บทที่ 58
ค้นหาผู้มีความสามารถ
ร้านขายผักวิญญาณเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากภายในเมืองจินหยวน
ณตระกูลโม่
ช่วงยามเย็นของวันห้องโถงขนาดใหญ่ภายในจวนโม่เยี่ยนนั่งอยู่ภายในห้องโถงด้วยท่าทางสงบนิ่งดวงตาทั้งสองข้างกวาดไปมองบริเวณรอบๆ
กลิ่นของน้ำชาที่ลอยฟุ้งขึ้นมาเตะจมูกเขายกถ้าภายในมือของตัวเองขึ้นดื่มอย่างช้าช้าด้วยท่าทางที่ใจเย็น
โม่เยี่ยนแสดงใบหน้าที่ปรากฏรอยยิ้มออกมาจากนั้นก็พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ ดูเหมือนว่าร้านผักวิญญาณที่เพิ่งเปิดขายภายในเมืองแห่งนี้จะเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเลยสินะพ่อบ้านโม่”
พ่อบ้านโม่ที่กำลังยืนอยู่ข้างกายพยักหน้าแล้วก็พูดขึ้น “ ใช่ขอรับในตอนนี้ร้านขายผักวิญญาณเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากภายในเมือง ”
“ ผู้คนมากมายให้ความสนใจมากกว่าตอนที่เป็นแผงผักเล็กๆที่ตั้งอยู่ภายในตลาดเสียอีก”
“ ในตอนนี้เห็นว่าแม้จะตั้งขายทั้งวันผู้คนที่ยังหนาแน่นอยู่เช่นเดิมเกรงว่าคงจะเปิดตั้งแต่เช้าจนถึงในช่วงหัวค่ำ”
ตระกูลใหญ่ทำความเข้าใจและก็สำรวจเกี่ยวกับเรื่องนี้
แน่นอนอยู่แล้วเมื่อมีกิจการใหญ่โตที่ถูกเปิดขึ้นและผู้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมากมันย่อมไม่พลาดพ้นสายตาของพวกตระกูลใหญ่
ในตอนนี้ร้านขายผักวิญญาณกำลังเป็นที่นิยม
โม่เยี่ยนดูไม่ประหลาดใจ “ จะบอกว่าคิดเอาไว้แล้วก่อนก็ได้ในตอนนี้จากที่มองดู”
“ บุรุษหนุ่มผู้นั้นเป็นคนมีความสามารถอย่างที่ข้าคิดเอาไว้จริงๆเพียงไม่กี่เดือนที่ชื่อของเขาปรากฏแก่สายตาของผู้คนตอนนี้ก็กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น”
“ เมื่อเทียบกับตัวของข้าในยุคก่อนแล้วเขาก้าวเดินเร็วมากกว่าสิบหรือร้อยเท่า”
โม่เยี่ยนลองเอาตนเองภายในอดีตเปรียบเทียบกับจางหยวน
แน่นอนว่ามันเทียบไม่ได้เลยแม้แต่น้อยตัวของเขาภายในอดีตแม้จะถูกกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะแล้วก็ทำการค้าขายเจริญรุ่งเรืองจนทำให้ตระกูลใหญ่โต
ลองมามองดูกับเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นคลื่นลูกหลังเช่นนี้เขาก้าวเดินเชื่องช้าความหยิ่งนัก
จางหยวนก้าวเดินได้รวดเร็วมากกว่าแถมยังก้าวเดินได้รวดเร็วมากกว่ามันตั้งหลายเท่าด้วย
พ่อบ้านโม่พยักหน้าตอบรับกลับไป “ เห็นด้วยขอรับคนหนุ่มผู้นี้ก้าวเดินได้รวดเร็วเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมากลับมีร้านผักใหญ่โตที่มีผู้คนสนใจมากมาย”
“ เเต่ที่สำคัญสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือคนหนุ่มผู้นี้ดันได้ที่ดินของผู้เฒ่าอี้ไปด้วย”
“ ท่านผู้เฒ่าเป็นคนที่เข้าพบและพูดคุยได้ยากจะตายแม้แต่ตัวของข้ายังรู้สึกได้เลยในตอนนี้ข้ายังคิดภาพไม่ออกเลยว่าคนหนุ่มผู้นี้ใช้วิธีใดในการเอาชนะใจผู้เฒ่าอี้” โม่เยี่ยนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
