เล่มที่1 บทที่12 วัวมารอินทนิล
ระดับหลอมรวม ระดับเรียกิญญาระดับรวมยุทธ ระดับแปลงกาย...
ผู้คุมกฎเซี่ยโหวผู้นี้ จะต้องมีพลังอยู่ที่ระดับแปลงกายแน่ ผู้ที่น่ากลัวเช่นนี้ล้วนเป็ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเพียงแค่วาดมือออกไปก็สามารถะเิพลังโจมตีที่ยากจะจิตนาการได้ออกมา
โดยปกติ ต่อให้เป็ถึงตำหนักนภาปราณยุทธยอดฝีมือเช่นนี้ก็ควรจะมีสถานะเป็ระดับเ้าตำหนักแล้ว ทว่าแม้เซี่ยโหวอู๋จะมีสถานะสูงส่งกลับยังอยู่ภายใต้เ้าตำหนักและเ้าตำหนักรองถึงสามคน
“เริ่มได้! ตามข้ามา!”เสียงของเซี่ยโหวอู๋ดังขัดความคิดของจั่วเฉิน
ตำหนักนภาปราณยุทธนั้นตั้งอยู่ในูเาอันยิ่งใหญ่ทว่าสิ่งปลูกสร้างของตำหนักกินพื้นที่ไปเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนสนามทดสอบที่ว่าก็คือูเาที่อยู่ด้านหลังตำหนักซึ่งที่นั่นดูเหมือนจะถูกค่ายกลอักขระยันต์บางอย่างปกคลุมอยู่ เกิดเป็ห้วงมิติเล็กๆแยกตัวออกไป
“เข้าไปเถอะ เวลาทดสอบคือสิบวันหลังจากที่สังหารสัตว์อสูรระดับฮวงและได้รับทรัพยากรมาแล้ว พวกเ้าสามารถนำไปแลกเป็ค่าผลงานได้ แน่นอนว่าจะไม่แลกก็ได้หากเ้าจะเก็บสิ่งที่หามาไว้ใช้เอง”
จากนั้นเซี่ยโหวอู๋ก็กำชับเื่บางอย่างอีกเล็กน้อยก่อนจะโบกมือออกไปด้านหน้า
เงามากมายทะยานตัวออกไปอย่างรวดเร็วก่อนจะเลือนหายไปที่ส่วนลึกของป่าหลังจากที่ทุกคนเข้าไปในสนามทดสอบแล้ว สีหน้าอันน่ายำเกรงของเซี่ยโหวอู๋พลันเลือนหายไปเขายกยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
“ศิษย์ใหม่ของปีนี้ไม่เลวเลย มีทั้งอัจฉริยะหกตราปราณร่างมารทลายฟ้า ร่างนภาคลั่ง ได้ยินว่ายังมีสองคนที่มีพร์ด้านอักขระยันต์อีกอ้อ แล้วก็คนที่ชื่อจั่วเฉินนั่น ได้ยินว่าเข้ามาในสถานะผู้ติดตามสินะ ถือว่าเป็ศิษย์ครึ่งตัวแล้วก็ว่าได้ฝีมือไม่ธรรมดาเลย มีเพียงพลังระดับหลอมรวมขั้นสองก็สามารถเอาชนะไป๋เฮ่อที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นสามได้แล้ว”
...
เมื่อเข้ามาในสนามทดสอบ พอเห็นเงาร่างที่พุ่งไปมาอย่างรวดเร็วรอบข้างแล้วจั่วเฉินก็สงบใจขึ้นมาก
แม้ทางสำนักจะบอกว่าสามารถรวมกลุ่มกันได้ทว่าคนเรานั้นเห็นแก่ตัว คนส่วนมากมีความทระนงตนอยู่จึงไม่คิดจะร่วมมือกับผู้อื่น หากได้สมบัติอะไรมามีหรือจะยอมแบ่งปัน
“สิบวันอย่างนั้นหรือ เพียงพอแล้วล่ะ อย่าว่าแต่สร้างค่าผลงานเลยเพียงแค่การล่าสัตว์อสูรก็เพียงพอที่จะทำให้เืลมในตัวข้าสมบูรณ์ขึ้นแล้ว”
หลังจากที่รอจนคนอื่นๆ ออกไปพอประมาณแล้วจั่วเฉินก็ออกแรงถีบทะยาน พุ่งตัวหายไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน
การทดสอบของเหล่าศิษย์ใหม่นั้นง่ายมาก เพียงแค่ต้องสังหารเหล่าสัตว์อสูรระดับฮวงที่อาศัยอยู่ที่นี่เพื่อให้ได้หนังกระดูก และผลึกอสูรมาแลกค่าผลงาน แม้จะอันตรายแต่ก็ไม่ได้มากเท่าไรนัก ส่วนมากแล้วก็เป็เพียงสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งเท่านั้นบรรดาศิษย์ใหม่พวกนี้จึงสามารถรับมือได้
แล้วการทดสอบคืออะไร?
