัฐมนตรีกระทรวงโดยตรง
เผอิญที่รัฐมนตรีคนนี้ดันเป็ผู้หญิงเสียด้วยชบาจึงเล่าความชอกช้ำระกำใจให้ทางท่านรัฐมนตรีฟังทางรัฐมนตรีก็ขอดูเอกสารเห็นลายเซ็นของผู้บริหาร…ก็ยังรู้สึกโกรธแทน
เมื่อสายข่าวประจำกระทรวงได้ยินข่าวเข้าหูก็เห็นว่าเป็ประเด็นน่าสนใจ หลังจากที่คุยกับรัฐมนตรีเสร็จนักข่าวก็มาดักรอสัมภาษณ์ ทั้งทางหนังสือพิมพ์และช่องทีวีพวกเขาเริ่มถามถึงสาเหตุอีกรอบ
ชบาก็ตีบทแตกพูดไปสะอื้นไปพร้อมแอบเปรย ๆ ว่าบริษัทั์ใหญ่แห่งนี้ชื่ออะไร ผลิตสินค้าอะไรส่วนเธอทำตำแหน่งอะไร ป้อนให้นักข่าวโดยไม่รู้ตัว
อีกทั้งยังเล่าคำพูดของผู้บริหารที่พูดคุยกับเธออย่างไม่หมกเม็ด…
เื่นี้ดังไปจนเป็ประเด็นร้อนเข้าที่ประชุมรัฐบาล ส่วนทางบริษัทนั้นก็ถูกเล่นงานและตรวจสอบอย่างหนักทั้งจากนักข่าวและกระทรวงแรงงานรวมไปถึงประชาชนละแวกนั้นที่ทราบข่าวว่ามีหญิงสาวหอบเอาลูกไปร้องเรียน…
จึงพากันประณามบริษัทรวมไปถึงผู้บริหารรายนี้จนต้องปิดกิจการ เพราะถูกด่ารายวันแถมพวกคู่ค้าลูกค้าต่างยกเลิกคำสั่งซื้อไปมากมาย
……
หลังจากนั้นตลอดเดือนกว่าๆ แม่ชบาก็นั่งจิบกาแฟพร้อมรอยยิ้มจาง ๆบนใบหน้าคล้ายกับว่าตัวเธอถูกหวยรางวัลที่หนึ่งหรือไม่ก็ได้รางวัลชนะเลิศจากกีฬาอะไรสักอย่าง
สองมือก็พลางเปลี่ยนหน้าหนังสือพิมพ์อ่านข่าวสารไปเรื่อยโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้นเป็เดือน ๆ นักข่าวมาขอสัมภาษณ์อยู่เป็ระยะ ๆกว่าเื่นี้จะเงียบจางหายไปจากหน้าข่าว…
ตอนหลังพ่อของตนจึงเรียกรอยยิ้มนี้ว่า‘รอยยิ้มพิฆาต’ ทั้งตัวของพ่อผันก็ได้รับแรงบันดาลใจวาดภาพทั้งยังเอาภาพวาดไปขายจนสร้างชื่อให้กับตัวเองอีก
กับผลงานที่มีชื่อว่า“คุณแม่ผู้แกร่งกล้า!”