การเจรจาซื้อขายที่ดินและการเปลี่ยนโอนที่ดินในตอนแรกที่ได้ยินว่าผู้เฒ่าอี้ยอมขายที่ดินให้กับจางหยวนเขายังรู้สึกประหลาดใจเลย
พ่อบ้านโม่กล่าวเสริม “ ผู้เฒ่าอี้เป็นคนที่เจรจายากจริงๆเขาเป็นคนที่มีทั้งประสบการณ์ความรู้แถมยังมีเล่ห์เหลี่ยม ”
“ แต่นี้มันเองก็ไม่เทียบเท่ากับว่าคนหนุ่มผู้นี้จะกลายเป็นศัตรูของสามตระกูลใหญ่ภายในอนาคตอย่างนั้นหรือขอรับ?” พ่อบ้านโม่เองก็กังวลเกี่ยวกับจุดยืนในวันข้างหน้า
แน่นอนว่าถ้ามีตระกูลใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกสักหนึ่งตระกูลมันจะทำให้สมดุลภายในเมืองแห่งนี้ต้องเปลี่ยนแปลง
และถ้าถึงเวลานั้นย่อมไม่สามารถรู้ได้ว่าตระกูลโม่จะสูญเสียหรือได้อะไร
“ คนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ยุคสมัยเองก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกันอำนาจของตระกูลเราถูกสร้างขึ้นมาย่อมมีการเปลี่ยนแปลง”
“ มีผู้ใดเล่าจะอยู่ค้ำฟ้าราชวงศ์ยังเปลี่ยนแปลงเลย ”
“ ท่านกังวลมากไปแล้วพ่อบ้านโม่อำนาจที่พวกเราสร้างขึ้นมาย่อมไม่จีรังยั่งยืน ”
“ ในตอนนี้มาสนุกกับยุคสมัยใหม่ที่เหล่าคลื่นลูกหลังมีอะไรให้พวกเราประหลาดใจมากมายไม่ดีกว่าเหรอ” โม่เยี่ยนผู้ที่ไม่ปรารถนาอำนาจ
เขารู้ดีรู้ถึงสัจธรรมของชีวิตและรู้ถึงสัจธรรมของโลกใบนี้
แม้ว่าพ่อบ้านโม่จะเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอำนาจของตระกูลของตนเองจะสูญเสียไปแต่เขาเองก็ไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย
“ ขอรับในเมื่อนายท่านกล่าวเช่นนั้น… ”
“ ก็แบบนั้นแหละรอดูดีกว่าว่าจางหยวนจะทำอะไรให้พวกเราประหลาดใจอีกบ้าง”
“ บอกแล้วอย่างไรว่าจางหยวนอาจจะเป็นคนที่ทำให้อำนาจของสามตระกูลใหญ่ภายในเมืองเปลี่ยนแปลงบางทีเขาอาจจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกับพวกเรา”
“ เพราะแบบนั้นการผูกมิตรกับเขาเอาไว้ถือว่าดีที่สุด ”
“ คนหนุ่มผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวผูกสัมพันธ์กับตระกูลเราและก็ไปมีเรื่องกับตระกูลเสิ่นทำให้ตระกูลเสิ่นคิดว่าตระกูลเราจะช่วยเหลือและก็ไม่กล้าลงมือ ”
“ พวกเราไม่สูญเสียผลประโยชน์ตระกูลเสิ่นเสียประโยชน์แต่ว่าคนที่ได้ประโยชน์คือคนหนุ่มผู้นั้น ” โม่เยี่ยนกล่าวชื่นชมออกมาจากใจจริง
“ ใช่ขอรับคนหนุ่มผู้นี้แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ตัวของเขาแตกต่างจริงๆ” พ่อบ้านโม่กล่าวสนับสนุนออกมา
…
วันถัดมา
ณใจกลางเมืองจินหยวน
จางหยวนนั่งอยู่ตรงโรงน้ำชาข้างถนนเขานั่งอยู่บริเวณเก้าอี้ด้านหน้าดื่มน้ำชาอย่างใจเย็นกวาดสายตามองไปบริเวณรอบๆ
ดวงตากวาดไปมองบริเวณรอบๆพบเห็นผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่บริเวณด้านหน้าเต็มไปหมด