ในการทดสอบ นอกจากจะได้รับทรัพยากรของมีค่าต่างๆแล้ว ยังนับเป็วิธีพัฒนาฝีมือตัวเองได้อีก นี่ต่างหากคือการทดสอบที่จั่วเฉินเข้าใจ
สำหรับจั่วเฉินที่มีห้าตราปราณโบราณ แม้ตอนนี้จะมีเพียงระดับหลอมรวมขั้นสองแต่หากเขามุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งล่ะก็ คงจะนับว่าน่าเสียดายมากทีเดียว
ตอนที่อยู่สำนักสลายดาราต่อให้ยังไม่ปลุกพลัง จั่วเฉินก็สามารถล่าสังหารพยัคฆ์คลั่งที่เป็สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งได้แล้วดังนั้นสัตว์อสูรระดับนี้จึงไม่เป็ที่ระคายมือเขาเลยสักนิด เป้าหมายของจั่วเฉินในครั้งนี้คือสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองที่ซ่อนอยู่ที่ส่วนลึกของสนามฝึกต่างหากด้วยพลังของเขาตอนนี้อาจจะรับมือลำบากไปสักหน่อย ทว่าประโยชน์ที่จะได้รับก็เป็สิ่งที่คนอื่นไม่กล้าคาดคิดเช่นกัน
จั่วเฉินมุ่งตรงไปข้างหน้าไม่หยุดตลอดทางได้สังหารสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งที่ขวางทางไปพลางๆ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายเป็อย่างมากการสังหารสัตว์อสูรเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับเสียเวลาเปล่าสักนิด
“โฮก!”
ยังดีที่หลังจากเข้ามาในส่วนลึกได้ไม่นานจั่วเฉินก็เห็นเงาของคนหลายคนวิ่งหนีตายออกมา จากนั้นเสียงคำรามของบางสิ่งก็ดังขึ้น
“หนีเร็ว! บ้าจริง ซวยชะมัดทำไมถึงเจอสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองที่นี่ได้!” คนผู้หนึ่งโอดครวญขณะที่วิ่งหนีออกมา
จั่วเฉินกลับเหมือนคนพิสดาร นอกจากจะไม่หนีแล้วเขายังเผยสีหน้าคาดหวังออกมา
สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองอย่างนั้นหรือ นั่นมันเป้าหมายของข้า!
ลำแสงสีดำสายหนึ่งสาดออกมา ทำเอาแขนขวาของศิษย์ผู้หนึ่งเกือบจะถูกเฉือนขาด
“วัวมารอินทนิลหรือ”สายตาจั่วเฉินพลันเข้มขึ้น
ร่างกายกำยำสีม่วงคล้ำกระโจนออกมาจากในป่าสี่เท้ากระทืบย่ำพื้นดินสั่นไหวไม่หยุด
“พวกเ้าถอยไป” จั่วเฉินก้าวขึ้นมาด้านหน้า “เงาพยัคฆ์พิฆาต!”