เป็ภาพหญิงสาวอุ้มลูกพร้อมน้ำตาคลอบนป้ายมีรูปกระทรวงแรงงานอยู่ข้าง ๆ บนพื้นมีเศษขนมที่บริษัทเก่าผลิตออกมาขายพร้อมทั้งไมค์และแสงไฟจากกล้องถ่ายรูป เป็การเสียดสี
พอนำออกมาขายเพื่อนฝูงในวงการก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์ จนขายได้หลายล้านบาทเลยทีเดียวเชียว เพราะเื่นี้วาดอ้างอิงออกมาจากชีวิตจริงของครอบครัว
พวกบรรดานักข่าวที่หิวกระหายข่าวต่างก็พากันกระพือข่าวอีกระลอก จนทำให้บริษัทและก็ผู้บริหารโกรธจนควันออกหู เพราะว่าเตรียมจะเปิดบริษัทใหม่อยู่รอมร่อแต่กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีก
ทางปู่ย่าตายายของเสือน้อยก็เรียกเหตุการณ์นี้ว่า“ผัวหาบเมียกระเดียดอย่างแท้จริง”
จากนั้นไม่นานแม่ก็วางแผนตีเหล็กตอนกำลังร้อน…ใช้่ที่กำลังเป็ข่าวเดินหาทำเลเปิดร้านขายกับข้าวที่ตลาดใจกลางเมืองปทุม
หลังจากได้ที่ทางแล้วก็มีคนสนอกสนใจ และก็เห็นอกเห็นใจในเวลาเดียวกัน มาช่วยกันอุดหนุนไม่ขาดสาย
หนึ่งนั้นมาเพราะสงสารและอีกส่วนนั้นมาเพราะติดใจในรสมือของเ้าหล่อน
แน่นอนว่าถ้าของไม่ดีอาหารไม่อร่อยใครจะมาซื้อ…ทุกคนย่อมรู้เื่นี้อยู่แก่ใจ
และนับจากวันนั้นเป็ต้นมาพ่อก็เล่าให้ฟังว่าแม่คล้ายกับจิงโจ้ มีกระเป๋าคาดเอวใส่เงินสดอยู่เป็ตับ ๆอีกทั้งเวลานับเงินก็ยิ้มเ้าเล่ห์อย่างมีความสุข ซึ่งไม่ว่าจะมองดูกี่ครั้งก็ชวนพ่อขนหัวลุก
หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นไปหลายเดือนแม่ก็ยังชอบหอบเงินไปมา เวลาเดินไปไหนมาไหน พ่อจึงชอบร้องเพลง ‘คนบ้าหอบฟาง’ แซวแม่ เพราะมันช่างตรงกับแม่เสียเหลือเกิน
ส่วนแม่ก็มองค้อนทำทีไม่สนใจใน่แรกๆ แต่พอหลายหน ทนไม่ไหวก็ทั้งบิดทั้งหยิกแขนพ่อจนเขียวช้ำไม่ก็ดึงหูจนพ่อผันร้องโอดโอย
พอเสือน้อยนึกถึงเหตุการณ์ตอนพ่อผันเล่าให้ฟังตัวเขาก็อดภาคภูมิใจไม่ได้จริง ๆ เขาปิดประตูเบาๆปล่อยให้พ่อจมอยู่ในโลกของเสียงดนตรีต่อไป…
จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองลานกว้าง้ายังคงเอกลักษณ์ไทยเดิมไว้อยู่มาก ที่มุมหนึ่งใต้ชายคาเสือน้อยก็เห็นแม่นั่งโยกอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด สายตามองดูละครเย็นอย่างสนอกสนใจเขากล่าวทักทายแม่ทันที “แม่จ๋ากลับมาแล้วจ้า!”
แต่เขากลับได้ยินเสียงอู้อี้ตอบเสือน้อยจึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ เขาก็มองเห็นแม่ที่กำลังมาสก์หน้าอยู่จึงขยับปากมากไม่ได้
จะว่าไปแล้วแม่เขาก็ดูแลตัวเองได้ดีจริงๆ อายุสามสิบเกือบจะสี่สิบ ตอนนี้ยังดูอ่อนเยาว์ลงกว่าเดิมเสียอีกส่วนรูปร่างทรวดทรงองค์เอว ก็ดูดีเป็อย่างมาก
มีหลายครั้งที่มีคนทักเขาว่า“พาพี่สาวมาด้วยเหรอ!?” ก็เล่นทำเอาแม่ชบา แกยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกถึงรูหูเชียว
เสือน้อยไม่รบกวนเวลาเสริมสวยของแม่ดังนั้นเขาจึงได้เปิดประตูเข้าไปในห้องตัวเอง เพื่อที่จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า…