หย่งคังที่กำลังนั่งอยู่ข้างกายเอ่ยถามขึ้นมาในทันที “ เจ้ากำลังจะมองหาอะไร”
“ มองหาอะไรอย่างงั้นรึก็มองหาผู้มีความสามารถอย่างไรละ ” จางหยวนตอบกลับ
“ มองหาผู้มีความสามารถข้างถนนเนี่ยนะจะทำได้อย่างไร ”
“ อาจารย์ผู้มีความสามารถก็ไม่ใช่ว่าจะต้องอยู่ภายในหอบัณฑิตอย่างเดียวเนี่ย”
“ ก็ท่านบอกอย่างไรเล่าว่าตอนนี้ผู้มีความสามารถส่วนใหญ่ล้วนแล้วโดนตระกูลใหญ่ชักชวนไปหมดแล้ว”
“ เพราะแบบนั้นสิ่งที่เราตามหาได้มันก็คือผู้ที่มีความสามารถที่ยังไม่ถูกค้นพบ”
“ เพราะแบบนั้นตรงข้างถนนแบบนี้นี่แหละดีมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านไปผ่านมา” จางหยวนกล่าวถึงเหตุผลของตนเอง
“ แล้วอย่างไรแล้วผู้คนมากมายเช่นนี้เจ้าจะแยกแยะผู้มีความสามารถได้อย่างไรกัน” หย่งคังถามเขายังคงเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับ
ไม่ว่ามองอย่างไรมองไปบริเวณรอบๆก็พบเห็นว่าผู้คนมากมายไม่สามารถแยกแยะได้
แล้วจะแยกแยะผู้คนที่มีความสามารถได้อย่างไรขนาดหน้าตายังจดจำได้ไม่หมด
“ ท่านรู้จักท่าทางภายนอกหรือไม่ ”
“ ท่าทางภายนอกอย่างงั้นรึ? ”
“ ใช่แล้วสมมุติครบท่านคิดว่าทักษะภายในร่างกายของพวกเรามันจะแสดงออกมาบริเวณด้านนอกบ้างหรือไม่ ”
“ ดวงตาการได้ยินการตอบสนองทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พวกเราสามารถสังเกตได้ทั้งหมด” จ่างหยวนแสดงใบหน้าจริงจัง
“ ท่านดูอย่างคนผู้นั้นสิ ” จางหยวนใช้นิ้วมือของตนเองชี้ตรงไปด้านหน้า
หย่งคังใช้ดวงตาของตนเองมองตรงตามไป
พบเห็นเขากับบุรุษที่มีช่วงวัยประมาณยี่สิบต้นๆกำลังยืนอยู่กลางถนนกวาดสายตาไปสังเกตบริเวณรอบๆตลอดเวลา
เมื่อเห็นท่าทางของคุณผู้นั้นจางหยวนเลยพูดขึ้นมา“ คนผู้นั้นเป็นคนช่างสังเกตเป็นอย่างมากนั่นคือหนึ่งทักษะที่เรามองเห็นได้อย่างชัดเจน ”
“ ไม่เพียงเท่านั้นข้าเฝ้ามองเขามาสักพักใหญ่แล้วเหมือนว่าเขาจะมีทักษะการจำที่เป็นเลิศ ”
“ ความจำที่เป็นเลิศสังเกตได้จากอะไร? ”
“ ตัวของคนผู้นั้นเดินโดยไม่มองเส้นทางมาสักพักแล้ว ”
“ เดินโดยไม่มองเส้นทางอย่างงั้นรึเรื่องนั้นข้าก็ทำได้? ”
“ สำหรับท่านมันเป็นความคุ้นชินแต่ว่าคนผู้นั้นดูเหมือนว่าจะพึ่งเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้ได้ไม่นานสังเกตุเห็นได้จากการที่เขามักจะสังเกตสิ่งรอบกายอยู่ตลอดเวลา ”
“ แล้วที่สำคัญความซื่อสัตย์ก่อนหน้านี้มันมีผลไม้ตกอยู่ตรงบริเวณด้านใต้แผงที่เป็นจุดอับสายตาคนผู้นั้นสามารถหยิบไปได้แต่ว่ามันกลับเรื่องหยิบขึ้นมาแล้วส่งคืน”
“ คนผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความสามารถที่ข้ามองเอาไว้ ” จางหยวนยกยิ้มที่มุมปาก
หลังจากนั้นเขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วกล่าวกับหย่งคังที่อยู่ข้างกาย “ ไปกันเถอะได้เวลาทาบทามคนแล้ว”
จบบท