จั่วเฉินพุ่งออกไปสังหารสัตว์อสูรตนนั้นท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนขณะที่ทั้งสองมือกำลังขยับ พลังปราณอันน่ากลัวสายหนึ่งก็สาดออกมา
ผู้ฝึกยุทธพลังปราณมักจะอาศัยเคล็ดวิชาปราณโบราณในการต่อสู้ทว่าก่อนที่จะปลุกพลังได้ บางคนก็อาศัยเพียงร่างกายในการต่อสู้เท่านั้น และเพราะไม่สามารถสำแดงพลังปราณออกมาได้จึงเกิดเป็ทักษะการต่อสู้ขึ้นมา
สำหรับผู้ฝึกยุทธพลังปราณที่แท้จริงแล้วทักษะการต่อสู้นี้ก็แค่วิธีการต่อสู้ระดับต่ำเท่านั้น จึงไม่มีใครอยากฝึกฝน ทว่าความจริงแล้วพลังระดับหลอมรวมที่ยังเป็แค่ระดับหลอมรวมเืลมและสร้างความมั่นคงให้ระดับพลังนั้นทักษะการต่อสู้เช่นนี้กลับมีประโยชน์มาก
ทักษะเงาพยัคฆ์พิฆาตนี้ เป็หนึ่งในทักษะที่จั่วเฉินมีนั่นเอง
สองมือทำท่วงท่าราวกับกรงเล็บพยัคฆ์เพียงจ้วงจับออกไปก็ทำให้อากาศเบื้องหน้าสั่นะเื ดึงดูดความสนใจของวัวมารอินทนิลในทันที
“ตายเสียเถอะ!”จั่วเฉินแค่นเสียงเย็นเยียบออกมา
เืลมทั้งร่างที่แแ่ราวกับมหาสมุทระเิออกมาทั้งหมดพลังปราณอันน่ากลัวพุ่งออกจากสองหมัดไปด้านหน้าก่อนจะทะลุผ่านเข้าไปในหัวกะโหลกของวัวมารอินทนิล ขณะที่พลังปราณกำลังสั่นะเื จั่วเฉินใช้สองมือจับเขาทั้งสองของมันไว้แน่นก่อนจะยื้อยุดกันด้วยพละกำลัง
“คนผู้นี้ไม่รักชีวิตแล้วหรือถึงกับคิดจะจัดการสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองเพียงลำพัง เรารีบหนีเถอะ”
เหล่าคนที่ถูกวัวมารอินทนิลไล่ล่าเมื่อครู่เมื่อเห็นจั่วเฉินที่จู่ๆ ก็พุ่งออกไปแล้วก็รู้สึกซาบซึ้ง ทว่ายังไม่วายรีบหนีออกไปก่อนที่จริงหากพวกเขาร่วมมือกันก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่การทำเช่นนั้นจะต้องได้รับาเ็สาหัสจนส่งผลต่อการทดสอบหลังจากนี้แน่จึงถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย
เมื่อหนีออกมาไกลพอแล้วหนึ่งในคนเ่าั้ก็ถามขึ้น
“คนผู้นั้นเหมือนจะเพิ่งเข้าสำนักมาใหม่เป็จั่วเฉินที่เอาชนะไป๋เฮ่อได้ใช่หรือไม่”
“เหอะ คนทระนงตนเช่นนั้นกลับไม่เจียมถึงกลับกล้ามีเื่กับไป๋เฮ่อ มีหวังได้ถูกสังหารแน่ แต่ก็ดี พวกเราจะได้ตัดคู่แข่งไปได้หนึ่งคน”อีกคนเอ่ยพลางยิ้มเย็น
จั่วเฉินยังคงต่อสู้อยู่ในส่วนลึกของป่าด้วยพร์ของเขา แม้ว่าหลายปีมานี้มีประสบการณ์ต่อสู้ไม่มาก ทว่าเขาก็เกิดและเติบโตมาในสกุลใหญ่แห่งดินแดนศึกไร้พรมแดนจึงได้เห็นบรรดาผู้กล้าแกร่งต่อสู้มาไม่น้อย ประสบการณ์การต่อสู้เ่าั้ยังคงฝังลึกอยู่ในหัวจั่วเฉินใช้เวลาพัฒนาสิ่งเ่าั้ให้สมบูรณ์ขึ้นอยู่ตลอด อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตนเองยามนี้จึงถือว่าชำนาญมากแล้ว
ตู้ม!
วัวมารอินทนิลแผดเสียงคำรามลั่นพร้อมยกสองขาหน้าขึ้นสูงก่อนจะสลัดจั่วเฉินอย่างแรงให้กระเด็นออกไป
ร่างของจั่วเฉินกระแทกพื้นจนอดครางเสียงต่ำออกมาไม่ได้เขายกมือเช็ดคราบเืที่มุมปาก ทว่าแววตากลับไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิด ซ้ำยังดูฮึกเหิมขึ้นกว่าเดิม
“แบบนี้สิถึงจะสะใจ!” จั่วเฉินพึมพำ
การต่อสู้เช่นนี้ทำให้เืลมในตัวสมบูรณ์และเข้าใจการต่อสู้ได้มากขึ้น
ก่อนที่จะปลุกพลัง แม้จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งจั่วเฉินก็ยังต้องเปลืองแรงมากมายในการสังหารพวกมัน ทว่าตอนนี้เขามีพลังระดับหลอมรวมขั้นสองแล้วและกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองอยู่ตามลำพัง หากใครมาเห็นเข้าจะต้องตกตะลึงแน่แม้จะศิษย์ใหม่อยู่ไม่น้อย ทว่าคนที่มีความสามารถถึงขั้นจัดการสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองได้กลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นซึ่งคนเ่าั้ต่างก็มีพลังถึงระดับหลอมรวมขั้นสามและสี่ไปแล้ว
“ข้ามันโง่จริงๆส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดของวัวมารอินทนิลคือเขาคู่นั้น แต่ข้ากลับไปโจมตีที่จุดนั้นเนี่ยนะ”จั่วเฉินด่าตัวเอง
“หมัดเจ็ดสังหารทลายดิน!”
พริบตาถัดมา จั่วเฉินกระทืบพื้นถีบตัวเองไปข้างหน้าพร้อมกับสำแดงทักษะสังหารและเพราะแรงส่งที่รุนแรงนั้น ทำให้ทั้งร่างพุ่งทะยานออกไปได้อย่างรวดเร็ว
จั่วเฉินกำนิ้วมือทั้งสิบเอาไว้แน่นก่อนที่จะชกสองหมัดออกไปพร้อมกับลำแสงสีเืสายหนึ่ง ภาพที่เกิดขึ้นนี้เป็เพราะเืลมที่กำลังพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด
ลมปราณบางๆ ปรากฏขึ้นรายล้อมหมัดทั้งสองของจั่วเฉินจากนั้นเขาก็กระหน่ำชกออกไป
ด้วยความสามารถของจั่วเฉินในตอนนี้แม้จะรู้ทักษะสังหารมากมาย ทว่าหากคิดจะจัดการวัวมารอินทนิลโดยลำพังก็ยังถือว่ายากไปหน่อยดีที่เขามีรากฐานน่ากลัว เพราะได้ฝึกฝนร่างกายมาั้แ่เด็กจึงมีร่างกายพิเศษกว่าคนอื่นๆแถมยังสามารถฟื้นฟูเืลมและพลังปราณได้อย่างรวดเร็ว จั่วเฉินจึงสามารถสำแดงพลังออกมาได้เต็มที่
เช่นนั้นแล้ว หลังจากต่อสู้ไปสักระยะวัวมารอินทนิลจะต้องอ่อนแรงลงก่อนแน่ ถึงตอนนั้นจั่วเฉินก็จะมีโอกาสปลิดชีพในครั้งเดียว
ทั้งสองต่อสู้กันจนสภาพรอบข้างเละเทะไปหมดไม่นานก็พากันล่วงล้ำเข้าไปในป่าลึก
จั่วเฉินไม่รู้เลยว่า ขณะที่เขากำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับวัวมารอินทนิลอยู่นั้นในจุดที่พวกเขาต่อสู้กันตอนแรก ได้ปรากฏร่างของชายในชุดคลุมสีดำผู้หนึ่ง
คนผู้นี้เองก็เป็ศิษย์ใหม่เช่นกันเรือนผมสีดำพลิ้วไหวแม้จะไร้ลม ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ทว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็ิัที่ปรากฏรอยจ้ำสีม่วงขึ้นทั้งตัวราวกับถูกพิษแทรกซึม
“หึ ถึงกับสามารถรับมือวัวมารอินทนิลตามลำพังได้ นับว่ามีความสามารถอยู่บ้าง น่าเสียดายที่มีคน้าเอาชีวิตเ้า”
หลังจากรับรู้ถึงกลิ่นอายพลังรอบข้างแล้วจู่ๆ ชายในชุดคลุมสีดำก็ยิ้มเย็นก่อนจะก้าวเท้าออกไป ติดตามร่องรอยการต่อสู้เข้าไปที่ส่วนลึกของป่า
เพียงแค่ครู่เดียว ที่นั่นก็มีเสียงโหยหวนดังออกมาก่อนที่ร่างอันใหญ่โตราวกับูเาขนาดย่อมของวัวมารอินทนิลจะล้มตึงนอนหายใจอย่างรวยริน
“หนังหนาเสียจริง แต่จะต้านทานการโจมตีอย่างดุดันของพี่ชายได้สักแค่ไหนกันเชียว”จั่วเฉินผ่อนลมหายใจออกมา
เมื่อมั่นใจว่าวัวมารอินทนิลไม่เป็ภัยแล้วจั่วเฉินจึงนั่งขัดสมาธิ ก่อนจะเริ่มฟื้นฟูเืลมและพลังปราณในตัว